โอ๊ย...!
มีเสียงร้องตะโกนด้วยความเจ็บปวดอยู่ด้านล่างของหน้าผามืด
เห็นแต่เพียงด้านหน้าของแท่นบูชาพังเสียหายเย่เฉินร้องคำรามพลางกุมดวงตาข้างซ้ายของเขาเอาไว้จากนั้นเลือดก็ไหลออกมาจากระหว่างซอกนิ้วและปกคลุมไปทั่วใบหน้าเสียงที่แผดร้องออกมาในหัวราวกับว่าทั้งศีรษะกำลังจะระเบิดออก
เฮือก!
ด้วยเลือดที่สาดกระเซ็นออกมาอย่างแรงทำให้เย่เฉินล้มลงไปจนเป็นลมหมดสติ
เมื่อมองไปที่เจียงไท่ซวีอีกครั้งร่างกายยังคงเหือดหายไป แต่เดิมดวงตาข้างหนึ่งของเขากลวงโบ๋และตอนนี้ดวงตาอีกข้างก็ได้กลายเป็นหลุมดำ ไม่มีลูกตาและไม่มีรูม่านตาเนตรวงล้อเทวะหกวิถีของเขา ตอนนี้ได้ถูกถ่ายทอดไปหาเย่เฉินแล้ว
บรรยากาศทั้งหมดก็ได้เข้าสู่ความเงียบสงัด
ไม่รู้ว่าเมื่อไรเย่เฉินที่หมดสติก็ลุกขึ้นจากพื้นพลางกุมหน้าผากเอาไว้อาการวิงเวียนศีรษะยังคงอยู่ในหัว ทำให้เขาขยี้คิ้วอย่างรุนแรง
“เจ้าหนุ่มฟื้นแล้วหรือ” น้ำเสียงที่อ่อนโยนของเจียงไท่ซวีดังมาจากแท่นบูชาแม้ว่าเขาจะไม่มีดวงตาทั้งสองข้าง แต่ก็ยังคงยิ้มให้กับเย่เฉินและร่างกายของเขาก็ได้สลายไปเกือบหมดแล้ว ภายในไม่ช้าเขาก็จะหายไปจากโลกนี้
“ผู้อาวุโส”เย่เฉินรีบลุกขึ้นและมายังเบื้องหน้าของเจียงไท่ซวีเมื่อเห็นร่างของเจียงไท่ซวีที่กำลังค่อยๆ สลายไป เขาก็ทำอะไรไม่ถูก
“เจ้าคงจะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของดวงตาข้างซ้าย”เจียงไท่ซวียิ้มเล็กน้อย
เมื่อได้ยินเช่นนี้เย่เฉินก็เริ่มสำรวจดวงตาข้างซ้ายของตนเอง
เขาประหลาดใจที่พบว่าดวงตาข้างซ้ายของตนเองไม่ใช่รูม่านตาเดิมอีกต่อไปรูม่านตาในตอนนี้กลับมีความลึกลับมากขึ้น เหมือนจะไม่สามารถอธิบายได้เลยโดยเฉพาะรอยพิมพ์กงล้อเทวะที่อยู่บนรูม่านตานั้น แม้ว่าจะเล็กมากแต่กลับดูเหมือนตราตรึงความลึกลับซึ่งไม่มีที่สิ้นสุดเอาไว้
เขารู้สึกได้ชัดถึงพลังมหาศาลในตาข้างซ้ายจนทำให้เขาใจสั่นระรัว
“ผู้อาวุโสนี่มัน...” เย่เฉินตกใจเป็นอย่างมากและอดไม่ได้ที่จะมองไปยังเจียงไท่ซวี
“นั่นคือวิชาเนตรวงล้อเทวะหกวิถีที่มีเพียงคนในเผ่าเซียนของข้าเท่านั้นและมันอาจจะต้องใช้เวลาเป็นหมื่นปีเพื่อจะปลุกให้ตื่นขึ้นได้สักครั้ง”
“เผ่า...เซียนหรือ?” เย่เฉินผงะ “ผู้อาวุโส ท่าน…ท่านเป็นคนของเผ่าเซียนหรือ?”
