วันที่ 48 เกมส์แห่งสงครามช่วงเวลาเย็นของวัน การประชุมผู้นำของเผ่ามนุษย์ได้จบลง พร้อมกับข้อสรุปตามนี้
การออกล่าเผ่ามนุษย์มดที่ดำหนีไปใต้ดิน ได้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยสำรวจไป
ส่วนเขตแดนภาคตะวันตกของทวีป ที่ในอดีตเป็นของเผ่ามนุษย์นกนั้น ได้ถูกรวมเข้าไปในแผนที่ของเผ่ามนุษย์เป็นที่เรียบร้อย
ดังนั้นพวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องระวังการโจมตีจากทางภาคตะวันตกของทวีปอีกต่อไป แล้ววางกองกำลังไปที่ภาคตะวันออกของทวีปแทน
มุ่งเป้าโจมตีไปยังเขตแดนที่น่าจะเป็นถิ่นของเผ่ายักษากับเผ่าภูติ
พวกเขาคิดว่าคงไม่มีใครสู้อาวุธของพวกเขาได้
พวกเขาคิดว่าการที่ตัวเองมีกระสุนพอแจกสองล้านชีวิต จะทำให้ตัวเองชนะสงคราม
พวกเขาคิดว่าการที่สามารถผลิตรถถังได้ จะทำให้ตัวเองได้เปรียบ
พวกเขาคิดว่าน่านฟ้าอันกว้างใหญ่ คงไม่มีใครเทียบเคียงเครื่องบินรบของพวกเขาได้
และยังทะนงตนมากขึ้นไปอีก เมื่อทราบว่าอีกเพียงแค่เจ็ดวัน ขีปนาวุธพิสัยไกลรุ่นต้นแบบก็จะสร้างเสร็จแล้ว
ความเร็วในการพัฒนาของมนุษย์นั้นน่ากลัวมาก
เพราะคนที่เกิดมาใหม่นี้ ไม่ได้มีแต่ทหาร หากแต่มีผู้ทรงความรู้วิชาแต่ละแขนง มารวมตัวกันจนก่อให้เกิดวิทยาการณ์ก้าวไกล
กำลังการผลิตทุกอย่างได้เน้นหนักไปกับการผลิตอาวุธสงครามมากกว่าตัวเมือง
กระบวนการบางอย่างที่ต้องใช้เวลานานนับปีในการสังเคราะห์และผลิต ได้ถูกร่นลงมาเพราะวัตถุดิบของต่างโลก
ยิ่งเผ่ามนุษย์เรียนรู้วัตถุดิบของต่างโลกมากขึ้น พวกเขาก็ยิ่งเหิมเกริมมากขึ้นตาม
บางทีอาจจถึงขั้นลืมตัวไปว่าตัวเองคือพระเจ้าที่สามารถควบคุมได้ทุกสิ่งทุกอย่าง
พวกเขาคงลืมไป ว่าศัตรูนั้นมีสมองเช่นเดียวกับพวกตนเอง
และความเหิมเกริมนั้นก็กำลังจะกลายเป็นความประมาทสู่ความชิบหายในเร็ว ๆ นี้
ไม่สิ มันเกิดขึ้นแล้วต่างหาก
ตัดกลับไปที่สถานจำคุกทาสสงครามของเผ่ามนุษย์ ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหน้าด่านทางใต้
เมืองแห่งนี้ถูกดูแลโดยผู้นำอเมริกา ประเทศที่ว่ากันว่ามีอำนาจทางการทหารสูงที่สุดในโลก
และยังเป็นตัวตั้งตัวตีที่พลักดันนโยบายสร้างศัตรูไปทั่ว มากกว่ารอดูท่าทีและใช้วิธีทางการทูต
***ปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ]
“นั่นเจ้ากำลังทำอะไร บา~”
