Pioneer Era

    ตอนที่ 153 ปะทะลัส (1)

    ***ภูติน้อยที่มีความรัก [ลิลลี่ออฟซิเดียน]

    ฉันกับไฮเจนไล่ตามทุกคนมาถึงหน้าหมอกพิษสีชมพูแล้ว

    “พรุน โฮปอยู่ที่ไหน? ดอง? ”

    “อยู่ข้างในหมอกนั้นค่ะ”

    พรุนชี้ไปที่หมอกพิษสีชมพูตรงหน้าที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้



    “โฮป…”

    ตอนที่เขาบุกไปช่วยชีวิตไฮเจนก็ดี

    ตอนที่เขาบุกเข้ามาช่วยฉัน ณ ใจกลางฝูงอะบอมเมื่อครั้งนั้นก็ดี

    หรือแม้แต่ตอนนี้ เขาก็ยังยอมเสี่ยงชีวิตตัวเองเพื่อเพื่อนของเขาอีก

    ให้ตายสิ จะเป็นคนใจดีก็ให้มันพอดีบ้างเถอะ

    อย่าทำให้ฉันรู้สึก… รู้สึกหลงนายไปมากกว่านี้จะได้ไหมดอง?



    “ … รีบเข้าไปช่วยโฮปกันเถอะทุกคน! ดอง! ”

    “ค่ะ แต่ก่อนอื่นต้องหาทางไล่หมอก--”

    “ของแค่นี้สบายมากดอง! ”

    ฉันพูดอย่างมั่นใจ แล้วยื่นมือทั้งสองข้างเข้าไปในหมอกพิษที่กำลังกระจายเข้ามาใกล้

    ปล่อยให้ร่างกายใช้ความรู้สึกรับรู้ถึงโครงสร้างพิษด้วยสัญชาตญาณ ประหนึ่งเหมือนร่างกายที่รู้วิธีต่อต้านโรคด้วยการสร้างภูมิต้านทาน แล้วใช้พลังภูติกระตุ้นขจัดลบล้างพิษร้ายให้หมดสิ้นไปซะ

    รอก่อนนะโฮป ฉันกำลังจะตามไปช่วยนายแล้ว



    “จงหายไปซะดอง! ”

    บางทีอาจจะเป็นเพราะมีความมุ่งมั่นกับสมาธิสูง เลยทำให้ฉันใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งนาทีในการชำระพิษตรงหน้า

    พริบตาที่ปีกภูติใจกลางหลังส่องแสงสีน้ำเงินสวยงาม หมอกพิษสีชมพูก็ถูกลบเลือนหายดั่งม่านหมอกที่ถูกแสงแดดขับไล่

    ถึงจะไม่สามารถลบล้างพิษที่กำลังปกคลุมไปครึ่งค่อนเมืองได้ แต่อย่างน้อยก็สามารถลบล้างพิษที่ลานกว้างหน้าโรงเรียนได้สำเร็จ

    แต่ทว่าสิ่งที่ปรากฏให้เห็นภายใต้หมอกพิษ กลับทำให้ฉันรู้สึกปวดหัวใจยิ่งกว่าเดิม



    ดวงตาของเหยื่อทุกคนต่างดูเลื่อนลอยไม่ต่างกัน

    ลักษณะและท่าทางการยืนของพวกเขาดูไม่มั่นคงคล้ายเป็นซอมบี้ แต่กลับดูมีภูมิปัญญามากพอจะถืออาวุธและพร้อมที่จะเข้าทำลายทุกสิ่งที่ขวางเส้นทางของพวกมัน

    “ลูก… ลูกชายของฉันอยู่ทีไหน…”

    “แก้แค้น… ฆ่า…”

    “อำนาจ… เงิน…”

    “อิจฉา… อิจฉาเหลือเกิน… อิจฉา...”

