บทที่ 52
โอ๊ตหนักใจไม่น้อยกับพฤติกรรมของกิตติ มันเป็นเรื่องจริงที่ว่าเวลามันผ่านไปยังไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเลยด้วยซ้ำ กิตติก็หางานมาให้เขาตามแก้อีกแล้ว เห็นแล้วมันช่างเหนื่อยใจจริงๆ“แต่ว่านะขอรับคุณชาย เรื่องนี้มันใหญ่เกินกว่าที่จะมองข้ามไปได้ ได้โปรด..ขอให้คุณชายพิจารณาความเสี่ยงนี้อีกครั้งด้วยเถอะขอรับ..” กิตติกล่าวย้ำกับคุณชายของเขาว่าเรื่องนี้มันอันตรายจริงๆ“แล้วแกจะยุ่งวุ่นวายอะไรกับชีวิตของฉันนักหนากันล่ะ.. เมื่อก่อนมีอะไรฉันก็แก้ไขปัญหาเอาเองหมด ไม่เห็นจำเป็นต้องพึ่งพาพวกแกเลย..ดังนั้นพวกแกไม่มีสิทธิ์เข้ามายุ่งวุ่นวายอะไรกับฉัน เข้าใจไหม.. อีกอย่างพวกนายรู้จักแต่วิธีฆ่าคนหรือยังไงกัน.. เป็นพ่อบ้านของตระกูลใหญ่แท้ๆ มีความคิดแค่นี้เองเหรอ ไม่ได้เรื่องจริงๆ” โอ๊ตกล่าวกับกิตติด้วยน้ำเสียงที่ดูโมโหไม่น้อย“อภัยให้กับข้ารับใช้ผู้ต่ำต้อยผู้นี้ด้วย.. ความปลอดภัยของท่านถือว่าเป็นเรื่องที่เราต้องใส่ใจ ท่านเป็นทายาทเพียงคนเดียวของคุณท่านภาคิน เป็นว่าที่ผู้นำตระกูล ณ สุวรรณภูมิของเรา เป็นนายเหนือหัวของพวกเราทุกคน ในฐานะข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์แล้ว เพื่อปกป้องท่านจากภัยอันตราย มันจำเป็นต้องกระทำขอรับ..”กิตติกล่าวออกมาจากใจจริง และมันก็เป็นบทพูดที่ค่อนข้างจะซาบซึ้ง พร้อมกับบรรยากาศของเหล่าบอดี้การ์ดที่คุกเข่าลงทำความเคารพอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งบ่งบอกได้เลยว่าพวกเขานั้นยอมรับให้ตัวของโอ๊ตผู้เป็นนายเหนือหัวคนนี้อย่างแท้จริง โอ๊ตที่เห็นดังนั้นก็ยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่“ใคร!.. ใครบอกว่าฉันจะสืบทอดตำแหน่งบ้าบออะไรจากตาแก่นั่น.. ไม่มีทางหรอกเฟ้ยยย”โอ๊ตกล่าวออกมาเช่นนั้น และมันเป็นจังหวะเดียวกันกับที่พลอย และหญิงเริ่มที่จะหน้าเสียมากไปกว่าเดิมเสียอีก เพราะพวกเธอไม่คิดเลยว่าชายหนุ่มพ่อค้าขายแพนเค้กบ้านๆ จะกลายมาเป็นคุณชายผู้สูงส่งได้เลย ถ้าให้เทียบกับสถานะของหญิงกับโอ๊ตแล้ว เธอมันก็ไม่ต่างอะไรจากขี้เล็บของเขาเท่านั้น นับได้ว่ามันเป็นสถานการณ์ที่ย่ำแย่จริงๆ เพราะดูเหมือนว่าหญิงจะเอาตระกูลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสียแล้ว“พอๆ เลิกๆ หยุดคิดหรือจะทำกับเรื่องนี้ทั้งหมดซะ ถ้ายังทำอะไรไปมากกว่านี้ก็อย่าหาว่าฉันไม่เตือนก็แล้วกัน.. เสียเวลาทำแพนเค้กจริงๆเลย วันนี้ก็ยิ่งเหนื่อยๆอยู่แล้วด้วย” โอ๊ตที่ไม่อยากจะทำอะไรอีก ก็สั่งให้พวกบอดี้การ์ดให้หยุดยุ่งกับพวกเธอสองคน แต่ว่าพลอยที่เกาะแขนของโอ๊ตอยู่ก็ยังไม่มั่นใจสักเท่าไรว่าพวกกิตติจะยอมปล่อยตัวเธอไปจริงๆ“เดี๋ยวสิ! น้องชะ..