เผ่ายักษาบานาเดินเข้ามาถามฉันด้วยความสงสัย
ภาษาภูติของเขายังฟังดูไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหรนัก
“แค่เห็นก็น่าจะรู้ ตรวจสอบอาวุธของพวกมันยังไงละ”
ฉันบินเข้ามาใกล้ศพของพวกผู้คุมตรงหน้า แล้วจัดการตรวจสภาพอาวุธและเครื่องสวมใส่
ระดับของชุดเกราะนั้น ของเผ่าฉันถือว่าชนะขาดลอย
เกราะของพวกมันทำมาจากวัสดุจำพวกใยสังเคราะห์ที่เหนี่ยว และแบ่งออกได้เป็นสามชั้น
ชั้นนอกสุดนั้นมีแผ่นโลหะจำพวกเซรามิกส์หุ้มเอาไว้ ดูแล้วคงมีเพื่อเอาไว้รับแรงกระแทก
ชั้นต่อมาคือส่วนยึดรั้ง คิดว่าคงมีเอาไว้เพื่อให้รัดเข้ากับร่างกายของผู้สวมใส่
และชั้นสุดท้ายเป็นใยสังเคราะห์จำพวกใยอะรามิด กับใยพอลิเอทิลีนชนิดความแข็งแรงสูงยิ่งยวด ที่น่าจะเอาไว้เน้นการรับแรงกระแทกและดูดซับพลังงานจากอาวุธที่พุ่งเข้าใส่
ชุดเกราะนี้มีน้ำหนักเบามาก หากเทียบกับชุดเกราะที่เคยเห็นในสถานรบก่อนหน้านี้
แต่ก็ยังถือว่าล้าสมัยกว่าที่เผ่าของพวกฉันมีใช้กัน
“อืม...คิดถูกที่ใส่พลังมากกว่าทุกครั้ง ไม่อย่างงั้นคงยิงไม่ทะลุเกราะของพวกมันไปได้ดอง~”
ถึงจะล้าสมัย แต่ก็เป็นชุดเกราะที่มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกัน
หากฉันเบาแรงลงกว่านี้ กระสุนพลาสม่าคงไม่สามารถฆ่าพวกมันลงในนัดเดียวได้
“บานา แครอท พวกเจ้าเอาชุดพวกนี้ไปสวมแถวแขนสิ ถ้ารอดกลับไปได้ ก็จงเอาไปพัฒนาอาวุธกับชุดเกราะของเผ่าพวกแกซะดอง~”
“เออ… ได้? ”
ฉันยื่นเกราะให้พวกบานาก่อนจะทำการตรวจสอบต่อ
สิ่งต่อมาที่ฉันตรวจสอบคืออาวุธ
ท่อนเหล็กกลมยาวนี้มีน้ำหนักสูงพอควร
แต่กับพวกเผ่ายักษาที่มีแรงเยอะ คงไม่ใช่ปัญหาใหญ่
ฉันจัดการตรวจทุกมุม แล้วก็พบเรื่องที่น่าทึ่ง
อาวุธพวกนี้มีแนวคิดในการสังหารศัตรูที่ยอดเยี่ยมมาก
พวกมนุษย์ใช้ดินระเบิดประกอบติดเข้ากับหัวโลหะขนาดเล็กที่มีปลายแหลมมน
ใช้สิ่งนั้นบรรจุลงไปในท่อโลหะยาว แล้วจุดระเบิดเพื่อใช้เป็นแรงขับดันหัวโลหะออกไปอย่างรุนแรง
อำนาจการยิงถือว่ามีผลอย่างมากต่อรูปแบบการทำสงคราม
พวกมนุษย์ใช้วิธีการที่ฉลาด เพื่อส่งอาวุธสังหารให้ออกไปไกล
และด้วยวิธีการนี้ มันจะทำให้ใช้งานได้ง่ายกว่าการฝึกยิงธนูหรือฝึกวิชาดาบเสียอีก
แม้แต่วิธีการโจมตีของภูติ ยังต้องพึ่งการฝึกควบคุมปีก เพื่อสร้างและแปรธาตุสสารในการโจมตีสังหารศัตรู
