“ตลาดกลางคืนเมืองจิงเฉิงจัดขึ้นโดยกลุ่มเศรษฐีกลุ่มหนึ่งพวกเขาเชิญพวกคนชั้นสูงที่รักในโบราณวัตถุจนกลายเป็นเหมือนตลาดแลกเปลี่ยนการซื้อขาย มีของดีมากมายที่ขายออกไปจากตลาดนี้”
“อ้อ!” ฉินลู่พยักหน้า “งั้นที่นี่ก็เป็นตลาดขายวัตถุโบราณที่ไฮคลาสที่สุดในเมืองจิงเฉิงสินะ”
ซุนอิงพยักหน้าและยิ้มหวานปานดอกไม้“ก็ประมาณนั้นแหละตลาดกลางคืนเมืองจิงเฉิงเข้มงวดมาก ถ้าไม่มีบัตรเชิญหรือบัตรอนุญาตเข้าออกก็ไม่สามารถเข้าไปข้างในได้เลย”
“ที่แท้ในเมืองจิงเฉิงยังมีที่ที่น่าสนุกแบบนี้อยู่ด้วย” ฉินลู่เริ่มรู้สึกสนใจขึ้นมาบ้างแล้ว
“แต่ที่น่าเสียดายคือตลาดนี้ไม่ได้มีทุกวันพวกเขาจะจัดเฉพาะช่วงเวลาสำคัญเท่านั้น ฉันเองก็เพิ่งได้รับแจ้งเหมือนกันว่าตลาดเปิดแล้วฉันเลยโทรหานายทันที จะได้ไปหาซื้อของด้วยกัน” ซุนอิงขับรถไปพลางพูดอธิบายไปพลาง
“พี่สาว ดูพี่รีบร้อนขนาดนี้ กินข้าวมาหรือยังเนี่ย” ทันใดนั้นชุยฮุ่ยฮุ่ยที่นั่งอยู่ข้างคนขับก็ถามขึ้น
“ยังไม่ได้กินเลย ทำไมเหรอ”
“งั้นเราไปกินข้าวกันก่อนเถอะ ตลาดนั่นค่อยไปปล่อยให้ท้องหิวแบบนี้ไม่ดีหรอกนะ”
ซุนอิงส่ายหน้าไปมาและพูดว่า“ยังไม่กินดีกว่าไว้ค่อยไปกินของว่างที่นู่นก็ได้ อีกอย่างนะ ถ้าเราไปช้า ของดีๆ อาจจะโดนคนอื่นเลือกซื้อไปหมด”
ทั้ง3 คนคุยเล่นกันอย่างสนุกสนานตลอดทาง ไม่นานก็มาถึงที่หมาย
ตลาดกลางคืนเมืองจิงเฉิง
ซุนอิงขับรถไปจอดในลานจอดรถเธอมองไปรอบๆ พบว่ารถที่จอดอยู่ในลานตอนนี้มีแต่รถหรูที่ราคาไม่ต่ำกว่าล้านหยวนทั้งนั้น
“นี่ต่างหากที่เรียกว่าโลกของคนรวย!” ชุยฮุ่ยฮุ่ยพูดขึ้นมาด้วยความอิจฉา
“คนรวยมีอะไรน่าอิจฉินกัน” ซุนอิงพูดกึ่งๆ ล้อเล่นว่า“การที่เธอมีอำนาจในการตัดสินใจต่างหากล่ะที่น่าอิจฉายิ่งกว่า”
“อำนาจเหรอ” ฉินลู่ทำหน้าทึ่งและมองไปที่ชุยฮุ่ยฮุ่ยก่อนพูดต่อว่า “ที่แท้เธอก็มาจากครอบครัวขุนนางหรอกเหรอดูไม่ออกเลยแฮะ”
“ฉันมาจากครอบครัวทหารย่ะ” ชุยฮุ่ยฮุ่ยยักไหล่เบาๆ
“มันก็เหมือนกันแหละ”
“เลิกพูดได้แล้ว รีบไปกันเถอะ เดี๋ยวตลาดกลางคืนจะวายซะก่อน!” ซุนอิงลากทั้ง 2 คนเดินออกจากลานจอดรถเดินเข้าประตูบานใหญ่ของโรงแรมไปอย่างร้อนใจ
