เสียงโห่แซวเล็ดลอดผ่านซอกประตูเข้ามาในห้องสี่เหลี่ยมทำให้หญิงสาวที่เพิ่งเดินมาหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานต้องรีบหันกลับไปมองด้วยความสงสัย
แต่ทว่าทุกอย่างกลับเงียบลงราวกับรู้ว่าเธอกำลังให้ความสนใจอยู่อย่างไรอย่างนั้น
ครั้นพอหันหน้ากลับมาทางเดิมความสงสัยทุกอย่างกลับถูกแทนที่ด้วยความใ เมื่อพบว่าคนที่นั่งหันหลังให้เธอในตอนแรก เวลานี้เขาหมุนเก้าอี้หันกลับมาสบตาเข้ากับเธออย่างจังแถมยังเป็คนที่เธอไม่คิดว่าจะได้เจอเขาในเร็วๆ นี้อีกด้วย
ใจเ้ากรรมที่คิดว่ามันสงบนิ่งไปได้มากแล้ว หลังจากไม่ได้เจอหน้าเขามาหลายวัน ทว่าตอนนี้มันกลับเต้นเร็วระรัวราวกับคนที่เพิ่งวิ่งหนีอะไรมาปากที่เตรียมจะเปิดถามกลับต้องเม้มแน่นจนเป็เส้นตรงแทน ในขณะที่สมองก็นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์วันที่อยู่บนรถด้วยกัน
อติรุจน์จ้องมองท่าทางของคนตรงหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่งวรดาดูใไม่น้อยที่หันมาเห็นเขา แต่กลับเก็บอาการได้ดีมากทีเดียว
ท้ายที่สุดเธอก็รวบรวมสติกลับมาได้ใหม่และถามเขาออกไป “คุณหนูใหมดเลย” ไหนป้าก้านบอกว่าเขาไปโคราชไงล่ะทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้
“ใอะไรขนาดนั้น”
รอยยิ้มขำขันบนมุมปากของเขาทำใจเธอเริ่มเสียมากขึ้นกว่าเดิม
“ที่ป้าก้านบอกให้หนูเอาของสำคัญมาให้คนสำคัญคือคุณเองเหรอคะ?”แล้วทำไมไม่บอกเธอล่ะว่าเป็เขา ทำไมต้องพูดให้ดูเป็ปริศนาด้วย
“ครับ”
‘ครับ’คำนี้ของเขาทำให้เธอรู้สึกขนลุกแปลกๆจนต้องยกมือข้างที่ว่างขึ้นมาลูบแขนตัวเอง
“หนาวเหรอ?” อติรุจน์ถามออกไปพลางใช้สายตามองหารีโมตแอร์ เพื่อปรับอุณหภูมิใหม่
คนยกมือขึ้นลูบแขนเมื่อสักครู่ได้แต่สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่พร้อมกับหลับตาลงแล้วจึงลืมตาขึ้นมามองเขาอีกครั้ง
อยากจะบอกเขาเหลือเกินว่าเธอไม่ได้หนาว
แต่เธอขนลุก!
“เอ่อ...”เธอห้ามก็คงไม่ทันแล้ว ปล่อยให้เขาทำตามความสบายใจเถอะ
“แล้วทำไมหน้าแดงล่ะ เดินมาเหรอ?” อติรุจน์ถามพลางวางรีโมตแอร์ลงหลังจากปรับอุณหภูมิได้ตามที่้าแล้ว
“ค่ะ”
“แล้วจักรยานเราไปไหน?”