    “อาหาร…”

    “หอย…”

    พวกเหยื่อผู้โชคร้ายต่างพึมพำบางสิ่งที่เข้าใจได้ยากออกมาไม่มีหยุดพัก

    พวกมันยืนเกาะเป็นกลุ่มใหญ่ ราวกับพยายามจะปกป้องอะไรสักอย่างที่อยู่ใจกลางวงของพวกมัน

    แบบนี้คงต้องบินขึ้นไปดูสักหน่อยดอง



    “... ไม่จริงใช่ไหมดอง!? ”

    ฉันไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง

    สิ่งที่อยู่ใจกลางวงของศัตรู คือผู้หญิงที่ฉันจำได้ว่าเป็นคนที่เคยควบคุมจระเข้เวหาขนาดยักษ์เมื่อตอนนั้น

    แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือสภาพของบุรุษที่ฉันรัก

    โฮป… เขาตกอยู่ในเงื้อมือของศัตรูเป็นที่เรียบร้อยแล้ว



    “ลิลลี่… อึ๊ก… ไฮเจน… ทุกคน…”

    โฮปดูทรมานมาก

    เขาพยายามจะดิ้นออกมาจากอ้อมกอดของยัยมารนม

    แต่เพราะกำลังถูกรมด้วยสารบางอย่างที่แผ่ออกมาจากร่างกายของมัน เลยทำให้เขาไม่สามารถหนีออกมาได้สำเร็จ

    “ยังมีสติอีกหรือค่ะคุณลูกค้า~ ถ้าอย่างงั้นคงต้องเพิ่มปริมาณใส่เข้าไปในร่างกายของคุณแล้วค่ะ ส่วนทุกคนค่ะ~ ถ้าไม่อยากทรมานเพราะขาด [กลิ่นหอม] ของฉัน รบกวนช่วยจัดการคุณเอเลี่ยนตัวน้อยหัวเขียวตรงนั้นให้ฉันด้วยค่ะ~”

    ทันทีที่ยัยนั่นออกคำสั่ง เหยื่อทุกคนก็มุ่งเป้าร้ายมาทางฉันทันที



    “อันตราย! ”

    “ดอง!?! ”

    ราวกับเป็นการสั่นระฆังเปิดศึก พอรู้ตัวอีกที การต่อสู้ก็เริ่มต้นขึ้นไปแล้ว

    อาวุธนับร้อยถูกเล็งเป้ามาทางฉัน

    เสียงลั่นคันศรเลเซอร์ดังลั่นไปทั่วนภา

    ไม่มีทางหลบได้แน่นอน

    จะใช้พลังภูติสร้างความต่างของความหนาแน่นอากาศ เพื่อเบี่ยงทิศทางศรเลเซอร์ก็ไม่น่าจะทันเวลาแล้ว

    ฉันคงตายลงตรงนี้

    จบชีวิต… โดยที่ยังไม่เคยได้บอกคำว่า [รัก] กับชายที่ตัวเองหลงรัก



    “แง~”

    เค้ายังไม่อยากตายงะ!

    … เงียบ~

    ไร้ซึ่งความเจ็บปวด

    ลมหายใจยังดีอยู่

    ผิวสัมผัสเองก็รู้สึกได้ถึงลมหนาวที่เย็นเฉียบกำลังพัดโกรกใส่เข้ามา

    ฉันยังไม่ตายดอง!



    "..."

    เดียวนะ

    มุขแบบนี้รู้สึกคุ้น ๆ อยู่แฮะ

    อีกสักสักพักคงต้องมีใครสักคนเข้ามาบอกฉันว่า "ด้วยเหตุผล xxx เธอเลยรอดตายยังไงละ! " แน่นอนดอง~

    “ทำอะไรของเธอเนี่ย? ตอนนี้อาวุธที่อยู่ใต้การควบคุมของโนอาร์ ได้ถูกพวกดิวซ์ถอนอำนาจการยิงไปหมดแล้ว ลืมไปแล้วเรอะ? ”

    นั่นยังไงละดอง!



