
....สายหมอกสีขาวดุจแพรไหมบางเบาปกคลุมปากทางเข้าหุบเขา “ป่าลึกลับซ่อนเร้น” สมดังชื่อ อวิ๋นหลิน มันไม่ได้เป็เพียงหมอกที่เกิดจากความชื้นในอากาศ แต่เป็เหมือนลมหายใจของหุบเขาที่แ่เบาและมีชีวิตชีวา กั้นโลกภายนอกอันวุ่นวายออกจากอาณาจักรแห่งความสงบนี้ ทุกย่างก้าวของ หลี่หานเหวิน สอดคล้องกับจังหวะของป่าที่หายใจ เสียงใบไม้แห้งกรอบใต้ฝ่าเท้าดังกังวานเป็บทเพลงเพียงผู้เดียวในความเงียบงัน เส้นทางแคบ ๆ ทอดยาวเลื้อยไปตามไหล่เขาที่เต็มไปด้วยต้นไม้โบราณ ลำต้นสูงใหญ่เสียดฟ้าจนราวกับเป็เสาที่ค้ำจุน์ กลิ่นหอมเย็นจากดอกไม้ป่าที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนลอยอวลอยู่ในอากาศ ราวกับมีใครกำลังปรุงน้ำหอมวิเศษอยู่ ณ ที่แห่งนี้ มันเป็กลิ่นที่ปลอบประโลมจิตใจที่เหนื่อยล้าจากการเดินทางอันยาวไกล
หานเหวินแบกห่อผ้าเก่า ๆ ผูกหลังจนเหงื่อซึมไหลผ่านข้างขมับ เขารู้สึกถึงความอ่อนล้า แต่ดวงตาของเขากลับเป็ประกาย มีชีวิตชีวาอย่างไม่น่าเชื่อ แม้จะเต็มไปด้วยฝุ่นผงจากการเดินทางที่ยาวนาน สองมือของเขากำป้ายไม้ที่แกะสลักอย่างหยาบ ๆ แต่ตัวอักษรบนนั้นชัดเจนและหนักแน่นว่า "ศิษย์ใหม่: หลี่หานเหวิน"
ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยฝันถึงสำนักเซียนอันยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยจินตนาการถึงหอคอยฝึกวิชาเจ็ดชั้น หรือยอดปรมาจารย์ผู้มีชื่อก้องโลก แต่คำพูดของท่านหมอชราเฉินในหมู่บ้านเล็ก ๆ ของเขากลับดังก้องอยู่ในหัว “เ้าลองไปดูเผื่อเจออะไรที่ใช่สำหรับเ้า” ท่านไม่ได้พูดถึงพลังอำนาจ หรือวิชาเซียนอันลึกล้ำ แต่ท่านพูดถึง "สิ่งที่เหมาะสมที่สุด" ซึ่งเป็สิ่งที่หานเหวินเองก็กำลังตามหา
ตามที่หานเหวินเคยได้ยินมา อวิ๋นหลินไม่ได้โดดเด่นเื่การฝึกวิชาดาบหรือวรยุทธ์ที่สามารถสะท้านฟ้าะเืดิน แต่เป็ที่เลื่องลือด้านการ ปรุงยาและปลูกสมุนไพรเซียน แม้มีสำนักเซียนเลื่องชื่อมากมายในยุคนี้ แต่ชื่อเสียงของสำนักเล็กๆอย่างอวิ๋นหลินก็ยังคงอยู่ เฉกเช่นยอดเขาที่ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวกับกระแสลมที่พัดผ่าน สำนักนี้ได้ให้กำเนิด เซียนโอสถ มาหลายต่อหลายท่าน ผู้ที่โดดเด่นที่สุดคือ อาจารย์ฟ่าน ซึ่งเป็ตำนานที่มีชีวิตอยู่ไม่นานมานี้ เล่ากันว่าเขาสามารถปรุงยาช่วยฟื้นฟูรากิญญาเซียนเจากสมุนไพรเพียงแค่สามชนิดได้สำเร็จ ทำให้แม้แต่สำนักใหญ่ยังต้องส่งศิษย์มาเพื่อขอความรู้
บรรยากาศรอบ ๆ สำนักนั้นเป็สิ่งที่แตกต่างจากจินตนาการของหานเหวินโดยสิ้นเชิง แทนที่จะเป็ูเาหินอันแข็งกระด้างที่เต็มไปด้วยรอยฝึกดาบ เขากลับพบูเาที่เขียวชอุ่มและอ่อนโยน เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้นับไม่ถ้วน ลำธารเล็ก ๆ ที่ไหลผ่านกลางสำนักเปล่งเสียงน้ำไหลรินอย่างต่อเนื่องเป็จังหวะที่ผ่อนคลายที่สุดเท่าที่เขาเคยได้ยินมา ผืนป่าโดยรอบไม่ได้ให้ความรู้สึกถึงอันตราย แต่กลับเป็เหมือนอ้อมกอดที่อบอุ่นของธรรมชาติที่โอบล้อมสำนักเอาไว้ ที่นี่ไม่มีความวุ่นวาย ไม่มีเสียงอึกทึกครึกโครม มีเพียงเสียงใบไม้ไหวตามลมและเสียงนกร้องเพลงอยู่รอบตัว
"ท่ามกลางความสงบเงียบ...ความจริงย่อมปรากฏ" คำกล่าวโบราณผุดขึ้นในใจของเขา ณ ที่แห่งนี้ดูเหมือนจะเป็สถานที่ที่เหมาะสมที่สุดในการค้นหาความจริงเ่าั้
