บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 53 สายตา

           หยางหนิงนอนอยู่บนเตียงถึงแม้จะรู้สึกอ่อนเพลีย แต่ก็ยังไม่หลับ

           แม้ลมปราณในจุดตันเถียนจะถูกขจัดไปโดยต้วนชางไห่ชั่วคราวแต่ว่าการลอบสังหารในคืนนี้ทำให้หยางหนิงต้องคิดหนัก

           การลอบสังหารในคืนนี้มันชัดเจนว่ามีการวางแผนมาแล้วอย่างดี อีกฝ่ายไม่เพียงรู้หมายกำหนดการของตัวเองการลงมือก็วางแผนมาอย่างเด็ดขาด

           หากเขาไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติของข้ารับใช้ชุดเขียวไม่แน่ว่าตัวเองอาจจะดื่มชาถ้วยนั้นไปแล้ว ดีที่จ้าวอู่ชางตรวจพบเสียก่อนว่าชาถ้วยนั้นถูกวางยาพิษเอาไว้

           อีกฝ่ายวางแผนใช้พิษเพื่อลอบสังหารแต่คิดไม่ถึงว่าตัวเขาจะจับสังเกตได้ นักฆ่าจึงใช้แผนสอง

           ตอนนี้คิดๆ ดูแล้ว หากตัวเขาเป็นทายาทองครักษ์เสื้อแพรจริงๆไม่ได้มีลางสังหรณ์ที่แม่นยำ เขาอาจจะถูกเอาชีวิตไปแล้ว

           ผู้อยู่เบื้องหลังคนแรกที่เขาสงสัย ก็คือชายชุดเทาที่กลายเป็นขันทีคนนั้น

           จ้าวอู๋ชางพูดไม่ผิดนักฆ่าคุ้นเคยกับเรือนรับรองสุสานจงหลิงเป็นอย่างดี ชายชุดเทาดูแล้วก็เหมือนคนในวังหลวงสถานที่แห่งนี้ก็เหมือนจะเป็นสถานที่ของวังหลวง ในเมื่อมีส่วนเกี่ยวข้องกับวังหลวงอย่างนั้นก็เป็นไปได้ว่าจะรู้จักสุสานนี้เป็นอย่างดี

           หากชายชุดเทาดูออกว่าตัวจริงของเขาคือใครแต่ไม่สะดวกที่จะเปิดเผยความจริงเรื่องทายาทองครักษ์เสื้อแพรการลอบสังหารก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวนัก

           แต่มีอย่างหนึ่งที่หยางหนิงไม่เข้าใจไม่ว่าใครจะทำอะไรก็ตาม มันจะต้องมีเหตุจูงใจการลอบสังหารซื่อจื่อตระกูลโหวมันไม่ใช่เรื่องเล็กๆมันจะต้องมีเหตุจูงใจที่สำคัญและใหญ่มากๆ หรือก็คือ หากทายาทองครักษ์เสื้อแพรถูกสังหารจริงใครกันที่ได้ประโยชน์สูงสุด แล้วใครเล่าที่น่าสงสัยที่สุด

           เรื่องในคืนนี้ทำให้เขาเกือบตายในใจของหยางหนิงรู้สึกโกรธมาก

           หยางหนิงไม่ใช่คนซับซ้อนอะไรเขาเป็นคนง่ายๆ มีบุญคุณก็ทดแทน มีแค้นก็ชำระ

           หากไม่มาหาเรื่องข้า ข้าก็จะไม่หาเรื่องเจ้าหากมาหาเรื่องข้า ข้าก็ต้องตอบโต้!

           ถึงแม้เป้าหมายของนักฆ่าคือทายาทองครักษ์เสื้อแพรแต่ก็ทำให้ตัวเขาเองเกือบต้องตาย มันคือการข่มขู่โดยตรงมาถึงตัวเขา แม้หยางหนิงจะยังคงคิดที่จะแอบหนีแล้วปล่อยตำแหน่งทายาทองครักษ์เสื้อแพรนี้ไป แต่ว่าตอนนี้เขากลับอยากจะหาคนร้ายตัวจริงที่คิดสังหารเขาก่อน

