บทที่ 29 มรรคากระบี่ปฐมกาล (รีไรต์)
เดิมทีนางคิดว่าชั่วชีวิตนี้คงไม่ต้องกลับมายังวิหารเทพกระบี่ สถานที่ที่นำมาซึ่งความโศกเศร้าแห่งนี้อีกแล้ว
แต่คิดไม่ถึงว่าจะได้พบยอดคนอย่างเมิ่งฝานเข้า
การหยั่งรู้ศิลาเทพกระบี่นั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความสามารถในการทำความเข้าใจ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับรากปราณ
แม้เมิ่งฝานจะมีรากปราณขยะ แต่ความสามารถในการทำความเข้าใจของเขานั้น สูงที่สุดในบรรดาผู้คนที่หลิ่วเยียนผิงเคยพบเห็นมา
ด้วยความสามารถระดับนี้ ย่อมต้องสามารถััถึงบางสิ่งในศิลาเทพกระบี่ได้อย่างแน่นอน
หากเมิ่งฝานแบ่งปันสิ่งที่เขาหยั่งรู้ให้กับนาง หินิญญาหนึ่งร้อยก้อนที่นางจ่ายไปย่อมไม่สูญเปล่าแน่นอน
คุ้มค่า!
หากไม่คุ้มค่า ต่อไปนางจะไม่สนับสนุนเมิ่งฝานอีกเด็ดขาด
ก่อนที่เมิ่งฝานจะจากไปหลิ่วเยียนผิงได้กำชับอีกครั้งว่า "พยายามเข้า เ้าต้องทุ่มเทให้กับการหยั่งรู้อย่างเต็มที่ หากเ้าไม่ได้อะไรกลับมาหรือสิ่งที่ได้มาไม่ทำให้ข้าพอใจ ต่อไปเ้าอย่าหวังว่าจะได้หินิญญาจากข้าแม้แต่ก้อนเดียว!"
คำพูดนี้ช่างดุดันยิ่งนัก
เมิ่งฝานปรับสีหน้าเป็เคร่งขรึมทันทีพลางกล่าวกับหลิ่วเยียนผิงว่า "ศิษย์พี่หลิ่วโปรดวางใจ ข้าจะทุ่มเทอย่างเต็มที่!"
จะทำให้ใครผิดหวังก็ได้แต่จะทำให้แม่นางผู้ใจดีที่คอยสนับสนุนหินิญญาให้ข้าผิดหวังไม่ได้เด็ดขาด
หลังจากหลิ่วเยียนผิงช่วยจ่ายหินิญญาหนึ่งร้อยก้อนให้แล้ว เมิ่งฝานก็เดินตรงไปยังตำแหน่งของศิลาเทพกระบี่
ศิลาเทพกระบี่มีขนาดใหญ่มาก ดูราวกับเป็กำแพงขนาดเล็กกำแพงหนึ่งเลยทีเดียว
วิธีการหยั่งรู้ศิลาเทพกระบี่นั้นเรียบง่ายมาก เพียงแค่ต้องวางมือลงบนศิลาเท่านั้น
หินิญญาหนึ่งร้อยก้อนแลกกับเวลาหนึ่งชั่วยาม เมิ่งฝานย่อมไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่า เมื่อเข้าใกล้ศิลาเทพกระบี่ เขาก็นั่งขัดสมาธิลงแล้ววางมือลงบนศิลาเทพกระบี่
วินาทีต่อมา เมิ่งฝานก็หลับตาลง
สิ่งที่ทำให้เมิ่งฝานประหลาดใจคือ ทันทีที่มือััศิลาเทพกระบี่เขาก็ััได้ถึงเจตจำนงกระบี่สายหนึ่งที่คมกล้าไร้ผู้ต้าน
เจตจำนงกระบี่สายนี้ ยิ่งใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขตยิ่งนัก
เมิ่งฝานััได้ถึงความลึกลับซับซ้อนนานัปการ
สยบปีศาจ กำจัดมาร สังหารเซียน ฟันเทพ ทำลายพุทธ ทะลวงฟ้า ทะลวงดิน...
เจตจำนงกระบี่สายนี้ กลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายที่ลึกล้ำไร้สิ้นสุดถึงเพียงนี้
เมิ่งฝานรู้สึกตระหนกในใจ นี่มันคือเจตจำนงกระบี่แบบไหนและเป็วิถีกระบี่แบบใดกันถึงได้ยิ่งใหญ่โอ่อ่าและกว้างขวางไร้ขอบเขตเช่นนี้?
