โจวหยวนเฉิงเดินเข้าประตูสำนักศึกษามาด้วยความสนใจ ในฐานะที่ตนเองก็เป็บัณฑิตที่เรียนจบด้านการศึกษามาโดยตรง เขาจึงตื่นเต้นมากที่จะได้เข้ามาเรียนในระบบการศึกษาตามแบบฉบับของคนในยุคดั้งเดิมนี้
สำนักศึกษาของเมืองหยินมีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้นสามแห่ง โดยสำนักศึกษาลำดับที่หนึ่ง ตั้งอยู่ฝั่งเหนือ ผู้เข้าเรียนส่วนใหญ่เป็บุตรหลานของขุนนางและคหบดีที่ร่ำรวย ค่าเล่าเรียนจึงแพงกว่าสำนักศึกษาแห่งอื่น สำนักศึกษาลำดับที่สอง ตั้งอยู่ฝั่งใต้ ผู้เข้าเรียนส่วนใหญ่จะเป็บุตรหลานของครอบครัวระดับกลาง จะมีส่วนน้อยที่มาจากครอบครัวขุนนางและครอบครัวที่ร่ำรวย เหตุผลที่ครอบครัวเ่าั้ส่งบุตรหลานตนเองมาเรียนที่สำนักศึกษาลำดับที่สองนี้ก็เพราะเด็กๆ เ่าั้ล้วนเป็เด็กเกเรของครอบครัวทั้งสิ้น และสำนักศึกษาลำดับที่สาม ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของเมือง เป็สำนักศึกษาที่มีค่าเล่าเรียนถูกที่สุดของเมือง ดังนั้นผู้เข้าเรียนส่วนใหญ่ล้วนเป็เด็กที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน
โจวหยวนเฉิงได้เข้าเรียนที่สำนักศึกษาลำดับที่สองนี้ก็ถือเป็ความพยายามอย่างสุดความสามารถของโจวสือชวินแล้ว ในการที่จะหาเงินมาส่งเสียบุตรชายและผู้ติดตามอย่างโจวหลี่เฉียงให้ได้เรียนหนังสือ
แต่ด้วยนิสัยหน้าใหญ่และเอาแต่ใจ โจวหยวนเฉิงมักมีเื่ทะเลาะกับเพื่อนที่สำนักศึกษาอยู่เป็ประจำ อีกทั้งโจวหยวนเฉิงยังชอบท้าพนันและหาข้าวของราคาแพงมาอวดเพื่อนอยู่เสมอ
ก่อนที่โจวหยวนเฉิงจะล้มป่วย เขาก็ได้ท้าพนันเื่จี้หยกห้อยเอวไว้กับเด็กชายเกเรคนหนึ่ง
“โอ้...นี่ไม่ใช่คุณชายโจวหรอกรึ ไหนล่ะจี้หยกห้อยเอวอันใหม่ที่เ้าจะใส่มาให้พวกข้าดู ดูจากการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าชั้นดีของเ้าแล้ว ข้าว่าท่านพ่อผู้แสนดีของเ้าคงไม่มีเงินเหลือพอที่จะซื้อจี้หยกอันใหม่เ้าแล้วให้กระมัง”
โจวหลวนเฉิงได้แต่ยืนถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ‘เ้าเด็กเกเรคนนี้นี่ ว่างมากรึถึงมายั่วโมโหพี่ชายแต่เช้า แต่ก็ดีพี่ชายกำลังอยากยืดเส้นยืดสายอยู่พอดีเลย’
“ยืนเงียบอยู่ทำไมล่ะ ไหนล่ะจี้หยก ถ้าไม่มีมาอวดก็ทำตามสัญญาได้แล้ว” จ้าวตงจื่อยืนแยกขาไว้รอ
