เทพสงครามสายเลือดมังกร

    ตอนที่ 116 ตงฟางเทียนหยู

    รูปลักษณ์ของชายหนุ่มผู้นี้ทำให้หลงเฉินถึงกับมองตาค้าง  แม้ว่าพวกเขาจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่สถานะและอำนาจของเขาล้วนเป็นสิ่งที่เฉินหลงปรารถนาที่จะได้มา ในแง่ของความแข็งแกร่ง  ผู้ที่ทำให้หลงเฉินรู้สึกหวาดกลัวได้ก็มีเพียงผู้ที่บรรลุระดับแก่นปฐพีขึ้นไปเท่านั้น


    เขาคงเป็นยอดอัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะถึงได้สามารถบรรลุสู่ระดับแก่นปฐพีได้ด้วยอายุเพียงเท่านี้  และเขายังเรียกตนเองว่าพี่เทียนหยู  ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาคือตงฟางเทียนหยู ผู้ซึ่งฉู่ยวิ๋นเหยาเอ่ยถึงก่อนหน้านี้  เขาคือหนึ่งในสมาชิกของเหล่าตงฟางซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ของเหล่าคนใน


    หลงเฉินตระหนักดีว่าเมื่อคนที่มีสถานะเช่นนี้อยู่ต่อหน้าเขา  เขาก็ทำได้เพียงอดทนและแข็งใจไว้เท่านั้น! มันคือสิ่งที่เขาเคยต้องทำเมื่อครั้งเผชิญหน้ากับหวงเฟยหยางและเฟิงอู่เทียน  มีเพียงความอดทนเท่านั้นที่จะทำให้เขารักษาชีวิตรอดไปได้


    เห็นได้ชัดว่าฉู่ยวิ๋นเหยาเป็นหญิงที่ตงฟางเทียนหยูหมายปอง  หลงเฉินรู้สึกเย็นสะท้านไปถึงกระดูก --- หากตงฟางเทียนหยูได้ยินคำพูดของเขาขึ้นมา เขาคงไม่เหลือแม้ซากโครงกระดูก


    ในตอนที่เขาเพิ่งเข้ามาในตระกูลหลิงอู่  กานหลินเคยพูดว่าเหล่าคนในทั้งสี่นั้นเป็นเหล่าของสมาชิกที่แท้จริง เรียกได้ว่าเป็นนายของเหล่าคนนอกที่ไม่มีใครกล้ายั่วยุ


    แม้ว่าหลงเฉินจะไม่เห็นด้วย แต่เขาก็ต้องยอมรับว่าตระกูลหลิงอู่นั้นใหญ่โตมาก  และต่อหน้าตระกูลที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้  เขาเป็นเพียงมดตัวเล็ก ๆ ที่มิอาจต้านทานสิ่งใดได้ ดังนั้นเขาจึงคืนร่างวิญญาณมังกร  กลับสู่รูปลักษณ์เดิมที่ร่าเริงและอ่อนเยาว์


    หลังจากคืนร่างเขาก็ยังดูแข็งแกร่งและน่าเกรงขาม หากตงฟางเทียนหยูไม่ชอบขี้หน้าเขาขึ้นมา เขาคงจบเห่เป็นแน่ 


    ‘ไม่ถูกที่ถูกเวลาเอาเสียเลย  ข้าคงต้องแสร้งทำตัวเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายเสียแล้วสิ’


    เมื่อเห็นรูปลักษณ์ของตงฟางเทียนหยู  ฉู๋ยวิ๋นเหยาก็รู้สึกประหลาดใจระคนดีใจจนร้องออกมา


    “พี่เทียนหยู ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่นี่?”


    “ข้าได้ยินจากบิดาของเจ้าว่าเจ้าเข้าร่วมการแข่งขันมิติในห้วงนภา  ข้าก็เลยมาดูเสียหน่อย เกิดอะไรขึ้นในเหล่าคนนอกงั้นรึ?  เหตุใดต้องจัดการแข่งขันเช่นนี้ขึ้นมาด้วย? และคงไม่ดีแน่หากเจ้าได้รับบาดเจ็บ  โอ้...จริงสิ เมื่อครู่เจ้าดูหัวเสียนัก เกิดอะไรขึ้นรึ?”


    ตงฟางเทียนหยูมองฉู่ยวิ๋นเหยาด้วยความวิตก  ฉู่ยวิ๋นเหยานึกถึงหลงเฉิน แววตาชั่วร้ายปรากฏขึ้นในทันที  นางมองหลงเฉินและตอบด้วยท่าทางน่าเอ็นดู


    “เปล่าหรอก พวกเราแค่ต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงกระบี่แก้วสิขรที่อยู่ในร่างของสัตว์อสูรกร่อนจิต ไม่ได้มีอะไรเลยจริง ๆ”


    ตงฟางเทียนหยูนิ่วหน้า เขาหันไปมองหลงเฉินอย่างเย็นชาพลางเอ่ยขึ้น


    “เขากล้าแย่งชิงกับเจ้า? นี่เขาไม่รู้สถานะของข้า...ตงฟางเทียนหยูผู้นี้เลยรึ?”