นี่ไม่ใช่เพียงแค่เจตจำนงกระบี่ธรรมดา ๆ อีกต่อไป แต่นี่คือวิถีกระบี่... คือมรรคากระบี่!
ในขณะเดียวกัน พร์วิถีกระบี่หยั่งรู้เทพของเมิ่งฝานก็เริ่มทำงาน
ทันใดนั้น ความลึกลับซับซ้อนมากมายหลั่งไหลเข้าสู่ห้วงคำนึงของเมิ่งฝาน
มรรคากระบี่ปฐมกาล
ภายในศิลาหินนี้ แฝงไว้ด้วยมรรคากระบี่สายหนึ่ง
และชื่อของวิถีกระบี่สายนี้ก็คือ 'ปฐมกาล'
มรรคากระบี่ปฐมกาล
เมิ่งฝานตระหนกในใจ รู้สึกว่าตนเองได้ัักับสิ่งที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน
ในสำนักกระบี่สู่ซาน มีผู้คนนับไม่ถ้วนเคยหยั่งรู้ศิลาหินก้อนนี้
หลายคนหยั่งรู้ได้ถึงเพลงกระบี่ บางคนหยั่งรู้ได้ถึงเจตจำนงกระบี่
แม้แต่ผู้ที่มีพร์โดดเด่น ยังหยั่งรู้ได้ถึงขุมพลังกระบี่จากศิลาหิน
แต่ผู้ที่สามารถหยั่งรู้ถึงวิถีกระบี่ได้ั้แ่เริ่มก่อตั้งสำนักจนถึงปัจจุบันมีเพียงเมิ่งฝานคนเดียวเท่านั้น!
วิถีกระบี่ปฐมกาลครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง
เมิ่งฝานใช้พร์วิถีกระบี่หยั่งรู้เทพ ดูดซับข้อมูลของวิถีกระบี่ปฐมกาลอย่างบ้าคลั่ง
ปราณกระบี่ เจตจำนงกระบี่ ขุมพลังกระบี่ จิติญญากระบี่ แก่นิญญากระบี่ วิถีกระบี่...
เมิ่งฝานมีความเข้าใจในภาพรวมของเส้นทางวิถีกระบี่อย่างลึกซึ้ง ความคิดในสมองเปิดกว้างอย่างสมบูรณ์
หมื่นมรรคาท้ายที่สุดล้วนคืนสู่ปฐมกาล!
ปฐมกาลเป็เพียงรูปแบบหนึ่งในวิถีกระบี่ แต่ในขณะเดียวกันมันกลับดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับวิถีกระบี่ทั้งหมด
ไม่ว่าจะเป็เพลงกระบี่ใด เจตจำนงกระบี่ใด หรือแม้แต่จิติญญากระบี่และแก่นิญญากระบี่ใด ขอเพียงปรารถนา ก็สามารถหลอมรวมเข้าสู่มรรคาปฐมกาลได้
แม้ปฐมกาลจะเป็เพียงหนึ่งในมรรคากระบี่ แต่ก็สามารถนับได้ว่าเป็วิถีกระบี่ระดับสูงสุด
ยิ่งไปกว่านั้น ยังสามารถหลอมรวมมรรคากระบี่สายอื่น ๆ เข้ามาในปฐมกาลได้อีกด้วย
เมิ่งฝานรู้สึกสั่นะเืในใจ สิ่งที่เขาได้รับในตอนนี้ เรียกได้ว่าเป็การก้าวะโขึ้นสู่สรวง์เพียงชั่วก้าวเดียว
เขาเป็เพียงผู้บำเพ็ญเพียรขั้นเลี่ยนชี่ตัวเล็ก ๆ เดิมทีควรจะััได้เพียงปราณกระบี่ แม้แต่ระดับเจตจำนงกระบี่ก็ยังห่างไกลจนเอื้อมไม่ถึง
แต่ตอนนี้ เขากลับััได้ถึงจุดสิ้นสุดของเส้นทางแห่งกระบี่อย่างเลือนลาง
แม้จะเป็เพียงการัั แต่มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าพลิกดิน
ในขณะที่เมิ่งฝานจมดิ่งอยู่ในการหยั่งรู้นี้ เขารู้สึกได้ถึงััจากการตบไหล่ของใครบางคน
เขาลืมตาขึ้นและเห็นชายชราในชุดสีเทาคนหนึ่ง
"ครบหนึ่งชั่วยามแล้ว" ชายชราชุดเทากล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉย
หมดเวลาแล้วหรือ?