หานเหวินย้อนนึกถึงเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจเดินทางมายังที่แห่งนี้ นั่นไม่ใช่ตำรายาล้ำค่า หรือวิชาที่เหนือโลก แต่เป็เพียง "เซียนผู้ปลูกดอกไม้ด้วยน้ำตา" เื่เล่าที่คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็เพียงนิทานปรัมปรา แต่สำหรับหานเหวินแล้ว มันเป็เหมือนแสงหิ่งห้อยในความมืดมิด
ตำนานกล่าวถึงเซียนลึกลับผู้หนึ่งที่เคยปรากฏตัวเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ของสำนักอวิ๋นหลิน เขาปรากฏตัวในคืนเดือนเพ็ญที่หมอกลงจัดผิดปกติ ยืนอยู่ริมลำธารแห่งหนึ่งในหุบเขา เขาไม่ได้แสดงอำนาจ ไม่ได้เหาะเหิน แต่เขาสามารถปลูก ดอกหงเซียง สมุนไพริญญาระดับสี่ที่หายากและไม่มีใครเคยปลูกได้สำเร็จ ให้ผลิบานได้ในคืนนั้น
เล่ากันว่า เซียนผู้นั้นนั่งขัดสมาธิอยู่ริมน้ำ "สายน้ำทั้งสายสงบนิ่งดุจกระจกสะท้อนจันทรา" ในยามที่เขาหลับตา เขาก็ใช้น้ำตารดลงบนเมล็ดหงเซียงทีละหยด มีเพียงดอกหงเซียงต้นนั้นเท่านั้นที่ดูเหมือนจะรับรู้ถึงความเ็ปในจิตใจของเขา
ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็ใคร? หรือมาจากไหน? แต่เมื่อดอกหงเซียงบานเต็มต้น กลิ่นหอมอันแ่เบาของมันก็ลอยคลุ้งไปทั่วอวิ๋นหลิน ศิษย์ทุกคนต่างหลับใหลไปในความฝันเป็เวลาสามวันสามคืน และในความฝันนั้น พวกเขาทุกคนต่างฝันเห็นเงาของชายผู้หนึ่งที่กำลังเขียนตำรับยา... โดยใช้น้ำตาเป็หมึก
ศิษย์รุ่นหลังจึงขนานนามเขาเล่น ๆ ว่า “ท่านเซียนน้ำตา” หรือ “ท่านเซียนดอกไม้”
หานเหวินเชื่อมั่นว่าตำนานนี้ไม่ใช่เื่เพ้อเจ้อ เพราะในตำราเก่าแก่ของสำนัก มีบางสูตรยาที่ถูกบันทึกไว้ด้วยหมึกซีดจางอย่างไม่น่าเชื่อ และเล่ากันว่าตำรานั้นถูกเก็บไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของหอตำราแห่งอวิ๋นหลิน
....หานเหวินเดินจนมาถึงเขตประตูสำนัก แผ่นศิลาโบราณสลักคำว่า “อวิ๋นหลิน” ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ตัวอักษรบนศิลาดูเหมือนถูกสลักด้วยเพลิงศักดิ์สิทธิ์ ลมที่พัดผ่านพัดพาเสียงกระดิ่งไม้ที่แขวนอยู่ใต้หลังคาศาลาบรรพชนให้ดังเป็จังหวะเนิบช้า
ทันทีที่เขาก้าวผ่านประตูเข้ามาในสำนัก สายตาของเขาก็ปะทะกับเงาร่างหนึ่งที่ยืนหันหลังให้เขาอยู่ตรงลานฝึกกว้าง ชายผู้นั้นสวมชุดผ้าเรียบง่ายธรรมดา มือข้างหนึ่งถือจอบ มืออีกข้างประคองกระถางดอกไม้ขนาดเล็กไว้อย่างทะนุถนอม ราวกับสิ่งล้ำค่าที่สุดในโลก
“เ้าคือศิษย์ใหม่?” เสียงของเขาต่ำลึกและหนักแน่น แต่กลับไม่แฝงความเ็าแต่อย่างใด
หานเหวินโค้งคำนับเล็กน้อย “ขอฝากตัวด้วยขอรับ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงใจที่สุด
ชายผู้นั้นไม่ได้หันกลับมามอง แต่เสียงของเขาทิ้งท้ายไว้ก่อนที่จะเดินจากไปช้า ๆ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นดินและดอกไม้ “ฝากใจไว้กับดิน...ฝากกายไว้กับสายลม...ที่นี่บางทีอาจไม่มีอะไรให้เ้าได้เป็เซียนที่ยิ่งใหญ่...แต่ก็สอนให้เ้ารู้ว่าอะไรคือเซียน...”
หานเหวินยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เขายิ้มเล็กน้อยด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้นอยู่ในอก เขาก้าวเดินต่อไปในสำนักอวิ๋นหลินแห่งนี้ด้วยหัวใจที่เต้นรัว… และนั่นคือจุดเริ่มต้นของตำนานโลกเซียนอีกเื่หนึ่งที่กำลังจะถูกเปิดเผยอีกครั้ง…