ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 147 ลัทธิหมื่นวิญญาณเคลื่อนไหว

            หลินหยางยืนอึ้งอยู่กับที่ พูดอะไรไม่ออกไปพักหนึ่ง

            ผ่านไปครู่หนึ่งเขาถึงเงยหน้าขึ้น แล้วถามขึ้นมาว่า “ที่นั่นคือสมรภูมิฝังเทพหรือ?”

            สมรภูมิฝังเทพ ก็คือสถานที่ที่ “เทพธิดา” ใช้ต่อสู้กับเทพแห่งการทำลายล้างทั้งเก้าด้วยตัวคนเดียวเมื่อสิบห้าปีก่อนต่อมาก็ถูกพลังอันไร้เทียมทานของเทพธิดาสังหารสิ้นแล้วจึงสะกดซากศพพวกมันไว้ในที่แห่งนั้น

            หลินเฮ่ายวนพยักหน้ารับ “เลือดหยดนั้นก็คือร่องรอยสุดท้ายเพียงหนึ่งเดียวที่แม่ของเจ้าทิ้งเอาไว้ในทวีปชี่อู่...”

            หลินหยางเงียบไปทันที

            แม่ของตัวเองเป็นถึงนักปราชญ์เลยรึ!!!!

            เหล่าปราชญ์ยุคโบราณนั้นเหนือชั้นยิ่งกว่าพญามังกรหรือพญาวิหคเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งเทียบเท่ากับอสูรเทพยุคโบราณเลยทีเดียวซึ่งมันเป็นระดับที่เหนือกว่าทวีปชี่อู่ไปไกลโขอาจจะเรียกได้ว่าเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในจักวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้เลยก็ว่าได้

            ข้อมูลที่ได้มานี้กลับไม่ช่วยให้หลินหยางรู้สึกยินดีมากขึ้นเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว

            เพราะเส้นทางที่จะไปช่วยเหลือตัวตนที่แข็งแกร่งสุดขีดแบบท่านแม่นั้นมันย่อมต้องเต็มไปด้วยอุปสรรคที่ยากลำบากเกินกว่าที่จะจินตนาการได้

            ผู้ที่เป็นถึงระดับนักปราชญ์กลับต้องใช้วิธีแกล้งตายเพื่อหลบหนี?

            อย่างนั้นแล้ว ศัตรูที่ท่านแม่กำลังเผชิญอยู่นี่มันจะเป็นตัวตนที่น่าหวาดกลัวขนาดไหนกันแน่?

            เทพแห่งการทำลายล้างทั้งเก้าที่ถูกฝังอยู่ในสมรภูมิฝังเทพนั่นถึงแม้ว่าจะยังไม่ใช่ระดับนักปราชญ์แต่เกรงว่าคงจะห่างจากระดับนักปราชญ์ไม่มากแล้วพวกนั้นก็คือศัตรูที่จ้องเล่นงานท่านแม่อยู่หรือ?

            ถ้าหากว่าใช่ละก็คนระดับนั้นแค่ดีดนิ้วทีเดียวก็คงสามารถจัดการตัวเขาได้แล้วแล้วตัวเขาจะเอาอะไรไปสู้กับยอดฝีมือระดับนั้นได้ล่ะ?

            หลินหยางพลันรู้สึกว่าเส้นทางตรงหน้าของเขามันยังอยู่อีกไกลมากๆไกลจนชวนให้รู้สึกสิ้นหวังอยู่ไม่น้อย

            “ทำไม? กลัวแล้วรึ?”

            หลินเฮ่ายวนที่ยืนดูปฏิกิริยาของหลินหยางอยู่ตลอดก็แย้มยิ้มขึ้น“ข้าก็บอกแล้วอย่างไรว่าอย่ารีบร้อน...ดูสินี่ เป็นอย่างไรล่ะทีนี้ กำลังใจหายไปหมดแล้วล่ะสิ?”

            ไอ้พ่อปากปีจอนี่!!!!