ซึ่งหากเทียบกับอาวุธของมนุษย์ การโจมตีของพวกเราเผ่าภูติจะกลายเป็นการโจมตีที่ไร้ประสิทธิภาพไปในทันที
พลังโจมตีเท่าเทียมกัน แต่ของพวกเราเผ่าภูติต้องพึ่งพลังกายและความรู้ในการโจมตี
ในขณะที่ของมนุษย์เพียงแค่กดลงไปที่ไกของวุธ ก็สามารถสังหารระยะไกลได้อย่างสบาย ๆ แล้ว
“บานา แครอท พวกเจ้าลองเอาอาวุธนี้ไปใช้สิ ส่วนวิธีใช้ก็ให้เอานิ้วสอดลงไปในไกปืน แล้วออกแรงเพื่อลั่นโลหะออกไปนะดอง~”
ฉันชี้ไปที่อาวุธของมนุษย์ แล้วสั่งให้บานากับแครอทลองเอาไปใช้ดู
“...ขนาดมันเล็กไปฟะเอสเทอ”
แต่กลายเป็นว่าขนาดมันไม่พอดีมืออันใหญ่โตของพวกเขากัน
ให้ตายสิ ทั้งที่มีโอกาสได้ทดลองใช้อาวุธแล้วแท้ ๆ
ช่วยไม่ได้แฮะ
“...แต่ว่าแบบนี้มันจะดีหรือเอสเทอ รอท~”
“เรื่องอะไรดอง? ”
“ที่เธอมาช่วยพวกเราแบบนี้ แถมยังใบ้เรื่องอาวุธให้อีกนะ รอท~”
สตรีเผ่ายักษาที่มีผมสีม่วงสวยงามได้ถามฉันด้วยสายตาของศัตรู
ยัยนี่คงจะรู้ตัวแล้วมั้งดอง…
ความจริงคือฉันตั้งใจที่จะใช้เจ้าพวกนี้ทดลองประสิทธิภาพอาวุธของมนุษย์
ฉันอยากรู้ว่าอาวุธท่อเหล็กพวกนี้มีความรุนแรงขนาดไหน
และอีกประเด็นคือฉันอยากให้บานากับแครอทมีชีวิตรอดกลับไปที่เมืองของพวกเขา พร้อมกับอาวุธของมนุษย์
เพื่อให้สองเผ่านี้ตีกันเองจนตายกันไปข้างได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ
ยังไงเขตแดนของเผ่ายักษาก็อยู่ขั้นกลางระหว่างเผ่าเรากับเมืองของมนุษย์ ดังนั้นสู้ทำให้พวกมันมีอาวุธพอต่อต้านได้นานขึ้น เพื่อเป็นการถ่วงเวลาดีกว่าดอง
แล้วระหว่างนั้นฉันก็จะเอาอาวุธของพวกมันไปวิจัยเพื่อสร้างอาวุธออกมาตอบโต้กลับ
เพราะหากคิดให้ดีถึงคำขู่วันสิ้นโลกของเทพเจ้าทั้งสามในวันแรกแล้ว ไม่ว่ายังไงพวกเราก็ต้องกลายเป็นศัตรูกันเองในท้ายที่สุดนะดอง
ยัยแครอทคงคิดสงสัยว่าทำไมฉันถึงยื่นอาวุธให้กับพวกมันแน่ ๆ เลยดอง~
แต่ว่านะ
“ให้คิดซะว่าพวกเราต่างใช้ประโยชน์กันเองจะดีกว่านะดอง~”
อีกฝ่ายก็ได้ประโยชน์จากการชี้นำความรู้ที่มาจากฉันเหมือนกันดอง
บานามันซื่อบื้อเลยไม่ทันรู้ตัว แต่คนฉลาดอย่างแครอทคงรู้ตัวแล้ว
แต่ด้วยความที่เผ่าของเธอยังได้ผลประโยชน์ร่วม มีหรือที่จะไม่ยอมรับความรู้ที่ฉันหยิบยื่นให้นะดอง
“...งั้นก็ดี”
แครอทกล่าวเช่นนั้น ก่อนที่จะนำอาวุธของมนุษย์ฟาดหัวไหลตัวเอง