เออ คุณชายคะ คือว่าพวกเราจะปลอดภัยจริงๆใช่ไหม” พลอยกล่าวถามพร้อมกับดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวัง โอ๊ตที่ได้ยินก็พยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับไป“แน่นอนครับคุณหมอ ถ้าพวกมันกล้าทำอะไรกับคุณหมอล่ะก็.. พวกมันก็ต้องตายกันไปข้างหนึ่งเช่นกัน .. วุ่นวายจริงๆ วันๆหาแต่เรื่องให้ปวดหัวไม่หยุด” โอ๊ตกล่าวออกมา พลอยกับหญิงก็ชื่นใจขึ้นมาหน่อยหนึ่ง ก่อนที่โอ๊ตจะเดินไปยังร้านแผงลอยของเขาเพื่อทำแพนเค้กตามกำหนด โดยมีหมอทั้งสองคนอยู่ไม่ห่างจากตัวของโอ๊ต เรื่องวุ่นๆได้จบลงอย่างรวดเร็ว โอ๊ตเริ่มทำแพนเค้กของเขาขึ้นมาทีละชิ้นสองชิ้น จนเวลามันผ่านไปสักระยะหนึ่ง แพนเค้กกว่า 100 ชิ้นก็ถูกทำขึ้นมาด้วยความเงียบ มันเป็นความเงียบที่แม้แต่สุสานยังเทียบไม่ติดเลยด้วยซ้ำ เพราะมันไม่มีมนุษย์เอ่ยออกมาสักคน ทั้งที่มีคนอยู่ตรงนั้นกว่า 30 ชีวิต จะมีก็แต่เสียงของแป้งแพนเค้กที่กระทบกับกระทะร้อนๆ แม้แต่พนักงานของร้านแก๊สหรือร้านบรรจุภัณฑ์ที่มาส่งของให้กับโอ๊ตก็ไม่กล้าแม้จะพูดอะไรออกมาสักคำเดียว แต่ทันใดนั้นเองเสียงหนึ่งก็ตะโกนลั่นดังทั้งหอพัก มันเป็นเสียงของลุงเกษมที่เพิ่งกลับมาจากด้านนอก“อั๊ยยา.. ไปทางไหนก็ไม่รอดอย่างนั้นเหรอเนี่ย จบกันชีวิต!” ลุงเกษมที่เพิ่งวิ่งเข้ามาถึงหน้าหอพักก็พบกับชายชุดดำอีกหลายคน ทั้งๆที่เขาเพิ่งจะวิ่งหนีเจ้าพวกแก๊งปล่อยกู้นอกระบบมาแท้ๆ แต่พวกมันถึงกับส่งคนมาดักถึงหอพักที่เขาอาศัยอยู่อย่างนี้ เขาก็ได้แต่ยอมจำนน คุกเข่าลงกับพื้นอย่างหมดแรง“คุ้มกันคุณชาย!...” กิตติเอ่ยขึ้นเสียงดัง บอดี้การ์ด 20 กว่าคนรับรู้หน้าที่ของตัวเองดี เข้าประจำตำแหน่งอย่างรวดเร็ว เหตุที่กิตติจำเป็นต้องกระทำมันเป็นเพราะเขาเลื่อนดวงตาไปเห็นกลุ่มนักเลงวัยรุ่นกว่า 40 ชีวิตตามหลังลุงคนขายไอติมที่พวกเขาเพิ่งจะเหมาไปเมื่อเช้า ‘เกิดอะไรขึ้นอีกล่ะเนี่ย.. อยู่เงียบๆได้ยังไม่ถึง 20 นาทีเลยนะเว้ยย’ โอ๊ตกล่าวขึ้นมาในใจ เขาที่กำลังตั้งใจทำแพนเค้กเพื่อที่จะได้ปลดล็อกความลำบากใจของวันนี้ออกไปให้หมด แต่ก็ดันมีเหตุการณ์วุ่นวายที่ทำให้เขาต้องหัวเสียอีกครั้ง