มีพนักงานรักษาความปลอดภัย6 คนยืนเฝ้าอยู่ที่หน้าประตู พอเห็นฉินลู่ ซุนอิงและชุยฮุ่ยฮุ่ยเดินเข้ามากัน3 คน จึงยืนปิดทางเข้าไว้ ก่อนยื่นมือออกมาพูดว่า “โปรดแสดงบัตรเชิญด้วย”
ซุนอิงพยักหน้าหงึกๆยื่นบัตรเชิญที่ถืออยู่ในมือออกไป
พนักงานรักษาความปลอดภัยแกะบัตรเชิญดูและตรวจสอบอย่างละเอียดจากนั้นก็โค้งคำนับอย่างนอบน้อมพร้อมหลีกทางให้ “ยินดีต้อนรับสู่ตลาดกลางคืนเมืองจิงเฉิงในครั้งนี้เชิญทั้ง 3 ท่านเข้าไปด้านในได้เลย”
พอทั้ง3 คนเดินเข้าไปในโรงแรมแล้ว ชุยฮุ่ยฮุ่ยก็พูดขึ้นว่า “ตรวจเข้มจังเลยนะแถมยังมีพนักงานรักษาความปลอดภัยตั้ง 6 คนด้วยนี่ถ้าไม่มีบัตรเชิญไม่ว่าอย่างไรก็คงไม่มีสิทธิ์ได้เข้ามาเลยสินะ”
ฉินลู่เหลือบมองพนักงานรักษาความปลอดภัย6 คนนั้นแล้วพูดว่า “พวกเขาเป็นคนฝึกวิชาการต่อสู้แถมเก่งกังฟูด้วย”
ชุยฮุ่ยฮุ่ยหันขวับด้วยความตะลึงพูดว่า “นายดูออกได้อย่างไร”
“ฉันเป็นหมอจีนนะ” ฉินลู่ได้ทีก็พูดโม้ใหญ่เลย “เธอไม่เคยได้ยินคำพูดในวงการแพทย์แผนจีนที่บอกว่า สังเกต ดมกลิ่นซักถามและจับชีพจรเหรอ”
“โม้ไปเรื่อย!” ชุยฮุ่ยฮุ่ยพูดสบประมาท
“เราเลิกคุยเล่นกันเถอะ รีบขึ้นไปชั้นบนกัน” พูดจบซุนอิงก็พาฉินลู่กับชุยฮุ่ยฮุ่ยเดินเข้าลิฟท์ไป
ลิฟท์จอดที่ชั้น3 ชั้นนี้เป็นห้องโถงที่ยาวมาก มันถูกแบ่งออกเป็นหลายๆ โซนแต่ละโซนมีโต๊ะมากมายตั้งอยู่ และบนโต๊ะเหล่านั้นก็วางเต็มไปด้วยโบราณวัตถุ ทุกโซนคนเยอะคึกคัก
“ถึงแล้วล่ะ เรามาเดินดูของกันดีกว่า” ซุนอิงลากแขนฉินลู่วิ่งไปที่โซนศิลปะโบราณอย่างตื่นเต้น
บูธแรกคือบูธศิลปะการเขียนอักษรจีนชิ้นงานอักษรจีนที่ดูเก่าแก่วางแผ่เอาไว้บนโต๊ะและมีผู้ชายสวมชุดสูทคนหนึ่งกำลังพูดแนะนำผลงานชิ้นนี้อย่างภาคภูมิใจว่า “นี่คือผลงานการเขียนภาพภูมิทัศน์ของอาจารย์จังจื้อเจิ้งใครคิดจะเสนอราคาต่ำกว่า 100,000 หยวนก็เชิญไปบูธอื่นได้เลยเรายินดีรับทุกข้อเสนอ รวมถึงการแลกเปลี่ยนด้วย”
ซุนอิงดวงตาเป็นประกายทันทีเธอมองภาพอักษรจีนและพูดอย่างตื่นตาตื่นใจว่า “เป็นภาพเขียนของอาจารย์จังจื้อเจิ้งเหรอนี่!”
ชุยฮุ่ยฮุ่ยได้ยินราคาที่ชายสวมชุดสูทเสนอเมื่อครู่จึงพูดออกมาว่า “น่ากลัวจริงๆ โลกของคนรวยอย่างพวกเธอมันน่ากลัวเกินไปแล้วนะจ่ายเงินเป็นแสนเพื่อซื้อกระดาษแค่แผ่นเดียว? ฉันล่ะไม่เข้าใจจริงๆ...”
ฉินลู่มองงานภาพเขียนภูมิทัศน์นี้อย่างละเอียดใช้ความคิดอยู่นาน จากนั้นก็พูดกระซิบข้างหูซุนอิงว่า “ภาพเขียนนี้เป็นของปลอม”
“ของปลอมเหรอ!” ซุนอิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “ไม่นึกเลยว่าจะเป็นของปลอม”
ฉินลู่พยักหน้าเบาๆจากนั้นก็ยิ้มแห้งและพูดว่า “ตลาดที่ไฮคลาสขนาดนี้นึกไม่ถึงว่าจะยังมีคนเอาของปลอมมาหลอกขายฉันล่ะยอมใจจริงๆ”
ซุนอิงเชื่อในสิ่งที่ฉินลู่บอกอย่างไร้ข้อสงสัยพอรู้จากฉินลู่ว่าภาพเขียนชิ้นนี้ไม่ใช่ของแท้เธอก็ล้มเลิกความคิดที่จะซื้อภาพเขียนชิ้นนี้ไป “เป็นเรื่องที่ปกติมากเพราะอย่างไรเสีย มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตรวจสอบว่าของโบราณชิ้นนี้เป็นของแท้หรือเปล่าทุกคนที่จ่ายเงินเพื่อซื้อมาครอบครองก็อาจจะได้ของปลอมไปเพราะแบบนี้ฉันเลยพานายมาด้วยยังไงล่ะ”
“เหอะๆ” ชุยฮุ่ยฮุ่ยที่อยู่ข้างๆ หัวเราะออกมา “พี่สาว ฉันว่าเธอหาเหตุผลนัดฉินลู่ออกมาเดินเล่นด้วยกันมากกว่าล่ะมั้ง ฉันรู้นะว่าเธอน่ะไม่ได้สนใจของโบราณอะไรพวกนี้เลย”
“ยัยเด็กบ้า พูดจาเหลวไหล!” ซุนอิงหน้าแดงเป็นตูดลิงอีกครั้งพร้อมกับหยิกชุยฮุ่ยฮุ่ยเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย
“โอ๊ย! ช่วยด้วย! ยัยคนเห็นผู้ชายดีกว่าเพื่อน...”
ฉินลู่ยิ้มแหย
ในขณะที่ทั้งคู่กำลังหยอกล้อกันอยู่นั้นก็มีเสียงของผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้นว่า“เสี่ยวอิงเธอก็มาที่นี่ด้วยเหรอ! เราสองคนช่างมีวาสนาต่อกันจริงๆ”
ทั้ง3 คนนิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็หันไปมองยังต้นเสียงนั้นเห็นชายสวมชุดสูดสีแดงอันเร่าร้อนกำลังยืนเชิดหน้ายืดอกอยู่ชายคนนั้นก็คือชายในชุดสูททางการ หม่าเสี่ยวเวย!
“หม่าเสี่ยวเวย? ไม่นึกว่าจะเป็นนาย!” ซุนอิงพูดอย่างประหลาดใจ
“ใช่ ฉันเอง เราสองคนมีวาสนาต่อกันจริงๆ เลยนะถึงได้มาเจอกันที่ตลาดกลางคืนเมืองจิงเฉิงแบบนี้” หม่าเสี่ยวเวยพูดพลางหัวเราะ
“ถุย! มีวาสนาอะไรกัน ฉันดวงซวยมากกว่า” ชุยฮุ่ยฮุ่ยที่อยู่ข้างๆ พูดเสียดสี จากนั้นก็ดึงแขนซุนอิงและพูดกับเธอว่า“พี่สาว เราไปกันเถอะ ไปดูบูธอื่นกันดีกว่า”
หม่าเสี่ยวเวยรู้จักชุยฮุ่ยฮุ่ยและรู้ด้วยว่าครอบครัวของชุยฮุ่ยฮุ่ยมีอำนาจมากกว่าตัวเองเขาจึงไม่กล้ามีเรื่องกับเธอหม่าเสี่ยวเวยทำได้เพียงเดินไปขวางหน้าซุนอิงและพูดว่า “ซุนอิงฉันไปเจอของดีมา อยู่ในโซนหินหยกน่ะ เธอจะต้องชอบมากแน่ ไปดูกับฉันหน่อยดีไหม”
ซุนอิงใช้หางตามองหม่าเสี่ยวเวยหนึ่งทีก่อนพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า“หม่าเสี่ยวเวยนายช่วยเลิกมายุ่มย่ามกับฉันสักทีเถอะ ฉันมีเพื่อนมาด้วยแล้ว”
“เพื่อนเหรอ” หม่าเสี่ยวเวยหันไปมองที่ฉินลู่ “ฉินลู่น่ะเหรอ เพื่อนที่ว่าก็คือเขาสินะ?”
หม่าเสี่ยวเวยทำตาดุร้าย
ช่วงนี้เขาค่อนข้างยุ่งมากจึงไม่มีเวลาไปหาคนมาแก้แค้นฉินลู่
แต่คิดไม่ถึงว่าเพียงครึ่งเดือน นางฟ้าของเขากับฉินลู่จะพัฒนาความสัมพันธ์กันไวมากจนมาถึงขั้นนี้แล้วพวกเขามาเดินตลาดกลางคืนด้วยกัน นี่มันกำลังเดทชัดๆ
จู่ๆความรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังโดนสวมเขาก็เกิดขึ้นในใจ
แต่ด้วยสภาพการณ์ตอนนี้เขาไม่อาจมีเรื่องกับฉินลู่ได้ เพราะมันจะทำให้ภาพลักษณ์ของเขาในสายตาซุนอิงเสียหาย
ดังนั้นเขาจึงอดกลั้นความโกรธเอาไว้ในใจ และจ้องฉินลู่พร้อมพูดว่า “ไม่เจอกันนานเลยนะ”