เจียงไท่ซวีไม่ได้พูดอะไรได้แต่พยักหน้าเบาๆ
อยู่ดีๆเย่เฉินก็ตกใจขึ้นอีกครั้ง
เผ่าเซียนเป็นหนึ่งในเก้าเผ่าโบราณซึ่งเป็นตำนานโบราณที่เล่าขานต่อกันมาโดยตลอด เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เห็นตัวจริงในวันนี้และทำไมคิดไม่ถึงเลยว่าชายชราที่กำลังจะตายผู้นี้จะเป็นคนของเผ่าเซียนแถมยังเป็นผู้ฝึกตนขั้นมหาปราชญ์ที่มีชีวิตอย่างน้อยห้าพันปีมาแล้ว
คนของเผ่าเซียนนั้นหาได้ยากจริงๆมีเพียงคนของเผ่าเซียนเท่านั้นที่จะปลุกเนตรวงล้อเทวะหกวิถีให้ตื่นขึ้นมาได้ยิ่งไปกว่านั้นเป็นเวลากว่าหมื่นปีแล้วที่ไม่พบผู้ที่สามารถปลุกเนตรวงล้อเทวะหกวิถีให้ตื่นขึ้นมาได้ความเป็นไปได้จึงเท่ากับศูนย์!
“เนตรวงล้อเทวะหกวิถีที่แท้จริงคู่นี้ข้าเพิ่งรู้ว่ามันทรงพลังมากแค่ไหน” เจียงไท่ซวีที่อยู่อีกด้านหนึ่งยังคงพูดต่อแต่เมื่อพูดถึงจุดนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหัว และยังคงมีใบหน้าที่กลัดกลุ้ม“แต่ความทรงพลังเช่นนี้ ทำให้ข้าในอดีตก็กลายเป็นผู้ที่ยโสโอหังอย่างยิ่งและมักจะมั่นใจจนทำให้ข้าเดินบนเส้นทางที่ไม่มีวันหวนกลับก่อให้เกิดเรื่องเลวร้ายที่ไม่ควรเกิด จนทำให้มันอยู่กับข้ามาเป็นเวลากว่าห้าพันปี”
ตอนที่เขากำลังจะตายเจียงไท่ซวีดูเหมือนจะนึกถึงวันที่น่าอัศจรรย์ในอดีต บนใบหน้าที่แก่ชรานอกจากความแปรผันที่ไม่แน่นอนแล้ว ในอดีตเขาคือมหาปราชญ์ที่แข็งแกร่ง แต่ตอนนี้เป็นเหมือนชายชราที่กำลังกลับสู่พื้นธรณี แม้ว่าเขายังคงห่วงใยกับเรื่องบนโลกแต่ก็ไม่สามารถที่จะฟื้นคืนกลับมาได้อีก
“ผู้อาวุโสของขวัญล้ำค่าเช่นนี้ ท่านจะให้ข้าจริงๆ หรือ?” เย่เฉินมองไปที่เจียงไท่ซวีและกล่าวอย่างเบาๆว่า “บางที มันยังสามารถช่วยได้”
เจียงไท่ซวีส่ายหัวและยิ้มอย่างอ่อนเพลีย“อายุขัยห้าพันปีของข้ากำลังใกล้หมดลงแล้ว แม้ว่าจักรพรรดิจะอยู่บนโลกก็ไม่สามารถจะช่วยอะไรข้าได้ นี่เป็นกฎที่ถูกลิขิตเอาไว้”
เย่เฉินนิ่งเงียบเฝ้ามองไปยังชายชราที่แข็งแกร่งผู้นั้น และในใจอดรู้สึกโศกเศร้าไม่ได้
“เวลาของข้ามีไม่มากแล้วบางเรื่องข้าจำเป็นต้องเตือนเจ้าเอาไว้” เจียงไท่ซวีมองไปที่เย่เฉินและรู้สึกสลดใจ
“ผู้อาวุโสเชิญกล่าวผู้น้อยจะตั้งใจฟังด้วยความเคารพ” เย่เฉินแสดงความเคารพนบนอบ
“ในตอนนั้นข้าเหมือนได้รับพรจากสวรรค์ทำการฝืนกฎธรรมชาติปลุกเนตรวงล้อเทวะหกวิถีขึ้นมาแต่ด้วยความทะนงตนของข้าไปยั่วยุสิ่งที่ไม่ควรยั่วยุจึงถูกช่วงชิงเอาเนตรวงล้อเทวะหกวิถีออกไปข้างหนึ่งและนั่นทำให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างเนตรวงล้อเทวะหกวิถีขึ้นสิ่งที่ข้าต้องการจะบอกก็คือ ถ้าเจ้าได้พบกับคนผู้นั้น เจ้าต้องระมัดระวังให้ดีหากห้าวหาญไม่หวั่นเกรง ก็จะทำลายเนตรวงล้อเทวะหกวิถีที่ข้าถ่ายเทให้กับเจ้า”
แม้ว่าเย่เฉินจะฟังอย่างเงียบๆแต่ในใจของเขาก็อดที่จะรู้สึกตกใจไม่ได้
จากคำพูดของเจียงไท่ซวีเขาสามารถฟังเข้าใจได้ทันทีว่าเนตรวงล้อเทวะหกวิถีที่ตื่นขึ้นมารอบหมื่นปีของเผ่าเซียนนั้นมีความน่ากลัวเพียงใดมหาปราชญ์ที่แข็งแกร่งผู้หนึ่งยังถูกช่วงชิงเนตรวงล้อเทวะหกวิถีออกไปข้างหนึ่งคิดดูแล้วก็พอจะรู้ว่าคนที่เจียงไท่ซวีไปยั่วยุมีความร้ายกาจมากมายเพียงใด
“เนตรวงล้อเทวะหกวิถีแต่ละข้างมีความสามารถที่แตกต่างกันและเนตรวงล้อเทวะหกวิถีแต่ละข้างก็มีความลึกลับอย่างไร้สิ้นสุดทั้งสิ้นต่อไปเจ้าจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้” น้ำเสียงของเจียงไท่ซวีค่อนข้างร้อนรนเล็กน้อยคงเป็นเพราะความรวดเร็วของร่างกายที่กำลังสลายไปอย่างกะทันหันและรู้ดีว่าเหลือเวลาไม่มาก เขาจึงต้องการที่จะเตือนเย่เฉินให้ได้มากที่สุดในช่วงเวลาที่เหลืออยู่
“พูดตามหลักแล้วเนตรวงล้อเทวะหกวิถีที่อยู่ในมือคนในเผ่าเซียนของข้าจะส่งพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดออกมาข้าไม่รู้เลยว่าเจ้าจะสามารถควบคุมเนตรวงล้อเทวะหกวิถีนี้ได้หรือไม่และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการที่มอบเนตรวงล้อเทวะหกวิถีให้คนนอกเผ่าเซียนจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง”
น้ำเสียงของเจียงไท่ซวีร้อนรนยิ่งขึ้นและสะดุดเล็กน้อย เพราะเวลาที่เหลือนั้นสั้นเกินไปแต่เขายังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องการจะบอกกับเย่เฉิน
เย่เฉินประคองสติและนิ่งเงียบมากขึ้นรับฟังอย่างสงบ
“เนตรวงล้อเทวะหกวิถีของข้ามีเคล็ดวิชาต้องห้ามที่ติดมาด้วยกันเรียกว่า‘นภาสาดส่อง’วิชาต้องห้ามนี้อย่าใช้มันจนกว่าเจ้าจะตกอยู่ในอันตรายในอนาคตเพราะมันจะต้องแลกมาด้วยอายุขัยที่ลดลงของเจ้า และใช้หนึ่งครั้งก็ลดลงหนึ่งครั้ง”
“ทุกคืนที่พระจันทร์เต็มดวงห้ามเปิดเนตรวงล้อเทวะหกวิถีโดยเด็ดขาด และไม่ควรใช้พลังของเนตรวงล้อเทวะหกวิถี”
“ต่อไปเจ้าจะพบว่าเนตรวงล้อเทวะหกวิถีสามารถทำลายความลับบางอย่างได้แต่ห้ามเปิดเผยความลับของสวรรค์เหล่านี้”
“มันคือเนตรเทวะสวรรค์ และอาจต้องทนทุกข์ทรมานจากสวรรค์”
“เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งห้าจำไว้ว่าจะต้องปิดผนึกเนตรวงล้อเทวะหกวิถี”
“ในตอนนั้นหากเป็นไปได้พูดกับเผ่าเซียนว่า หากเป็นคนเผ่าเซียนขั้นธรรมดา และยังไม่ถึงขั้นจักรพรรดิก็ไม่สามารถเข้าสู่ขั้นสูญสวรรค์ได้”
“...”
“...”
ทุกประโยคที่เจียงไท่ซวีพูดร่างกายของเขาก็ยิ่งสลายไปร่างที่ชราของเขาในตอนนี้เหลือเพียงส่วนที่อยู่เหนือไหล่ขึ้นไป และเหลือเวลาอีกเพียงชั่วครู่ผู้อาวุโสชราที่แข็งแกร่งผู้นี้ก็จะสลายลับไปจากโลกนี้
เมื่อมองไปที่เจียงไท่ซวีที่กำลังสลายไปเย่เฉินก็อดไม่ได้ที่ถามว่า “ผู้อาวุโส ท่านยังมีความปรารถนาสุดท้ายหรือไม่”
“ความปรารถนาสุดท้ายหรือ?” เจียงไท่ซวียิ้มอย่างอ่อนล้า แม้ว่าจะไม่มีดวงตาแล้วแต่เขาก็ยังคงเงยหน้าขึ้นด้วยความยากลำบาก เมื่อมองเข้าไปยังความว่างเปล่าดวงตาที่กลวงโบ๋ทั้งคู่ยังคงมีน้ำตาที่ไหลออกมาแต่ในเวลาต่อมาน้ำตานั้นก็ได้กลายเป็นเถ้าธุลี
“เป็นเวลาห้าพันปีแล้วบางทีเจ้าคงไม่อยู่ที่นั่นแล้ว!”เจียงไท่ซวีกล่าวพึมพำและส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ ได้แต่ยิ้มอย่างโศกเศร้า“หวงเอ๋อร์ ข้าเคยนึกว่าไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ข้าเคยนึกว่าพวกเราจะอยู่บนโลกตราบชั่วนิรันดร์ แต่ตอนนี้ สิ่งที่ข้าคิดกลับทิ้งไว้แต่เพียงหลุมบ่อแห่งความเสียใจ หากชาติหน้ามีจริง เจียงไท่ซวีจะติดตามเจ้าไปจนแก่เฒ่า...”
เมื่อพูดถึงจุดนี้เจียงไท่ซวีหายใจไม่ออกและร่างกายของเขาก็ค่อยๆ กลายเป็นเถ้าธุลีลอยไปกับสายลม
เย่เฉินที่อยู่ข้างๆไม่ได้พูดอะไรอีกต่อไป มหาปราชญ์ผู้แข็งแกร่งในยุคหนึ่งช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย เมื่อนึกถึงความงดงามในอดีตจนถึงเวลานี้เขาจึงเข้าใจว่าความธรรมดามีค่ามากเพียงใด
ความเป็นความตายของมนุษย์เป็นกฎแห่งธรรมชาติความเสียใจและความไม่พอใจทั้งหมดในขณะที่มีชีวิตอยู่ ก็จะต้องมลายหายไปทั้งสิ้น
ปัง!
ทันใดนั้นเย่เฉินก็ได้คุกเข่าลงบนพื้น คำพูดของเขาเต็มไปด้วยความโศกเศร้า “ผู้น้อยเย่เฉินขอน้อมส่งผู้อาวุโส”
เจียงไท่ซวีเผยรอยยิ้มที่เหนื่อยล้าออกมา“เจ้าหนุ่ม ผู้ฝึกตนคือเส้นทางของการฝืนกฎธรรมชาติ เมื่อเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานและความอ้างว้างแล้วเจ้าจงจำไว้เสมอว่าจะไม่ลืมความตั้งใจแรกเริ่ม จึงจะประสบความสำเร็จได้ในที่สุด...”