บรรยายกาศเงียบสงัดในค่ำคืนที่ไร้เสียงผู้คนภายในห้องสี่เหลี่ยมที่ประดับแสงไฟสลัวสีนวลหญิงสาวใส่เสื้อเชิ้ตโนบราสีชมพูกางเกงขายาวสีบานเย็นนั่งอยู่โต๊ะทำงานมุมห้องเธอสันเข่าขึ้นมาข้างหนึ่ง หลังพิงเก้าอี้ สองมือกอดอก หน้านิ้วคิ้วขมวด ท่าทางเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่
เสียงเพลงรอสายจังหวะครึกครื้นทำเธอใแทบตกเก้าอี้ในตายเถอะซาร่า เพลงรอสายของเธอช่างเร้าใจจอร์จจริงเชียว หญิงสาวเอือมมือหยิบโทรศัพท์ที่วางข้างโน๊ตบุ๊คขึ้นมาแนบหู
“ฮัลโหล”
“ทำไมถึงรับสายช้า อ่ะแก”
“ว่าแหละ ดึกปานนี้มีมึงคนเดียวที่ชอบโทรหาว่าไง? มีเื่อะไรอีกแหละ”
“เื่สำคัญมาก แกจะไม่รู้ไม่ได้”
“เื่อะไรก็ว่ามา รีบหน่อยนะจะเคลียร์งานต่อ เดี๋ยวส่งไม่ทันพรุ่งนี้”
“เอ่อ เอ่อ เร่งจริงยัยคนนี้ แกยังจำพี่หมอนดอยได้ปะ”
“ทำไมจะจำพี่เขาไม่ได้”
“นั้นสินะรักแรกที่ฝังใจก็เงี้ยะ”
“อย่าลีลารีบเล่ามาไม่งั้นฉันจะว่างสาย”
“จ้า จ้า ขี้หงุดหงิดนะเราเนี่ย แซวนิดแซวหน่อยไม่ได้ เื่ที่ฉันจะบอกแกมันก็เื่ของพี่หมอนดอยนั่นแหละคืองี้นะ……”
เมื่อเพื่อนสาวว่างสายไป เธอยังคงสตั้นนิ่งกับเื่ราวที่ได้ฟังหญิงสาวหันมองแมวอ้วนขนฟูที่นอนขดตัวอยู่บนเตียง แมวตัวนั้นลืมตาร้องเหมียวเหมียวให้เธอ ใบหน้านิ่งเงียบค่อยๆ ปรากฏรอยยิ้ม ภาพความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมาในหัวไม่หยุดมันค่อยๆ เรียบเรียงจนกลายเป็เื่ราวที่ย้อนไปเมื่อตอนเธออายุ 13 ปี ตอนนั้นเป็ปีพ.ศ 2548
ณ เวลาเช้ามืดตะวันยังไม่ทอแสงพ้นขอบฟ้าเสียงเคาะฝาไม้ที่กั้นระหว่างห้องนอนของเด็กสาวและพ่อแม่ของเธอดังเป็จังหวะลอยมาพร้อมกับเสียงเรียกของแม่
“เปรี้ยวจี๊ด ตื่นตีห้าละนะ”
เด็กน้อยเปรี้ยวจี๊ดนอนดิ้นไปมาไม่อยากตื่น “ขออีกห้านาทีนะแม่”
การต่อรองของเธอทำให้แม่บังเกิดเกล้าโมโหอย่างฉับพลัน “จะตื่นดีๆหรือจะให้ปลุกด้วยก้านมะยมเลือกเอา”
น้ำเสียงแข็งกร้าวนั้นทำเธอรู้สึกเสียวซ่านไปทั้งตัว “เอาก้านมะยมมาขู่อีกแหละอะไรอะไร ก็ก้านมะยม”
“ยัง ยังไม่ยอมลุกอีก คิดว่าแม่ได้ยินที่เราพูดหรือไง”
จู่ๆ ขนแขนของเธอลุกตั้ง“อุ๊ย!ขณะพูดเสียงเบาแล้วนะยังจะได้ยินอีก มนุษย์แม่น่ากลัวกว่าผีอีกแฮะรีบลุกดีกว่า ไม่งั้นน่องลายอีกแน่เรา”
เด็กสาวตอบกลับอย่างเสียงหงอย “จะลุกแล้วจ๊ะ แม่จ๋า”
เท้าของเธอขยับลงจากเตียงอย่างคนี้เีหน้าที่ประจำในทุกเช้าคือการนึ่งข้าวเหนียวให้กับพ่อแม่ซึ่งส่วนใหญ่คนทางเหนือจะนิยมกินข้าวเหนียวมากกว่าข้าวเ้าอยู่แล้วระหว่างยืนบิดี้เีอยู่หน้าประตู เธอแอบลอบบ่นอยู่ในใจ
“พี่นะพี่ ชิ่งไปเรียนต่อที่แพร่เฉยดูสิงานบ้านทำอยู่คนเดียวเนี่ย ไม่มีใครช่วยเลย”
เด็กสาวเดินไปบ่นไปและหยุดอยู่ตรงหน้าเตาอั้งโล่เธอก่อไฟอย่างชำนาญ ซาวข้าวอย่างคล่องแคล่วปุ๊บปั๊บหม้อนึ่งข้าวเหนียวก็ตั้งบนเตาอั้งโล่เรียบร้อยเวลาขยันไปเรื่อยๆ จนเกือบเจ็ดโมงกว่า ทันใดนั้นมีเสียงบีบแตรดัง ปี๊น ปี๊น สองทีอยู่หน้าบ้านเสียงทุ้มต่ำะโเรียกลูกสาวที่กำลังจัดกระเป๋าอยู่ในห้องนอน
“เปรี้ยวจี๊ด รถนักเรียนมารับแล้วลูก”
“จ้าพ่อกำลังออกไป บอกให้ลุงขันรอหนูแป๊ปนะ”
หลังจากจัดกระเป๋าเสร็จก็วิ่งพราดพราวลงบันไดหน้าตั้ง โดยแม่ะโด่าเป็ชุดตามหลังมาไม่ขาด
“อย่าวิ่งลงบันไดสิ มันอันตรายรู้มั้ย เกิดพลัดตกแข้งขาหักทำไงแม่ไม่มีเวลาไปเฝ้าที่โรงพยาบาลนะ ระวังหน่อย ยัยลูกคนนี้นิ…”
เธอไม่สนใจเสียงบ่นและเดินขึ้นรถไป วันนี้เป็วันแรกของการเข้าเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นชั้นปีที่1 ของโรงเรียนแห่งใหม่ที่เป็โรงเรียนประจำอำเภอซึ่งห่างจากหมู่บ้านไปแค่ 13 กิโลถือว่าไม่ได้ไกลมาก ระหว่างการเดินทาง เด็กสาวเอาหน้าโต้ลมที่พัดผ่านเข้ามาตอนนี้ในหัวเธอคิดแค่ว่า
“เพื่อนใหม่ โรงเรียนใหม่จะเป็ยังไงน้าน่าเต้นตื่นจัง”
เมื่อรถเลี้ยวเข้าสู่รั้วโรงเรียน เธอและคนอื่นๆเดินลงมาจากรถมุ่งหน้าไปที่หน้าเสาธง ตอนนี้นักเรียนทุกระดับชั้นกำลังเดินไปต่อแถว เพื่อทำกิจกรรมหน้าเสาธงในตอนเช้า
“โอ้โห นักเรียนเยอะไม่เบาแฮะ ว่าแต่แถวห้องม.1/3 ของฉันอยู่ที่ไหนเนี่ย?” เด็กสาวยืนทำหน้างงมองไปทางซ้ายทีขวาที