“ลุงบุญปั่นของหนูมาค่ะ”
คนถามพยักหน้ารับอย่างเข้าใจเขาจงใจก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนรอยยิ้มร้ายกาจของตัวเอง
เมื่อจับใจความได้ว่าวรดาไม่เพียงแค่บอกเขาเท่านั้น แต่เธอกลับฟ้องเขาอย่างชัดเจนว่าใครเป็คนเอาไป
ก่อนจะปั้นหน้านิ่งตามเดิมแล้วเงยหน้าขึ้นมาสบตากับหญิงสาวต่อ “ซื้อคันใหม่ให้เอามั้ย” เขาใจดีมากเลยนะ เผื่อวรดายังไม่รู้
“ไม่เอาค่ะ”หญิงสาวรีบปฏิเสธทันควัน
ทำเอาคนถามชะงักกึกเมื่อถูกคนอายุน้อยกว่าปฏิเสธแบบไม่ทันตั้งตัวอติรุจน์พยักหน้ารับ “นั่งลงก่อนสิ” ไม่คิดก่อนเลยรีบปฏิเสธเขาเหลือเกินนะแม่คุณ
“ค่ะ”
วรดาลากเก้าอี้ออกมาแล้วจึงนั่งลงตามที่เขาบอกพร้อมกับวางของสำคัญลงบนโต๊ะ
พลางคิดตามในหัว ถ้าให้เธอเดาจากลักษณะน่าจะเป็กล่องอาหารมากกว่าเป็อย่างอื่น
ทันทีที่วรดาวางห่อผ้าลงเขาก็ไม่รีรอหรือทำให้มันเป็ปริศนาอีกต่อไปรีบจัดการเปิดให้เธอดูอย่างรวดเร็ว
เดาจากสายตาได้ไม่ยากวรดาเองคงสงสัยไม่น้อยว่ามันคืออะไร และเมื่อเปิดมันออกดูเหมือนว่าเขาจะได้ยินเสียงถอนหายใจเบาๆจากคนตรงหน้า
มันไม่ได้เกินความคาดหมายของเธอเลยสักนิดเพราะมันคือกล่องใส่อาหารจริง ๆ
วรดาเบนสายตาขึ้นไปมองหน้าเขาแต่ทว่าอติรุจน์กลับจ้องเธออยู่ก่อน พร้อมกันนั้นเขายังมอบรอยยิ้มอบอุ่นนั้นมาให้เธออีก
อีกแล้ว!
รอยยิ้มแบบนี้ทบนมุมปากของเขามันทำให้เธอใจเหลวอีกแล้ว!
“ลุ้นมากขนาดนั้นเชียว?” ชายหนุ่มยิ้มขำพลางมองดูอาการของคนตัวเล็กที่อยากรู้ว่ามันคืออะไรจนเก็บไว้ไม่มิด
อาการเธอออกชัดขนาดนั้นเลยหรือ“ก็...ก็มันดูเหมือนเป็ความลับนี่คะตอนแรกหนูถามป้าก้านแล้วว่ามันคืออะไร แต่ป้าบอกแค่ว่าเป็ของสำคัญ” แถมยังบอกเธออีกว่าเอาไปให้คนสำคัญนั่นยิ่งไปกระตุกต่อมอยากรู้ของเธอเข้าไปใหญ่
“อื้ม”อติรุจน์ครางรับในลำคอ ใบหน้าหล่อเหลาพยักขึ้นลง “ข้าวเช้าน่ะ สำคัญหรือเปล่าล่ะ”
“แล้วทำไมไม่เข้าไปทานที่บ้านก่อนละคะ”
“งานเร่งครับ เดี๋ยวอีกสองวันต้องไปขอนแก่นต่ออีก” เขาตอบพร้อมกับเอนแผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้ในท่าที่สบายมากขึ้นอีกอย่างจะได้มองคนตรงหน้าให้ถนัดตาด้วย
“วิว”อติรุจน์เรียกชื่อวรดาไว้แค่นั้นพร้อมจ้องมองสบตากับเ้าของดวงตากลมแป๋วด้วยสายตากรุ้มกริ่ม‘คิดถึงมากครับรู้มั้ยห้าวันที่ไม่ได้เจอ’ เขาเลือกต่อประโยคที่เหลือในใจ ถ้าเกิดพูดเป็เสียงออกไป เขากลัวว่ากวางน้อยที่กำลังไล่ต้อนจะตื่นเตลิดหนีเขาไปไกลเดี๋ยวจะยุ่งเอา
“คะ?”เธอขานรับพลางมองสบตากับคนตรงหน้า
วรดาเธอจะรู้บ้างหรือเปล่าเธอโดนฉันหมายหัวไว้แล้ว
รู้ตัวบ้างไหม
ตึก ตึก
เสียงเต้นกระหน่ำของหัวใจที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้มันบ่งบอกได้เป็อย่างดีว่าเธอกำลังหวั่นไหวในสิ่งที่เขาทำ
อติรุจน์เล่นเธอเข้าอีกแล้ว!