ก่อนหน้านี้โจวหยวนเฉิงกับจ้าวตงจื่อได้ท้าพนันกันไว้ว่า หากใครสามารถขอให้บิดาซื้อจี้ห้อยเอวอันใหม่มาใส่ได้ก่อน ผู้ชนะจะถูกยกให้เป็หัวหน้า ส่วนผู้แพ้ก็จะต้องเป็ลูกน้องคอยติดตามอยู่ข้างกายเพื่อรับใช้ผู้ชนะ และอีกข้อหนึ่งคือผู้แพ้จะต้องคลานลอดใต้ขาผู้ชนะอีกด้วย
“แล้วไหนล่ะจี้ห้อยเอวของเ้า” โจวหยวนเฉิงถาม
จ้าวตงจื่อสะบัดแขนออกเพื่อให้เห็นจี้หยกอันใหม่ เขายืดอกขึ้นด้วยความภูมิใจ ก่อนหน้านี้เขาได้ไปขอร้องท่านปู่เพื่อขอให้ท่านปู่ซื้อจี้หยกนี้ให้ เพราะเขากลัวว่าตัวเองจะแพ้พนันและต้องคลานลอดใต้ขาเ้ายาจกหน้าหล่ออย่างโจวหยวนเฉิง แต่ปู่ของเขาก็ไม่ได้ซื้อให้เปล่าๆ กลับมีเงื่อนไขให้เขาต้องตื่นมาฝึกยุทธ์ทุกวัน วันละหนึ่งชั่วยามเลยทีเดียว
‘จ้าวตงจื่อ’ เป็หลานชายคนเล็กจอมเกเรของแม่ทัพาุโจ้าว เพราะแม่ทัพาุโจ้าวกรำศึกอยู่ในสนามรบมาเป็เวลานาน ทำให้ร่างกายเสื่อมถอยลงและไม่สามารถนำทัพได้อีก จึงต้องเกษียณตัวเองมาอาศัยอยู่ที่เมืองหยิน บิดาของจ้าวตงจื่อจึงได้ขึ้นเป็แม่ทัพใหญ่แทนที่บิดา
จ้าวตงจื่อเป็บุตรชายคนเล็กของท่านแม่ทัพจ้าว โดยเขามีพี่ชายอยู่คนหนึ่งชื่อ ‘จ้าวตงชาง’ เวลานี้ได้ติดตามบิดาไปประจำอยู่ที่ชายแดน
เพราะจ้าวตงจื่อเป็บุตรชายคนเล็ก ทำให้เขาถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจ บิดาของเขารับมือกับความเกเรของบุตรชายไม่ไหว จึงส่งตัวเขามาให้ท่านปู่เป็ผู้อบรมเลี้ยงดู
จ้าวตงจื่อกลัวบิดาและพี่ชายที่สุด กับท่านปู่นั้น เพียงแค่เขาออดอ้อนนิดหน่อย ท่านปู่ก็ใจอ่อนแล้ว แต่อย่างไรท่านปู่ก็เคยเป็ถึงแม่ทัพใหญ่มาก่อน แม้ท่านปู่จะรักและตามใจจ้าวตงจื่อมากเพียงใด ท่านก็ไม่เคยอ่อนข้อให้หลานชายในเื่การฝึกยุทธ์และการต่อสู้เลยสักครั้ง ทำให้บางครั้งจ้าวตงจื่อต้องถูกฝึกฝนอย่างหนัก หรือหากเขาอยากได้สิ่งของใด ท่านปู่ก็จะต้องยกเื่การฝึกยุทธ์ขึ้นมาเป็ข้อแลกเปลี่ยนกับเขาทุกครั้งไป
“จี้หยกเล็กจนแทบมองไม่เห็นอย่างนั้นยังกล้าเอาขึ้นมาอวด” โจวหยวนเฉิงมองอย่างดูแคลน “พี่ใหญ่จี้หยกของเรายังดูดีกว่าอีก ท่านเห็นด้วยหรือไม่”
โจวหยวนเฉิงพูดพร้อมกับใช้พัดเกี่ยวจี้หยกที่ห้อยอยู่ที่เอวของโจวหลี่เฉียงขึ้นโชว์ “จี้หยกขาวนวลอันนี้ ท่านพ่อสั่งทำให้ข้ากับพี่ใหญ่เป็พิเศษ มันสลักชื่อของพวกข้าเอาไว้อย่างปราณีตและสวยงาม หยกชิ้นเล็กเท่าเม็ดถั่วเขียวของเ้าเอาเทียบได้หรือ”
จ้าวตงจื่อเห็นจี้หยกขาวนวลเปล่งประกายสดใส มองดูก็รู้ว่าเป็หยกเนื้อดี แถมลวดลายที่สลักไว้บนหยกก็ดูปราณีตและสวยงามอย่างที่เ้าหน้าหล่อพูดจริงๆ
“น้องชายพี่เมื่อยขามาก รีบมาทำตามข้อตกลงของเราให้ไวเถอะ ข้าอยากเข้าเรียนเต็มทีแล้ว” โจวหยวนเฉิงยืนท่าแยกขาไว้เหมือนกับที่จ้าวตงจื่อเคยทำ
“เ้ากล้าเหรอ เ้าไม่รู้หรือว่าหากลบหลู่ข้าแล้วครอบครัวของเ้าจะต้องพบเจอกับอะไร” จ้าวตงจื่อเริ่มพูดข่ม
“ที่แท้ตระกูลแม่ทัพจ้าวผู้ยิ่งใหญ่ก็หาได้มีสัจจะเหมือนกับที่ผู้คนทั่วไปยกย่องไม่ หากเพียงแค่คำสัญญาเท่านี้ยังทำไม่ได้ การที่จะให้ตระกูลจ้าวไปปกปักรักษาชายแดนไว้จะทำให้ชาวบ้านอย่างเราปลอดภัยได้จริงหรือ” โจวหยวนเฉิงพูด
“เ้า...เ้าลูกยาจก เ้ากล้าลบหลู่ครอบครัวข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ ได้...วันนี้เ้าจะได้รู้ถึงความร้ายกาจของครอบครัวข้าเสียที เ้ายาจกโจวหยวนเฉิง เ้ามาประลองกับข้าตัวต่อตัวเป็อย่างไร เ้ากล้าหรือไม่เล่า”
“ก่อนหน้านี้สัญญาที่เราเคยท้ากันไว้เ้ายังทำไม่ได้เลย แล้วเ้ายังมีหน้ามาเสนอท้าอันใหม่อีก เ้าเห็นข้าโง่หรืออย่างไร คำสัญญาของเ้าเชื่อถือไม่ได้เลยสักนิด”
“ที่แท้เ้าก็ไม่กล้า หากเ้าประลองชนะข้า อย่าว่าแต่คลานลอดใต้ขาเลย แม้แต่ต้องคลานรอบสำนักศึกษาและแบกเ้าไว้บนหลัง ข้าก็ยินดีทำ” จ้าวตงจื่อพูดอย่างได้ใจ
“ตกลงตามนั้น เ้าสองคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นน่ะ ช่วยไปเชิญอาจารย์ฝ่ายปกครองมาเป็พยานในการประลองครั้งนี้ให้พวกข้าที” โจวหยวนเฉิงหันไปพูดกับเพื่อนสองคน
นักเรียนสองคนที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่คือ ‘หวงป๋อฉือ’ บุตรชายที่เกิดจากอนุของเ้าของร้านยาจี้เหวิน และ ‘เยี่ยเต๋อ’ เด็กยากจนที่สำนักศึกษาได้งดเว้นค่าเล่าเรียนให้ ซึ่งในแต่ละปี สำนักศึกษาจะอุปการะเด็กยากจนปีละหนึ่งคนเสมอ
หวงป๋อฉือและเยี่ยเต๋อต่างหันมามองหน้ากันก่อนที่จะวิ่งไปหาอาจารย์ฝ่ายปกครอง ทั้งสองคนไม่มีความมั่นใจเลยแม้แต่น้อยว่าโจวหยวนเฉิงจะชนะการประลองครั้งนี้ เพราะในภาพจำของพวกเขา โจวหยวนเฉิงเป็เพียงเด็กเกเรที่ชอบรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าเท่านั้น ส่วนจ้าวตงจื่อกลับเป็ถึงหลานชายของอดีตท่านแม่ทัพใหญ่ แต่ทั้งสองคนต่างก็รีบวิ่งไปเชิญอาจารย์ เพราะทั้งสองคนยังเกรงใจโจวหลี่เฉียงอยู่บ้าง ต้องบอกว่าโจวหลี่เฉียงถือเป็นักเรียนตัวอย่างของสำนักศึกษาเลยก็ว่าได้ เพราะโจวหลี่เฉียงทั้งเรียนเก่งและเป็คนดีชอบช่วยเหลือผู้อื่น
ไม่นานอาจารย์ฝ่ายปกครองก็มาถึงลานประลองอย่างรวดเร็ว
“พวกเ้าจะประลองกันด้วยสาเหตุใด” อาจารย์ท่าทางดุดันถามขึ้น
“จ้าวตงจื่อ้าประลองกับข้า โดยมีเงื่อนไขว่าหากเขาแพ้ เขาจะยอมคลานเข่าไปรอบๆ สำนักศึกษาโดยจะแบกข้าไว้บนหลังขอรับ” โจวหยวนเฉิงตอบ
“ยังไม่แน่ว่าจะเป็ผู้ใดที่ต้องคลานเข่าด้วยซ้ำ” จ้าวตงจื่อพูด
ต้องบอกก่อนว่าเพราะจ้าวตงจื่อมักจะทำท่าทางอวดดีและหยิ่งยโสอยู่เสมอ เพราะคิดว่าตัวเองเป็ถึงหลานชายของอดีตแม่ทัพใหญ่ และยังเป็บุตรชายของแม่ทัพคนปัจจุบันอีก ทำให้อาจารย์บางท่านยังเกรงใจท่านปู่กับบิดาของเขาอยู่มาก
แต่อาจารย์ฝ่ายปกครองท่านนี้คิดต่างออกไป เขาอยากจะดัดนิสัยอวดดีของจ้าวตงจื่ออยู่แล้ว เมื่อเห็นท่าทางที่ดูจริงจังของโจวหยวนเฉิง เขาจึงยินยอมให้มีการประลองเกิดขึ้น “กติกาในการประลองเป็อย่างไร พวกเ้าจะประลองด้วยมือเปล่าหรือใช้อาวุธ”
“ข้าไม่อยากได้ชื่อว่าเอาเปรียบผู้ที่ด้อยกว่า หากใช้อาวุธก็จะทำให้เ้ายาจกนั่นเสียเปรียบเกินไป ข้าคิดว่าประลองแบบไม่ใช้อาวุธจะดีกว่าขอรับ” จ้าวตงจื่อตอบ
โจวหยวนเฉิงได้ฟังข้อเสนอของเ้าเด็กอวดดีก็ได้แต่ลอบยิ้มในใจ ‘น้องชายเอ๋ย ทักษะการต่อสู้แบบประชิดตัวของพี่ชายก็เก่งพอตัวนะ พี่ชายสัญญาว่าจะไม่ทำให้เ้าได้รับาเ็แน่นอน แต่เ้าอาจจะปวดตัวไปบ้างเท่านั้น’
“ต่อสู้กันแค่ในพื้นที่นี้ดีหรือไม่ขอรับท่านอาจารย์ หากใครหลุดออกนอกพื้นที่ก่อนก็ถือว่าแพ้ หรือหากใครทนความเจ็บไว้ไหว จะขอยกมือยอมแพ้ก่อนก็ย่อมได้เช่นกัน และการาเ็จากการประลองไม่สามารถเรียกร้องเอาผิดอีกฝ่ายได้ขอรับ” โจวหยวนเฉิงใช้กิ่งไม้มาตีกรอบสี่เหลี่ยมบนพื้นดินไว้ ความกว้างขนาดเท่ากับเวทีมวยในยุคปัจจุบัน
“เ้ามีความเห็นว่าอย่างไร” อาจารย์ถามจ้าวตงจื่อ
“ข้าเห็นด้วยทุกประการขอรับ” จ้าวตงจื่อตอบเสียงดัง
____________________________________________________________________________
ไรท์เพิ่มแผนผังความสัมพันธ์ขึ้นมาให้ด้วยนะคะ เพราะตัวละครเริ่มเยอะแล้ว หวังว่าจะช่วยเพิ่มความเข้าใจได้อีกเล็กน้อยนะคะ ขอบคุณที่เข้ามาเป็กำลังใจให้กันนะคะคุณรี้ดผู้น่ารัก