           ตัวเขาเกือบเอาชีวิตไม่รอดเขาไม่มีทางให้อีกฝ่ายอยู่อย่างสงบสุขเป็นแน่

           คำเตือนของต้วนชางไห่ทำให้หยางหนิงไม่ค่อยสบายใจ พลังเทพหกประสานจะดูดพลังลมปราณของคนอื่น ตามที่ต้วนชางไห่พูดลมปราณในร่างกายเขาคือยอดฝีมือระดับสามแล้วหยางหนิงไม่รู้ว่ายอดฝีมือระดับสามมันคือระดับไหน แต่ว่าสิ่งที่เขามั่นใจคือ ลมปราณกลุ่มนี้ไม่มีทางสลายได้ในหนึ่งวันแล้วตัวเขาเองก็จะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

           ต้วนชางไห่บอกว่าจะหาทางแก้ให้เขาตอนนี้ก็หวังพึ่งได้แค่เขาคนเดียว แต่ก่อนจะแก้ไขเรื่องนี้ได้ สถานการณ์มันออกจะอันตรายเกินไปคงจะต้องสวมรอยเป็นซื่อจื่อต่อไป

           คืนนี้หยางหนิงนอนพลิกตัวไปมา เพราะนอนไม่หลับวันต่อมาตอนเช้ามืด ก็มีคนมาเคาะประตูเรียก ขบวนศพออกเดินทางแต่เช้าเพื่อไปยังสุสานจงหลิง

           งานศพของผู้ดีมีตระกูลเป็นอะไรที่ซับซ้อนวุ่นวายหยางหนิงถึงแม้ไม่ต้องออกแรงอะไรมาก แต่ตลอดทั้งวัน พิธีการต่างๆ ที่มีมากมาย เขาก็ยังต้องทำอย่างเต็มที่

           นอกจากการฝังศพลงที่สุสานจงหลิงแล้วเนื่องจากหลุมศพของท่านเหล่าโหวก็ฝังที่นี่เช่นกันดังนั้นก็เลยจำเป็นต้องไปไหว้เคารพศพของท่านเหล่าโหวด้วย

           แคว้นฉู่สามารถมีสองพ่อลูกถูกฝังในสุสานจงหลิงด้วยกันถือเป็นเกียรติยศสูงสุด มันแสดงให้เห็นว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาองครักษ์เสื้อแพรนั้นมีบารมีมากแค่ไหน

           จนถึงดึกดื่น พิธีทั้งหลายจึงเสร็จสิ้นแต่ว่าในส่วนของงานศพฉีหุ้ยจิ่งยังไม่เสร็จ ตามธรรมเนียมแล้วเมื่อขบวนศพกลับไปถึงจวนองครักษ์เสื้อแพร ยังต้องทำพิธีอีกเจ็ดวันเจ็ดคืนเรียกพิธีนี้ว่าพิธีบูชาภูตผี เมื่อจบพิธีบูชาภูตผีแล้ว งานศพจึงจะถือว่าเสร็จสิ้นสมบูรณ์

           ขบวนติดตามไม่ได้เสียเวลาที่สุสานจงหลิงนานนักตลอดทั้งวันที่ผ่านมา ทุกคนต่างอ่อนเพลียมาก จึงออกมาพักอยู่ที่นอกสุสานจงหลิงพักอยู่จนเช้า จากนั้นก็ออกเดินทางกลับเมืองหลวงในทันที ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว กู้ชิงฮั่นเองก็เตรียมทุกอย่างไว้ที่จวนพร้อมแล้วจึงเริ่มพิธีบูชาภูตผีตั้งแต่คืนนั้นเสียเลย

           คนในจวนทุกคนจะไปไหนไม่ได้เลยในสามวันแรกหยางหนิงในฐานะลูกชายคนโตและเป็นลูกเมียแต่ง ยิ่งไม่สามารถออกไปไหนได้เลยต้องอยู่อย่างนี้ตลอดสามวัน ร่างกายของเขาไม่ได้แข็งแรงมากนัก หลังจากสามวันตัวเขาก็อ่อนล้าจนแทบทนไม่ไหว

           ยังดีที่หลังจากพ้นสามวันไปแล้ว คนในตระกูลจะสามารถออกไปไหนมาไหนได้โดยทิ้งให้นักพรตอยู่ทำพิธีที่ห้องโถงแทน

           พอผ่านมาหลายวันหยางหนิงรู้สึกคั่นเนื้อคั่นตัวมาก เลยรีบอาบน้ำแล้วล้มตัวลงนอนที่เตียงนุ่มๆ เขานอนหลับสนิทจนไม่รู้เลยว่าหลับไปนานแค่ไหน เมื่อตื่นขึ้นมา ก็รู้สึกมีกำลังขึ้นมาก หลังจากกระโดดลงจากเตียงเขาก็สวมเพียงกางเกง แล้วยืดเส้นยืดสาย รู้สึกได้ว่าร่างกายแข็งแรงขึ้นเยอะ

           เมื่อมองออกไปที่นอกหน้าต่าง ก็เห็นท้องฟ้าแจ่มใสแต่ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นช่วงพลบค่ำหรือรุ่งสาง เขารู้สึกหิวจนท้องร้อง กำลังคิดว่าจะให้คนไปหาอะไรมาให้กินก็ได้ยินเสียงดังมาจากด้านหลัง “หนิงเอ๋อร์ เจ้าตื่นแล้วหรือ?”

           หยางหนิงตกใจ แล้วมองไปรอบๆ เห็นกู้ชิงฮั่นอยู่ในห้องไม่รู้ว่านางมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ ตอนนี้นางสวมชุดที่พอดีตัว มีเสื้อทับสีม่วงเอนกายอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ ใช้มือหนึ่งรองแก้มหอมๆ ของนาง ผมสีดำที่ไล้ลงไปตามใบหน้าชุดสีม่วงของนางทำให้เห็นสัดส่วนชัดเจน แสงไฟที่ถูกจุดขึ้นมานั้นเมื่อตกกระทบไปยังชุดของนางก็ทำให้นางดูราวกับนางเงือกที่นอนอยู่ริมชายหาด

           ดูเหมือนว่านางจะเพิ่งตื่น ใบหน้าที่สวยงามพร้อมท่าทีขี้เกียจแต่กลับดูมีเสน่ห์นางลุกขึ้นมายืดแขนเรียวขึ้นบิดขี้เกียจ ด้วยท่าทางเช่นนี้ทำให้เสื้อทับเกือบจะเปิดออกเผยให้เห็นหน้าอกอวบอิ่มของนาง

            หยางหนิงใจเต้นแรงรู้สึกว่าใบหน้าของเขาร้อนขึ้นมานิดหน่อย แอบคิดในใจว่าหุ่นของนางนั้นดูอ้อนแอ้นกว่าตอนที่สวมชุดไว้ทุกข์พอถอดชุดไว้ทุกข์ออกแล้ว ทั้งเอวและอกอิ่มที่บิดไปมานั้น ก็ดูงดงามและยั่วยวนกว่าที่เขาคิดเอาไว้เสียอีกมันเต็มไปด้วยเสน่ห์แบบผู้ใหญ่

           ตามหลักแล้ว พิธีบูชาภูตผีในสามวันแรก จะต้องถอดชุดไว้ทุกข์ออกเป็นชุดธรรมดาไม่อย่างนั้นมันจะไม่เป็นมงคล

           “ซานเหนียง ท่าน...ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่?”หยางหนิงที่เปลือยอกอยู่ รีบคว้าเสื้อคลุมมาคลุมตัวของเขาไว้

           กู้ชิงฮั่นมองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วยิ้มออกมาก่อนจะพูดว่า“ฟ้าใกล้สว่างแล้ว หนิงเอ๋อร์ ข้าจะให้คนเตรียมอาหารให้เจ้า” จากนั้นก็พูดอีกว่า “ต้วนชางไห่บอกข้าว่าเจ้าเจอคนบุกไปลอบสังหารที่เรือนรับรองของสุสานจงหลิง ข้าเป็นห่วงมาก มาดูเจ้าตั้งหลายครั้งอยากจะถามเจ้าว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง แต่เจ้าก็ยังไม่ตื่นเสียที เมื่อคืนนี้ที่ข้ามาเจ้าก็ยังหลับอยู่ ปากก็ละเมออะไรออกมาไม่รู้ ข้าเป็นห่วงว่าเจ้าตื่นมาแล้วจะหิวดังนั้นข้าจึงคิดที่จะรอเจ้าตื่นมาเสียก่อน คิดไม่ถึงว่าข้าจะเผลอหลับไปด้วย...!”

           หยางหนิงหันตัวกลับมา ถึงแม้จะเห็นว่ากู้ชิงฮั่นจะมีหน้าตาสวยงามแต่ว่าสีหน้าของนางก็ไม่ค่อยดีนัก ในจวนที่ใหญ่โตขนาดนี้ มีคนในจวนนับร้อยมีคนที่ดูอ่อนแอแบบนี้ดูแล โดยเฉพาะหลังจากที่ฉีหุ้ยจิ่งตายไปภายในภายนอกวุ่นวายไปหมด กู้ชิงฮั่นจะต้องมีแรงกดดันมากแน่นอนแต่ยังสามารถยื้อมาจนถึงตอนนี้ได้ ไม่ธรรมดาจริงๆ

           ตระกูลใหญ่ขนาดนี้ มีกลุ่มผู้ชายตัวใหญ่อยู่กันเต็มไปหมดแต่อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้หญิงตัวเล็กๆ แบบนี้ หยางหนิงรู้สึกหดหู่จากนั้นก็พูดอย่างอ่อนโยนว่า “ซานเหนียงไม่ได้พักผ่อนดีๆ เลยใช่ไหม? เหนื่อยมากเกินไปใช่หรือเปล่า”

           “หนิงเอ๋อร์เป็นห่วงคนอื่นด้วยหรือ” กู้ชิงฮั่นยิ้มอย่างอ่อนโยนแล้วพูดว่า “ไม่ต้องเป็นห่วงซานเหนียง สีหน้าข้าดูดีออก เรื่องอะไรก็ผ่านมันไปได้”

           “งานศพใกล้เสร็จแล้วต่อไปท่านจะต้องพักเยอะๆ หากมีเรื่องอะไรที่ข้าทำได้ ท่านจะให้ข้าทำก็ได้”หยางหนิงพูด “ข้าโตแล้ว จะให้มานั่งกินนอนกินเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย อย่างนั้นจะต่างอะไรกับพวกเขาเล่า?”

           กู้ชิงฮั่นตกใจ สายตาเต็มไปด้วยความชื่นชมแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนว่า “หนิงเอ๋อร์โตแล้วจริงๆ หากท่านแม่ทัพรู้จะต้องตายตาหลับเป็นแน่” จากนั้นก็กุมมือของหยางหนิง มองไปที่เขาแล้วพูดว่า “หนิงเอ๋อร์เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่? มีตรงไหนไม่สบายบ้างไหม?”

           หยางหนิงได้รับสัมผัสที่อ่อนโยนจากกู้ชิงฮั่นอีกครั้งจากนั้นก็ยิ้มแล้วพูดว่า “ซานเหนียงไม่ต้องเป็นห่วง ข้าไม่เป็นไรจริงๆฝีมือของนักฆ่าไม่เท่าไร คิดจะฆ่าข้า ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก”

           “ยังจะมายิ้มอีก” กู้ชิงฮั่นตบไปที่หน้าอกของเขาเบาๆจ้องไปที่หน้าของหยางหนิง แล้วพูดว่า “เจ้าเด็กคนนี้ไม่รู้อะไรสำคัญไม่สำคัญเลยหรือ?ต่อไปต้องระวังตัวให้มากกว่านี้ เพิ่งจะถูกลักพาตัวไป ครั้งนี้ก็มาถูกลอบฆ่าอีก หนิงเอ๋อร์คนที่คิดร้ายมีอยู่เยอะ ต่อไปต้องระวังให้มากกว่านี้”      

           จมูกของหยางหนิงได้กลิ่นหอมมาจากร่างของกู้ชิงฮั่นในใจก็เต้นแรง จากนั้นก็เห็นกู้ชิงฮั่นขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “คนที่เรือนรับรองนั่นหนีความผิดไม่พ้นความปลอดภัยของเจ้าแค่นี้ก็คุ้มกันไม่ได้ จะต้องถูกลงโทษอย่างแน่นอน แต่ว่า...ใครกันนะที่คิดจะลงมือกับเจ้า?”

           “ซานเหนียงวางใจได้ ใครที่แทงข้างหลังข้าข้าจะต้องสืบจนถึงที่สุด” หยางหนิงยิ้มเยาะแล้วพูดว่า “ข้าจะไม่ล่อยให้มันลอยนวลไปมีความสุขอย่างแน่นอน”

           “เจ้าจะไปสืบ?” กู้ชิงฮั่นยิ้มแล้วพูดว่า “เจ้าจะสืบอะไรได้?”