อาวุธของมนุษย์มีผ้าคาดยาวเตรียมเอาไว้ เลยทำให้ไม่มีปัญหาในการพกพานะดอง
“ต่อมาก็เจ้า… เจ้ามีขื่อว่าอะไรดอง? ”
“พูดภาษาของพวกผมได้อย่างงั้นหรือครับ? ”
ฉันหันไปทางเผ่าอาร์โธร์โพดาที่สวมชุดเกราะอยู่ด้านข้าง
เกราะที่เคยเป็นสีขาวนั้น ได้ถูกย้อมด้วยเลือดจนเป็นสีดำสนิทไปแล้ว
แต่ฉันยังจำได้ถึงความสามารถอันน่ากลัวของมันดอง
ตอนนั้นฉันไม่รู้ว่าพวกมนุษย์จะทรยศ และมีความสามารถด้านการรบถึงขนาดนี้ เลยคิดแต่ว่าต้องรีบทำลายเจ้าเกราะบ้านี่ ก่อนที่พวกมันจะพัฒนาไปได้ไกลกว่านั้น
แต่สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว พวกอาร์โธร์โพดาหนีไปได้ และอีกเดียวคงได้มีชุดเกราะเลียนแบบถูกผลิตออกมาเป็นจำนวนมากในภายหลัง
ดังนั้นแทนที่จะฆ่ามันตรงนี้ สู้ไว้ชีวิต แล้วให้มันช่วยพาพวกเราหนีออกไปพร้อมกับอาวุธของมนุษย์ดีกว่า
อีกอย่าง จะทิ้งให้มันตายตรงนี้พร้อมกับถูกพวกมนุษย์เอาชุดไปวิเคราะห์ไม่ได้
จะให้พวกมนุษยโหดไปกว่านี้ไม่ได้นะดอง~
“ผม… ชื่อสเลบครับ แล้วคุณคือ? ”
“เอสเทอ”
“สเลบ ฉันอยาก--”
“อยากยื้มพลังของกระผมเพื่อพาพวกท่านหนีออกไปพร้อมกับอาวุธของพวกจอมมารสินะครับ? ยังไงกระผมคงตายแล้วทิ้งชุดเอาไว้ให้กับพวกจอมมารไม่ได้อยู่แล้ว กระผมยินดีที่จะให้ความร่วมมือ… แค่ตอนนี้เท่านั้น”
ว่าแล้วสเลบก็เดินไปหยิบอาวุธของเผ่ามนุษย์ขึ้นมา แล้วทดลองยิงกราดออกไปตรงหน้า
“อีกอย่าง ต้องขอบคุณสำหรับความรู้ในการใช้งานด้วยนะครับ”
ดูเหมือนว่ามันจะเรียนรู้วิธีใช้จากท่าทางที่ฉันสอนให้บานาเมื่อกี้นี้
ไอหมอนี่มีกึ๋นนี่หว่าดอง…
ในตอนนั้นเองที่เกิดหวูดเตือนภัยดังกังวาล
“อะไรกันเนี่ย!? ”
บานาหวีดเสียงตกใจเพราะไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน
แต่ฉันพอจะคาดเดาได้ว่านี่คือเสียงเตือนภัย
“ไม่มีเวลาแล้วดอง รีบหนีออกไปกันเถอะดอง~”
ว่าแล้วพวกฉันก็พากันวิ่งกลับออกไปนอกตัวอาคารในทันที
ห่ากระสุนโลหะได้ถูกยิงสาดเข้าใส่พวกเราทันทีที่วิ่งออกมานอกตัวอาคาร
“อะไรเนี่ย!? เจ็บสุด ๆ ไปเลย! ”
“หน่อยแน่! ”
แครอทกับบานาที่ยืนหน้าสุด ถูกยิงจนร่างกายอาบเลือดสีดำ
แต่ดูเหมือนว่าพลังกล้ามเนื้อของเผ่ายักษาจะเอาชนะลูกกระสุนโลหะของมนุษย์
บานากับแครอมใช้ชุดเกราะของพวกมนุษย์ที่เก็บมาเมื่อกี้ นำมาพันรอบแขนของตัวเองเอาไว้ แล้วยกสิ่งนั้นมาป้องกันส่วนหัวกับหน้าอกของตัวเอง
ถ้ายิงไม่โดนจุดตาย พวกเขาก็จะยังรอดชีวิตไปได้
และดูเหมือนว่ากล้ามเนื้อของพวกเผ่ายักษาจะแข็งราวเหล็กกล้า เลยทำให้พวกเขายังคงยืนกันไหวอยู่ แม้ว่าจะอาบเลือดไปจนทั่วร่าง
ถ้าเป็นเผ่าภูติอย่างฉัน ป่านนี้คงถูกฉีกเป็นชิ้น ๆ ไปแล้ว
“อืม… บาเรียลมเอาไม่อยู่แฮะดอง~”
ระหว่างที่หลบอยู่หลังบานา ฉันก็ลองกางกระแสลมแรงขึ้นมาเพื่อเบี่ยงวิถีกระสุนโลหะ
ถึงจะไม่มีคริสตัลภูติช่วยขยายคลื่นแปรสสารของปีก แต่ฉันมั่นใจว่าพลังบาเรียลมนี้แข็งแรงไม่แพ้หน่วยภูติวายุเลย
แต่กระนั้น บาเรียที่สามารถปัดลูกธนูได้ง่าย ๆ กลับไม่อาจปัดอำนาจทะลวงของลูกกระสุนโลหะได้
ข้อมูลนี้ต้องจดเอาไว้ในหัวแล้วดอง~
“กระผมจัดการเองครับ”
สเลบกล่าวเบา ๆ เช่นนั้นก่อนจะใช้แขนทั้งสี่ยกอาวุธที่ยึดมาขึ้นสูง
ไกได้ถูกเหนี่ยวลงพร้อมกับกระสุนโลหะที่ลั่นออกไป
“เฮ้ย!? พวกมันใช้ปืนเป็นด้วยเรอะ! ”
พวกมนุษย์ที่สวมชุดสีดำเอยด้วยความตื่นตกใจ
นักรบจำนวนห้าสิบนายต่างรีบเข้าไปหลบหลังสิ่งกำบังกันอย่างรวดเร็ว
โล่ใสได้ถูกนำออกมาวางตั้งเป็นแนวกำแพงป้องกันกระสุนของสเลบเอาไว้
“คุมยากชิบ”
เจ้าสเลบบ่นพึมพำออกมา
ปืนทั้งสี่กระบอกในมือของเขาได้ส่ายไปมาอย่างรุนแรง
ทิศทางของกระสุนถูกสาดกระจายไปทั่วอย่างไร้ทิศทาง
เป็นอาวุธที่มีแรงถีบกลับรุนแรงไม่เบาเลยนะดอง
“... ยิงไม่ออกแล้ว”
หลังจากยิงออกไปได้ราวหนึ่งนาที อาวุธเหล่านั้นก็หยุดสั่นไหวพร้อมกับเสียงเป่าลมที่ว่างเปล่า
ดูเหมือนว่ากระบอกหนึ่งจะบรรจุกระสุนโลหะเอาไว้ราวสามสิบถึงสี่สิบนัด
เอาไว้มีเวลาค่อยไปชำแหละนับให้แน่นอนดีกว่าดอง
“ช่วยไม่ได้”
สเลบกระโดดพุ่งตัวออกไปเป็นเส้นตรง
ฉันเห็นนักรบของมนุษย์ลั่นกระสุนเข้าปะทะร่างของสเลบ
แต่กระสุนเหล่านั้นไม่สามารถยิงทะลุเกราะของสเลบได้
สเลบใช้อาวุธในมือ ทุบลงไปที่พวกมนุษย์เต็มแรง
เกิดความวุ่นวายขึ้นแนวรบของมนุษย์ เลยทำให้พวกมันหยุดสนใจตรงนี้ไปชั่วขณะ
“ลุยเลยบานา แครอท ดอง! ”
“โอ๊ว! ”
แม่ทัพของเผ่ายักษาใช้พละกำลังที่เหนือกว่า วิ่งเข้าใส่ราววัวคลั่ง
พวกนักรบของมนุษย์พยายามยิงสวนกลับ แต่บานากับแครอทไม่ยอมให้ทำแบบนั้น
พวกเขารีบหักแขนของนักรบทิ้ง แล้วจับร่างกายของมันมาใช้ต่างโล่
ถึงแขนกับขาจะถูกยิงจนเลือดท่วม แต่พละกำลังของพวกเขายังมีพลังพอถล่มพวกมันจนย่อยยับได้
นักรบทั้งห้าสิบนายของมนุษย์ถูกอัดยับจนลงไปนอนจมกองเลือด ด้วยฝีมือของสุดยอดแม่ทัพทั้งสามคน
ส่วนฉันก็บินชื่นชมการต่อสู้แบบสบายอยู่คนเดียวไปดอง~
“เอาละ ได้เวลาตรวจสอบแล้วดอง~”
พอทุกอย่างสงบลง ฉันก็บินเข้าไปตรวจสอบโล่ของพวกมันในทันที
“อืม… เบามาก ทำจากโพลีคาร์บอร์เนต การรวมกลุ่มโครงสร้างโมเลกุลเรียงตัวได้สวยงามมาก ของดีเลยนะเนี่ยดอง~”
แต่โล่ตัวนี้ยังถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ระดับกว่าของเผ่าเราอยู่ไกลโขนะดอง
ลองทดสอบความแข็งแรงของมันดีกว่าดอง
“บานา ลองกระทืบโล่ตัวนี้ดูสิดอง~”
“เพื่อ? ”
บานาบ่นอุบอิบเบา ๆ แต่กลับยอมทำตามแต่โดยดี
“ฮึบ! ... อะไรฟะเนี่ย!? ทำไมแม่งเหนี่ยวแบบนี้ฟะ! ”
บานาพยายามบิดโล่ด้วยมือเปล่าสุดแรงเกิด แต่โล่ที่ดูเบาและบอบบางนั้นกลับแทบไม่เสียรูปเลยแม้แต่น้อย
“เอสเทอ”
“อะไรหรือดอง~? ”
ในเวลานั้นเองที่เจ้าสเลบปรากฏตัวพร้อมกับดาบสีดำสี่เล่ม ตรีศูลหนึ่งเล่ม และดาบสองมือหนึ่งเล่ม
“อาวุธ”
“ไปเอามาตอนไหนเนี่ยดอง! ”
“เมื่อกี้ ตอนที่พวกเจ้าไร้สาระกันอยู่”
“แล้วอาวุธพวกนี้… รู้ได้ยังไงว่าพวกมันเก็บอยู่ตรงไหนนะดอง? ”
“ไม่มีความจำเป็นต้องบอก…”
ไอหมอนี่…
นี่แปลว่าพวกอาร์โธร์โพดามันเลียนแบบเทคโนโลยีของเผ่าภูติไปแม้แต่ระบบติดตามด้วยเช่นนั้นหรือ?
ฉันเริ่มชักอยากเห็นหน้าคนพัฒนาชุดเกราะของเผ่าอาร์โธร์โพดาแล้วสิ เพราะการเลียนแบบเทคโนโลยีที่ซับซ้อนของเผ่าเราไปใช้นั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะดอง
แต่นี่พวกมันกลับสามารถเรียนรู้ได้ไวมาก…
“ช่วยยกโล่ที… จะลองฟัน”
“? ”
สเลบหันไปพูดคุยกับบานาหลังจากที่คืนอาวุธไปแล้ว
แต่บานาฟังภาษาของเผ่าแกไม่ออกหรอกนะเจ้าสเลบ
คงมีแต่เผ่าพวกเราชาวภูติ ที่แอบเรียนรู้จนพูดได้ทุกภาษา ถึงจะฟังรู้เรื่องนะดอง
“บานา มันบอกว่าให้ยกโล่ขึ้นมา เขาจะลองฟันดูนะดอง~”
“เออ.. ได้สิ”
บานายกโล่โปรงแสงขึ้นมา
สเลบฟันคมดาบเข้าใส่ผิวของโล่เต็มแรง
คมดาบสีดำได้หยุดลงที่ผิวของโล่
“ไม่ขาดหรือ งั้นแบบนี้ละ…”
คราวนี้สเลบง้างดาบขึ้นอีกครั้ง
เส้นแสงสีฟ้าวิ่งไหลไปทั่วร่างสู่ปลายดาบทั้งสี่เล่มของเขา
คมดาบดำที่เปล่งพลังงานสีฟ้าได้ถูกฟันใส่โล่อีกครั้ง
คลื่นความร้อนได้หลอมและวิ่งผ่าแยกโล่ตรงหน้าออกจนเป็นสองส่วน
เป็นไปตามที่คาดคิดละนะดอง