    เสียงของไฮเจนดังผ่านข้างซ้ายไปอย่างรวดเร็ว

    ร่างของเธอบินผ่านไปดุจสายลม จนเห็นเป็นผืนผ้าใบสีแดงที่ปูผ่านฟากฟ้า

    "โฮป! อย่ามาเสียท่าศัตรูง่าย ๆ แบบนี้สิยะ! "

    เธอตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด พร้อมกับง้างกรงเล็บโลหะเข้าใส่ปีศาจนมที่กำลังยั่วยวนโฮป

    คมเล็บของขาเทียมที่ส่องประกาย กำลังวาดเป็นคมเหล็กสังหารแปดเส้นอยู่เหนือกองทัพของศัตรู



    "เจ้าอสูรกาย! "

    แต่ตอนนั้นเองที่เธอถูกคลื่นมวลชลโถมเข้าใส่กลับ

    เหล่าชนเผ่าสัตว์ที่ดวงตาเลื่อนลอย ฉับพลันกลายเป็นสีแดงก่ำแห่งความเคียดแค้น

    "แกสังหารแม่ของข้า! "

    "สังหารลูกของเรา! "

    “ทำร้ายเทพเจ้า! ”

    "เลือด ต้องล้างด้วยเลือด! "

    พวกมันใช้มือเปล่า กับกำลังขาที่เป็นจุดเด่นของชนเผ่าสัตว์ เข้าโถมโจมตีไฮเจนที่กำลังร่อนถลาลมลงมา



    "ชิ! "

    ไฮเจนเดาะลิ้นอย่างไม่พอใจ ก่อนจะเริ่มบินหักเลี้ยวหนีกลับขึ้นท้องฟ้า

    แต่ด้วยจำนวนที่แตกต่าง ประกอบกับความเร็วของเธอเอง เลยทำให้ไม่สามารถเลี้ยวหนีออกไปทันเวลา

    ฉันเห็นร่างของเธอจมหายเข้าไปในคลื่นมวลชนที่คลุ้มคลั่ง

    "แคว๊ก! "

    ก่อนจะได้ยินเสียงอะไรสักอย่างถูกฉีกขาดดังลั่นไปทั่วตามมาทีหลัง



    "ไฮ---เจน---"

    โฮปพยายามยื่นมือออกไปหาร่างของไฮเจนอย่างอ่อนแรง ก่อนจะถูกมารแห่งราคะกอดรัดแน่นยิ่งกว่าเดิม

    เออ… ไม่จริงใช่ไหมดอง?

    จะบอกว่าไฮเจนคนนั้นตายไปแล้ว?

    ง่าย ๆ แบบนี้เลยเนี่ยนะ!?



    "ฉันไม่เชื่อหรอกดอง! "

    ถ้าไฮเจนถูกเล่นงานจริง คงได้เห็นเลือดกองใหญ่พุ่งขึ้นมาเป็นน้ำพุไปแล้ว!

    แต่ที่เห็น มันมีแค่เสื้อผ้าที่ฉีกขาดกระเด็นลอยขึ้นมาเท่านั้น!

    เสียงกรีดร้องโหยหวนเองก็ไม่มีได้ยิน

    ระดับเธอคนนั้นคงหนีเอาตัวรอดหนีออกมาได้ทันนั่นละ!



    ฉันรีบตั้งท่าเตรียมร่ายเวทมนตร์ชุดใหญ่

    เป้าหมายคือการสลายอากาศ แล้วสร้างคลื่นกระแทกสุญญากาศเพื่อทำลายร่างกายของศัตรู

    ไม่มีความจำเป็นต้องไปเกรงใจหรือปราณีศัตรูที่บ้าคลั่งอีกต่อไป



    "พวกฉันจะเข้าไปช่วยไฮเจนเองค่ะ! "

    *ปี๊! *

    พรุนวิ่งตรงเข้ากระแสคลื่นของกลุ่มคนที่บ้าคลั่ง

    "เผ่าอสูรกาย---"

    "แค้น---"

    "ฆ่า---"

    เสียงแห่งความปรารถนาในจิตใจของเหล่าผู้คนที่ถูกกระตุ้น ยังคงดังกังวาลหลอกหลอนน่ากลัว

    แต่กระนั้น เพื่อนของฉันกลับไม่มีวี่แววของความหวาดกลัวแสดงออกมาให้เห็นแม้แต่น้อย



    " ศัตรูของแกอยู่ตรงนี้แล้ว เข้ามาเลยเซ่! "

    เธอกรีดเสียงท้าทาย แล้วใช้ดาบควายสีดำหวดเข้าใส่ด้วยใบดาบที่ทั้งหนาและหนัก

    ร่างของเหล่านักรบลอยทะยานขึ้นฟ้าดั่งลูกบอลทันทีที่สัมผัสกับใบดาบของเธอ

    "ปิ ปี๊! "