และดูเหมือนว่าหนนี้มันจะหนักมากขึ้นกว่าตอนแรกที่เธอโดนมา
“วิว”
“ขา~”
วรดาขานรับเสียงแ่เบาดวงตาคู่สวยเลื่อนลอยคล้ายคนตกอยู่ในภวังค์จนอติรุจน์ลอบยิ้มด้วยความพอใจ
“วิวได้ยินที่พี่เรียกเราหรือเปล่า” ชายหนุ่มเรียกคนตัวเล็กซ้ำอีกครั้ง
“คะ?”
“ได้ยินที่พี่พูดกับเรามั้ย” คิ้วเข้มเลิกสูงขึ้นเป็เชิงถาม “หื้ม”
“เอ่อ...”คนถูกตั้งคำถามเม้มริมฝีปากเข้าหากันจนแน่น เธอเผลอปล่อยไก่ให้เขาจับได้อีกแล้วเหรอ
ร่างแกร่งระบายยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูพร้อมกับก้มลงไปเปิดลิ้นชักใต้โต๊ะทำงานขนาดใหญ่ให้เปิดออกก่อนจะหยิบซองจดหมายสีขาวขึ้นมาแล้วยื่นไปให้คนตรงหน้า หากแต่เป็ด้านที่ไม่มีชื่อแทน
“คะ?”มือบางรับซองจดหมายสีขาวมาด้วยความงุนงง
“…”
ครั้นพอรอฟังคำตอบจากเขาต่อไม่ไหวจึงตัดสินใจพลิกจดหมายกลับมาด้านหน้า
เ้าของดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นว่าเป็ชื่อของตนเองปรากฏอยู่บนซองจดหมาย วรดาเบนสายตาสลับไปมองหน้าคนที่ยื่นมันให้กับเธอ ซึ่งเวลานี้เขากำลังจดจ่ออยู่กับกล่องอาหารที่เธอนำมาให้
เธอละความสนใจจากคนตรงหน้า เพ่งมองชื่อและนามสกุลของเธอพร้อมกับตราประทับของมหาวิทยาลัยที่เธอเรียน
“เปิดออกดูสิ”
คนที่วรดาคิดว่ากำลังวุ่นวายอยู่กับอาหารพูดขึ้นมาอีกครั้ง โดยไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมามองหน้าเธอด้วยซ้ำต่างจากวรดาเมื่อได้ยินเสียงคมเข้มเอ่ยมาก็ รีบเงยหน้ามองเขาทันที
หญิงสาวรีบเปิดดูอย่างรวดเร็วพร้อมกับหัวใจที่ลุ้นระทึกไปด้วย ในเวลานี้เธอไม่สามารถคิดดีได้เลย
เพราะมันน่าจะเป็ใบแจ้งเตือนให้เธอรีบไปจ่ายค่าเทอมมากกว่า ถ้านับรวมกันแล้ว เหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่วันก็จะครบกำหนดชำระครั้งสุดท้ายตามที่อาจารย์แจ้งเธอไว้แล้ว
กระดาษแผ่นสีขาวถูกดึงออกมาคลี่เปิดเธอก็รีบไล่สายตาอ่านทุกบรรทัดที่มีตัวอักษร ก่อนที่คิ้วเรียวจะขมวดเข้าหากันจนแทบผูกเป็โบ
วรดารีบเงยหน้ามองคนอายุมากกว่าแล้วจึงก้มลงไปอ่านจดหมายใหม่อีกรอบ หนนี้เธอวนอ่านมันซ้ำกลับไปกลับมาสามสี่รอบจนแน่ใจว่าสายตาเธอไม่ได้อ่านผิด
วรดาแน่ใจแล้วว่ามันคือความจริงจังหวะที่กำลังจะเงยหน้าขึ้นไปขอคำตอบจากเขาทว่าเธอกลับรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างมายุ่มย่ามที่คอ
ใบหน้ารูปไข่ก้มลงไปมองตามสัญชาตญาณพร้อมกับมือเรียวสวยรีบยกขึ้นจับ
สร้อยทอง!
ความคิดทุกอย่างหยุดนิ่งลงไปชั่วขณะวรดาทำอะไรไม่ถูกได้แต่อ้าปากค้างไว้ ครั้นพอจะเอ่ยปากถามกลับหาเสียงตัวเองไม่เจอเธอจึงขืนตัวออกไปจากเขาเล็กน้อย
“อยู่นิ่งๆ ก่อนพี่ยังใส่ไม่ให้เสร็จครับ” น้ำเสียงแหบพร่ากระซิบบอกคนตัวเล็กที่ข้างหู
ทำเอาคนที่หาเสียงตัวเองยังไม่เจอเมื่อสักครู่ ทำได้แค่กลืนน้ำลายลงคอพร้อมกับขนอ่อนที่ต้นคอลุกซู่
ความรู้สึกเหมือนตัวเองหายใจไม่ทั่วท้องมันเป็แบบนี้นี่เอง
“เสร็จแล้วครับ”เสียงแหบพร่าจากคนตัวโตดังขึ้นอีกรอบ แต่คราวนี้เขาจงใจขยับใบหน้าเข้าไปใกล้คนตัวเล็กมากกว่าเดิม
วรดาทำอะไรไม่ถูกได้แต่หลับตาปี๋เธอไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว ได้แต่ภาวนาขอให้เขาถอยห่างออกไปจากเธอให้เร็วที่สุด
แต่ทว่าโชคชะตาฟ้าลิขิตให้เธอได้มาอยู่ใกล้เขาแต่คงไม่ได้ลิขิตว่าให้เธอกับเขาอยู่ให้ห่างกันหรืออย่างไร
ทำไมคำภาวนาที่เธอขอไว้กลับไม่เป็ผล!
เพราะเขาดันทำให้เธอใจหายใจคว่ำอีกรอบโดยการโน้มใบหน้าลงมาสูดดมแก้มเธอเข้าอย่างจัง!
ใจเ้ากรรมยิ่งทำงานหนักเข้าไปใหญ่มันเต้นเร็วระรัวราวกับกลัวว่าเธอไม่รู้ว่ามันกำลังทำงานอยู่
อติรุจน์ยังคงนิ่งค้างใบหน้าไว้บนข้างแก้มของคนตัวเล็ก เขามองสำรวจใบหน้าหวานในระยะใกล้
เ้าของั์ตาเข้มไล่มองไปตามคิ้วเรียวสวย พร้อมกับระบายยิ้มออกมาดวงตาหวานที่ขณะนี้กำลังหลับตาลงจนแน่น ไหนจะจมูกเล็กที่เชิดขึ้นมาเพียงเล็กน้อยนี้อีกมันบ่งบอกได้ดีทีเดียวว่าหญิงสาวมีความดื้อรั้นในตัวอยู่พอสมควร
ประกายตาคมเข้มที่ทอดมอง เจือแววไปด้วยความอ่อนโยนและเอ็นดูไปในคราเดียวกัน
เขาอดไม่ได้ที่จะขบเม้มพวงแก้มป่องอมชมพูเล่นต่อ
คนตัวโตละใบหน้าออกมาจากพวงแก้มนุ่มก่อนจะใช้มือแกร่งหมุนเก้าอี้ตัวที่วรดากำลังนั่งอยู่ หมุนให้เธอหันมาเผชิญหน้ากัน
เมื่อทำได้สำเร็จเขาก็ไม่รอช้ารีบโน้มใบหน้าลงไปให้อยู่ในระดับเดียวกันพร้อมกับยกมือขึ้นไปจับที่พักแขนของเก้าอี้
กวาดสายตามองสำรวจทั่วใบหน้าของคนที่ยังไม่ยอมลืมตาขึ้นอีกครั้งผิวหน้าของหญิงสาวเรียบเนียนมากเขามั่นใจว่าวันนี้คนตรงหน้าไม่ได้ทาอะไรมาเลยแม้แต่แป้งฝุ่น ทว่าเขากลับรู้สึกชอบมาก
อติรุจน์มองนิ่งค้างไว้สักพักท้ายที่สุดเขาก็อดใจไม่ไหวจนต้องโน้มใบหน้าเขาไปใกล้หญิงสาวมากกว่าเดิมทว่าคราวนี้เป้าหมายของเขาคือริมฝีปากจิ้มลิ้ม
เมื่อรู้สึกว่าตัวเองโดนจ้องนานตาที่ปิดสนิทก็กำลังจะคลายออกจากกัน แต่แล้วสิ่งที่เธอไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นอีกรอบ
เธอถูกเขาจูบที่ปากเข้าเต็มๆแต่เป็การจูบที่รวดเร็วมากจนเธอตั้งรับไม่ทัน
วรดารีบโพลงลืมตาขึ้นพร้อมกับคิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันจนมันดูยุ่งเหยิง
แต่มีหรือคนอายุมากกว่าอย่างอติรุจน์จะเกรงกลัวเขาได้แต่อมยิ้มเมื่อเจอสายตาของวรดาที่ส่งมา
“อะไรครับ?” อติรุจน์ถามพร้อมกับมุมปากที่ยังไม่ยอมหยุดอมยิ้ม
วรดาเบนสายตาหลบไปมองทางอื่น“คุณรุจอย่าทำแบบนี้ค่ะ”
“ทำอะไรครับ”คนตัวโตตีหน้าขรึมพูดขึ้นราวกับตัวเองไม่ได้ทำอะไรอย่างที่พูด
“ทำแบบที่คุณรุจกำลังทำอยู่ตอนนี้นั่นแหละค่ะ” ‘ทำอะไรครับ’พูดออกมาได้ไม่อายปากตัวเองบ้างเลยต่างจากเธอเหลือเกินจะตายอยู่แล้วที่ถูกเขาทำเช่นนั้น กลั้นหายใจแล้วหายใจอีก
“หื้ม?” ครั้งนี้อติรุจน์พูดพร้อมกับยืดตัวขึ้นเต็มความสูงก่อนจะหมุนเก้าอี้ของวรดาให้กลับไปในท่าเดิมจากนั้นเขาจึงเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ของตัวเองเช่นเดียวกัน
ทันทีที่เธอหันกลับมาในท่าเดิมความแปลกใจก็ผุดขึ้น ก่อนหน้านี้มันยังมีกล่องใส่อาหารวางไว้อยู่สามสี่กล่องอยู่เลย ทำไมตอนนี้มันกลับสะอาดหมดจดราวกับเ้าของห้องอย่างเขาไม่เคยทานอาหารในนี้
เมื่อเห็นจังหวะที่เหมาะแก่การถามในสิ่งที่ยังค้างคาอยู่เธอจึงรีบปัดดความสงสัยที่มีก่อนหน้านี้เกี่ยวกับอาหารการกินของเขาให้ออกไปจากหัวอย่างรวดเร็ว
รีบขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้กับโต๊ะทำงานตัวใหญ่ของเขาจนรู้สึกพอใจกับตำแหน่งที่นั่งอยู่แล้ว จากนั้นจึงยืดตัวขึ้นนั่งในท่าตรง
ก่อนจะชั่งใจตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง “คุณเป็คนจ่ายค่าเทอมให้หนูเหรอคะ” ที่เธอคิดว่าเขาเป็คนจ่ายให้ นั่นเพราะจดหมายมันส่งมาที่ฟาร์มแทนที่จะส่งไปให้เธอตามที่อยู่เดิมที่เธอเคยให้ แล้วก็มั่นใจว่าตัวเองยังไม่ได้เปลี่ยนที่อยู่ใหม่ในระบบของทางมหาวิทยาลัยแน่นอน
“ครับ”อติรุจน์ตอบในสิ่งที่คนตัวเล็กอยากรู้ทันทีโดยไม่ลังเล
“คุณรู้ได้ยังไงคะ?ว่าหนูยังไม่ได้จ่ายค่าเทอม”วรดาอดแปลกใจไม่ได้ว่าเขาอาจจะรู้เื่ของเธอ มากกว่าตัวเธอเองเสียอีก
ชายหนุ่มเลือกที่จะไม่ตอบคำถามทว่าเขากลับนึกไปถึงวันที่ไปรับวรดากลับบ้าน นั่นเป็ครั้งแรกและครั้งเดียวของเขา
หลังจากที่เห็นหน้าของวรดาตอนเขาเดินลงมาจากรถก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าวรดากำลังมีเื่หนักใจ
เมื่อกลับมาถึงบ้านและได้แยกย้ายจากทุกคนแล้วเขารีบตรงดิ่งไปยังห้องนอนพร้อมกับต่อสายหาอิทธิพลทันที
่สายของวันต่อมาเขาถึงได้รู้ว่าทำไมวรดาถึงไม่ยอมรับโทรศัพท์ใครเลย สาเหตุมันคงมาจากเื่ที่เธอกำลังถามเขาอยู่ตอนนี้
“ก่อนที่วิวจะมาฟาร์มคุณนายเคียงดาววิวเคยได้ยินชื่อพี่จากปากของป้าก้านบ้างหรือเปล่า”
“ไม่รู้ค่ะ ป้าก้านบอกแค่ว่าคุณคือเ้านายอีกคน” และยังบอกเธออีกว่าใจดีมากทว่าสิ่งที่เธอััได้เหมือนจะตรงกันข้ามกับสิ่งที่เธอรับรู้มา
เพราะเขาเ้าเล่ห์ต่างหาก!
“อืม”ชายหนุ่มครางเสียงเบารับในลำคอ“อยากรู้อะไรก็ต้องรู้ นั้นคือตัวพี่ครับ”
วรดานิ่งงันไปครู่หนึ่งพลางขมวดคิ้วมุ่นอติรุจน์ตอบไม่ตรงกับคำถาม ทว่าเขากลับตอบอีกเื่หนึ่งแต่มันกลับกลายเป็เสียงในหัวของเธอที่ร้อง ‘อ๋อ’ออกมา
“แล้วสร้อยทองนี่คืออะไรคะ” เมื่อคำถามที่หนึ่งได้รับความกระจ่างเธอก็รีบตั้งคำถามที่สองกลับไปทันที
“ของขวัญในวันเรียนจบครับ” มีอะไรที่วรดาต้องเข้ายากงั้นเหรอ
“วันเรียนจบแล้วเท่าไหร่คะ?”
“อะไรคือเท่าไหร่”
“ทองหนักเท่าไหร่คะ?” ว่าพร้อมกับหยิบสร้อยทองห้อยจี้พระขึ้นมาให้เขาดู
“หนึ่งบาทครับ”
“เจ็ดหมื่นกว่า!”วรดาใทันทีเมื่อได้ฟังคำตอบ เป็ที่รู้กันว่าใน่นี้ว่าราคาทองกำลังพุ่งขึ้นสูงโดยไม่มีวี่แววว่าจะลดลงในเร็วๆ นี้ซึ่งราคาทองในเช้าวันนี้อยู่ที่เจ็ดหมื่นสองพันห้าร้อยบาท ตอนเช้าก่อนจะมาทำงานเธอเปิดเจอตามเพจข่าวสารในโซเชียลและคงมีแต่คนบ้าอย่างเขาแน่ที่ใช้เงินซื้อทองในเวลาแบบนี้ “หนูคงรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ” ว่าพร้อมกับทำท่าจะแกะสร้อยทองออกจากคอ
“อย่าแม้แต่จะคิดถอดพี่ขอเตือนด้วยความหวังดีเพราะถ้ามันขาดหรือตะขอเกิดเบี้ยวขึ้นมา” อติรุจน์เว้นจังหวะการพูด พร้อมกับขยับตัวเข้าไปใกล้หญิงสาว“เราคงจะรับผิดชอบไม่ไหว” เขาว่าพร้อมกับกระพริบตาให้เธอข้างหนึ่ง
วรดานึกโมโหคนตัวโตแทบควันออกจากหู
อีกแล้วเขามาไม้นี้อีกแล้ว!
ภาพเหตุการณ์ตอนอยู่บนรถกับเขาในวันนั้นฉายซ้ำขึ้นมาอีกรอบราวกับว่ามันเพิ่งผ่านมาไม่นาน ครั้งก่อนก็บอกว่าจะลงโทษเธอก็ยังไม่ทำ มาครั้งนี้ดันมาซื้อทองให้เธอใส่แถมยังจ่ายค่าเทอมให้เธอพร้อมเสร็จสรรพ
แบบนี้ไม่เท่ากับทำให้เธอไปไหนไม่ได้เลยใช่มั้ยจะปฏิเสธก็ไม่ได้อีก จะถอดคืนเขายิ่งไม่ได้ไปกันใหญ่
แล้วแบบนี้เธอจะทำอะไรได้อีก!