            แต่ก็ต้องยอมรับว่าคำพูอของหลินเฮ่ายวนได้ดึงสติของหลินหยางกลับมาเป็นเหมือนเดิม

            หลินหยางก็แค่เกิดสับสนขึ้นเล็กน้อยหลังจากที่ได้รู้ความจริงว่าเส้นทางเบื้องหน้านั้นมันยังอีกยาวไกลมากแค่ไหนแต่คนอย่างเขาไม่มีวันยอมแพ้ง่ายๆ เพราะเรื่องแค่นี้หรอก เพียงพริบตาเดียวแววตาของเขาก็ได้หวนกลับคืนมามีความมั่นใจเหมือนเดิม

            นักปราชญ์แล้วทำไม?

            แข็งแกร่งสุดขีดแล้วอย่างไร?

            มันผู้ใดที่กล้าทำร้ายแม่ของข้าหลินหยางผู้นี้ต่อให้มันผู้นั้นจะเป็นผู้ปกครองฟ้าดิน เป็นตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในสามโลกเขาก็จะไม่มีวันปล่อยให้มันมีชีวิตรอดไปได้โดยเด็ดขาด!!!!

            “ฮ่ะฮ่ะ แววตาแบบนี้ยังพอใช้ได้!!”

            หลินเฮ่ายวนหัวเราะออกมาเบาๆ จากนั้นพูดต่อว่า “แต่ว่าเจ้าวางใจเถอะอวี่เวยตอนนี้ยังไม่มีอันตรายอะไร ทั้งเจ้าและข้ายังพอมีเวลาเตรียมตัว”

            “เตรียมตัวทำไม?” หลินหยางเอ่ยถามขึ้น

            “นี่เจ้าเมาเหล้าอยู่หรือ? ไอ้หนูอย่างเจ้าก็ต้องเตรียมตัวเพิ่มระดับพลังฝีมืออยู่แล้วสิไม่อย่างนั้นด้วยร่างกายอ่อนปวกเปียกของเจ้าตอนนี้ยังไม่พอให้คนพวกนั้นใช้ฆ่าเวลาด้วยซ้ำ ส่วนตัวพ่อน่ะ... อืม...ข้าจะเตรียมทำเกี๊ยวในคืนนี้ หั่วเอ๋อร์ของเจ้าบอกอยากกินไส้ปลา”

            ใช่เรื่องไหมน่ะ!!

            หลินหยางย่อมรู้อยู่แล้วว่าหลินเฮ่ายวนกำลังล้อเล่น

            ระหว่างที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้นหลินเฮ่ายวนได้ออกมาจากโลกแห่งจิตสำนึกของหลินหยางแล้วทั้งสองกำลังยืนมองหน้ากันอยู่ในห้องพักผ่อนของหลินเฮ่ายวน

            หลินเฮ่ายวนกล่าวเสริมเพิ่มอีกหลายคำว่า “ข้ายังย้ำคำเดิมนะหยางเอ๋อร์อย่ารีบร้อนมากเกินไป เรื่องของแม่เจ้ายังพอมีเวลารอเจ้าสามารถทะลวงไปถึงระดับขั้นโพ่ไห่จนมีพลังที่สามารถใช้เดินทองออกไปจากภพภูมินี้ได้เมื่อนั้นเจ้าย่อมสามารถออกไปตามหาแม่เจ้าได้เอง เทียบกับเรื่องนั้นแล้วข้าว่าเจ้ายังมีอีกเรื่องที่เร่งด่วนมากกว่ารอให้เจ้าไปจัดการอยู่นะ”

            “ท่านหมายถึงลัทธิหมื่นวิญญาณหรือ?”

            “ก็ใช่น่ะสิเจ้าเล่นไปฆ่าสองผู้อาวุโสใหญ่ของลัทธินั่นเข้า แถมยังแย่งสมบัติของคนเขามาอีกเจ้าคิดว่าลัทธิหมื่นวิญญาณจะปล่อยเจ้าไปง่ายๆ ทั้งอย่างนี้หรือ?” หลินเฮ่ายวนแสดงออกด้วยท่าทางเคร่งเครียด

            “ไม่แน่ว่าฝั่งนั้นตอนนี้อาจจะกำลังเตรียมแผนการอำมหิตไว้ต่อกรกับเจ้าอยู่ก็เป็นได้เมื่อถึงตอนนั้นแล้ว ถ้าเจ้าดึงอาณาจักรชูอวิ๋นเราเข้าไปเดือดร้อนด้วยละก็ข้าจะเขกกบาลเจ้าให้หงายไปเลย!!”