    เขามองพินิจพิจารณาหลงเฉิน  แววตาเป็นประกายด้วยความกระหายเลือดที่เย็นเยียบ  หลงเฉินรีบตอบ


    “คุณหนูยวิ๋นเหยาต้องการให้การแข่งขันเป็นไปอย่างยุติธรรมและร้องขอให้พวกเราต่อสู้อย่างเต็มที่  เช่นนั้นแล้วพวกเราถึงได้กล้าที่จะลงมือ หาไม่แล้ว เมื่อมีท่านอยู่ด้วย  พวกเราจะกล้าต่อสู้กับคุณหนู๋ยวิ๋นเหยาได้อย่างไรกัน?”


    หากเขารักษาภาพลักษณ์ที่ดีไว้ก็คงมีเรื่องให้วิตกกังวลน้อยลงในภายภาคหน้า เมื่อแสร้งทำตัวเป็นคนดีและรักษาชีวิตไว้ เขาก็คงพอจะมีโอกาสได้แก้แค้น ดังนั้นหลงเฉินจึงไม่ได้รู้สึกวิตกกังวลมากนักแม้ว่าจะโดนเขาดูถูกดูแคลนก็ตาม


    “เช่นนั้นเองรึ?”


    ตงฟางเทียนหยูพยักหน้า  คำพูดหลงเฉินฟังรื่นหูสำหรับเขา ระหว่างนั้นทุกคนต่างประหลาดใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงของหลงเฉิน  ฉู่ยวิ๋นเหยาต้องการใช้ตงฟางเทียนหยูในการกำจัดหลงเฉิน  แต่คำพูดเหล่านั้นกลับทำให้นางไม่สามารถทำสิ่งใดได้อีก


    หากนางดึงดันที่จะพิสูจน์ว่าหลงเฉินโกหก  ตงฟางเทียนอยู่อาจจะคิดว่านางไม่ได้ไร้เดียงสาและมีใจใฝ่แก้แค้น  นางจึงทำได้เพียงกัดฟันทนและปล่อยหลงเฉินไปก่อนในตอนนี้


    “น้องชาย ในเมื่อเจ้าก็เป็นคนของตระกูลหลิงอู่  ข้าก็ยังมีโอกาสจัดการเจ้าอยู่ดี ไม่มีใครที่หาเรื่องข้าแล้วรอดชีวิตไปได้หรอก!”


    เวลานี้ ตงฟางเทียนหยูจัดการกับซากสัตว์อสูรกร่อนจิตอย่างรวดเร็วและนำถุงมิติออกมาจากร่างของมัน  เขาถือกระบี่สีเขียวอ่อนไว้ในมือและส่งให้ฉู่ยวิ๋นเหยาพร้อมกับพึมพำออกมา


    “กระบี่แก้วสิขรก็ไม่เลวนักหรอก รับไปสิ เมื่อเจ้าบรรลุถึงระดับแก่นปฐพีแล้ว ข้าจะบอกท่านพ่อให้หาอย่างอื่นให้เจ้าแทน”


    “ขอบคุณพี่เทียนหยู!”


    ฉู่ยวิ๋นเหยามีความสุขมากเมื่อได้รับกระบี่แก้วสิขรที่นางเฝ้าฝันและเก็บมันเข้าไปในถุงมิติ  นางแอบชำเลืองมองคนขี้ขลาดอย่างหลงเฉิน  และท่าทีที่เขาใช้ประจบสอพลอตงฟางเทียนหยูทำให้นางรู้สึกอยากจะอาเจียน  นางพุ่งความสนใจไปที่ตงฟางเทียนหยูทันที


    “พี่เทียนหยู ข้าได้กระบี่แก้วสิขรมาแล้วก็ถือว่าการแข่งขันจบสิ้นลงเช่นกัน  พวกเราไปกันเถอะ?”


    “ข้าก็คิดเช่นนั้น นครหยวนหลิงไม่ไกลจากที่นี่มากนัก และยังมีลำธารที่งดงามแวดล้อมไปด้วยทิวทัศน์น่าชม อีกทั้งยังมีดอกไม้อยู่ทั่วทุกที่ ข้าอยากพาเจ้าไปชื่นชมที่นั่น!”