เมิ่งฝานมีสีหน้ามึนงง
เขารู้สึกเหมือนเวลาเพิ่งผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที แต่ผลลัพธ์คือเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยามแล้ว
เื่แบบนี้ ชายชราชุดเทาย่อมไม่หลอกเขาแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น หลิ่วเยียนผิงยังคงเฝ้าดูอยู่ข้าง ๆ จะปล่อยให้คนอื่นโกงเวลาของตนไม่ได้
เมิ่งฝานละมือจากศิลาหินอย่างอาลัยอาวรณ์ รู้สึกว่ายังไม่เต็มอิ่มอย่างยิ่ง
เพียงแค่หนึ่งชั่วยาม ก็ทำให้ความเข้าใจในเื่กระบี่ของเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล
หากปล่อยให้เขาหยั่งรู้ที่นี่สักสิบวันสิบคืน เขาคงสามารถผลัดกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็นได้อย่างแท้จริง
ถึงตอนนั้นไม่ได้โม้ เมิ่งฝานมั่นใจว่าด้วยตบะขั้นเลี่ยนชี่ระดับสอง เขาสามารถสังหารผู้บำเพ็ญเพียรขั้นเจินอู่ระดับสองได้ในพริบตา!
สำหรับคนอื่น การเสียหินิญญาเพื่อหยั่งรู้ศิลาเทพกระบี่นี้คือการสิ้นเปลือง
แต่สำหรับเมิ่งฝาน มันคือการ่ชิงวาสนาจาก์!
โดยเฉพาะวิถีกระบี่ปฐมกาลนี้ ซึ่งตรงกับสิ่งที่เมิ่งฝานเคยจินตนาการไว้เกี่ยวกับหมื่นกระบี่รวมศูนย์ นั่นคือการรวบรวมเพลงกระบี่นับหมื่นให้หลอมรวมเป็หนึ่งเดียว
เพียงแต่วิถีกระบี่ปฐมกาลนี้เหนือชั้นกว่ามาก หมื่นกระบี่รวมศูนย์ที่เมิ่งฝานจินตนาการไว้นั้นมีขีดจำกัด
ตามชื่อของมัน การหลอมรวมกระบี่หมื่นเล่มก็นับว่าสุดโต่งแล้ว
ในความเป็จริง เมิ่งฝานไม่เคยคิดจะหลอมรวมกระบี่หมื่นเล่มจริง ๆ เขาคิดเพียงว่าหากหลอมรวมเพลงกระบี่สักสองสามร้อยชนิด ก็น่าจะสร้างเพลงกระบี่เอกลักษณ์ของตนเองขึ้นมาได้แล้ว
สิ่งที่เรียกว่าหมื่นกระบี่รวมศูนย์ คำว่าหมื่นกระบี่นั้นเป็เพียงคำกล่าวให้ดูโอ่อ่าเท่านั้น!
จะไปหาเพลงกระบี่หนึ่งหมื่นวิชามาจากที่ไหนกัน?
แต่วิถีกระบี่ปฐมกาลนี้กลับทำลายจินตนาการของเมิ่งฝาน อย่าว่าแต่เพลงกระบี่หนึ่งหมื่นชนิดเลยต่อให้เป็แสนชนิดหรือล้านชนิด ขอเพียงในโลกนี้มีเพลงกระบี่มากมายเพียงนั้น ทั้งหมดล้วนสามารถหลอมรวมเข้าสู่วิถีกระบี่ปฐมกาลได้
"เป็อย่างไรบ้าง หยั่งรู้อะไรได้บ้าง? คุ้มกับหินิญญาหนึ่งร้อยก้อนหรือไม่?" หลังจากเมิ่งฝานเดินออกมาจากศิลาเทพกระบี่ หลิ่วเยียนผิงก็รีบวิ่งเข้ามาถาม
เมิ่งฝานครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวกับหลิ่วเยียนผิงว่า "หาที่ที่คนน้อย ๆ แล้วค่อยคุยกัน"
ทั้งสองออกจากวิหารเทพกระบี่และหาพื้นที่ว่างเปล่าแห่งหนึ่งนอกวิหาร
"ตกลงว่าเป็อย่างไร?" หลิ่วเยียนผิงถามอย่างร้อนรน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสำหรับเมิ่งฝานแล้วการหยั่งรู้ครั้งนี้คุ้มค่าแน่นอน
แม้ศิลาเทพกระบี่นี้จะดูเหมือนไม่ได้ถ่ายทอดเพลงกระบี่หรือเจตจำนงกระบี่ใด ๆ ให้กับเมิ่งฝาน แต่มันกลับยกระดับพื้นฐานภายในตัวของเมิ่งฝานให้สูงขึ้น
การให้ปลาหนึ่งตัวไม่สู้การสอนวิธีตกปลา!