           หยางหนิงจงใจพูดว่า “ซานเหนียง ท่านดูถูกหนิงเอ๋อร์?หนิงเอ๋อร์ไร้ความสามารถขนาดนั้นเลยหรือ?” พูดจบก็ทำหน้าแบบเศร้าๆ

           กู้ชิงฮั่นรีบพูดขึ้นมาว่า “ซานเหนียงไม่ดีเองซานเหนียงพูดผิดไป หนิงเอ๋อร์เป็นถึงผู้สืบทอดตำแหน่งองครักษ์เสื้อแพร แน่นอนว่าย่อมไม่ไร้ความสามารถจะต้องทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่สำเร็จได้แน่”

           หลายวันมานี่หยางหนิงมีความเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก ดูมีสติมากกว่าแต่ก่อน ทำให้กู้ชิงฮั่นรู้สึกดีใจมากซึ่งนางคิดเหมือนกับต้วนชางไห่ที่เข้าใจว่าหยางหนิงน่าจะได้รับการกระทบกระเทือนอย่างแรง ซึ่งมันได้ดึงความมั่นใจของหยางหนิงออกมา

           “จริงสิ เงินจากเจียงหลิงมาถึงหรือยัง?”หยางหนิงถาม “นี่มันก็ผ่านมาหลายวันแล้ว โรงรับจำนำของพวกเรายังอยู่ในมือของโรงรับฝากเงินนี่”

           กู้ชิงฮั่นขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นไม่มีข่าวส่งมาเลย ก็ได้แต่หวังว่าระหว่างทางจะไม่เกิดอะไรขึ้น แม้ว่าคราวก่อนจะเสียเวลาไปบ้างแต่ก็ไม่นานถึงเพียงนี้ ข้าส่งคนไปดูที่เจียงหลิงแล้ว คิดว่าอีกสักสองสามวันก็น่าจะได้ข่าวอะไรบ้าง”จากนั้นนางก็ยิ้มแล้วพูดว่า “หนิงเอ๋อร์ช่วยซานเหนียงแบ่งเบาภาระได้แล้วจริงๆต่อไปงานของซานเหนียงก็คงเบาลงเยอะ”

           หยางหนิงยิ้มให้กับใบหน้าอันสวยงามราวกับผลลูกท้อของนางริมฝีปากสีแดงอ่อนราวกับผลเชอร์รีสุก หัวใจของเขาสั่นไหวเล็กน้อย อดไม่ได้ที่จะจ้องมองนางกู้ชิงฮั่นเห็นหยางหนิงมองมาที่ตน นางกำลังคิดจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ทันใดนั้นเองนางกลับรู้สึกแปลกไปหัวใจของนางเต้นแรงขึ้นมา ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อ นางรีบดึงมือออกมาจากอกของหยางหนิงจากนั้นก็พูดว่า “ข้า...ข้าจะไปเตรียมอาหารให้เจ้าก่อน”

           หยางหนิงสังเกตได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ เขายิ้มอย่างเขินอายจากนั้นก็หันหลังกลับไป กู้ชิงฮั่นเองก็หันหลังเดินออกจากห้องไปเช่นกัน นางหันกลับมามองหยางหนิงครู่หนึ่งพลันรู้สึกได้ว่าใบหน้าของนางเห่อร้อนราวกับมีไข้

           ตลอดเวลาที่ผ่านมานางเห็นหยางหนิงเป็นเด็กน้อยมาตลอด แต่เสี้ยววินาทีนั้นกลับพบว่าสายตาของหยางหนิงไม่เหมือนเดิม มันคือสายตาที่ชายหนุ่มที่มองหญิงสาว นางเพิ่งจะมารู้สึกอ่อนไหวก็หลังจากออกมาจากห้องแล้ว สองมือก็จับไปที่ใบหน้าของตัวเอง ในใจก็คิดว่า “หนิงเอ๋อร์โตเป็นหนุ่มแล้วจริงๆบางที...บางทีอาจต้องระวังมากกว่านี้ สายตาเมื่อกี้...!” แล้วก็คิดอีกว่า “หนิงเอ๋อร์โตแล้ว จะเริ่มคิดเรื่องผู้หญิงก็ไม่แปลก คงถึงเวลาที่เขาจะต้องแต่งงานแต่ที่น่ารังเกียจกว่านั้นก็คือการกลับคำของเจ้าซูเจินนั่น มันไม่ใช่เรื่องเลยจริงๆ...!”

    คล้ายกับเรื่องบันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน