ระบบอัญเชิญพิชิตโลก

    ตระกูลหนานลงมือ

    หลังจากที่หลู่เซียงออกจากห้องไปแล้ว หนานหมิงก็มองไปยังท้องฟ้าสีครามนอกหน้าต่าง

    สาเหตุที่หนานหมิงส่งหลู่เซียงไปก็เพราะเขาเป็นคนที่คุ้นเคยกับตระกูลจางดีที่สุดและตระกูลจางก็ไว้ใจหลู่เซียงอีกด้วย 

    ส่วนทางด้านการแย่งชิงสิทธิ์ในการปกครอง ก็คือการที่กองกำลังหนึ่งต่อสู้กับกองกำลังผู้ปกครองเดิมเพื่อแย่งสิทธิ์ในการปกครองพื้นที่นั้นๆต่อจากกองกำลังเดิม

    การต่อสู้เพื่อแย่งชิงการปกครองเป็นเรื่องธรรมดาเพราะตระกูลจางในอดีตเองก็แย่งชิงมาเช่นกันและหลังจากนั้นพื้นที่การปกครองก็ถูกเปลื่ยนชื่อเป็นพื้นที่ในการปกครองของตระกูลจาง

    ณ ตระกูลจาง

    เวลานี้ผู้นำตระกูลจางได้เรียกรวมตัวบรรพชนและผู้อาวุโสระดับสูงทั้งหมดเพื่อหารือเกี่ยวกับการรับมือตระกูลซือ

    เนื่องจากตระกูลซือจู่ๆก็ปรากฏตัวขึ้นและยึดครองพื้นที่ของตระกูลจางอย่างรวดเร็ว ตระกูลจางเองก็ได้ส่งยอดฝีมือของตัวเองออกไปต่อสู้แต่พวกเขาก็ต้องพบว่าตระะกูลซือแข็งแกร่งกว่าที่พวกเขาคิดเอาไว้มาก แม้กระทั้งฝั่งตระกูลซือก็มียอดฝีมือระดับเซียนศักดิ์สิทธิ์อยู่หลายคน

    จากการปะทะกันหลายสิบครั้งทำให้ตอนนี้ตระกูลจางพอรู้ว่าตระกูลซือมียอดฝีมือระดับเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางอยู่ถึงห้าคน เซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้นอีกนับสิบคน 

    ด้วยจำนวนเซียนศักดิ์สิทธิ์ที่ปรากฏตัวขึ้นมานั้น ตระกูลจางพอคาดเดาได้ว่านี้น่าจะเป็นเพียงแค่กำลังรบส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะกำลังรบส่วนที่เหลือจะต้องคอยปกป้องสถานที่สำคัญๆของพวกเขา 

    ด้วยจำนวนเซียนศักดิ์สิทธิ์ที่ใกล้เคียงกันทำให้การต่อสู้ระหว่างตระกูลซือและตระกูลจางนั้นผลออกมาเสมอกันหลายต่อหลายครั้ง

    จนกระทั้งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาจู่ๆตระกูลซือก็ได้นำยอดฝีมือระดับเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลายสามคนและโจมตีพื้นที่สำคัญของตระกูลจางหลายแห่ง รวมไปถึงพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การปกครองของตระกูลจางส่วนหนึ่งก็เริ่มหันไปเข้าร่วมกับตระกูลซือแล้ว

    เพราะถึงอย่างไรตระกูลจางก็มียอดฝีมือระดับเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลายเพียงแค่สองคนเท่านั้น ส่วนทางฝั่งของตระกูลซือมีถึงสามคน เพราะฉะนั้นสถานการณ์ของตระกูลจางจึงลำบากเล็กน้อย

    แน่นอนว่าข่าวการปะทะกันระหว่างตระกูลจางและตระกูลซือก็แพร่กระจายไปทั่วเส้นทางจิวหยาง

    เหล่ากองกำลังผู้ปกครองทั้งหลายต่างก็เฝ้าดูการปะทะกันระหว่างตระกูลจางและตระกูลซืออย่างใกล้ชิด เพราะถ้าหากตระกูลจางพ่ายแพ้ พื้นที่ทั้งหมดของตระกูลจางจะกลายเป็นของตระกูลซือทันที

    นอกจากนี้การที่จู่ๆตระกูลซือก็ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกระทันหันทำให้ตระกูลจางและเหล่าผู้นำทั้งหลายไม่ทันตั้งตัว

    เวลานี้เหล่าผู้นำทั้งหลายต่างก็สั่งให้คนของพวกเขาตรวจสอบพื้นที่ต่างๆอย่างใกล้ชิดเพราะพวกเขากลัวว่าจู่ๆในพื้นที่การปกครองของพวกเขาจะมีตระกูลหนานและตระกูลซือที่จู่ๆก็ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกระทันหันแบบนี้

    ผู้นำตระกูลจาง จางเฉียนอวี้ นั่งอยู่ที่เก้าอี้ประธานด้วยสีหน้าจริงจังและเคร่งเครียด เพราะพื้นที่สำคัญของพวกเขาถูกตระกูลซือยึดครองไปเป็นจำนวนมากแล้ว ส่วนยอดฝีมือระดับสูงถ้าหากไม่ได้รับบาดเจ็บก็ถูกสังหารไปหลายคน ทำให้ตอนนี้ยอดฝีมือของตระกูลจางลดลงเป็นอย่างมาก 

    ถ้าหากตอนนี้พวกเขาไม่ทำอะไรสักอย่างเกรงว่าอีกไม่นานตระกูลจางก็คงต้องถูกลบออกจากเส้นทางจิวหยางอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นจางเฉียนอวี้จึงตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากตระกูลหนานดู เผื่อว่าพวกเขาจะสามารถช่วยเหลือตระกูลจางได้ แม้ว่าจะต้องจ่ายในราคาที่สูงสักหน่อยก็ตาม

    “ พวกท่านรอสักครู่ท่านหลู่เซียงกำลังเดินทางมา ” จางเฉียนอวี้กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

    ทุกๆคนในห้องประชุมพยักหน้ารับ ตอนนี้ความหวังเดียวของพวกเขาก็คือตระกูลหนาน

    ในฐานะผู้ปกครองพื้นที่พวกเขานึกไม่ถึงเลยว่าวันหนึ่งพวกเขาจะถูกกองกำลังอื่นไล่ต้อนแบบนี้

    ในขณะที่ทุกๆคนในห้องประชุมกำลังพูดคุยกัน จู่ๆก็อากาศรอบๆก็ถูกฉีกขาดก่อนที่จะมีร่างเงาสองร่างเดินออกมา

    ซึ่งทั้งสองก็คือหลู่เซียงและเถาป๋ายที่หนานหมิงส่งมาช่วยเหลือตระกูลจาง

    ในตอนแรกคนของตระกูลจางต่างก็หยิบอาวุธพร้อมต่อสู้ แต่เมื่อพวกเขาเห็นว่าคนที่เดินออกมาจากมิติที่ถูกฉีกก็คือหลู่เซียงพวกเขาก็ถอนหายใจและเก็บอาวุธ

    “ ท่านหลู่ยินดีต้อนรับสู่ตระกูลจาง ” จางเฉียนอวี้กล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม

    หลู่เซียงพยักหน้ารับและพาเถาป๋ายไปนั่งที่ว่างที่ถูกเตรียมเอาไว้แล้ว

    “ ข้าได้รับคำสั่งจากนายท่านให้มาช่วยเหลือพวกท่านเพราะฉะนั้นแล้วพวกท่านก็ไม่จำเป็นต้องเป็นกังวลเรื่องของตระกูลซือมากนัก ” หลู่เซียงกล่าวด้วยรอยยิ้มที่สบายๆ

    คนของตระกูลจางต่างก็ยิ้มอย่างยินดีเพราะพวกเขารับรู้ถึงความแข็งแกร่งของท่านหลู่เซียงเป็นอย่างดี เพราะอย่างน้อยๆความแข็งแกร่งของท่านหลู่ผู้นี้ก็เหนือกว่าเซียนศักดิ์สิทธิ์แล้ว หรือก็คือท่านหลู่เป็นยอดฝีมือระดับเซียนนิรันดร์อย่างน้อย 

    ถ้าหากตระกูลซือไม่ได้มียอดฝีมือระดับเซียนนิรันดร์อยู่จริงๆ พวกเขาก็จะสามารถพลิกกระดานกลับมาชนะได้อย่างแน่นอน

    “ บอกข้อมูลของตระกูลซือมาทั้งหมด ” จางเฉียนอวี้กล่าวด้วยท่าทีจริงจัง

    จากนั้นผู้อาวุโสคนหนึ่งที่รับหน้าที่ในการตรวจสอบข้อมูลของตระกูลซือก็ยืนขึ้นพร้อมกับรายงานทันที

    " ทุกท่านจากข้อมูลที่ข้าได้รับมา ตระกูลซือเป็นกองกำลังที่อยู่ในเส้นทางเจียงฮั่ว ซึ่งเป็นหนึ่งในกองกำลังที่แข็งแกร่งอันดับต้นๆของเส้นทางเจียงฮั่วเลยก็ได้ อย่างที่ทุกๆท่านรู้ดีเส้นทางเจียงฮั่วนั้นแข็งแกร่งอย่างมากและแข็งแกร่งกว่าเส้นทางจิวหยางของพวกเราเสียอีก 

    สำหรับข้อมูลเชิงลึกของตระกูลซือ ข้าได้รับข่าวมาว่าพวกเขามียอดฝีมือขั้นเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงหนึ่งคน เซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลายอยู่เก้าคน เซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางและขั้นต้นหลายสิบคนและอาจจะมากถึงห้าสิบคนด้วยซ้ำ นับว่าเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งกว่าตระกูลจางของพวกเราเสียอีก 

    ส่วนเพราะเหตุใดพวกเขาจึงมาจัดการกับตระกูลจางก่อนเรื่องนี้ก็ยังไม่แน่ชัด แต่ตอนนี้คนของข้ากำลังตรวจสอบอย่างละเอียดอยู่คาดว่าอีกไม่นานพวกเราก็น่าจะได้รับคำตอบแล้ว 

    สำหรับตอนนี้พวกตระกูลซือได้ส่งยอดฝีมือจำนวนมากมายังพื้นที่ในการปกครองของตระกูลจางแล้ว และนำโดยเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลายห้าคน ส่วนเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางและขั้นต้นก็มากกว่าสามสิบคนเช่นกัน

    เวลานี้กองกำลังจำนวนมากภายในพื้นที่การปกครองของตระกูลจางถูกพวกมันกดดันจนทำให้เข้าร่วมกับพวกมันเป็นจำนวนมากแล้ว คาดว่าอีกไม่นานกองกำลังเกือบทั้งหมดจะเข้าร่วมกับตระกูลซือ เรื่องนี้พวกเราจะต้องจัดการอย่างเร่งรีบ ไม่อย่างนั้นอาจจะเกิดปัญหาขึ้นมาได้ " ผู้อาวุโสรายงานเรื่องทั้งหมดให้กับทุกๆคนในห้องประชุมฟัง

    เมื่อตระกูลจางได้ยินว่าพวกตระกูลซือมีแม้กระทั้งเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงหนึ่งคน เซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลายเก้าคน พวกเขาก็ถึงกับหน้าถอดสี 

    ต้องรู้ว่าแม้กระทั้งตระกูลจางเองก็ยังมีเพียงแค่เซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลายแค่ห้าคนเท่านั้น ไม่สามารถเทียบได้กับตระกูลซือได้เลย

    จางเฉียงอวี้่ถอนหายใจออกมาและกล่าวว่า “ แม้ว่าตระกูลซือจะแข็งแกร่งแต่พวกเราก็ยังมีตระกูลหนานที่สนับสนุนพวกเราอยู่ เพราะฉะนั้นแล้วท่านหลู่ไม่ทราบว่าท่านสามารถช่วยเหลือพวกเราได้หรือไม่ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม ” 

    สำหรับจางเฉียงอวี้แล้วเขาไว้ใจตระกูลหนานมากกว่าตระกูลซือเสียอีก เพราะอย่างน้อยๆตระกูลหนานก็บอกพวกเขาตามตรงว่าพวกเขาไม่ต้องการที่จะปกครองพื้นที่ตระกูลจาง แต่จะขออยู่เบื้องหลังแทน แถมพวกยังให้การคุ้มครองตระกูลจางอีกด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อตระกูลจางเกิดปัญหาที่ไม่สามารถรับมือได้ พวกเขาก็จะขอความช่วยเหลือกับตระกูลหนาน 

    แต่แน่นอนว่าการช่วยเหลือย่อมต้องแลกมาด้วยประโยชน์ร่วมกัน เพราะฉะนั้นแล้วจางเฉียงอวี้จึงต้องการรู้ว่าตระกูลหนานต้องการสิ่งใดเป็นของตอบแทนการช่วยเหลือนี้

    ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมตระกูลจางถึงยังต้องการที่จะปกครองพื้นที่แห่งนี้ต่อก็เพราะ มันจะทำให้พวกเขามีทั้งชื่อเสียงและผลประโยชน์อย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นกองกำลังที่อยู่ภายใต้สังกัดพวกเขาจะต้องส่งสมบัติมาให้กับตระกูลจางเพื่อเป็นค่าคุ้มครองพวกเขา ก็เหมือนกับที่ตระกูลจางต้องส่งผลประโยชน์บางส่วนให้กับตระกูลหนานเพื่อเป็นค่าคุ้มครองเช่นกัน

    แน่นอนว่ามันย่อมคุ้มค่ากับการที่ตระกูลจางยินยอมอยู่ภายใต้การคุ้มครองของตระกูลหนานมากกว่า เพราะพวเขาได้รับผลประโยชน์ที่มากกว่านั่นเอง

    เวลานี้ทุกๆคนในห้องประชุมต่างก็มองไปยังหลู่เซียงเป็นสายตาเดียวกัน พวกเขากำลังรอฟังคำตอบจากหลู่เซียงอยู่

    หลู่เซียงใช้นิ้วเคาะไปที่โต๊ะเบาๆราวกับกำลังใช้ความคิด 

    ไม่นานนักหลู่เซียงก็กล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า “ สำหรับตระกูลซือ พวกข้าสามารถจัดการให้ได้ส่วนเรื่องของผลประโยชน์ พวกเจ้าคิดว่าจะเสนอยังไงถึงจะคิดว่ามันน่าสนใจสำหรับพวกเราล่ะ? ” 

    จางเฉียงอวี้ยิ้มแห้งๆและกล่าวว่า “ ในเรื่องของผลประโยชน์ที่จะมอบให้กับตระกูลจาง ข้าคิดว่าเอาเป็นแบบนี้ดีหรือไม่…. ” 

    หลังจากที่พูดคุยกันสักพัก หลู่เซียงและเถาป๋ายก็ออกจากห้องประชุมด้วยรอยยิ้มที่พึงพอใจ

    ส่วนทางด้านของจางเฉียงและคนอื่นๆในตระกูลจาง พวกเขาได้แต่มองหน้ากันก่อนที่จะถอนหายใจออกมา 

    “ เอาน่าอย่างน้อยๆการเสียผลประโยชน์ระดับนี้ก็ใช่ว่าพวกเราจะไม่ได้รับคืนมาสักหน่อย อย่างน้อยๆสมบัติของตระกูลซือก็น่าจะมีประโยชน์สำหรับพวกเราอยู่บ้าง ” จางเฉียงอวี้กล่าวด้วยรอยยิ้ม

    เมื่อได้ยินที่จางเฉียงอวี้กล่าวมา ทุกๆคนในห้องประชุมก็มีสีหน้าดีขึ้นทันที 

    ใช่แล้วสมบัติของตระกูลซือ

    ในการต่อสู้แย่งชิงพื้นที่เป็นการต่อสู้ที่รุนแรงมาก ถ้าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายพ่ายแพ้หรือยอมจำนน สมบัติสามในห้าของพวกเขาจะต้องตกไปอยู่ในมือของอีกฝ่ายทันที ซึ่งนี้เป็นกฏที่ได้รับการยอมรับจากเส้นทางต่างๆ

     เพราะฉะนั้นแล้วถ้าหากไม่จำเป็นจริงๆหรือมีความมั่นใจที่สูงมากก็ยากที่จะมีการแย่งชิงพื้นที่กัน เพราะมันจะทำให้พวกเขาเสียหายอย่างใหญ่หลวงได้

    หลังจากที่หลู่เซียงออกมาจากห้องประชุม เขาก็ติดต่อไปหาหนานหมิงเพื่อรายงานเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง

    เมื่อหนานหมิงได้ยินเขาก็ยิ้มอย่างพึงพอใจและตอบกลับไปว่าเขาจะส่งยอดฝีมือคนอื่นๆไปสนับสนุนรวมไปถึงการจับตัวผู้อาวุโสของตระกูลซือมาเป็นตัวประกันเพื่อให้พวกเขานำสมบัติต่างๆมาแลกเปลื่ยนชีวิต

    จากนั้นหนานหมิงก็เรียกยอดฝีมือของตระกูลจางที่มีความแข็งแกร่งในระดับเซียนศักดิ์สิทธิ์ขึ้นไปมาที่โลกเทียนจางและให้พวกเขาจัดการจับกุมยอดฝีมือของตระกูลซือให้หมดอย่าให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว

    สำหรับหนานหมิงเขาก็จะมีฮั่วเหนียงและอวิ๋นหานคอยปกป้องอยู่

    อวิ๋นหานเป็นตัวละครที่หนานหมิงอัญเชิญมา เขาเป็นบุรุษรูปร่างสูงใหญ่และมีความแข็งแกร่งในระดับเซียนทองคำขั้นสมบูรณ์ ความแข็งแกร่งของเขาเทียบเคียงได้กับเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้นเลยทีเดียว 

    นอกจากนี้หนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีก็ยังได้รับหุ่นเชิดจากเหมาอี้กังอีกคนละหนึ่งตัว ซึ่งหุ่นเชิดทั้งสองนี้สามารถเป็นถึงระดับเซียนนิรันดร์ขั้นสมบูรณ์ ซึ่งเพียงพอที่จะปกป้องทั้งสองคนแล้ว

    นอกจากนี้หุ่นเชิดที่เหมาอี้กังให้ก็สามารถต่อสู้ได้นานถึงสิบวันสิบคืน เพราะฉะนั้นหนานหมิงจึงมั่นใจที่จะให้ฮั่วเหนียงและอวิ๋นหานที่เป็นเพียงแค่เซียนทองคำขั้นสมบูรณ์ปกป้อง 

    เพียงไม่นานหลังจากที่ตระกูลหนานเคลื่อนไหว ยอดฝีมือของตระกูลซือก็ถูกจัดการลงอย่างรวดเร็ว

    ทำให้ตอนนี้ตระกูลซือรู้สึกถึงความผิดปกติเพราะตอนนี้ยอดฝีมือของพวกเขาหายตัวไปอย่างลึกลับ แม้กระทั้งยอดฝีมือระดับเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางก็หายตัวไปเช่นกัน ทำให้พวกเขาต้องเรียกประชุมอย่างรวดเร็ว

    ณ เมืองหยุนโจว

    หลู่เซียงและเหมาอี้กังพร้อมกับยอดฝีมือของตระกูลหนานบางส่วนกำลังนั่งพูดคุยกัยอยู่ที่ห้องในโรงเตี๊ยมเล็กๆ

    “ อี้กังเจ้าแน่ใจนะว่าตอนนี้พวกตระกูลซือใช้เมืองนี้เป็นฐาน? ” หลู่เซียงถามขึ้นและหันไปมองเหมาอี้กังที่นั่งอยู่ข้างๆ

    เหมาอี้กังพยักหน้ารับและกล่าวว่า “ แน่นอนสิ ข้าได้ใช้หุ่นเชิดตรวจสอบพวกมันแล้ว และหุ่นเชิดทั้งหมดของข้าก็มารวมตัวกันที่เมืองนี้ แถมตอนนี้พวกมันก็น่าจะประชุมกันอยู่ด้วย ” 

    เนื่องจากเหมาอี้กังสามารถสร้างหุ่นเชิดขนาดเล็กที่แม้แต่เซียนนิรันดร์ก็ยังไม่สามารถตรวจจับได้ ทำให้เขาปล่อยหุ่นเชิดเหล่านั้นติดตามพวกตระกูลซืออย่างลับๆ 

    และตอนนี้หุ่นเชิดเหล่านั้นได้มารวมตัวกันที่เมืองหยุนโจวมากกว่าห้าครั้ง เห็นได้ชัดว่าพวกตระกูลซือใช้เมืองนี้เป็นฐานที่มั่นของพวกมัน

    “ เมื่อกี้เจ้าบอกว่าพวกมันกำลังประชุมกันอยู่งั้นหรอ? ” หลู่เซียงถามขึ้น

    เหมาอี้กังพยักหน้ารับและกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ ใช่แล้วล่ะพวกยอดฝีมือของพวกมันกำลังประชุมกันอยู่ถ้าหากพวกเราลงมือตอนนี้พวกมันก็ไม่สามารถหนีไปไหนได้อย่างแน่นอน ” 

    ดวงตาของหลู่เซียงหรี่ลงและยิ้มขึ้นจางๆ “ เช่นนั้นพวกเราก็ไปจับตัวพวกมันกันเถอะ ” 

     

    คล้ายกับเรื่องระบบอัญเชิญพิชิตโลก ที่คุณอ่าน