Age of war

    ตอนที่ 61 เรียนรู้อาวุธเผ่ามนุษย์

    วันที่ 48 เกมส์แห่งสงครามช่วงเวลาเย็นของวัน การประชุมผู้นำของเผ่ามนุษย์ได้จบลง พร้อมกับข้อสรุปตามนี้

    การออกล่าเผ่ามนุษย์มดที่ดำหนีไปใต้ดิน ได้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยสำรวจไป

    ส่วนเขตแดนภาคตะวันตกของทวีป ที่ในอดีตเป็นของเผ่ามนุษย์นกนั้น ได้ถูกรวมเข้าไปในแผนที่ของเผ่ามนุษย์เป็นที่เรียบร้อย

    ดังนั้นพวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องระวังการโจมตีจากทางภาคตะวันตกของทวีปอีกต่อไป แล้ววางกองกำลังไปที่ภาคตะวันออกของทวีปแทน

    มุ่งเป้าโจมตีไปยังเขตแดนที่น่าจะเป็นถิ่นของเผ่ายักษากับเผ่าภูติ

    พวกเขาคิดว่าคงไม่มีใครสู้อาวุธของพวกเขาได้

    พวกเขาคิดว่าการที่ตัวเองมีกระสุนพอแจกสองล้านชีวิต จะทำให้ตัวเองชนะสงคราม

    พวกเขาคิดว่าการที่สามารถผลิตรถถังได้ จะทำให้ตัวเองได้เปรียบ

    พวกเขาคิดว่าน่านฟ้าอันกว้างใหญ่ คงไม่มีใครเทียบเคียงเครื่องบินรบของพวกเขาได้

    และยังทะนงตนมากขึ้นไปอีก เมื่อทราบว่าอีกเพียงแค่เจ็ดวัน ขีปนาวุธพิสัยไกลรุ่นต้นแบบก็จะสร้างเสร็จแล้ว

    ความเร็วในการพัฒนาของมนุษย์นั้นน่ากลัวมาก

    เพราะคนที่เกิดมาใหม่นี้ ไม่ได้มีแต่ทหาร หากแต่มีผู้ทรงความรู้วิชาแต่ละแขนง มารวมตัวกันจนก่อให้เกิดวิทยาการณ์ก้าวไกล

    กำลังการผลิตทุกอย่างได้เน้นหนักไปกับการผลิตอาวุธสงครามมากกว่าตัวเมือง

    กระบวนการบางอย่างที่ต้องใช้เวลานานนับปีในการสังเคราะห์และผลิต ได้ถูกร่นลงมาเพราะวัตถุดิบของต่างโลก

    ยิ่งเผ่ามนุษย์เรียนรู้วัตถุดิบของต่างโลกมากขึ้น พวกเขาก็ยิ่งเหิมเกริมมากขึ้นตาม

    บางทีอาจจถึงขั้นลืมตัวไปว่าตัวเองคือพระเจ้าที่สามารถควบคุมได้ทุกสิ่งทุกอย่าง

    พวกเขาคงลืมไป ว่าศัตรูนั้นมีสมองเช่นเดียวกับพวกตนเอง

    และความเหิมเกริมนั้นก็กำลังจะกลายเป็นความประมาทสู่ความชิบหายในเร็ว ๆ นี้

    ไม่สิ มันเกิดขึ้นแล้วต่างหาก



    ตัดกลับไปที่สถานจำคุกทาสสงครามของเผ่ามนุษย์ ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหน้าด่านทางใต้

    เมืองแห่งนี้ถูกดูแลโดยผู้นำอเมริกา ประเทศที่ว่ากันว่ามีอำนาจทางการทหารสูงที่สุดในโลก

    และยังเป็นตัวตั้งตัวตีที่พลักดันนโยบายสร้างศัตรูไปทั่ว มากกว่ารอดูท่าทีและใช้วิธีทางการทูต

    ***ปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ]

    “นั่นเจ้ากำลังทำอะไร บา~”

    เผ่ายักษาบานาเดินเข้ามาถามฉันด้วยความสงสัย

    ภาษาภูติของเขายังฟังดูไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหรนัก

    “แค่เห็นก็น่าจะรู้ ตรวจสอบอาวุธของพวกมันยังไงละ”

    ฉันบินเข้ามาใกล้ศพของพวกผู้คุมตรงหน้า แล้วจัดการตรวจสภาพอาวุธและเครื่องสวมใส่

    ระดับของชุดเกราะนั้น ของเผ่าฉันถือว่าชนะขาดลอย

    เกราะของพวกมันทำมาจากวัสดุจำพวกใยสังเคราะห์ที่เหนี่ยว และแบ่งออกได้เป็นสามชั้น

    ชั้นนอกสุดนั้นมีแผ่นโลหะจำพวกเซรามิกส์หุ้มเอาไว้ ดูแล้วคงมีเพื่อเอาไว้รับแรงกระแทก

    ชั้นต่อมาคือส่วนยึดรั้ง คิดว่าคงมีเอาไว้เพื่อให้รัดเข้ากับร่างกายของผู้สวมใส่

    และชั้นสุดท้ายเป็นใยสังเคราะห์จำพวกใยอะรามิด กับใยพอลิเอทิลีนชนิดความแข็งแรงสูงยิ่งยวด ที่น่าจะเอาไว้เน้นการรับแรงกระแทกและดูดซับพลังงานจากอาวุธที่พุ่งเข้าใส่

    ชุดเกราะนี้มีน้ำหนักเบามาก หากเทียบกับชุดเกราะที่เคยเห็นในสถานรบก่อนหน้านี้

    แต่ก็ยังถือว่าล้าสมัยกว่าที่เผ่าของพวกฉันมีใช้กัน

    “อืม...คิดถูกที่ใส่พลังมากกว่าทุกครั้ง ไม่อย่างงั้นคงยิงไม่ทะลุเกราะของพวกมันไปได้ดอง~”

    ถึงจะล้าสมัย แต่ก็เป็นชุดเกราะที่มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกัน

    หากฉันเบาแรงลงกว่านี้ กระสุนพลาสม่าคงไม่สามารถฆ่าพวกมันลงในนัดเดียวได้

    “บานา แครอท พวกเจ้าเอาชุดพวกนี้ไปสวมแถวแขนสิ ถ้ารอดกลับไปได้ ก็จงเอาไปพัฒนาอาวุธกับชุดเกราะของเผ่าพวกแกซะดอง~”

    “เออ… ได้? ”

    ฉันยื่นเกราะให้พวกบานาก่อนจะทำการตรวจสอบต่อ

    สิ่งต่อมาที่ฉันตรวจสอบคืออาวุธ

    ท่อนเหล็กกลมยาวนี้มีน้ำหนักสูงพอควร

    แต่กับพวกเผ่ายักษาที่มีแรงเยอะ คงไม่ใช่ปัญหาใหญ่

    ฉันจัดการตรวจทุกมุม แล้วก็พบเรื่องที่น่าทึ่ง

    อาวุธพวกนี้มีแนวคิดในการสังหารศัตรูที่ยอดเยี่ยมมาก

    พวกมนุษย์ใช้ดินระเบิดประกอบติดเข้ากับหัวโลหะขนาดเล็กที่มีปลายแหลมมน

    ใช้สิ่งนั้นบรรจุลงไปในท่อโลหะยาว แล้วจุดระเบิดเพื่อใช้เป็นแรงขับดันหัวโลหะออกไปอย่างรุนแรง

    อำนาจการยิงถือว่ามีผลอย่างมากต่อรูปแบบการทำสงคราม

    พวกมนุษย์ใช้วิธีการที่ฉลาด เพื่อส่งอาวุธสังหารให้ออกไปไกล

    และด้วยวิธีการนี้ มันจะทำให้ใช้งานได้ง่ายกว่าการฝึกยิงธนูหรือฝึกวิชาดาบเสียอีก

    แม้แต่วิธีการโจมตีของภูติ ยังต้องพึ่งการฝึกควบคุมปีก เพื่อสร้างและแปรธาตุสสารในการโจมตีสังหารศัตรู

    ซึ่งหากเทียบกับอาวุธของมนุษย์ การโจมตีของพวกเราเผ่าภูติจะกลายเป็นการโจมตีที่ไร้ประสิทธิภาพไปในทันที

    พลังโจมตีเท่าเทียมกัน แต่ของพวกเราเผ่าภูติต้องพึ่งพลังกายและความรู้ในการโจมตี

    ในขณะที่ของมนุษย์เพียงแค่กดลงไปที่ไกของวุธ ก็สามารถสังหารระยะไกลได้อย่างสบาย ๆ แล้ว