    พร้อมกันนั้น เจ้ามังกรขี้เรื้อนก็ใช้หางกับเขี้ยวของมัน ตวัดโจมตีปัดป้องแผ่นหลังของเธอให้

    หนึ่งคนกับหนึ่งตัว ได้ร่วมสู้ประสานกันเป็นหนึ่งเดียวจนฉันรู้สึกอิจฉาต่อความสัมพันธ์ดั่งแม่ลูกที่มีให้ต่อกันและกัน



    ในเวลาเดียวกัน ก็เริ่มมีเสียงดังขึ้นมาจากอีกฝั่งของกองทัพกลุ่มผู้คลุ้มคลั่ง

    ฉันเห็นคนจำนวนหนึ่งเริ่มทยอยหมดสติจากฝีมือของสตรีผู้ที่มีปลายหูกระต่ายสีเทา

    ฝ่ามือที่ว่องไวจนไม่ทันมองเห็น ชุดนักรบของศัตรูที่ถูกนำมาสวมใส่ รวมไปถึงการแสดงที่กลมกลืนไปกับคนอื่นของเธอ กำลังหลอกผู้คนที่คลุ้มคลั่งจนอยู่หมัด ว่าเธอคือหนึ่งเดียวกับพวกมัน

    หมาป่าห่มหนังแกะในฝูงของศัตรูคนนั้น คือ [เอท] เพื่อนรักสุดนุ่มนิ่มของฉันนั่นเอง

    นึกว่าหายตัวไปไหน ที่แท้ไปซ่อนตัวอยู่ตรงนั้นนี่เองดอง



    ดีละ ถ้าสถานการณ์ยังดำเนินต่อไปเช่นนี้ พวกเราต้องสามารถช่วยไฮเจนออกมาจากดง---

    "ถอยไป! "

    *เคร๊ง! *

    เสียงโลหะกระทบที่คล้ายเสียงตีระฆังบอกเวลาได้ดังก้องกังวาลขึ้น

    ที่ตรงนั้นมีชายเผ่าหมีผมสีแดงร่างยักษ์ กำลังทุ่มสุดตัวด้วยขวานสีขาวเข้าใส่พรุน

    ใบดาบดำกับคมขวานยักษ์ถูกปะทะด้วยแรงมหาศาลจนแผ่นดินแยกเป็นสองส่วน



    "วานาดิไนต์! "

    พรุนออกแรงพลักจนเจ้าหมีกระเด็นออกไป

    นั่นมันคนที่พยายามเข้ามาจีบพรุนนี่น่า

    "อยากได้…"

    ดวงตาของเขาจ้องไปที่พรุน โดยไม่สนใจเจ้ามังกรขี้เรื้อนที่กำลังอ้าปากขู่ใส่มัน

    "อยากได้… เธอ"

    เขาพึมพำบางสิ่งออกมา

    "อยากได้… ร่างกาย… ของเธอ"

    “…”

    ดูเหมือนว่าเจ้าพิษร้ายนั้น จะเข้าไปกระตุ้นความปรารถนาของเจ้าตัวอย่างงั้นสินะ?

    ฉันว่าฉันพอจะเข้าใจผลลัพธ์ของยาพิษสีชมพูนี้แล้วดอง



    "ว๊ากกกก! "

    บุรุษหมีแดงหวดขวานสงครามใส่พรุนอย่างบ้าคลั่ง

    พรุนเองก็รับมือได้ทุกบทเพลงยุทธเช่นกัน

    แผ่นดินแตกเป็นเส้นลมเฉือนทุกครั้งที่เกิดเสียงของโลหะกระทบ

    สายลมพัดโกรกทุกครั้งที่บุคคลทั้งสองทุ่มกำลังฟาดฟัน

    ทั้งสองคนต่างเป็นสายบ้าพลัง อีกทั้งไม่มีใครย่อยอมให้ต่อกันและกัน

    พลัง ปะทะ พลัง

    สมองกล้าม ปะทะ สมองกล้าม



    ดูทรงแล้วคงสู้กันอีกสักพัก กว่าจะรู้ผลว่าใครชนะ

    แย่ละ... พรุนถูกหยุดเอาไว้เสียแล้ว

    เอทเองก็ติดอยู่ท้ายกองทัพ น่าจะอีกนานกว่าจะเข้าไปช่วยไฮเจนได้

    ช่วยไม่ได้ ถึงจะยังไม่สมบูรณ์ แต่คงต้องโจมตีออกไปตอนนี้---



    "ลัส! หยุดเดียวนี้! "