            “ท่านเป็นจักรพรรดินะ ทำไมท่านไม่ช่วยล่ะ?”

            “ข้าเป็นพ่อเจ้าด้วยปัญหาที่เจ้าสร้างขึ้นมาเองก็แก้ไขเองเสีย... ข้าขี้เกียจมาตามเช็ดก้นให้เจ้าตัวพ่อเองยังมีเรื่องที่สำคัญกว่าต้องทำอยู่”

            “ห่อเกี๊ยว?”

            “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”

            ตึง

            หลินเฮ่ายวนเริ่มทำนิสัยกวนประสาทอีกครั้ง การสนทนาครั้งนี้คงไม่ได้อะไรมากไปกว่านี้แล้ว

            แต่ว่าเรื่องที่หลินหยางได้รับรู้ในวันนี้นั้นนอกจากร่องรอยอันน้อยนิดที่แม่ของเขาเซี่ยอวี่เวยได้ทิ้งไว้ให้แล้วคำพูดของหลินเฮ่ายวนเมื่อครู่นี้เองก็ทำให้หลินหยางเริ่มรู้สึกกังวลขึ้นมาแล้วเหมือนกัน

            จะว่าไปแล้ว พวกลัทธิหมื่นวิญญาณมันจะสงบเงียบเจียมเนื้อเจียมตัวเกินไปหน่อยหรือเปล่า?

            จากชื่อเสียอันเป็นที่เลื่องลือในเรื่องของความชั่วร้ายของมันหลังจากที่พวกมันได้รับความสูญเสียจำนวนมหาศาลที่ทะเลสาบเมฆาอัสนีไปแล้วทำไมพวกมันถึงยังไม่เคลื่อนไหวอะไรเลยทั้งๆ ที่ผ่านมาตั้งครึ่งปีแล้ว?

            คำอธิบายเดียวที่สมเหตุสมผลที่สุดก็คือพวกมันยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถต่อกรกับหลินหยางได้จึงกำลังวางแผนเตรียมการอะไรบางอย่างอยู่

            ก่อนหน้านี้เซียวเซียงก็ได้พูดไว้แล้วว่าลัทธิหมื่นวิญญาณจะต้องมีเป้าหมายอะไรบางอย่างเกี่ยวกับสมรภูมิฝังเทพอยู่แน่ๆจึงได้นำศพโลหิตออกมาทดสอบการใช้งาน ครั้งต่อไปที่พวกมันปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งนั่นย่อมต้องหมายความว่าพวกมันได้เตรียมการทุกอย่างไว้พร้อมหมดแล้ว

            อันที่จริงหลินหยางเองก็คิดถึงจุดนี้ได้นานแล้วและนั่นก็คือสาเหตุที่เขาได้ขอให้เซียวเซียงเตรียมวัตถุดิบขั้นสูงจำนวนมหาศาลไว้ให้เป็นการแลกเปลี่ยนเมื่อครู่นี้

            ถ้าหากวัดกันตัวต่อตัวละก็หลินหยางมั่นใจว่าเขาสามารถต่อกรได้หมดไม่ว่าอีกฝ่ายจะใช้ลูกเล่นอะไรก็ตามอย่างการต่อสู้กับมู่หยงไป๋เมื่อครู่นี้หลินหยางก็ยังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดออกไปเลย

            ยังเหลือไพ่ตายเก็บไว้ไม่ได้ใช้อีกตั้งเยอะ...

            แต่ถ้าอีกฝ่ายหันไปลงมือกับคนใกล้ตัวเขาแทนละก็เรื่องใหญ่แน่

            หลินหยางเริ่มดีดลูกคิดคำนวณหาทางแก้ไข

            ถ้าหากใช้ทรัพยการของราชอาณาจักรโล่ยื่อรวมกับการสนับสนุนจากกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าด้วยละก็...

            น่าจะสามารถผลิต “ชุดเกราะราชันเงินขาว”ออกมาได้จำนวนหนึ่งภายในระยะเวลาที่สั้นที่สุดพอถึงตอนนั้นแล้วยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นท้ายก็จะมีพลังต่อสู้เทียบเท่ากับระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางหรืออาจจะถึงขั้นท้ายเลยก็เป็นได้นั่นคือวิธีเพิ่มพลังป้องกันตัวให้ราชอาณาจักรโล่ยื่อและอาณาจักรชูวิ๋นที่เร็วที่สุดแล้ว

            ขณะเดียวกัน ตัวหลินหยางเองก็ต้องรีบฝึกฝนวิชา “พลังเทพอัคคีสี่รูปแบบ”จากนั้นก็ต้องรีบเสริมพลังให้กับศพโลหิตเพิ่มขึ้นอีกขั้น...

            สถานการณ์ยังอยู่ในการควบคุมอยู่

            ไอ้ลัทธิหมื่นวิญญาณ ทางที่ดีที่สุดคืออย่ามาแหยมกับพวกเรา

            มิฉะนั้นหลินหยางก็พร้อมและยินดีที่จะกำจัดลัทธิชั่วร้ายนอกรีตนี่ให้หายไปจากโลกใบนี้ตลอดกาล...

            ..................................

            เวลาได้ผ่านพ้นไปอย่างสงบเรียบร้อย

            หลังจากที่กระแสการตามหาตัว ปีศาจน้อยจอมอัจฉริยะหลินหยางในทวีปชี่อู่ค่อยๆ ซาลงไป วันเวลาก็ได้กลับสู่ความสงบอีกครั้ง

            การเตรียมการต่างๆ ก็ดำเนินการไปได้อย่างราบรื่น

            จากนั้นเวลาก็ผ่านไปอีกครึ่งเดือน

            ณ ทวีปตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปชี่อู่ภายในหุบเขาสีดำขนาดมหึมาแห่งหนึ่งมีปราสาทโบราณสีดำทมิฬตั้งอยู่ในนี้เป็นจำนวนมาก

            ปราสาทโบราณเหล่านี้ล้วนถูกปกคลุมไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งความตายอันแสนมืดมนตลอดเวลาในทวีปชี่อู่แห่งนี้มีเพียงเหล่าผู้คนที่ถูกบีบจนจนตรอกไร้หนทางแล้วเท่านั้นถึงจะเลือกที่จะขายวิญญาณตัวเองมาอยู่ในสถานที่แสนชั่วร้ายแห่งนี้

            ลัทธิหมื่นวิญญาณ

            หลังจากเหตุการณ์ที่ทะเลสาบเมฆาอัสนีผ่านมาได้หนึ่งปีเต็มๆ แล้วในที่สุดภายในประสาทโบราณสีดำหลังหนึ่งที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในหุบเขานั่นก็มีเสียงกู่ร้องด้วยความเศร้าโศกเสียใจอย่างสุดซึ้งดังขึ้น

            “เซ่าเทียน โม่ซาง จิ่วโยว!!!!”

            เป็นน้ำเสียงอันชราภาพราวกับไม่ได้เปิดปาดพูดมานานนับร้อยปีแล้วก็ไม่ปานเสียงแหบแห้งสุดขีด แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความโกรธแค้นชิงชังอย่างไร้ก้นบึ้งเขาส่งเสียงคำรามขึ้นจนดังสนั่นไปทั่วฟ้า

            “หนึ่งปีที่ผ่านมาศิษย์พี่ไม่เคยลืมเลือนความเคียดแค้นอันลึกล้ำดุจทะเลเลือดเลยสักครั้ง วันนี้ ในที่สุด...ในที่สุดก็ถึงเวลาแล้ว!!!!”

            กรี๊ดด

            อยู่ๆ ภายในปราสาทโบราณก็มีเสียงหวีดร้องโหยหวนอันแสบแก้วหูของภูตผีที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันจากนั้นก็มีลำแสงสีดำสายหนึ่งถูกยิงออกไปจากภายในปราสาทพุ่งตรงขึ้นไปบนผืนนภาจนดูราวกับเสาค้ำฟ้าที่ยึดโยงฟ้าดินเข้าด้วยกัน

            ไม่นานหลังจากนั้น บนท้องฟ้าก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น

            ก้อนเมฆสีดำจำนวนมหาศาลโผล่มาจากทั่วทุกทิศ ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามารวมกันบริเวณลำแสงสีดำนั่นจนมันค่อยๆก่อตัวเป็นพายุสีดำลูกหนึ่ง ดูยิ่งใหญ่เหลือคณา แต่กลับเต็มไปด้วยพลังแห่งความชั่วร้ายทรงพลัง

            จุดปลายสุดของพายุนั่นก็คือภายในห้องโถงใหญ่ของปราสาทโบราณนั่นเอง

            ภายในห้องโถงนั้น มีบ่อโลหิตที่สร้างขึ้นจากวัตถุดิบสุดพิสดารชั้นยอดจำนวนมหาศาลซึ่งมันได้ส่งกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้งออกมาอย่างน่ากลัวภายในบ่อนั่นไม่รู้ว่ามีเลือดของอสูรร้ายขั้นสูงรวมไปถึงเหล่ามนุษย์ระดับยอดฝีมือผสมกันอยู่มากมายขนาดไหนตอนนี้มันกำลังเปล่งประกายแสงอันชั่วร้ายออกมาอย่างรุนแรง

            เหล่าก้อนเมฆสีดำทั้งหลายรวมไปถึงบรรยากาศอันวังเวงน่าขนลุกโดยรอบ ล้วนถูกดึงดูดมาโดยบ่อโลหิตนั่นทั้งสิ้น

            สุดท้าย บนอากาศอันแสนว่างเปล่าก็ปรากฏประตูอันมืดมนขึ้นมาบานหนึ่งที่ไม่รู้ว่ามันเชื่อมต่อไปถึงไหน

            ข้างๆ บ่อโลหิตนั้น มีเงาร่างที่สวมใส่เสื้อคลุมเอาไว้ยืนอยู่ล้อมรอบประมาณสิบกว่าคนเป็นเงาร่างที่ดูขาวซีดราวกับกระดูกแต่ละคนต่างก็ดูคล้ายกับเป็นสัมพเวสีจากนรกก็ไม่ปาน รูปร่างไม่เหมือนคนโดยเฉพาะคนที่เป็นหัวหน้านั้นทั่วทั้งตัวมันยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความชั่วร้ายอำมหิตแผ่ออกมาด้วยราวกับว่าเขานั้นเป็นราชันแห่งเหล่าภูตผีผู้กัดกินมนุษย์เป็นอาหารก็ไม่ปาน... เขาคนนั้นก็คือหัวหน้าของลัทธิหมื่นวิญญาณคนปัจจุบัน“ยินว่านเสีย”

            ยินว่านเสียผู้นี้แต่เดิมแล้วเคยเป็นยอดคนชื่อดังคนหนึ่งของทวีปชี่อู่แต่ว่าเขาได้ไปฝึกฝนวิชานอกรีตวิชาหนึ่งเข้าจนเกิดอาการธาตุไฟเข้าแทรกอันเป็นเหตุให้เขาคลุ้มคลั่งจนไล่สังหารคนของตระกูลตัวเองทิ้งเสียจนหมดหลังจากนั้นเขาก็ได้กลายเป็นฆาตกรฆ่าคนที่ผู้คนต่างก็ต้องการจะจับตัวมาลงโทษให้ได้

            ต่อมาฆาตกรผู้นี้ก็ได้ถูกไล่ฆ่าจนต้องหลบหนีมาที่หุบเขาหมื่นวิญญาณแห่งนี้แล้วยอมถวายตัวอยู่ใต้ลัทธิหมื่นวิญญาณนี้แต่มันกลับเป็นเหมือนพยัคฆ์อันโหดเหี้ยมที่ถูกติดปีกเข้าไปนอกจากจะได้สติกลับคืนมาแล้วพลังต่อสู้ของมันยังยิ่งแข็งกล้าและอำมหิตมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

            ตอนนี้ บุคคลผู้ที่เป็นดั่งอสูรร้ายผู้นี้กำลังจ้องเขม็งไปที่คนๆหนึ่งซึ่งก้าวออกมาจากประตูขนส่งที่ตั้งอยู่เหนือบ่อโลหิตตรงหน้าเขานี้ด้วยวิธีการพังประตูออกมา

            “มาแล้ว”

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน