บทที่ 35 ฝีมือเขา (รีไรต์)
เจียงอี้อิ่นตกใจจนลุกพรวดขึ้นยืน ขณะที่คนอื่น ๆ ที่มีประสบการณ์มากกว่าต่างเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ในทันที แต่ชายคนนั้นกลับล้มลงบนพื้นเสียงดังสนั่น นอนแน่นิ่งอยู่นาน ดูแล้วไม่น่าจะมีพิษมีภัย
กู้ไฮว่ถิงส่งสายตาให้อาสยง จากนั้นค่อย ๆ เดินเข้าไปพลิกร่างของชายคนนั้นอย่างระมัดระวัง
“เจิ้งหยวน!” เขาอุทานออกมาด้วยความตกใจ
ชายคนที่พุ่งเข้ามาเมื่อครู่นี้คือเจิ้งหยวน หลังจากที่พลิกร่างอีกฝ่ายขึ้นก็เห็นว่าหน้าอกของเขาเต็มไปด้วยเลือด มองดูแล้วน่าสยดสยอง
เจียงอี้อิ่นขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าพลันซีดเผือดลง
ทันใดนั้นกู้ไฮว่ถิงก็ขยับตัวมาบังสายตาเธอไว้ แต่ก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “ตรวจดูเขาหน่อย”
ซุนเฮาและคนอื่น ๆ เดินเข้ามาใกล้ หลังจากตรวจดูครู่หนึ่งก็กล่าวว่า “บนร่างกายไม่มีรอยแผล เลือดพวกนี้น่าจะไม่ใช่ของเขา สาเหตุที่หมดสติไปน่าจะถูกโจมตีด้วยพลังควบคุมจิตใจ”
พลังควบคุมจิตใจ
หัวใจของเจียงอี้อิ่นเต้นแรงขึ้น ฉับพลันเธอรู้สึกได้ว่ากู้ไฮว่ถิงกำลังมองมาที่เธอ
ทั้งสองคนสบตากัน ต่างฝ่ายต่างก็รู้ว่าอีกคนกำลังคิดถึงใครอยู่
“อืม…” เจิ้งหยวนครางออกมา เปลือกตาของเขาขยับเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ ลืมขึ้น
เจิ้งฮุ่ยเจวียนแสดงสีหน้ารังเกียจก่อนจะพูดเสียงเบา “ฉันจะพาคนของฉันกลับก่อนนะ เถ้าแก่เจียง ไว้ค่อยเจอกันนะคะ”
เจียงอี้อิ่นพยักหน้ามองตามพวกเธอที่รีบร้อนออกไปทางอื่นอย่างรวดเร็ว ไม่ให้เจิ้งหยวนเห็นเธอเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่การกระทำนี้ก็สามารถบ่งบอกได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างฐานมู่หลานกับฐานชางซิ่งนั้นแย่แค่ไหน
อาสยงยกมือขึ้นหิ้วเจิ้งหยวนขึ้นไปวางบนเก้าอี้
เธอสังเกตเห็นว่าเจิ้งหยวนมองอาสยงอย่างไม่พอใจ
คนอื่นไม่รู้ว่าไม่ทันสังเกตหรือแกล้งทำเป็นไม่เห็น แต่กู้ไฮว่ถิงถามขึ้นอย่างใจเย็นว่า “นายไปทำอะไรมาสภาพถึงเป็นแบบนี้”
“ฉันเจอสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ตัวนั้นเข้า!”
กู้ไฮว่ถิงสบตากับเธออีกครั้ง ก่อนจะถามต่อว่า “ทำไมนายถึงมาที่นี่คนเดียว แล้วไปเจอสัตว์กลายพันธุ์ตัวนั้นที่ไหน พลังโจมตีรุนแรงแค่ไหน แล้วนายหนีรอดออกมาได้ยังไง”
เขารัวคำถามใส่อีกฝ่ายเป็นชุด เจิ้งหยวนสีหน้าเคร่งขรึมนิ่งไปครู่หนึ่งจึงตอบอย่างบ่ายเบี่ยง “ไม่ใช่คนเดียว แต่มีแค่ฉันคนเดียวที่หนีรอดออกมา อีเดนพูดถูก เดรัจฉานน้อยนั่นเก่งมาก ทั้งสองฐานต้องร่วมมือกันถึงจะจับมันอยู่”
เป็นเด็กคนนั้นที่ลงมือเล่นงานเจิ้งหยวนจริง ๆ ในใจเจียงอี้อิ่นรู้สึกอย่างไรก็บอกไม่ถูก แต่พอได้ยินคำว่า ‘เดรัจฉานน้อย’ ก็อดรู้สึกโมโหไม่ได้ “พวกคุณไม่ได้ตามหาเป้าหมายนั้นมานานแล้วเหรอ ไม่เคยเผชิญหน้ากับมันมาก่อนหรือไง ทำไมมันถึงจู่โจมพวกคุณได้ล่ะ แล้วคุณหาตัวมันเจอได้ยังไง”
เจิ้งหยวนเพิ่งโดนเธอตอกหน้าเมื่อวาน วันนี้ยังต้องมาเจอหน้าเธออีก สีหน้าจึงไม่สู้ดีนัก ๆ ได้แต่แสยะยิ้มเยาะ “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเถ้าแก่เจียงหรอกมั้ง”
เธอหรี่ตาลงพูดทันที “ฉันต้องทำมาค้าขายที่นี่ คุณเลือดเต็มตัวแบบนี้ เดี๋ยวทำให้ลูกค้าฉันขวัญกระเจิงหมดทำยังไง ถ้าไม่เกี่ยวข้องกับฉันก็เชิญคุณออกไปเดี๋ยวนี้”
รอยยิ้มเยาะบนใบหน้าเจิ้งหยวนแข็งค้าง เขาแทบไม่อยากจะเชื่อ “ฉันบาดเจ็บอยู่นะ เธอยังจะมาไล่ฉันอีกเหรอ แบบนี้ไม่ต่างอะไรกับฆ่าฉันทิ้งเลยนะ!”
“ก็คุณบอกเองว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับฉัน" เธอยืนกราน “ทุกวันนี้คนเกิดแก่เจ็บตายมากมาย ฉันต้องสนใจหมดทุกคนเลยหรือไง ยิ่งไปกว่านั้น คุณหนีรอดมาถึงนี่ได้แสดงว่ามันไม่ได้ตามล่าคุณ หนีไปตอนนี้ก็คงไม่อันตรายหรอกมั้ง”
เจิ้งหยวนโมโหเดือดดาล “ฉันไม่ไป เธอจะทำไม!?”
พูดจบเขาก็หันไปมองกู้ไฮว่ถิง “เรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างฉันกับเธอ ฐานฉันกับฐานนายใกล้จะร่วมมือกันแล้ว กัปตันกู้คงไม่เข้าข้างคนผิดเพราะเรื่องแค่นี้หรอกนะ”
เจียงอี้อิ่นแสยะยิ้มขำ “ไม่ต้องไปยุยงกัปตันกู้หรอก ฉันบอกแล้วว่าที่นี่ไม่ต้อนรับคุณ และฉันก็มีวิธีจัดการของฉัน ตอนนี้ฉันจะให้อีกโอกาส ตอบคำถามของฉันมา ไม่งั้นก็ไสหัวไปซะ”
บางทีอาจเป็นเพราะท่าทางจริงจังของเธอ เจิ้งหยวนจึงจ้องมองเธอด้วยความสับสน พยายามประเมินว่าคำพูดของเธอเป็นจริงแค่ไหน
เจิ้งหยวนกวาดสายตามองเจียงอี้อิ่น
เธอรีบเรียกระบบหลังบ้านขึ้นมาเตรียมพร้อมบันทึกชื่อเขาลงบัญชีดำ
เจิ้งหยวนกลอกตาไปมา ทันใดนั้นก็มีท่าทีอ่อนลง “ไอ้เดรัจฉานนั่นมันชอบมาป้วนเปี้ยนแถวนี้ ทางสวนอีเดนยืนยันมาแล้ว ใครจะไปรู้ว่าวันนี้พวกเราจะซวยขนาดนี้ พวกฉันตั้งใจจะมาซื้อของที่นี่ ใครจะไปคิดว่าจะบังเอิญเจอมันเข้า มันเป็นสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ ใครจะไปรู้ว่าจู่ ๆ มันจะพุ่งเข้าโจมตีพวกเรา บางทีมันอาจจะหิวหรือบางทีมันอาจจะชอบฆ่าคนก็ได้”
เขาเรียกเด็กคนนั้นว่า ‘เดรัจฉาน’ อีกครั้ง เธอก็ยิ่งรู้สึกแย่ลงไปอีก แต่ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถโต้แย้งเขาได้อย่างหนักแน่น ความโกรธทำให้เธอรู้สึกเจ็บหน้าอก
กู้ไฮว่ถิงเอ่ยขึ้นขัดจังหวะ “ให้พวกฉันไปส่งนายที่ชางซิ่งไหม”
ข้อเสนอนี้ถูกใจเจิ้งหยวนมาก เขาหวาดกลัวจนหัวหด ยิ่งกลัวว่าถ้าออกจากป่าไปคนเดียวแล้วจะโดนทำร้าย กองกำลังของกัปตันกู้แข็งแกร่ง การไปกับพวกเขาปลอดภัยกว่า
ยังมีเหตุผลที่สำคัญกว่านั้นอีก เขาหลุบตาลง ปิดบังความคิดชั่วร้ายในใจ
เมื่อเจียงอี้อิ่นได้ยินข้อเสนอนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะพูดว่า “กัปตันกู้ ช่วยมาทางนี้หน่อยได้ไหมคะ ฉันมีเรื่องอยากจะคุยด้วยค่ะ”
กู้ไฮว่ถิงไม่พูดอะไร เดินตามเธอไปหลังร้านบะหมี่
เธอพูดเสียงเบา “ฉันว่าเขาไม่น่าไว้ใจ ถ้าระหว่างทางเกิดอันตรายขึ้นมา ใครจะไปรู้ว่าเขาจะทำอะไร ทำไมคุณต้องหาเรื่องใส่ตัวด้วย”
หลังจากพูดจบ ก็ยังไม่ได้ยินเสียงตอบรับ จู่ ๆ เธอก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อย
ถ้าบอกว่า ‘ปล่อยเขาไปเถอะ’ แบบนี้อาจดูใจร้ายไปหน่อย
อาจจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับกู้ไฮว่ถิงและคนอื่น ๆ และอาจจะส่งผลต่อความร่วมมือกันในอนาคต
เธอเม้มริมฝีปากครุ่นคิดอย่างหนักว่าจะแก้ไขอย่างไร ก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ
เธอเงยหน้าขึ้นมอง ก็สบกับดวงตาคู่สวยของกู้ไฮว่ถิงที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม มุมปากยกขึ้น ดูมีความสุขไม่หยอก
เธอถอนหายใจด้วยความโล่งอกพลางยิ้มออกมา
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยบอกให้เธอวางใจ “ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะระวังเขาเอง อาศัยช่วงเวลาส่งเขาเนี่ย ถามอะไรเขานิดหน่อย สิ่งที่เขาพูดมามันไม่จริงทั้งหมด ยังมีข้อน่าสงสัยหลายอย่าง”
“คุณรู้ว่าต้องทำยังไงก็ดีแล้ว” ที่แท้เธอก็คิดมากไปเอง เขาผ่านการต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วน เธอนี่อวดรู้ไปหน่อย
ราวกับได้ยินความในใจของเธอ กู้ไฮว่ถิงก็ยกมือขึ้นมาลูบหัวเธอเบา ๆ กล่าวเคล้ารอยยิ้ม “ขอบคุณนะ มีคนเป็นห่วงมันรู้สึกดีแบบนี้นี่เอง”
เธอประหลาดใจกับสัมผัสที่ไม่ทันตั้งตัว และรู้สึกซาบซึ้งกับประโยคนี้ จึงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่รังเกียจที่ฉันจุ้นจ้านก็ดีแล้ว”
“จะรังเกียจได้ยังไง…”
กู้ไฮว่ถิงพึมพำ ยังพูดไม่ทันจบก็ถูกเสียงอาสยงขัดจังหวะ “พี่ใหญ่ ยังจะไปไหมครับ รีบหน่อยเถอะ จะได้ไม่เสียเวลากินข้าว!”
“ไอ้เด็กตะกละคนนี้” เขาหัวเราะเบา ๆ พลางด่า แต่ก็ไม่คิดจะพูดเรื่องเมื่อครู่นี้ต่อ “งั้นพวกเราไปก่อนนะ เดี๋ยวเจอกันครับ”
“ไว้เจอกันค่ะ”
พื้นที่ปลอดภัยกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เธอมองไปทิศทางป่าด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในใจ อยากถามนักว่าเด็กคนนั้นฆ่าคนจริงหรือเปล่า แต่ก็ไม่รู้จะติดต่อเขาได้อย่างไร
หลังจากเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็รวบรวมสติแล้วเริ่มทำอาหาร ไม่รู้ว่าเจิ้งฮุ่ยเจวียนและคนอื่น ๆ จะถูกเจิ้งหยวนทำให้อารมณ์เสียจนลืมมากินข้าวเที่ยงหรือเปล่า