แต่เมื่อเห็นเหตุการณ์มันดำเนินไป เขาก็พบว่าเป็นลุงเกษมเขาจึงขมวดคิ้วเล็กน้อย “ลุงเกษม?.. ไปทำอะไรมาล่ะนั่น ทำไมพวกมันถึงตามลุงมาเยอะขนาดนั้นกันล่ะ” โอ๊ตกล่าวถาม“เจ้าโอ๊ต ช่วยลุงด้วย.. พวกมันต้องการจะทุบตีลุง..” ลุงเกษมที่ได้ยินเสียงของโอ๊ต เขาก็รีบลุกขึ้นยืนก่อนจะพุ่งตัวไปทางที่โอ๊ตอยู่ แต่ทว่าลุงเกษมก็ถูกห้ามเอาไว้โดยบอดี้การ์ดเสียก่อน ถึงพวกเขาจะรู้จัก และเคยกินไอติมของลุงแกก็ตาม แต่สถานการณ์เช่นนี้พวกเขาต้องได้รับคำอนุญาตจากผู้เป็นนายก่อน“เฮ้ยๆๆ พวกแกเป็นใครกันวะ.. ถ้ามีธุระกับไอ้แก่นั่น ก็ต้องต่อจากพวกเราสิวะ..” วัยรุ่นที่ดูจะเป็นตัวที่เก๋าเกมที่สุดเอ่ยขึ้นมาอย่างอวดดี ในมือของมันถือไม้เบสบอลกระทบกับบ่าเบาๆราวกับอยากจะทุบตีคนตลอดเวลา โอ๊ตที่ได้ยินอย่างนั้นก็มึนงงไปอีก ลุงเกษมที่ตัวคนเดียวทำไมถึงไปมีเรื่องกับพวกนักเลงนี้ได้ กิตติก็ได้แต่จ้องมองผู้เป็นนายว่าจะให้ทำอย่างไรต่อดี ส่วนสองสาวนั้นก็ได้หลบอยู่หลังของโอ๊ตอีกทีหนึ่ง วันนี้มันมีแต่เรื่องให้ตื่นเต้นตื่นตา และตื่นใจ ถ้าเป็นอย่างนี้บ่อยๆพวกเธอคงจะได้ช็อกตายก่อนแน่นอน“ลุง! พวกนั้นมันพวกไหนกันอีกล่ะ.. ปกติลุงไม่ใช่คนที่จะไปหาเรื่องใครนี่นา” โอ๊ตกล่าวถาม“เออ.. พวกมันเป็นพวกเจ้าหนี้นอกระบบน่ะ..” ลุงเกษมกล่าวอย่างเศร้าๆ เขาแค่ยืมเงินมาใช้จ่ายในช่วงที่ยากลำบากเพียงแค่ 30,000 บาทเท่านั้น แต่ก็ไม่คิดเลยว่าเพียงผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ยังไม่ครบเดือนเลยด้วยซ้ำ ยอดมันกลับพุ่งสูงถึง 60,000 บาทเกือบ 70,000 บาทแล้ว ดอกเบี้ยมันช่างมหาศาลจริงๆ“ลุงก็รู้ว่าพวกมันคิดดอกโหดขนาดไหน ทำไมถึงยังไปยืมพวกมันอีกเล่า.. เฮ้อ”โอ๊ตกุมขมับอย่างจนใจ มันเคยมีข่าวที่ลือกันในตลาดว่าการยืมเงินจากนายทุนคนหนึ่งนั้นไม่ได้เป็นเรื่องยากเย็นอะไรเลย แต่มันจะมีปัญหาก็ตอนจะจ่ายเงินนี่แหละ ดอกเบี้ยช่างโหดร้ายมากจริงๆ ถึงจะเอาเรื่องนี้ไปแจ้งกับทางตำรวจ แต่กลุ่มคนพวกนี้ก็ยังอยู่รอดต่อไปได้ เพราะไอ้นายทุนนั้นมันดันเป็นผู้มีอิทธิพลที่แม้แต่ตำรวจยังต้องเกรงใจ พวกมันเลยรอดจากคดีได้ทุกๆครั้งไป“เฮ้ยๆๆ พวกตรูไม่ได้มีเวลาว่างมาสนทนากับพวกคุณมึงนานนักนะเว้ย ถ้ายังไม่ปล่อยตัวไอ้แก่นั่นมาให้เราอีก ..