    ทั้งสองคนสนทนากันโดยไม่ได้สนใจผู้อื่นอีกเลย  เมื่อมีตงฟางเทียนหยูเป็นฝ่ายนำ ทั้งคู่ก็จากไปเพื่อชม ‘ลำธารที่งดงาม’ หลงเฉินถอนหายใจอย่างโล่งอก แม้ว่าทุกคนจะมองเขาแปลก ๆ 


    ในตอนแรกพวกเขาต่างรู้สึกหวาดกลัวหลงเฉิน  แต่ถึงกระนั้นเขากลับกลายเป็นคนอ่อนแอทันทีเมื่อเจอผู้ที่แข็งแกร่งกว่า  ซึ่งทำให้คนเหล่านั้นรู้สึกประทับใจในตัวเขามากยิ่งขึ้น


    ‘เขาเป็นเพียงคนต่ำต้อยที่ไม่มีศักดิ์ศรีเอาเสียเลย คงยากสำหรับเขาหากจะกลายเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ ข้าเองยังรู้สึกกระดากที่จะคบหาสมาคมกับเขา’


    เวลานี้การแข่งขันมิติห้วงนภาได้จบลงแล้ว  ฉู่ยวิ๋นเหยาได้กระบี่แก้วสิขรไปอย่างง่ายดายและกลายเป็นผู้ชนะ  ทุกคนยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นและแยกย้ายกันไป  เมื่อเห็นว่าทุกอย่างสิ้นสุด  หลิวหลิงจึงรีบจากไปพร้อมเฟิงอู่เทียนที่ได้รับบาดเจ็บและยังไม่ได้สติ


    เมื่อพาเขากลับมายังสำนักสุริยันมรกตจึงจะสามารถดูแลรักษาเขาได้อย่างเหมาะสม  ไม่นานก็เหลือเพียงหลงเฉินอยู่ที่นั่น ข้าง ๆ ตัวเขาคือซากสัตว์อสูรกร่อนจิต  หลงเฉินรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย


    ‘ข้าลงแรงไปตั้งมาก สุดท้ายกระบี่แก้วสิขรก็เป็นของยัยฉู่ยวิ๋นเหยานั่น ไม่ง่ายนักหรอกที่จะจัดการข้า ต้องมีสักวันที่ข้าทำให้เจ้าเสียใจกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น  และสำหรับตงฟางเทียนหยู...’


    คนที่ทำให้หลงเฉินรู้สึกกดดันอย่างแท้จริงคือตงฟางเทียนหยู เป็นครั้งแรกที่หลงเฉินได้ประจักษ์ถึงความน่าสะพรึงกลัวของเหล่าคนในทั้งสี่แห่งตระกูลหลิงอู่ด้วยสายตาของตนเอง  หลงเฉินตระหนักว่าแม้เขาจะเอาชนะเฟิงอู่เทียนได้ แต่เขาก็ยังอ่อนแออยู่มาก


    “เรื่องดี ๆ ก็คือข้ายังมีซากสัตว์อสูรกร่อนจิตนี่อยู่  ข้าก็เลยยังพอได้รางวัลอยู่บ้าง”


    ฉู่ยวิ๋นเหยาไม่ได้เอาซากสัตว์อสูรกร่อนจิตไป  เมื่อหลงเฉินยังอยู่ที่นี่ คนอื่น ๆ ก็ไม่กล้าเอามันไปเช่นกัน  หลงเฉินเพิ่งดูดกลืนซากสิงห์ทองเพลิงอัคคีและบรรลุถึงระดับแก่นมนุษย์ขั้นแรก  เวลานี้เขาจึงยังไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ก่อนจะนำถุงมิติออกมาและเก็บซากสัตว์อสูรเข้าไป


    ขณะที่เขากำลังจะออกจากมิติห้วงนภา เขาก็ตระหนักถึงการปรากฏตัวของหญิงงามที่มีเสน่ห์โดดเด่นมากเสียจนทำให้ใคร ๆ ต่างหลงใหลคลั่งไคล้ นั่นผู้คุมกฎหลิวมิใช่รึ?


    หลิวหลิงรีบออกไปหานาง  แต่จริง ๆ แล้วหลิวหลานอยู่ที่นี่  การที่นางมาถึงที่นี่อย่างรวดเร็วก็หมายความว่านางเฝ้ามองการแข่งขันอยู่ตลอดเวลา  หลงเฉินจึงรู้ว่าหลิวหลานเห็นเขาสำแดงฝีมือไปแล้ว เป็นสาเหตุให้ไม่มีแววตาล่อลวงหรือดูถูกเขาอีกต่อไปและดูสงบนิ่งกว่าที่เคย


    “เป็นเช่นไร? ท่านคิดว่ามันยากเย็นนักรึที่จะควบคุมตัวเองเมื่อได้เห็นรูปโฉมที่หล่อเหลาของข้า?”