หากพูดถึงพลังต่อสู้ที่จับต้องได้ พลังต่อสู้ของเมิ่งฝานในตอนนี้เพิ่มขึ้นกว่าตอนก่อนมาวิหารเทพกระบี่มาก
ไม่ใช่การเพิ่มขึ้นของปราณแท้ แต่เป็การเพิ่มขึ้นของจิตสำนึก
แน่นอนว่าหากพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือการพัฒนาของเพลงกระบี่
และในตอนนี้ เมิ่งฝานมีความสามารถที่จะหลอกล่อให้หลิ่วเยียนผิงลงทุนกับเขาต่อไป
เขาสามารถทำให้หลิ่วเยียนผิงรู้สึกว่าหินิญญาที่นางจ่ายไปนั้นไม่ขาดทุน!
เมิ่งฝานกล่าวกับหลิ่วเยียนผิงด้วยสีหน้าจริงจังว่า "ข้าหยั่งรู้สิ่งต่าง ๆ จากศิลาเทพกระบี่ได้ไม่น้อยจริง ๆ
ทว่าการหยั่งรู้บางอย่าง ข้าไม่สามารถแบ่งปันให้ท่านได้ ไม่ใช่ว่าข้าจะกั๊กไว้ แต่เป็เพราะสิ่งที่ได้มาจากการหยั่งรู้ทางจิตสำนึกนั้น ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็คำพูดได้ชัดเจน ยากที่จะบรรยาย
แต่มีบางสิ่งที่ข้ามีวิธีแบ่งปันให้ท่านได้และสิ่งที่ข้าจะแบ่งปันให้ท่านนี้ จะทำให้เ้าต้องรู้สึกว่าคุ้มค่ากับหินิญญาหนึ่งร้อยก้อนแน่นอน"
เมื่อได้ยินคำพูดของเมิ่งฝาน ใบหน้าของหลิ่วเยียนผิงก็ปรากฏความตื่นเต้น
นางย่อมรู้ดีว่าการหยั่งรู้บางอย่างนั้นทำได้เพียงเข้าใจแต่ไม่อาจเอ่ยออกมาได้ เหตุผลที่นางสนับสนุนเมิ่งฝานก็เพราะหวังว่าจะได้รับผลประโยชน์บางอย่างจากเขา
ขอเพียงผลประโยชน์ที่ได้รับมีมูลค่ามากกว่าหินิญญาหนึ่งร้อยก้อน นางก็กำไรแล้ว
และหากเป็เช่นนี้ ยังสามารถทำให้เมิ่งฝานติดค้างบุญคุณนางอีกด้วย
นางให้ความสำคัญกับเมิ่งฝานมาก และเชื่อว่าในอนาคตเมิ่งฝานจะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน คนเช่นนี้หากติดค้างบุญคุณนาง ย่อมเป็การลงทุนที่ไม่มีวันขาดทุน
นี่คือการลงทุนในระดับที่มองการณ์ไกล
ตอนนี้ดูเหมือนว่านางจะลงทุนไม่ผิดจริง ๆ กำไรเน้น ๆ
"ถ้าอย่างนั้นเ้าก็รีบแบ่งปันสิ่งที่แบ่งปันได้มาให้ข้าเร็วเข้า ข้าอยากจะเห็นนักว่ามันจะคุ้มกับหินิญญาหนึ่งร้อยก้อนจริงหรือไม่!" หลิ่วเยียนผิงกล่าวอย่างอดใจไม่ไหว
เมิ่งฝานยิ้มแล้วกล่าวว่า "อย่ารีบร้อน ข้าขอคิดก่อนว่าจะชี้แนะเ้าอย่างไรดี"
หากเปลี่ยนเป็ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นเลี่ยนชี่ระดับเก้าคนอื่น เมื่อได้ยินคนขั้นเลี่ยนชี่ระดับสองกล้าพูดจาสามหาวว่าจะชี้แนะตนเอง ย่อมต้องโกรธจัดแน่นอน
แต่หลิ่วเยียนผิงชินเสียแล้ว
สำหรับคำว่า 'ชี้แนะ' นางไม่มีความต่อต้านเลยแม้แต่น้อย
และหากพูดกันตามตรง แม้เมิ่งฝานจะเป็เพียงขั้นเลี่ยนชี่ระดับสอง แต่นางรู้สึกจริง ๆ ว่าตนเองสู้เมิ่งฝานไม่ได้
หากตบะของเมิ่งฝานเพิ่มขึ้นอีกนิด แม้เพียงถึงขั้นเลี่ยนชี่ระดับสี่หรือห้า คาดว่าคงสามารถจับนางทุบตีจนน่วมได้แน่นอน!
