Stardust Realm -Online-

    บทที่ 40: เป้าหมาย

    บทที่ 40: เป้าหมาย

             

            ในยามสนธยาของโลกเสมือนจริง <สตาร์ดัสต์ เรล์มออนไลน์> ฝนละอองดาวโปรยปรายทำให้ทุกคนหยุดการต่อสู้เพื่อชมความงดงามของมัน

            นี่คือ เรื่องที่เกิดขึ้นไม่กี่วันก่อนที่ลัคนาจะมีตัวตน

            เงาดำสองร่างอยู่ใกล้จนแทบจะติดกัน ร่างหนึ่งถูกผลักจนชิดกำแพงหิน แขนขาแข็งทื่อผิดธรรมชาติส่วนอีกร่างหนึ่งกำลังจ่อปืนไปที่ซอกคอของอีกฝ่าย นิ้วที่สวมถุงมือหนังสีดำปัดปอยผมออกจากใบหน้าที่เพิ่งแสดงความกลัวออกมาเป็นครั้งแรกหลังสู้กันมาเกือบชั่วโมง

            เด็กหนุ่มประทับปืนลงกลางหน้าท้องของอีกฝ่าย

            นิ้วลั่นไก ค่าชีวิตของเด็กสาวลดจากการโดนยิงระยะเผาขน อีกสิบวินาทีสถานะอัมพาตจะหมดลงทั้งที่เขาควรจะรีบจัดการเธอให้เสร็จๆ เขากลับเล่นกับเธอเหมือนแมวเล่นกับเหยื่อที่จับมาได้

            ปากกระบอกปืนไล้สูงขึ้นไปอย่างช้าๆ เด็กหนุ่มเลียปากหนึ่งครั้งแล้วลั่นไกใส่กระดูกสันอก

            ระบบป้องกันการคุกคามไม่ทำงานเพราะสิ่งที่ใช้คุกคามนั้นเป็นอาวุธ ระบบจึงคิดว่านี่เป็นการต่อสู้ทั่วๆไป ไม่นานหลังจากนั้นจะมีคนรายงานปัญหานี้ แต่นั่นก็เป็นเรื่องของอีกหลายสัปดาห์ให้หลัง

            เด็กสาวกัดฟัน ไม่กล้ามองดวงตาที่เหมือนความมืดมิดของเขา

            เขาเลื่อนปืนกลับลงไปที่ท้อง ลั่นไกยิงซ้ำแล้วซ้ำอีก ปัง ปัง ปังสถานะอัมพาตหมดไปนานแล้วแต่เด็กสาวก็ขยับไม่ได้ ความกลัวทำให้ขาของเธอแข็งทื่อ ทั้งร่างกระตุกทุกครั้งที่กระสุนเทียมถูกดันเข้ามาในท้อง

            แค่ขยับแขนตะปบร่างไร้การป้องกันตรงหน้าก็ทำไม่ได้

            “...จบแล้วสิ...” ปากกระบอกประทับลงที่ใต้คาง กระสุนถูกปล่อยออก

            นั่นคือ...ครั้งแรกที่ไอชาแพ้การพีวีพี

             

    ...

             

            “จำไม่ได้?” ไอชาถามลัคนา เธอส่ายหน้า

            “นารีกับฝันจำไม่ได้” วศินเอามือแตะคาง “มันชักจะ...เกินไปหน่อย”

            “จำไม่ได้เลยเหรอว่าเคยเป็น MT?” ไอชาถามย้ำอีกครั้งคำตอบยังเหมือนเดิม

            “เท่าที่ฉันเข้าใจ ดอกเตอร์ที่จ้างไอชากำลังทำการทดลองกับสมองมนุษย์โดยส่งพวกเขาเข้าเกมในฐานะมอนสเตอร์ที่ผู้เล่นทั่วไปรู้จักกันในนามMT” วศินพูด “แต่การจับตัวคนมากขนาดนั้นมาทำการทดลองยี่สิบสี่ชั่วโมงไม่มีทางที่จะไม่มีใครสงสัย ฉะนั้นผู้ที่เข้าร่วมการทดลองจะต้องสมยอมในระดับหนึ่ง ความเป็นไปได้อีกอย่างคือทำการทดลองโดยใช้การรักษาพยาบาลเป็นฉากหน้า...เพียงแต่ในช่วงสงครามเวิลด์บอส ดอกเตอร์ที่ว่าต้องการจะทำการทดลองครั้งใหญ่กับสมองผู้เล่นทุกคน?”

            ไอชาพยักหน้า

            “ก็เลยอยากให้ฉันออกจากเกม?”

            พยักหน้าอีกครั้ง

            “แล้วไอชาล่ะ?”

            “ต้องอยู่ มันอยู่ในข้อตกลง แต่ดอกเตอร์จะไม่ทำการทะลองกับฉัน”

            “แล้วลัคนาก็เป็นคนจริงๆ?”

            พยักหน้า

            ได้ยินเสียงเขียดร้องระงมประสานกับเสียงแมลงที่อาศัยในหนองน้ำ หมอกลงจัดทำให้เหมือนโลกนี้มีเพียงแค่ลัคนาวศิน ไอชา และกลาเซียลาโบลัส สามคนกับอีกหนึ่งตัว

            “เป็นคนจริงๆ หมายความว่ายังไงเหรอคะ? ฉันไม่ใช่เอไอทดสอบระบบหรอกเหรอ?”

            ไอชาส่ายหน้ายืนยันแต่ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่ม

            “เรื่องนารี จะเอายังไงต่อ?” วศินถามต่อ

            “...จะตามไปฆ่า” ไอชาตอบหน้าตาย “เธอไม่ยอมฟังหรอก”

            “ไม่ต้องเปลืองแรงก็ได้ ฉันจะหาทางทำให้นารีเปลี่ยนใจเอง”

            “แต่วศินคุยกับผู้หญิงไม่เป็น”

            “อีกฝ่ายเป็นนารี ไม่เป็นไรหรอก”

            “ฉันจะพยายามหาทางทำอะไรสักอย่างด้วยค่ะ” ลัคนาบอก “ถึงจะอยู่คนละโลกกันแต่ว่ามันต้องมีทางทำอะไรสักอย่างแน่ๆ”

            “ไม่ต้องหรอก คนที่ต้องทำอะไรสักอย่างคือพวกเรานี่แหละ แต่งานวิจัยนั่น...ไปฟ้องร้องสุ่มสี่สุ่มห้าก็เสี่ยงเอาเปล่าๆ ไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง ทางที่ดีที่สุดคือเลิกเล่นเกมนี้แล้วปิดปากเงียบ...”

            “ทำเหมือนไม่เคยเจอฉันที่นี่” ไอชาพูดสั้นๆ

            “เดี๋ยวก่อน...ฉันยังไม่ได้ถามเลยว่าทำไม...”

            “ไม่สำคัญ”

            พูดจบ เด็กสาวผู้กำกุญแจสำคัญเกี่ยวกับตัวตนของลัคนาก็หันหลัง กลาเซียลาโบลัสลุกขึ้นแล้วร่ายสกิลล่องหนจนทั้งสองหายไปจากสายตาลมกระทบหน้าเบาๆ บ่งบอกว่าไอชาบินออกไปจากหนองน้ำแห่งนี้แล้ว

            แต่ลัคนาก็ได้รู้เรื่องที่สำคัญมากเรื่องหนึ่ง

            ถึงแม้ว่าปัจจุบันเธอจะเป็นผู้เล่น แต่เธอก็เคยอยู่ในบาเรียมาก่อน แต่ทำไมถึงไม่มีใครในบาเรียจำเธอได้เลยสักคน?

             

    ...

             

            “เลิกเล่น?!” นารีตบโต๊ะแล้วถลึงตาจ้องวศิน“นี่ขุ่นพี่วศิน แพ้แล้วยังจะโดนขู่ให้ออกจากเกมอีกเรอะ? นารีคนนี้ไม่ยอม! นางเอกไม่เคยยอมแพ้! ตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก!”

            ลูกค้าในร้านสะดุ้งหันมามองนารีเป็นตาเดียว ถ้วยพาร์เฟ่ต์ที่กินค้างไว้ล้มลงจนเกล็ดน้ำแข็งรสช็อกโกแลตและวิปครีมกระจายเต็มโต๊ะเอสเทลล่าเจ้าของร้านที่จิตตกมาได้สักพักไม่ได้พูดอะไรสักคำ

            ลัคนาทำหน้าเหวอ ทั้งที่เมื่อครู่นี้ยังทักพวกเขาว่า “ยะโฮ~” อย่างอารมณ์ดีแท้ๆ

            “แล้วไอชาได้บอกรึเปล่าว่างานวิจัยที่ว่านี่...นอกจากเรื่องสมองแล้วเรื่องอะไรกันแน่? จุดประสงค์ล่ะ?” ฝันถาม วศินส่ายหน้าช้าๆ

            “โธ่เอ๊ย ไม่สบอารมณ์เลยสักนิด!” นารีกระทืบเท้าปึงปัง เธอกระแทกตัวลงนั่งกับเก้าอี้ไม้ทำแก้มป่อง แล้วกอดอกเหมือนรอให้ใครมาปลอบ

            “ฉันต้องหาทางล็อกเอ๊าท์” ลัคนาพูด “ถ้าฉันออกจากเกมได้ล่ะก็...”

            “เอไอจะมีปุ่มล็อกเอ๊าท์ได้ยังไงกันเล่า โธ่ อย่างงี้พวก NPC ไม่หนีไปเที่ยวพัทยากันหมดเรอะ?” นารีพูดประชด

            “กะ...ก็ไม่มีจริงๆ นั่นแหละ...”

            “ฉันว่าไอชายอมเสี่ยงมากพอแล้วที่เตือนเรา เราทำตามคำเตือนของเธอเถอะ”วศินดันแว่น

            “ขุ่นพี่อย่าไปเชื่อไอชาสิ มันแค่เรื่องบังเอิญน่า เรื่องบังเอิญ! เรื่องที่นารีเสียหน้านี่สิคือเรื่องจริง!”

            นารียังตะโกนเจี๊ยวจ๊าวเมื่อลัคนาเดินออกไปจากร้านโดยไม่พูดสักคำ

             

    ...

             

            เธอได้แต่ยืนมองบาเรียอยู่ห่างๆ จากตรงนี้ไม่เห็นใครอยู่ข้างในเลยสักคนแม้แต่ในบ้านไม้ผุๆ ที่เกือบยิงธนูปักหัวเธอก็ปิดผ้าม่านมิด ถ้าเธอยืนเฝ้าอยู่ตรงนี้สักชั่วโมงสองชั่วโมงก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะออกมาไหม

            ลัคนาพยายามตอบคำถามมากมายที่อัดแน่นในหัว เริ่มแรกทุกอย่างง่ายดายเหลือเกินแต่ตอนนี้กลับมีคำถามมากมายจนตอบไม่ไหว

            จะเกิดอะไรขึ้นกันแน่ตอนสงครามเวิลด์บอส? เธอเป็นใคร? ทำไมไม่มีใครจำเธอได้?ทำไมฝันกับนารีที่เคยเห็นหน้ากันก่อนหน้าถึงจำไม่ได้เช่นกัน?

            ดอกเตอร์ที่ไอชาพูดถึงคือใคร?

            เธอคิดว่าคนคนนั้นกุมคำตอบทั้งหมดเอาไว้ แต่ถ้าเธอล็อกเอ๊าท์ไม่ได้เธอก็จะไม่ได้รู้อะไรทั้งนั้น

            ต้องออกไปยังอีกโลกหนึ่ง...ไม่สิ ต้องออกจาก ‘เกม’ นี้ให้ได้

            “มาอยู่ตรงนี้เองเหรอ?” ฝันเดินเข้ามาใกล้“โกรธพวกเรารึเปล่า? ทำไมหายไปเฉยๆ อย่างนั้น?”

            “ก็แค่...ต้องคิดอะไรนิดหน่อย” เธอมองบาเรียสีชมพู ฝันนั่งลงข้างๆ

            “ตอนที่ฉันเข้าไปในบาเรียนั้นน่ะ...ฉันใช้สกิลไม่ได้เลย” เด็กสาวเล่า “ตอนนั้นตกใจสุดๆเพราะถ้าตัวฮีลใช้สกิลไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์...แถมมีผู้เล่นโดน MT ฆ่าไปตั้งหลายคน เลือดนี่สาดเต็มไปหมดเพราะ MT มีเอฟเฟกต์เลือด ฉันกลัวมากเลยล่ะ นารีก็หายไปไหนก็ไม่รู้ พอนึกดูดีๆ ฉันกลับจำหน้าคนที่เจอในบาเรียไม่ได้เลยสักคนข้างในเป็นยังไงบ้างก็จำไม่ได้ ไม่รู้เพราะว่ามืดรึเปล่า แต่อาจจะเกี่ยวอะไรกับที่พวกเราจำหน้าลัคนาไม่ได้ก็ได้จะคิดว่าสมองของพวกเราโดนดัดแปลงก็น่ากลัวเกินไปหน่อย ก็เกมสมัยนี้ถูกสกรีนและดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มข้นนี่นา”

            “ทำไมถึงเลือกเข้ามาในเกมนี้เหรอ?” ลัคนาเงยหน้าถาม

            “ทำไมเหรอ...เพราะว่าแต่ก่อนนารีเป็นสาววายน่ะสิ”

            “สาววาย?”

            “อือ เอาเป็นว่าสาววายคือผู้หญิงที่มีชีวิตอยู่เพื่อเห็นผู้ชายรักกัน ไม่รู้ตอนนี้ยังเป็นอยู่รึเปล่านะแต่พอได้ยินว่าในเกมนี้มีหนุ่มหล่อๆ เยอะเลยรีบสมัครตั้งแต่เกมยังไม่เปิดตัว ฉันเลยพลอยติดร่างแหไปด้วยเลยแต่ก็ดีอย่าง พอฉันเริ่มทำบล็อกเกี่ยวกับเกมนี้ก็มีคนรู้จักฉันเยอะขึ้นมากเลยล่ะ”

            ผมสีส้มของเด็กสาวนักบวชสยายในสายลมอ่อนๆ เธอลุกขึ้นยืน เอามือไพล่หลังแล้วสูดหายใจลึกๆ

            “แล้วก็...ฉันชอบสีของท้องฟ้า แล้วก็กลิ่นสดชื่นของอากาศในเกมน่ะ อากาศแบบนี้แถวบ้านฉันไม่มีหรอกนะลัคนาเองก็ลองสูดหายใจลึกๆ แล้วคิดดูสิว่าอะไรที่ทำให้ไม่สบายใจ”

            ลัคนาทำตาม รู้สึกว่าสมองของเธอเป็นระเบียบมากขึ้น

            “ฉันแค่...อยากจะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตฉันกันแน่”

            “ทุกคนก็เหมือนกัน” ฝันพยักหน้า “นี่ลัคนา...ไม่ชอบนารีรึเปล่า?”

            “ไม่นะ นารีเป็นคนดี”

            “โล่งอกไปที ญาติของนารีติดไวรัสทีละคนสองคนแล้วก็หายไป บางครั้งเธอเลย...จะว่ายังไงดีล่ะเอาความโกรธไปลงผิดที่ล่ะมั้ง? แล้วก็ไม่อยากให้พูดเรื่องไวรัสด้วยเพราะหงุดหงิด...หรือเพราะกลัวจะติดไวรัสเสียเอง น่ากลัวนะ ไวรัสที่ส่งผลกับสมองและการกระทำโดยตรง...อ๊ะ แต่ไม่เป็นไรหรอก ไวรัสนั่นเลิกระบาดไปแล้วล่ะ ฉันโชคดีที่ทุกคนในครอบครัวปลอดภัย”

            “...หรือเรื่องที่ดอกเตอร์ของไอชากำลังวิจัยจะเป็นไวรัสที่ว่า แล้วโรคที่แม่ของไอชาป่วยก็คือไวรัสนี้?” ลัคนาปะติดปะต่อเรื่องราว

            ฝันได้ฟังดังนั้น เลือดทั้งร่างก็ไหลย้อนกลับ เธอเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น

            “แม่ของฉัน...เคยไปเยี่ยมแม่ของไอชานี่นา...”

             

    ...

             

            นารียังจำวันที่เธอฉีกรูปภาพทุกรูปลงจากผนังห้องนอนของเธอได้

            ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพของผู้ป่วยไวรัสที่ติดเรียงกันตั้งแต่พื้นจรดเพดาน หรือแผนที่การระบาดที่เธอเป็นคนวาดเองกับมือ

            แต่ก่อนนั้นวันๆ เธอเอาแต่นั่งคุดคู้อยู่ในห้องแล้วจ้องภาพเหล่านั้น รอเวลาที่เธอจะกลายเป็นเหมือนคนในรูปเบ้าตาลึก ผิวหนังบางลง ปากแห้งผาก และใบหน้าไร้สีเลือดฝาด เธอยอมรับแล้วว่านั่นคือจุดจบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

            แต่รอเท่าไหร่ เธอก็ไม่ยอมเสียสติสักที

            ทั้งที่ข้อมือยังมีแผลที่คุณน้าซึ่งติดไวรัสกรีดไว้แท้ๆ มือผอมเหลือแต่กระดูกและลมหายใจเหม็นสาบนั่นควรจะทำให้เธอติดโรคแล้วแต่เธอกลับยังขังตัวเองในนี้ นอนรอวันตาย แต่มันก็ไม่มาเยือน

            “ให้ตายสิ...” นารีโยนเครื่องสวมหัวสำหรับเล่นเกมทิ้ง เธอนอนก่ายหน้าผากรอยเทปที่แกะออกไม่หมดยังค้างอยู่บนผนังสีขาวเรียบๆ บางส่วนถูกบังไว้ด้วยหน้าจอที่ฉายโปสเตอร์แอนิเมชันวายสลับกับรูปภาพดาราเกาหลีหน้าตาจิ้มลิ้มอีกด้านปกคลุมไปด้วยรูปของเธอในสถานที่ต่างๆ ทุกรูปสดใสและน่ารักไร้ที่ติ และหลายรูปก็เป็นรูปที่ถ่ายในโลกของสตาร์ดัสต์เรล์ม รายล้อมด้วยผู้คนหน้าตาสวยหล่อที่ชื่นชมตัวเธอ

            “จะให้เลิกเล่นเกมที่ตั้งใจปั้นตัวละครนานขนาดนั้นเรอะ... ยอมแพ้ก็ไม่ใช่นารีแล้ว...”เธอพลิกตัวแล้วซบหน้าลงกับหมอนขนฟูที่เก่าจนเรียกว่าน้องเน่าได้แล้ว “ทั้งที่เกมนั้นทำให้เราเปลี่ยนตัวเองได้แท้ๆ...”

            หลังได้ข่าวว่ามีเกมออนไลน์ที่เปลี่ยนหน้าตาตัวละครได้ร้อยเปอร์เซ็นต์นารีรีบเข้าไปลงทะเบียนล่วงหน้า

            พอเกมเปิดตัวก็ทุบกระปุกเอาเงินเก็บที่เหลือเพียงหยิบมือไปนอนเล่นที่ร้านเกมหน้าปากซอยตั้งใจว่าจะเปลี่ยนเป็นอีกคนให้ได้

            จะไม่เป็นนารีที่มืดหม่นคนเดิม อยากน่ารัก อยากมั่นใจในตัวเอง... หากแต่เมื่อเข้าไปในโลกของสตาร์ดัสต์เรล์มที่เต็มไปด้วยหนุ่มสาวดูดีไร้ที่ติ นารีก็เริ่มคิด

            การเปลี่ยนเป็นคนอื่นในโลกเกม...คือสิ่งที่เธอต้องการจริงๆ หรือ?

            นารีใช้เงินจริงซื้อไอเทมเครื่องสำอางเพื่อเปลี่ยนหน้าตาตัวเองให้ใกล้เคียงกับตัวเธอในโลกแห่งความเป็นจริงหน้าตาน่ารักจะไม่ใช่จุดขาย...แต่อุปนิสัยต่างหาก ที่จะทำให้เธอเชิดหน้าชูตาในโลกเกมที่ทุกคนสวมหน้ากากดิจิทัลนึกไปถึงตอนนั้น นารีก็ขำกับความคิดของตัวเอง

            ตอนนั้นเอง โทรศัพท์ยี่ห้อดังของเธอก็มีสายเข้า ฝันที่เพิ่งจะล็อกเอ๊าท์ออกจากเกมหลังนารีไม่นานโทรมาหานารีพลิกตัวมองหน้าจอบางเฉียบที่กะพริบถี่แล้วพูดเซ็งๆ ว่า “รับสาย”

            “ยะโฮ มีอะไรเหรอ แตงกวา?” นารีปรับน้ำเสียงของตนให้สดใส

            “นารี...ทำไงดี...ทำไงดี...แม่...แม่ของฉัน...!”

            นารีเด้งพรวดขึ้นจากเตียง พูดกับเพื่อนสนิทที่สะอึกสะอื้น

            “แตง รอเดี๋ยว จะไปหา พอไปถึงแล้วเล่าให้ฉันฟังอย่างละเอียดเลยนะ”

            “อือ....ฮึก....”

            นารีวิ่งออกจากห้อง คว้าเสาเหล็กเหมือนของนักดับเพลิงไหลลงไปที่ชั้นล่างของบ้านแล้วขึ้นคร่อมจักรยานทั้งชุดนอนปั่นเจ้าสองล้อตรงดิ่งสู่บ้านของฝันตรงท้ายซอย

             

    ...

             

            ลัคนาฆ่าแพนด้าในป่าต้นหลิวอย่างเหม่อๆ สายตามองนาฬิกาตรงมุมของหน้าต่างระบบ

            นารีกับฝันไม่ออนไลน์สองวันแล้ว ถ้าเป็นเวลาปกติเธออาจจะแค่เป็นห่วงว่าทำไมถึงไม่ยอมกลับเข้ามาในโลกนี้เลยแต่สีหน้าของฝันก่อนจะออกจากโลกนี้ไปทำให้เธอคิดไม่ตกว่าตนพูดอะไรผิดรึเปล่า

            วศินออกจากปาร์ตี้ล่ายมทูต ถึงจะเห็นเขาออนไลน์ในรายชื่อเพื่อนแต่เขามักจะวาร์ปไปที่โน่นที่นี่จนเธอตามเขาไม่ทันสักที

            ในบอร์ดข่าวสาร นาฬิกานับถอยหลังเวลาเริ่มสงครามอยู่ที่ห้าวันกับอีกสี่ชั่วโมงเธอมีเวลาแค่นั้นเพื่อทำอะไรสักอย่าง... ทำอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นการพิสูจน์เรื่องที่ไอชาพูดหรือพยายามไล่คนออกจากเกมให้ได้มากที่สุด

            ตอนนั้นเอง มีเสียงกระดิ่งดังขึ้น เธอหันไปรอบตัวก็ไม่เจออะไร แต่สิบวินาทีให้หลังเธอก็นึกออกนั่นเป็นเสียงข้อความเข้าของเธอเอง

            ลัคนาออกจากป่าต้นหลิว เดินไปยืนตรงหน้าผาที่ไม่มีมอนสเตอร์แล้วกดอ่านข้อความ

            มันเป็นข้อความจากวศิน บอกให้ไปเจอกันที่นครจักรกลในอีกสิบนาที ลัคนาจึงไปทันทีในใจก็คิดอยู่ว่าเหตุใดวศินจึงอยากให้ไปเจอกันที่นั่น

            ยังไม่ทันครบเวลาสิบนาที เธอก็เห็นร่างของวศินโผล่ออกมาจากกลุ่มคนที่สัญจรพลุกพล่านข้างหลังเขามีผู้เล่นสวมผ้าคลุมยาวสีดำปิดบังใบหน้า แต่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนคนนั้นคือไอชา

            ลัคนากลืนน้ำลายอึกใหญ่ วศินเปิดหน้าต่างระบบขึ้นดู

            “เร็วไปสามนาทีกับอีกสิบสองวิ...ตรงเวลาไม่เหมือนนารีเลยนะ”

            ลัคนาอึกอักไม่รู้จะตอบยังไง ถ้าทำได้ เธออยากพ่นคำถามทุกอย่างใส่หน้าไอชาแต่เธอรู้ว่าที่นี่ไม่ใช่เวลาจะทำอะไรแบบนั้น

            วศินกวักมือให้เธอเดินตาม ลัคนาจึงเดินเว้นระยะห่างจากเขาสองสามก้าว ไอชาหันมาสบตากับเธอแวบหนึ่งแล้วหันหน้ากลับไป

            คนที่ผ่านไปมาไม่มีใครรู้สึกตัวเลยว่ามียมทูตปะปนอยู่ในหมู่พวกเขา

            ขึ้นลิฟต์สีขาวปลอดรูปไข่ไปก็เจอกับล็อบบี้หรูหราขนาดใหญ่ โต๊ะรับรองทำจากไม้มะฮอกกานีสีน้ำตาลเข้มพื้นปูพรมลวดลายละเอียด ผนังติดวอลล์เปเปอร์ดอกไม้สีขาว แสงไฟส่องให้ห้องนั้นเป็นสีทอง

            วศินกับไอชาเดินไปยัง NPC ที่ถือคลิปบอร์ดรอรับคนที่มาใช้บริการเมื่อเห็นทั้งสอง NPC ชายในสูทเนี้ยบสีดำก็โค้งคำนับแล้วดึงหน้าต่างให้ไอชาแปะมือรับรองจากนั้นเขาก็ผายมือให้เข้าไปในประตูฉลุบานหนึ่ง ลัคนารีบวิ่งเหยาะๆ ตามไป

            ข้างในเป็นห้องนั่งเล่นหรูหรา ใต้พื้นกระจกมีปลาคาร์ปสีทองว่ายอยู่ โซฟาเรียบหรูตั้งหันหน้าเข้าหากันโดยมีโต๊ะรับแขกคั่นกลางพรมทำจากหนังของสัตว์ขนฟูสักชนิด แจกันใส่ดอกไม้สีขาววางอยู่มุมห้อง ผนังเป็นไม้สักแขวนภาพมอนสเตอร์หมาป่านอนหลับตาพริ้มในป่าเขียวขจี ด้านหนึ่งมีหน้าต่างเปิดให้เห็นนกเหล็กที่บินฉวัดเฉวียนรอบเกาะลอยฟ้าประตูแก้วเปิดไปยังห้องครัวเล็กๆ ทำให้ห้องไม่ทึบเกินไปนัก

            ไอชากับวศินนั่งลงข้างกันบนโซฟาตัวหนึ่ง ลัคนาอดรู้สึกเกร็งๆ ไม่ได้เมื่อเธอนั่งลงตรงข้าม

            “อย่างที่เห็น...นี่คือห้องของไอชา” วศินเกาแก้มเก้อๆ ฝ่ายไอชาพยักหน้าหงึกๆโดยไม่พูดอะไร

            “ละ แล้วมีอะไรเหรอคะ?” ลัคนารีบตัดเข้าเรื่อง วศินมองไอชาเหมือนถามว่าจะให้เขาอธิบายดีไหม เธอมองเขาแล้วส่ายหน้าช้าๆ

            “ดอกเตอร์บอกว่าให้มาเจรจา” ไอชาบอก “ถ้ายอมอยู่ในเกมต่อ จะปล่อยเพื่อนในบาเรียไป”

            “หมายความว่า...จะปล่อยคนในบาเรีย...ให้ไปอีกโลกหนึ่งอย่างนั้นเหรอ?” ลัคนาเอียงคอ “พวกเขาต้องการอย่างนั้นสินะคะ”

            ไอชาเป็นฝ่ายเลิกคิ้วสงสัย เธอนิ่งเงียบอยู่อย่างนั้น

            “เอ่อ... แล้วเรื่องที่ดอกเตอร์ต้องการจะทำคืออะไรเหรอ? บอกว่า... เกี่ยวกับ... ไวรัส?” เด็กสาวเปลี่ยนเรื่อง

            “ดอกเตอร์บอกว่าพูดกับลัคนาได้” ไอชาพูด “จุดมุ่งหมายของดอกเตอร์คือศึกษาเรื่องไวรัสกับสมองมนุษย์ดอกเตอร์จะปล่อยคลื่นไฟฟ้าที่จำลองการปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารเคมีควบคุมสมองกับสมองของเหยื่อเพื่อทดสอบความถูกต้องของงานวิจัย”

            “ควบคุมเซลล์ของโฮสต์ให้สร้างสารเคมีที่สามารถควบคุมสมองได้? ไม่เคยได้ยินเลย พรีออนทำให้คนกลายเป็นบ้าได้ก็จริงแต่ไม่น่าถึงขั้นควบคุมพฤติกรรม...จะบอกว่าไวรัสที่แท้จริงอาจจะไม่ใช่ไวรัสอาจจะเป็นปรสิตอย่างอื่นที่สามารถผ่าน blood-brainbarrier ได้อย่างนั้นเหรอ?”

            “เป็นเชื้อโรคที่ไม่เคยถูกพบมาก่อน” ไอชาอธิบายสั้นๆ “ฉันรู้เท่านี้”

            “แล้วที่มาบอกนี่ไม่เป็นไรเหรอคะ? คราวที่แล้วทำไมถึงไม่บอก?”

            “เป็นข้อมูลลับ” ไอชาพูดเสียงนิ่ง “ตอนนี้ดอกเตอร์กำลังฟังพวกเราอยู่”

            ลัคนาลุกพรวดแล้วมองไปยังเพดานห้องอันว่างเปล่าราวกับว่าจะมีอะไรโผล่ออกมา

            “...ดอกเตอร์ฟังอยู่...ถ้าอย่างนั้น...ช่วยบอกฉันทีเถอะว่าฉันเป็นใคร...ไม่สิเป็นอะไรกันแน่” เธอกัดฟันพูด แต่ไม่มีเสียงตอบใดๆ เลย

            “ถ้าคุณฟังอยู่จริง ผมขอบอกไว้ก่อนว่าผมรู้เป้าหมายของคุณ” วศินพูดบ้าง“เพราะการก่อการร้ายและความรุนแรงที่ปะทุขึ้นทุกมุมโลกบวกกับไวรัสที่เคยระบาดหนัก ทำให้เศรษฐกิจและระบอบการปกครองของหลายประเทศล้มละลายไม่เป็นท่า...มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย การก่อการร้ายที่เกี่ยวข้องกับศาสนาถี่ขึ้น เหมือนกับว่าโลกของเราจะมุ่งหน้าสู่สงครามโลกครั้งที่สามอย่างไรอย่างนั้นและถ้าคุณทำการวิจัยนี่สำเร็จ อาวุธล่องหนที่สามารถกำจัดศัตรูทั้งกองทัพได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์...”

            “หึๆ...” เสียงหัวเราะดังก้องในหัวของทั้งสามคน

            “เสียงนี้มัน?!” ลัคนาสั่นไปทั้งร่างหัวของเธอกระตุกเหมือนกำลังจะนึกอะไรออก ไม่สิ..ก่อนที่เธอจะมายังโลกนี้เพียงไม่กี่อึดใจนี่คือเสียงสุดท้ายที่เธอได้ยิน เสียงสุดท้ายก่อนที่เธอจะโดนล้างความทรงจำ!

            “ตอนแรกผมกะจะมองอยู่เฉยๆ แต่ห้ามใจไว้ไม่อยู่แล้วครับ ได้เจอเด็กอัจฉริยะคนแล้วคนเล่าผมโชคดีจริงๆ น่าชวนมาทำงานด้วยเสียเหลือเกิน” เสียงทุ้มนุ่มพูดไหลลื่นเหมือนเตรียมบทไว้ก่อนแล้ว“ผมศึกษาการทำงานของสมองอย่างละเอียด ไวรัสเป็นแค่เรื่องหยุมหยิมที่ผมทำฆ่าเวลาเท่านั้นแหละครับไม่ได้มีความคิดจะใช้เป็นอาวุธ สบายใจได้ การทดสอบคราวนี้อาจมีผลระยะยาวกับสมองของผู้เล่นแต่ผลอะไรนั้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจใช่ไหมครับ?”

            “ช่วยเอา...”

            “ไอชา ทำได้ดีมากครับ การวิจัยอารมณ์อย่างละเอียดของแต่ละคนที่คุณจัดการไปทำให้เราได้เห็นความแตกต่างกับกลุ่มควบคุมของเราหลายอย่าง”

            “...ความทรงจำ...”

            “แล้วสงครามเวิลด์บอสในครั้งนี้ ผมมีแผนจะทำเช่นนั้นจริงๆ”

            “เอาความทรงจำของฉันคืนมา!” ลัคนาตะโกน

            ดอกเตอร์เงียบไป แต่ก็ได้ยินเสียงหัวเราะต่ำๆ อีก

            “ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ความทรงจำยังอยู่ในหัวของคุณ แต่เราได้ใช้เทคนิคเล็กๆน้อยๆ ทำให้คุณไม่สามารถเข้าถึงพวกมันได้เท่านั้นเอง” เขาพูดเหมือนเป็นเรื่องตลก ลัคนาทรุดลงบนโซฟาจิกเล็บกับฝ่ามือจนค่าชีวิตลด

            “พอกันที...ฉันทนกับคุณมานานพอแล้ว! บอกมาว่าคุณเป็นใคร ทำอะไร แล้วแท้จริงแล้วพวกฉันเป็นใคร!”

            ลัคนาจำช่วงก่อนที่เธอจะเข้ามาในสตาร์ดัสต์ เรล์มได้ เธอเดินด้วยขาของตัวเองและได้พูดคุยด้วยกล่องเสียงของตัวเองเธอเคยเป็นคนที่มีเลือดเนื้อไม่ใช่เพียงโพลิก้อนที่ใครก็ไม่รู้สร้างขึ้น เธอเคยมีชีวิตเป็นของตัวเองและความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะได้ตัวตนคืนมายังฝังแน่นอยู่ในใจ แต่สิ่งที่รุนแรงกว่านั้นคือความผูกพันระหว่างเธอกับคนในบาเรียที่เคยเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายด้วยกันนับครั้งไม่ถ้วนถึงเธอจะจดจำใบหน้าหรือชื่อของพวกเขาไม่ได้ก็ตาม

            เธอรู้สึกผูกพันอย่างแรงกล้ากับคนที่เสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยคนอื่นด้วยกันนับครั้งไม่ถ้วนแม้ว่านั่นจะเป็นเพียงการจำลองของชายคนนี้

            แม้ในหัวจะมีเพียงความรู้สึก ไม่มีความทรงจำเป็นชิ้นเป็นอันก็ตาม

            “สนใจจะรับข้อเสนอของผมไหม?”

            คำถามคือ เธอจะอยู่ในเกมต่อเพื่อแลกกับอิสรภาพของเพื่อนๆ ทุกคนในบาเรียไหม?

            ถ้าเป็นตัวเธอแต่ก่อนอาจจะลังเลเพราะความไม่แน่นอนกับอนาคตข้างหน้า แต่ตัวเธอในตอนนี้...ได้รู้แล้วว่าโลกหลังความตายของตัวตนอันว่างเปล่านามว่าMT คืออะไร เพราะฉะนั้น

            “รับสิ ปล่อยทุกคนออกมาเถอะค่ะ”

            “ทุกคน...เหรอครับ? หึๆ ผมไม่ได้บอกสักหน่อยว่าทุกคนผมบอกว่าเพื่อนของคุณ” ดอกเตอร์หัวเราะในลำคอ “ซึ่งเหลือเพียงแค่ไม่กี่คน ให้ไล่ชื่อไหมครับ?ฮิบิคิ ลอร์น่า อรุโณทัย และซิลเวสเตอร์ เพียงแค่สี่คนนี้เท่านั้นแหละครับที่ยังมีชีวิตอยู่ในบาเรียคนที่เหลือคือ MT ที่ผมเพิ่งจะเพิ่มเข้าไปในเกม”

            ลัคนาโกรธจนอยากจะร้องไห้ ไม่ว่ายังไงเธอก็ไม่ชอบคนคนนี้เลยสักนิด

            “กลับกลอกชะมัด!”

            “โอ๊ะโอ๋...? ลัคนาที่ผมรู้จักไม่เคยพูดแบบนั้นนะครับดูเหมือนว่าการเสียความทรงจำจะทำให้คนคนหนึ่งสร้างตัวตนใหม่ขึ้นอย่างที่เขาว่าจริงๆหึๆ”

            “ยังไงก็ตาม...ถ้าผิดสัญญาฉันไม่มีวันยกโทษให้แน่”

            “ได้ครับ เอาเป็นว่าผมจะดำเนินการตามนั้น แค่นี้นะครับ กุญแจ...ไม่สิโค้ดเนมอย่างเป็นทางการของคุณคือ เบต้า”

            พูดจบ ดอกเตอร์ก็เงียบไป ลัคนาทิ้งตัวลงบนโซฟา

            “ไม่เข้าใจเลย...ไม่เข้าใจอะไรสักนิด”

            น้ำตาไหลพราก ลัคนาใช้หลังมือเช็ดมันออกไปให้หมดแล้วพยายามสุดชีวิตไม่ให้สะอื้น

            “จะบอกว่าเข้าใจเธอก็ไม่ได้ด้วย ขอโทษนะที่ช่วยอะไรไม่ได้” วศินดันแว่นทำตัวไม่ถูกเมื่อเห็นคนอื่นร้องไห้

            “...ดอกเตอร์ทำตามสัญญา” ไอชาบอก “เพื่อนเป็นอิสระแน่”

            “...แล้วเรื่องสงครามเวิลด์บอส จะเอายังไงคะ?” ลัคนาสูดหายใจลึกๆ เพื่อให้ตัวเองหยุดร้อง

            “จะเข้าร่วมฝ่ายเกาะเหนือ” ไอชาพูดเสียงนิ่ง “ลัคนาเอง ก็อยู่เกาะเหนือเหมือนกัน”

            “ฉันคงแยกไปทวีปจันทราเซเลน่าเพราะรับสายรองที่นั่น คราวก่อนสัญญากับรุ่นพี่ว่าสงครามรอบนี้จะไปช่วยแต่...” วศินถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ยังไง... จะมองว่าฉันเป็นคนเห็นแก่ตัวก็เชิญเถอะ แต่ฉันไม่อยากเอาสมองไปเสี่ยงกับอีเวนต์บ้าๆนี่ วันก่อนฉันลองโพสต์เรื่องนี้ลงกระทู้ในบอร์ดพันทิปกับเด็กดี แต่ยังไม่ถึงนาทีก็โดนลบแล้วแถมยังมีคนมาด้อมๆ มองๆ แถวบ้านด้วย สงสัยถ้าลองบอกปากต่อปากคงโดนสไนเปอร์ของจริงเก็บแน่”

            “ไม่ใช่ความผิดของวศินนี่นะ...” ลัคนาถอนหายใจ “แต่เราพอจะทำอะไรให้มีคนโดนไวรัสน้อยลงบ้างคะ?”

            ไอชานิ่งเงียบไม่พูดอะไร เธอคงรู้ว่าดอกเตอร์ยังฟังอยู่ วศินเลยเสนอความคิดออกมาแทน

            “ก็รีบฆ่าทุกคนทิ้งก่อนพระจันทร์จะเปลี่ยนเป็นสีเลือด อาจจะมีเวลามากสุดคือจบอีเวนต์น้อยสุดคือช่วงค่ำของเกมหรือสองชั่วโมงหลังเริ่มสงคราม” หนุ่มแว่นเอามือดันแว่นอีกรอบ“เกาะเหนือ...ถึงเวิลด์บอสของเกาะนั้นจะอ่อนแอทดแทนที่มีคนไปรับสายรองเยอะ แต่ก็มีสิทธิ์ชนะได้หากวางแผนดีๆ”

            “วศินจะช่วยพวกเรารึเปล่า?” ลัคนาถาม

            “อาจจะ” เขาพูดไว้ก่อน ในหัวของเด็กหนุ่มยังมีเสียงของดอกเตอร์ที่ว่าดังก้องอยู่ไม่รู้ว่าที่พูดมาทั้งหมดเป็นความจริงหรือเควสลับบ้าบออะไรกันแน่ แต่เขาจะไม่ยอมเสี่ยงเด็ดขาด

            เขามองหน้าไอชา นึกถึงครั้งแรกที่ได้เจอกับเด็กสาวแปลกประหลาดคนนี้    


     

    คล้ายกับเรื่องStardust Realm -Online- ที่คุณอ่าน