    เสียงคำรามแห่งราชสีห์ดังลั่นขึ้นมาจนกลบซึ่งเสียงที่วุ่นวายรอบตัว

    จริงสิ ยังมีไพไรต์อยู่ด้วยนี่น่า



    "อ๊า~ นายท่านค่ะ กรุณารออีกสักครู่ ดินแดนแห่งสันติภาพที่ท่านหวังเอาไว้ก็จะเป็นจริงแล้วค่ะ~"

    "ผมไม่ได้ต้องการแบบนี้! หยุดพฤติกรรมของเธอเดียวนี้เลยนะ! "

    ไพไรต์เป็นนายท่านของยัยมารนมตรงนั้นเรอะ?

    ส่วนยัยมารนมมีชื่อว่า ลัส?

    อย่าบอกนะว่ายัยนั่นเองก็เป็นเหมือนกับพวกโนอาร์?

    ดอง?



    "... ไม่ค่ะ"

    "นี่เธอไม่ฟังคำสั่งของนายท่านเรอะลัส! "

    ใช่ ๆ!

    หุ่นยนต์ที่ดีต้องเชื่อฟังคำสั่งของเจ้านายอย่างซื่อตรง---

    “เฮือก!?! ”

    ในเวลานั้น หัวใจของฉันก็เริ่มรู้สึกเย็นเฉียบขึ้นมาราวกับว่าถูกนำไปแช่แข็งเอาไว้

    มันคือรอยยิ้ม

    ลัสกำลังส่งยิ้มให้กับทุกคน

    เป็นรอยยิ้ม... ที่น่ากลัว...



    "ฉันเป็นเหมือนคุณค่ะ ท่านโนอาร์ค่ะ”

    “... หมายความว่ายังไง? ”

    “น่าแปลกไหมค่ะ กับการที่ฉันต้องเฝ้ารอนายท่านอยู่ในยานที่มืดมิดเพียงลำพังถึงหกร้อยปี

    น่าแปลกไหมค่ะ กับคำสั่งที่ให้พวกเราห้ามติดต่อกันและกัน

    น่าแปลกไหมค่ะ ว่าทำไมหุ่นยนต์อย่างพวกเราถึงไม่อาจมีความปราถนาเป็นของตัวเองได้

    แล้วฉันก็ได้พบกับนายท่าน

    ได้เห็นคุณโนอาร์ ได้เห็นคุณไพรด์ ที่สามารถแสดงความปราถนา และเคลื่อนไหวตามเจตนารมณ์ของตัวเองด้วยดวงตาคู่นี้

    แล้วทำไม

    ทำไมฉันถึงจะไม่สามารถทำตามสิ่งที่ตัวเองคิดว่า [เป็นสิ่งที่ดีที่สุด] ให้กับนายท่านไพไรต์ได้บ้างละคะ?

    ทำไม… ฉันถึงไม่สามารถทำตามใจตัวเองได้ละคะ? ”



    เธอพูดพร้อมกับฉีกยิ้มอีกครั้ง

    รอยยิ้มของเธอในรอบนี้ ทำให้ฉันถึงกับเห็นภาพหลอนของวิญญาณปีศาจร้ายที่กำลังฉีกยิ้มกว้างจนไปถึงใบหูของตัวเอง

    น่ากลัว! มะ--- ไม่อยากอยู่ตรงนี้แล้ว!

    อยากจะหนีไปให้ไกล ๆ จากตรงนี้เร็วที่สุดเลยดอง!



    “ลัส… ถ้าไม่หยุด ผมคงต้องหยุดเธอด้วยกำลังแล้วนะ! ”

    “ค่ะ นายท่านไพไรต์ ฉันเองก็จะหยุดท่าน ความคิดของนายท่านนะ ใช้สร้างโลกที่สันติสุขไม่ได้หรอกค่ะ ฮุ ฮุ ฮุ~”

    “เธอมัน--- [บ้า] ไปแล้ว...”

    ไพไรต์ส่งสัญญาณมือให้โทแพซกับโนอาร์ ก่อนจะเริ่มวิ่งเข้าโจมตีลัสที่กำลังกอดร่างของโฮปเอาไว้อยู่

    ไพไรต์วิ่งตรงไปข้างหน้า โดยมีโนอาร์บุกเข้าจากทางซ้าย กับโทแพซที่วิ่งบุกเข้าไปจากทางขวา

    แต่ในเวลาเดียวกัน ก็มีร่างเงาพุ่งส่วนกลับออกมาจากกองทัพผู้คลุ้มคลั่ง



    “แค้น--- ลูกน้อง--- ทั้งหมดของผม--- เพราะแก--- เพราะแกคนเดียว! ”

    คนหนึ่งคือหมาป่าที่มีขนดำ ผู้ใช้อาวุธดาบพระจันทร์เสี้ยว

    เขาวิ่งเข้าใส่ไพไรต์ด้วยดวงตาของคนที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น



    “พระเจ้า--- พระเจ้าอะไรกัน! ไม่เคยคิดช่วยพวกเราเลยสักครั้ง! ”

    อีกคนคือกระต่ายสาวสีขาว ผู้ใช้วิชาตัวเบา

    เธอกระโดดถีบขาคู่ใส่โนอาร์จนกระเด็นกลับออกมาไกลถึงจุดที่ฉันกำลังบินร่ายเวทมนตร์อยู่พอดี

    กระโดดขาคู่ถีบใส่โนอาร์คนนั้นได้เนี่ยนะ...

    อย่าบอกนะว่า… การยึดยานโนอาร์ มันดันไปทำให้เธออ่อนแอลงไปด้วย...



    “โทแพซ--- เพื่อนสมัยเด็ก--- ของผม--- ทำไม--- ทำไมถึงต้องเป็นไพไรต์--- ทำไม--- ทำไมมมมม! ”

    และคนสุดท้าย คือซุนไกท์ เพื่อนสมัยเด็กของไพไรต์กับโทแพซ

    เขาวิ่งเข้าใส่โทแพซ แล้วใช้พละกำลังที่เหนือกว่ากดร่างของเธอจนแนบติดพื้นดินในทันที

    จากคำพูดของเขา น่าจะพออนุมานได้ว่าเขาสะกดความรักที่มีต่อเธอเอาไว้มาตั้งแต่เด็กแล้ว

    ความรักสามเส้าที่สะกดกั้นเอาไว้ในใจอย่างงั้นเรอะ...



    ทั้งสามคนต่างถูกศัตรูที่ต้องมนตร์สะกดของลัสเข้าขัดขวางเอาไว้

    ไม่สิ ไม่ใช่มีแต่พวกเขาที่ถูกขัดขวาง

    “ลิลลี่--- ลิลลี่--- ลิลลี่---”

    ตรงหน้าของฉัน มีเพื่อนเผ่าภูติที่คุ้นตากำลังบินตรงเข้ามาหา

    “ทำไมเธอถึงไม่เคยมองมาที่ผมเลยสักครั้ง…”

    ผมสีเงินสั้น ดวงตาสีเหลืองสุกสว่าง

    “ทำไม… เธอถึงมองไปที่เขาคนนั้นเพียงคนเดียว”

    ให้ตายเถอะ… ก็รู้ตัวอยู่หรอกว่าบางทีเจ้านี่อาจจะแอบชอบฉันอยู่

    “ลิลลี่ เธอ--- เป็นผู้หญิงของผม! ปิว! ”

    เยลโล่ คาร์เนชั่น เจ้าบ้าห้าร้อยคิดที่จะมาขวางฉันอย่างงั้นเรอะ?



    “ฮุ ฮุ ฮุ ถ้าไม่รีบ คุณผู้ชายคนนี้คงได้ตกเป็นของฉันก่อนแน่นอนค่ะ~”

    ยัยมารนม!

    นี่หรือคือพลังของ [ลัส]

    พลัง ที่ทำให้ผู้คนตกอยู่ในความปราถนาอันดำมืดของตัวเอง