ต่อจากโล่ก็เป็นวัตถุทรงกลมสีเทาขนาดเท่ากำปั้นที่ติดอยู่ช่วงเอวของนักรบเผ่ามนุษย์
แต่สิ่งนั้นไม่ต้องวิเคราะห์มากหรอก แค่ปรายตาผ่านก็รู้แล้วว่ามันคือ [ระเบิด]
“อืม… รู้สึกว่าจะมีศัตรูรายใหม่มาแล้วนะดอง”
ระหว่างที่วิเคราะห์นู้นนี่นั่นอยู่ ศัตรูชุดใหม่ก็ได้ถูกส่งบุกเข้ามา
ยานพาหนะตีนตะขาบคันหนึ่งได้วิ่งสู่สายตาจากถนนตรงหน้า
ท่อเหล็กขนาดใหญ่ที่ติดตั้งบนยานยนต์ขนาดยักษ์กำลังหันเล็งมาทางพวกเรา
ชิบหายแล้วดอง~
“บานา หลบไป! ”
“เหวอ!? ”
แครอทรีบกระแทกร่างของบานาจนกระเด็นออกไปจากวิถีกระสุน
โชคดีที่บานาตัวใหญ่กว่าใครเพื่อน มันเลยถูกเล็งโจมตีใส่ก่อน
เสียงระเบิดดังคำรามดังก้องไปทั่วพร้อมกับครึ่งท่อนบนของแครอทที่ปลิวหายไป
วัตถุบางอย่างได้พุ่งออกมาจากท่อโลหะทรงกลมที่ติดบนยานยนต์คันนั้น
“ดอง! ”
ฉันเค้นพลังควบคุมโครงสร้างอะตอมโดยรอบ ก่อนจะยิงเป็นลูกพลาสม่าขนาดเล็กเข้าใส่
“โจมตีไม่เข้าแฮะดอง...”
พลังงานพลาสม่าที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางสองเซนติเมตรจำนวนห้าลูกนั้น ทำได้แค่สร้างรอยไหม้ให้เกิดขึ้นบนผิวโลหะหนาเท่านั้น
นี่ถ้าหากมีคริสตัลภูติช่วยขยายคลื่นพลังละก็…
“มันจะยิงนัดต่อไปออกมาแล้วดอง! ”
พวกเราต่างกระโจนแยกออกไปทุกทิศทางเพื่อหลบอยู่หลังอาคารที่ตั้งโดยรอบ
ท่อเหล็กอีกกระบอกที่มีขนาดเล็กกว่า ได้ลั่นกระสุนเหล็กออกมาเป็นสายฝน
สิ่งนั้นยิงสาดออกมาตรงหน้าเพื่อกดพวกเราไม่ให้โผล่หัวออกไป
และในเวลาเดียวกัน ฉันก็สัมผัสได้ถึงเสียงบรรจุบางอย่างที่ดังขึ้น
“ของใหญ่กำลังมาแล้วดอง! ทุกคน หมอบลง! ”
ฉันกรีดเสียงเตือนออกไปอีกครั้ง
พวกเราทุกคนต่างรีบหมอบระนาบไปกับพื้นดิน
เกิดเสียงดังสนั่นไปทั่วฟ้า พร้อมกับเศษอาคารและฝุ่นควันที่ปลิวว่อนไปทั่ว
แก้วหูของฉันถึงกับสั่นสะท้านจนไม่อาจได้ยินเสียงใด ๆ อีก นอกจากเสียงลมที่พัดผ่าน
พอทุกอย่างเริ่มสงบลง อาคารที่กำบังให้พวกเราก็ได้แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปแล้ว
มันเป็นอาวุธที่อันตรายมาก
พลังทำลายระดับนี้ หากเป็นเทคโนโลยีของพวกเรา คงใช้ป้องกันได้เพียงไม่กี่นัดเท่านั้น
หรือจะบอกว่าระดับเทคโนโลยีของอาวุธเผ่ามนุษย์ มันจะอยู่สูงกว่าของพวกเราเผ่าภูติเช่นนั้นหรือดอง?
“ให้ตายสิ พวกมนุษย์นี่ช่างน่ากลัวจริง ๆ นะดอง”