    หลงเฉินเดินเข้าไปใกล้หลิวหลานและเอ่ยวาจาไร้ยางอายพร้อมกับจับจ้องเรือนร่างงดงามของนาง  ก่อนหน้านี้เขาแสร้งทำตัวเป็นสุภาพบุรุษใสซื่อและถูกหลิวหยานแกล้งมาโดยตลอด  ในที่สุดครั้งนี้เขาก็มีโอกาสได้เอาคืน


    หลิวหลานไม่ได้รู้สึกโกรธ  แต่กลับกัน นางยิ้มและเดินไปยังทางเข้ามิติห้วงนภาพลางเอ่ยขึ้น


    “ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าไม่ใช่สุภาพบุรุษ ข้าก็เลยพยายามให้เจ้าเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาอย่างไรล่ะ ข้าคิดว่ามันคงไม่ได้ผลนัก แต่อย่างไรเสียเจ้าก็เปิดเผยตัวตนออกมาแล้วนี่”


    ก่อนหน้านี้หลิวหลานเชื่อว่าหลงเฉินไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเฟิงอู่เทียนอย่างแน่นอน  อย่างไรก็ตาม เขาได้พิสูจน์ตนเองให้นางเห็นแล้ว  หลงเฉินรู้ดีว่าหญิงผู้นี้รู้สึกประหลาดใจแต่แสร้งทำเป็นใจเย็นและไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ


    อย่างไรก็ตาม ไม่มีความรู้สึกว่านางกำลังข่มขู่เขาอีกแล้ว หลงเฉินตระหนักว่าเขาได้ทำให้หญิงผู้นี้ใจอ่อนได้สำเร็จ


    พวกเขาทั้งสองเดินไปด้วยกันและพูดคุยกันราวกับสหายเก่า


    “จริง ๆ แล้ว ข้าก็ไม่ได้ประมาทเจ้านักหรอกนะ แต่เจ้าก็อวดดีมากไปไม่ได้เช่นกัน  ข้าเชื่อว่าเจ้าคงเข้าใจดีขึ้นแล้วเมื่อได้พบกับตงฟางเทียนหยูเมื่อครู่”


    หลงเฉินตระหนักดีว่าตงฟางเทียนหยูแข็งแกร่งเพียงใด ความทรงจำที่เขาต้องก้มหัวให้ตงฟางเทียนหยูนั้นฝังลึกอยู่ในใจของเขา


    “จะว่าไป... ดูจากความสามารถของเจ้าแล้ว ข้าน่าจะเลื่อนระดับให้กับเจ้าได้แล้วนะ”


    หลิวหยานมองหลงเฉินอย่างเย้ายวน รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏบนใบหน้า


    “เท่าไรดีล่ะ?”


    “สี่ดาว” 


    หลงเฉินพยักหน้า


    “ไม่ใช่ห้าดาวหรอกรึ? มีสักกี่คนในเหล่ามรกตที่มีศักยภาพพอจะได้ระดับห้าดาว?”


    หลิวหลานยิ้มอย่างขมขื่น


    “แค่คนเดียว แต่เจ้าไม่ต้องรู้หรอกว่าเป็นใคร  หลงเฉิน ตอนนี้เจ้าก็มีศักยภาพอยู่ในระดับสี่ดาว  ขั้นแรก ตระกูลหลิงอู่สามารถจัดการเรื่องลัทธิเซียนโลหิตให้เจ้าได้แล้ว  แต่โชคร้ายที่เรื่องนี้ถูกท่านผู้อาวุโสใหญ่ระงับไว้ แต่ข้าก็รู้ตัวเจ้าลัทธิแล้วด้วย”


    หลงเฉินขมวดคิ้วแน่น  


    “เขาเป็นใครกัน?”


    หลิวหลานทำได้เพียงส่ายศีรษะ


    “ก่อนหน้านี้ข้าเองก็ไม่รู้หรอก เพราะตัวตนของเขาเป็นความลับสุดยอด คนส่วนมากก็ไม่รู้เช่นกัน จะว่าไป... เจ้ารู้จักสำนักวิญญาณสัตว์อสูรแห่งเมืองเยวี๋ยนตี้หรือไม่”


    มีความเกี่ยวข้องระหว่างเจ้าลัทธิเซียนโลหิตและเมืองเยวี๋ยนตี้รึ?  หลงเฉินรู้สึกไม่ดีกับเรื่องนี้เอาเสียเลย


    “เมืองเยวี๋ยนตี้มีขนาดใกล้เคียงกับเมืองหลิงอู่...”


    หลิวหลานพูดต่อ


    “ผู้ที่มีอำนาจที่สุดในสำนักวิญญาณสัตว์อสูรได้รับการเรียกขานว่าประมุขเยวี๋ยน  ประมุขเยวี๋ยนมีบุตรชายมากมาย และเจ้าลัทธิเซียนโลหิตก็เป็นหนึ่งในหลานชายของประมุขเยวี๋ยน!”


    *******************



    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามสายเลือดมังกร ที่คุณอ่าน