ครู่ต่อมา เมิ่งฝานก็ได้คิดวิธีการชี้แนะหลิ่วเยียนผิงออกแล้ว
เขามองหลิ่วเยียนผิงแล้วกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า "ศิษย์พี่หลิ่ว ท่านอยู่ในขั้นเลี่ยนชี่ระดับเก้ามาสักพักหนึ่งแล้ว ถึงเวลาที่ควรจะทะลวงเข้าสู่ขั้นเจินอู่เสียที"
หลิ่วเยียนผิงกลอกตาพลางกล่าวอย่างระอาว่า "นี่มันคำพูดไร้สาระชัด ๆ ข้าเองก็อยากทะลวงเข้าสู่ขั้นเจินอู่นานแล้ว แต่นี่เป็เื่ที่ข้าอยากทะลวงแล้วจะทะลวงได้เลยหรือ?"
เมิ่งฝานยิ้มแล้วกล่าวว่า "หากข้าอยากให้ท่านทะลวง ท่านก็จะทะลวงได้"
แม้คำพูดของเมิ่งฝานจะโอหังยิ่งนัก แต่ใบหน้าของหลิ่วเยียนผิงกลับปรากฏความตื่นเต้นและยินดี
เ้าเด็กเมิ่งฝานคนนี้ ดันมาพูดเื่การทะลวงขั้นเจินอู่กับนางในเวลานี้ หรือว่าเขามีวิธีจริง ๆ?
"เ้ามีวิธีอะไร? รีบบอกมา!" แม่นางคนนี้เป็คนใจร้อน
เมิ่งฝานกล่าวว่า "การทะลวงจากเลี่ยนชี่ระดับเก้าสู่ขั้นเจินอู่ ความจริงแล้วขาดเพียงปราณเดียวเท่านั้น!"
"ปราณอะไร? เ้าจะมัวอมพะนำไปถึงไหน!" หลิ่วเยียนผิงเร่งเร้าอย่างอดใจไม่ไหว
การทะลวงจากเลี่ยนชี่ระดับเก้าสู่ขั้นเจินอู่ขาดสิ่งใด เมิ่งฝานคนก่อนหน้านี้ก็ไม่รู้เช่นกัน
แต่หลังจากผ่านการชำระล้างจากวิถีกระบี่ปฐมกาล เมิ่งฝานได้รับความเข้าใจมากมาย ซึ่งความเข้าใจนี้สามารถขยายผลจากวิถีกระบี่ไปสู่เส้นทางการบำเพ็ญเพียรได้
"ปราณนี้ก็คือปราณกระบี่!" เมิ่งฝานกล่าวกับหลิ่วเยียนผิงด้วยสีหน้าจริงจัง
ปราณกระบี่?
หลิ่วเยียนผิงรู้สึกงุนงง
นางส่งปราณแท้เข้าไปในคมกระบี่ จากนั้นก็วาดกระบี่ออกไป
ปราณกระบี่สายหนึ่งพุ่งทะลุตัวกระบี่ออกไปอย่างรวดเร็ว
"ปราณกระบี่ ของพรรค์นี้ข้าใช้เป็ตั้งนานแล้ว ขอเพียงถึงขั้นเลี่ยนชี่ระดับสาม ส่งปราณแท้จำนวนมากเข้าไปในกระบี่ธรรมดาก็สามารถฟันปราณกระบี่ออกมาได้ แล้วเื่นี้มันเกี่ยวอะไรกับการทะลวงขั้นเจินอู่?"
หลิ่วเยียนผิงมองเมิ่งฝานด้วยสีหน้ามึนงง