ตรูจะเข้าไปอัดพวกคุณมึงด้วยเลยก็แล้วกัน..” ตัวหัวหน้านักเลงกล่าวออกมาเสียงดัง เพื่อที่จะกดดันกับอีกฝ่าย“เออๆ แล้วหนี้มันเท่าไรกันล่ะ.. เดี๋ยวฉันจะจ่ายให้พวกแกก่อน” โอ๊ตที่ได้ยินก็พยายามเจรจาต่อรองกับพวกมัน ไอ้ตัวหัวหน้าที่ได้ยินอย่างนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะถามกลับมาในเชิงดูถูก“หืออ แกเนี่ยนะจะจ่ายแทนไอ้แก่นั่น มันยังติดเงินพวกเรา 50,000 บาท และตอนนี้มันก็เพิ่มเป็น 60,000 บาทเป็นค่าทวงหนี้น่ะ หน้าอย่างแกจะจ่ายไหวเหรอวะ..” ตัวหัวหน้าตอบกลับ“ลุง! ลุงไปเอาเงินของพวกมันมาเท่าไรกันเนี่ย ทำไมมันถึงได้เยอะขนาดนี้” โอ๊ตที่ได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะหันไปถามกับลุงเกษม ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีจ่ายให้พวกมัน แต่จำนวนนี้มันก็ไม่ใช่เล่นๆเลยจริงๆ“ลุงยืมพวกมันแค่ 30,000 บาทเอง นี่ลุงก็จ่ายคืนมันไป 20,000 บาทแล้วนะวันนี้ แต่พวกมันจะเอาทั้งหมดเลย แต่ลุงไม่มีจ่ายน่ะก็เลยเป็นอย่างที่เห็น” ลุงเกษมกล่าวตอบคำถามของโอ๊ต“ดอกเบี้ยบ้านั่นมันอะไรกัน.. ลุงนะลุง จำเอาไว้เลย..” โอ๊ตกล่าวพร้อมกับกำลังจะเดินไปยังห้องพักของเขาเพื่อที่จะนำเงินสดออกจ่ายให้กับพวกมันไป แต่เมื่อเขาเลื่อนตัวออกไปจากจุดนั้น ลูกน้องของนักเลงนั้นก็สังเกตุเห็นสองสาวที่หลบอยู่ พวกมันที่หื่นกระหายจึงได้กล่าวทักกับลูกพี่ของมัน“ลูกพี่ มันมีสาวสวยตั้งสองคนเลยนะลูกพี่.. เราน่าจะกดดันพวกมันให้ส่งตัวทั้งสองคนมาให้เรานะครับ” ลูกน้องคนนั้นกล่าว และด้วยความที่มันเป็นลูกพี่ใหญ่ มันก็ต้องแสดงพลังของตัวมันให้กับเหล่าลูกน้องประจักษ์ หัวหน้านักเลงยิ้มเล็กน้อยก่อนจะกล่าวออกมา“เฮ้ยๆ พวกตรูลืมบอกไปอีกอย่าง ดอกเบี้ยที่ว่านั้น มันรวมถึงสองสาวที่อยู่ตรงนั้นด้วย.. ถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็ส่งพวกเธอมาพร้อมกับเงิน 60,000 บาทซะ..” หัวหน้านักเลงกล่าวพร้อมเลียริมฝีปาก นึกฝันที่จะสนุกกับสองสาวนั้นอย่างเต็มที่ก่อนจะส่งต่อให้ลูกน้องของมันย่ำยีต่อ หญิง และพลอยที่ได้ยินอย่างนั้นก็ตัวสั่นกลัวขึ้นมาทันที วันนี้มันเป็นวันอะไรของพวกเธอกันแน่ หลังจากนี้คงจะต้องหาโอกาสไปทำบุญบ้างเสียแล้ว ส่วนโอ๊ตที่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น เขาก็เริ่มที่จะเหลืออดกับพวกมันแล้วจริงๆ ถ้าวันนี้พวกมันไม่ตายกันไปข้างหนึ่งก็อย่ามาเรียกเขาว่า ‘ลูกผู้ชาย’“กิตติ!.. กระทืบพวกมันให้หมด ถ้าพวกมันไม่แขนหักขาหักในวันนี้.. ก็เป็นพวกแกนั่นแหละที่จะหักแทนพวกมัน!...”