    “บานา แครอท พวกเจ้าลองเอาอาวุธนี้ไปใช้สิ ส่วนวิธีใช้ก็ให้เอานิ้วสอดลงไปในไกปืน แล้วออกแรงเพื่อลั่นโลหะออกไปนะดอง~”

    ฉันชี้ไปที่อาวุธของมนุษย์ แล้วสั่งให้บานากับแครอทลองเอาไปใช้ดู

    “...ขนาดมันเล็กไปฟะเอสเทอ”

    แต่กลายเป็นว่าขนาดมันไม่พอดีมืออันใหญ่โตของพวกเขากัน

    ให้ตายสิ ทั้งที่มีโอกาสได้ทดลองใช้อาวุธแล้วแท้ ๆ

    ช่วยไม่ได้แฮะ

    “...แต่ว่าแบบนี้มันจะดีหรือเอสเทอ รอท~”

    “เรื่องอะไรดอง? ”

    “ที่เธอมาช่วยพวกเราแบบนี้ แถมยังใบ้เรื่องอาวุธให้อีกนะ รอท~”

    สตรีเผ่ายักษาที่มีผมสีม่วงสวยงามได้ถามฉันด้วยสายตาของศัตรู

    ยัยนี่คงจะรู้ตัวแล้วมั้งดอง…

    ความจริงคือฉันตั้งใจที่จะใช้เจ้าพวกนี้ทดลองประสิทธิภาพอาวุธของมนุษย์

    ฉันอยากรู้ว่าอาวุธท่อเหล็กพวกนี้มีความรุนแรงขนาดไหน

    และอีกประเด็นคือฉันอยากให้บานากับแครอทมีชีวิตรอดกลับไปที่เมืองของพวกเขา พร้อมกับอาวุธของมนุษย์

    เพื่อให้สองเผ่านี้ตีกันเองจนตายกันไปข้างได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ

    ยังไงเขตแดนของเผ่ายักษาก็อยู่ขั้นกลางระหว่างเผ่าเรากับเมืองของมนุษย์ ดังนั้นสู้ทำให้พวกมันมีอาวุธพอต่อต้านได้นานขึ้น เพื่อเป็นการถ่วงเวลาดีกว่าดอง

    แล้วระหว่างนั้นฉันก็จะเอาอาวุธของพวกมันไปวิจัยเพื่อสร้างอาวุธออกมาตอบโต้กลับ

    เพราะหากคิดให้ดีถึงคำขู่วันสิ้นโลกของเทพเจ้าทั้งสามในวันแรกแล้ว ไม่ว่ายังไงพวกเราก็ต้องกลายเป็นศัตรูกันเองในท้ายที่สุดนะดอง

    ยัยแครอทคงคิดสงสัยว่าทำไมฉันถึงยื่นอาวุธให้กับพวกมันแน่ ๆ เลยดอง~

    แต่ว่านะ

    “ให้คิดซะว่าพวกเราต่างใช้ประโยชน์กันเองจะดีกว่านะดอง~”

    อีกฝ่ายก็ได้ประโยชน์จากการชี้นำความรู้ที่มาจากฉันเหมือนกันดอง

    บานามันซื่อบื้อเลยไม่ทันรู้ตัว แต่คนฉลาดอย่างแครอทคงรู้ตัวแล้ว

    แต่ด้วยความที่เผ่าของเธอยังได้ผลประโยชน์ร่วม มีหรือที่จะไม่ยอมรับความรู้ที่ฉันหยิบยื่นให้นะดอง

    “...งั้นก็ดี”

    แครอทกล่าวเช่นนั้น ก่อนที่จะนำอาวุธของมนุษย์ฟาดหัวไหลตัวเอง

    อาวุธของมนุษย์มีผ้าคาดยาวเตรียมเอาไว้ เลยทำให้ไม่มีปัญหาในการพกพานะดอง

    “ต่อมาก็เจ้า… เจ้ามีขื่อว่าอะไรดอง? ”

    “พูดภาษาของพวกผมได้อย่างงั้นหรือครับ? ”

    ฉันหันไปทางเผ่าอาร์โธร์โพดาที่สวมชุดเกราะอยู่ด้านข้าง

    เกราะที่เคยเป็นสีขาวนั้น ได้ถูกย้อมด้วยเลือดจนเป็นสีดำสนิทไปแล้ว

    แต่ฉันยังจำได้ถึงความสามารถอันน่ากลัวของมันดอง

    ตอนนั้นฉันไม่รู้ว่าพวกมนุษย์จะทรยศ และมีความสามารถด้านการรบถึงขนาดนี้ เลยคิดแต่ว่าต้องรีบทำลายเจ้าเกราะบ้านี่ ก่อนที่พวกมันจะพัฒนาไปได้ไกลกว่านั้น

    แต่สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว พวกอาร์โธร์โพดาหนีไปได้ และอีกเดียวคงได้มีชุดเกราะเลียนแบบถูกผลิตออกมาเป็นจำนวนมากในภายหลัง

    ดังนั้นแทนที่จะฆ่ามันตรงนี้ สู้ไว้ชีวิต แล้วให้มันช่วยพาพวกเราหนีออกไปพร้อมกับอาวุธของมนุษย์ดีกว่า

    อีกอย่าง จะทิ้งให้มันตายตรงนี้พร้อมกับถูกพวกมนุษย์เอาชุดไปวิเคราะห์ไม่ได้

    จะให้พวกมนุษยโหดไปกว่านี้ไม่ได้นะดอง~

    “ผม… ชื่อสเลบครับ แล้วคุณคือ? ”

    “เอสเทอ”

    “สเลบ ฉันอยาก--”

    “อยากยื้มพลังของกระผมเพื่อพาพวกท่านหนีออกไปพร้อมกับอาวุธของพวกจอมมารสินะครับ? ยังไงกระผมคงตายแล้วทิ้งชุดเอาไว้ให้กับพวกจอมมารไม่ได้อยู่แล้ว กระผมยินดีที่จะให้ความร่วมมือ… แค่ตอนนี้เท่านั้น”

    ว่าแล้วสเลบก็เดินไปหยิบอาวุธของเผ่ามนุษย์ขึ้นมา แล้วทดลองยิงกราดออกไปตรงหน้า

    “อีกอย่าง ต้องขอบคุณสำหรับความรู้ในการใช้งานด้วยนะครับ”

    ดูเหมือนว่ามันจะเรียนรู้วิธีใช้จากท่าทางที่ฉันสอนให้บานาเมื่อกี้นี้

    ไอหมอนี่มีกึ๋นนี่หว่าดอง…

    ในตอนนั้นเองที่เกิดหวูดเตือนภัยดังกังวาล

    “อะไรกันเนี่ย!? ”

    บานาหวีดเสียงตกใจเพราะไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน

    แต่ฉันพอจะคาดเดาได้ว่านี่คือเสียงเตือนภัย

    “ไม่มีเวลาแล้วดอง รีบหนีออกไปกันเถอะดอง~”

    ว่าแล้วพวกฉันก็พากันวิ่งกลับออกไปนอกตัวอาคารในทันที



    ห่ากระสุนโลหะได้ถูกยิงสาดเข้าใส่พวกเราทันทีที่วิ่งออกมานอกตัวอาคาร

    “อะไรเนี่ย!? เจ็บสุด ๆ ไปเลย! ”

    “หน่อยแน่! ”

    แครอทกับบานาที่ยืนหน้าสุด ถูกยิงจนร่างกายอาบเลือดสีดำ

    แต่ดูเหมือนว่าพลังกล้ามเนื้อของเผ่ายักษาจะเอาชนะลูกกระสุนโลหะของมนุษย์

    บานากับแครอมใช้ชุดเกราะของพวกมนุษย์ที่เก็บมาเมื่อกี้ นำมาพันรอบแขนของตัวเองเอาไว้ แล้วยกสิ่งนั้นมาป้องกันส่วนหัวกับหน้าอกของตัวเอง

    ถ้ายิงไม่โดนจุดตาย พวกเขาก็จะยังรอดชีวิตไปได้

    และดูเหมือนว่ากล้ามเนื้อของพวกเผ่ายักษาจะแข็งราวเหล็กกล้า เลยทำให้พวกเขายังคงยืนกันไหวอยู่ แม้ว่าจะอาบเลือดไปจนทั่วร่าง

    ถ้าเป็นเผ่าภูติอย่างฉัน ป่านนี้คงถูกฉีกเป็นชิ้น ๆ ไปแล้ว

    “อืม… บาเรียลมเอาไม่อยู่แฮะดอง~”

    ระหว่างที่หลบอยู่หลังบานา ฉันก็ลองกางกระแสลมแรงขึ้นมาเพื่อเบี่ยงวิถีกระสุนโลหะ

    ถึงจะไม่มีคริสตัลภูติช่วยขยายคลื่นแปรสสารของปีก แต่ฉันมั่นใจว่าพลังบาเรียลมนี้แข็งแรงไม่แพ้หน่วยภูติวายุเลย

    แต่กระนั้น บาเรียที่สามารถปัดลูกธนูได้ง่าย ๆ กลับไม่อาจปัดอำนาจทะลวงของลูกกระสุนโลหะได้

    ข้อมูลนี้ต้องจดเอาไว้ในหัวแล้วดอง~

    “กระผมจัดการเองครับ”

    สเลบกล่าวเบา ๆ เช่นนั้นก่อนจะใช้แขนทั้งสี่ยกอาวุธที่ยึดมาขึ้นสูง

    ไกได้ถูกเหนี่ยวลงพร้อมกับกระสุนโลหะที่ลั่นออกไป

    “เฮ้ย!? พวกมันใช้ปืนเป็นด้วยเรอะ! ”

    พวกมนุษย์ที่สวมชุดสีดำเอยด้วยความตื่นตกใจ

    นักรบจำนวนห้าสิบนายต่างรีบเข้าไปหลบหลังสิ่งกำบังกันอย่างรวดเร็ว

    โล่ใสได้ถูกนำออกมาวางตั้งเป็นแนวกำแพงป้องกันกระสุนของสเลบเอาไว้

    “คุมยากชิบ”

    เจ้าสเลบบ่นพึมพำออกมา

    ปืนทั้งสี่กระบอกในมือของเขาได้ส่ายไปมาอย่างรุนแรง

    ทิศทางของกระสุนถูกสาดกระจายไปทั่วอย่างไร้ทิศทาง

    เป็นอาวุธที่มีแรงถีบกลับรุนแรงไม่เบาเลยนะดอง

    “... ยิงไม่ออกแล้ว”

    หลังจากยิงออกไปได้ราวหนึ่งนาที อาวุธเหล่านั้นก็หยุดสั่นไหวพร้อมกับเสียงเป่าลมที่ว่างเปล่า

    ดูเหมือนว่ากระบอกหนึ่งจะบรรจุกระสุนโลหะเอาไว้ราวสามสิบถึงสี่สิบนัด

    เอาไว้มีเวลาค่อยไปชำแหละนับให้แน่นอนดีกว่าดอง

    “ช่วยไม่ได้”

    สเลบกระโดดพุ่งตัวออกไปเป็นเส้นตรง

    ฉันเห็นนักรบของมนุษย์ลั่นกระสุนเข้าปะทะร่างของสเลบ

    แต่กระสุนเหล่านั้นไม่สามารถยิงทะลุเกราะของสเลบได้

    สเลบใช้อาวุธในมือ ทุบลงไปที่พวกมนุษย์เต็มแรง

    เกิดความวุ่นวายขึ้นแนวรบของมนุษย์ เลยทำให้พวกมันหยุดสนใจตรงนี้ไปชั่วขณะ

    “ลุยเลยบานา แครอท ดอง! ”

    “โอ๊ว! ”

    แม่ทัพของเผ่ายักษาใช้พละกำลังที่เหนือกว่า วิ่งเข้าใส่ราววัวคลั่ง

    พวกนักรบของมนุษย์พยายามยิงสวนกลับ แต่บานากับแครอทไม่ยอมให้ทำแบบนั้น

    พวกเขารีบหักแขนของนักรบทิ้ง แล้วจับร่างกายของมันมาใช้ต่างโล่

    ถึงแขนกับขาจะถูกยิงจนเลือดท่วม แต่พละกำลังของพวกเขายังมีพลังพอถล่มพวกมันจนย่อยยับได้

    นักรบทั้งห้าสิบนายของมนุษย์ถูกอัดยับจนลงไปนอนจมกองเลือด ด้วยฝีมือของสุดยอดแม่ทัพทั้งสามคน

    ส่วนฉันก็บินชื่นชมการต่อสู้แบบสบายอยู่คนเดียวไปดอง~

    “เอาละ ได้เวลาตรวจสอบแล้วดอง~”

    พอทุกอย่างสงบลง ฉันก็บินเข้าไปตรวจสอบโล่ของพวกมันในทันที

    “อืม… เบามาก ทำจากโพลีคาร์บอร์เนต การรวมกลุ่มโครงสร้างโมเลกุลเรียงตัวได้สวยงามมาก ของดีเลยนะเนี่ยดอง~”

    แต่โล่ตัวนี้ยังถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ระดับกว่าของเผ่าเราอยู่ไกลโขนะดอง

    ลองทดสอบความแข็งแรงของมันดีกว่าดอง

    “บานา ลองกระทืบโล่ตัวนี้ดูสิดอง~”

    “เพื่อ? ”

    บานาบ่นอุบอิบเบา ๆ แต่กลับยอมทำตามแต่โดยดี

    “ฮึบ! ... อะไรฟะเนี่ย!? ทำไมแม่งเหนี่ยวแบบนี้ฟะ! ”

    บานาพยายามบิดโล่ด้วยมือเปล่าสุดแรงเกิด แต่โล่ที่ดูเบาและบอบบางนั้นกลับแทบไม่เสียรูปเลยแม้แต่น้อย

    “เอสเทอ”

    “อะไรหรือดอง~? ”

    ในเวลานั้นเองที่เจ้าสเลบปรากฏตัวพร้อมกับดาบสีดำสี่เล่ม ตรีศูลหนึ่งเล่ม และดาบสองมือหนึ่งเล่ม

    “อาวุธ”

    “ไปเอามาตอนไหนเนี่ยดอง! ”

    “เมื่อกี้ ตอนที่พวกเจ้าไร้สาระกันอยู่”

    “แล้วอาวุธพวกนี้… รู้ได้ยังไงว่าพวกมันเก็บอยู่ตรงไหนนะดอง? ”

    “ไม่มีความจำเป็นต้องบอก…”

    ไอหมอนี่…

    นี่แปลว่าพวกอาร์โธร์โพดามันเลียนแบบเทคโนโลยีของเผ่าภูติไปแม้แต่ระบบติดตามด้วยเช่นนั้นหรือ?

    ฉันเริ่มชักอยากเห็นหน้าคนพัฒนาชุดเกราะของเผ่าอาร์โธร์โพดาแล้วสิ เพราะการเลียนแบบเทคโนโลยีที่ซับซ้อนของเผ่าเราไปใช้นั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะดอง

    แต่นี่พวกมันกลับสามารถเรียนรู้ได้ไวมาก…

    “ช่วยยกโล่ที… จะลองฟัน”

    “? ”

    สเลบหันไปพูดคุยกับบานาหลังจากที่คืนอาวุธไปแล้ว

    แต่บานาฟังภาษาของเผ่าแกไม่ออกหรอกนะเจ้าสเลบ

    คงมีแต่เผ่าพวกเราชาวภูติ ที่แอบเรียนรู้จนพูดได้ทุกภาษา ถึงจะฟังรู้เรื่องนะดอง

    “บานา มันบอกว่าให้ยกโล่ขึ้นมา เขาจะลองฟันดูนะดอง~”

    “เออ.. ได้สิ”

    บานายกโล่โปรงแสงขึ้นมา

    สเลบฟันคมดาบเข้าใส่ผิวของโล่เต็มแรง

    คมดาบสีดำได้หยุดลงที่ผิวของโล่

    “ไม่ขาดหรือ งั้นแบบนี้ละ…”

    คราวนี้สเลบง้างดาบขึ้นอีกครั้ง

    เส้นแสงสีฟ้าวิ่งไหลไปทั่วร่างสู่ปลายดาบทั้งสี่เล่มของเขา

    คมดาบดำที่เปล่งพลังงานสีฟ้าได้ถูกฟันใส่โล่อีกครั้ง

    คลื่นความร้อนได้หลอมและวิ่งผ่าแยกโล่ตรงหน้าออกจนเป็นสองส่วน

    เป็นไปตามที่คาดคิดละนะดอง

    ต่อจากโล่ก็เป็นวัตถุทรงกลมสีเทาขนาดเท่ากำปั้นที่ติดอยู่ช่วงเอวของนักรบเผ่ามนุษย์

    แต่สิ่งนั้นไม่ต้องวิเคราะห์มากหรอก แค่ปรายตาผ่านก็รู้แล้วว่ามันคือ [ระเบิด]

    “อืม… รู้สึกว่าจะมีศัตรูรายใหม่มาแล้วนะดอง”

    ระหว่างที่วิเคราะห์นู้นนี่นั่นอยู่ ศัตรูชุดใหม่ก็ได้ถูกส่งบุกเข้ามา

    ยานพาหนะตีนตะขาบคันหนึ่งได้วิ่งสู่สายตาจากถนนตรงหน้า

    ท่อเหล็กขนาดใหญ่ที่ติดตั้งบนยานยนต์ขนาดยักษ์กำลังหันเล็งมาทางพวกเรา

    ชิบหายแล้วดอง~

    “บานา หลบไป! ”

    “เหวอ!? ”

    แครอทรีบกระแทกร่างของบานาจนกระเด็นออกไปจากวิถีกระสุน

    โชคดีที่บานาตัวใหญ่กว่าใครเพื่อน มันเลยถูกเล็งโจมตีใส่ก่อน

    เสียงระเบิดดังคำรามดังก้องไปทั่วพร้อมกับครึ่งท่อนบนของแครอทที่ปลิวหายไป

    วัตถุบางอย่างได้พุ่งออกมาจากท่อโลหะทรงกลมที่ติดบนยานยนต์คันนั้น

    “ดอง! ”

    ฉันเค้นพลังควบคุมโครงสร้างอะตอมโดยรอบ ก่อนจะยิงเป็นลูกพลาสม่าขนาดเล็กเข้าใส่

    “โจมตีไม่เข้าแฮะดอง...”

    พลังงานพลาสม่าที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางสองเซนติเมตรจำนวนห้าลูกนั้น ทำได้แค่สร้างรอยไหม้ให้เกิดขึ้นบนผิวโลหะหนาเท่านั้น

    นี่ถ้าหากมีคริสตัลภูติช่วยขยายคลื่นพลังละก็…

    “มันจะยิงนัดต่อไปออกมาแล้วดอง! ”

    พวกเราต่างกระโจนแยกออกไปทุกทิศทางเพื่อหลบอยู่หลังอาคารที่ตั้งโดยรอบ

    ท่อเหล็กอีกกระบอกที่มีขนาดเล็กกว่า ได้ลั่นกระสุนเหล็กออกมาเป็นสายฝน

    สิ่งนั้นยิงสาดออกมาตรงหน้าเพื่อกดพวกเราไม่ให้โผล่หัวออกไป

    และในเวลาเดียวกัน ฉันก็สัมผัสได้ถึงเสียงบรรจุบางอย่างที่ดังขึ้น

    “ของใหญ่กำลังมาแล้วดอง! ทุกคน หมอบลง! ”

    ฉันกรีดเสียงเตือนออกไปอีกครั้ง

    พวกเราทุกคนต่างรีบหมอบระนาบไปกับพื้นดิน

    เกิดเสียงดังสนั่นไปทั่วฟ้า พร้อมกับเศษอาคารและฝุ่นควันที่ปลิวว่อนไปทั่ว

    แก้วหูของฉันถึงกับสั่นสะท้านจนไม่อาจได้ยินเสียงใด ๆ อีก นอกจากเสียงลมที่พัดผ่าน

    พอทุกอย่างเริ่มสงบลง อาคารที่กำบังให้พวกเราก็ได้แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปแล้ว

    มันเป็นอาวุธที่อันตรายมาก

    พลังทำลายระดับนี้ หากเป็นเทคโนโลยีของพวกเรา คงใช้ป้องกันได้เพียงไม่กี่นัดเท่านั้น

    หรือจะบอกว่าระดับเทคโนโลยีของอาวุธเผ่ามนุษย์ มันจะอยู่สูงกว่าของพวกเราเผ่าภูติเช่นนั้นหรือดอง?

    “ให้ตายสิ พวกมนุษย์นี่ช่างน่ากลัวจริง ๆ นะดอง”

    คล้ายกับเรื่องAge of war ที่คุณอ่าน