“หึ เสร็จข้าล่ะ” ขอเพียงคู่ต่อสู้อยู่ในระดับต่ำกว่าปราชญ์ยุทธ์ นางสามารถควบคุมธาตุน้ำในร่างของคนผู้นั้นได้ทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเป็นผู้มีปราณธาตุน้ำเป็นส่วนประกอบแล้วยิ่งส่งผลรุนแรงขึ้น ดูอย่างอาจารย์อิงลู่ที่ยังยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น
นางรู้ดีว่าเด็กสาวมีปราณเจ็ดธาตุในตัวด้วยกัน แน่นอนว่าย่อมมีปราณธาตุน้ำในตัวแน่ๆ
ในร่างของมู่เชียนปราณธาตุน้ำที่ไหลเวียนอยู่ของนางพลันเปลี่ยนเป็นเชื่องช้า และติดขัดไปในทันที .. นี่หรือความสามารถของปราณธาตุกลายพันธุ์
ร่างของเด็กสาวไม่อาจขยับไปชั่วครู่ พริบตานั้นความคิดมากมายพลันวิ่งวนอยู่ในหัว
สภาพเช่นนี้.. คล้ายกับสถานการณ์ที่นางเป็นยิ่งนัก ถูกเลือกโดยผู้แข็งแกร่งกว่า ถูกบังคับพาตัวมาที่นี่ ถูกบังคับให้เดิน บังคับให้ทำ บังคับให้เป็น… นางเบื่อหน่ายชีวิตแบบนี้เหลือเกินแล้ว
‘ข้าเป็นคนนะ มีชีวิต มีจิตใจ เหตุใดไม่ถามข้าบ้างว่าข้าต้องการอะไร ข้าอยากทำหรือไม่… ?’
ความคับแค้นใจพลันเปลี่ยนเป็นพลัง ในดวงตาสีน้ำตาลที่เคยปรากฏความโอนอ่อนเสมอมาพลันเปลี่ยนเป็นแข็งแกร่งขึ้น
‘ข้าไม่ยอมอีกแล้ว ในเมื่อโลกแห่งนี้นับถือผู้แข็งแกร่ง เช่นนั้น ข้าก็จะแข็งแกร่ง ไม่ว่าผู้ใดไม่อาจบังคับข้าได้อีก….!’
ความแน่วแน่พลันพุ่งพล่านในจิตใจของเด็กสาว ในดวงตาสีน้ำตาลปรากฏแสงสีทองเรืองขึ้นวูบหนึ่ง จากนั้นปราณอันอบอุ่นสายหนึ่งจากกึ่งกลางท้องค่อยวิ่งไล่ไปทั่วปรับสมดุลปราณธาตุในร่างของมู่เชียน ปราณธาตุน้ำที่กำลังจะแข็งตัวพลันเปลี่ยนเป็นไหลเวียนได้คล่องแคล่วดุจเดิม
เสี่ยวจิ้งที่นอนมองอยู่ในร่างของมู่เชียนมิได้เอ่ยอันใด เขาทราบแต่แรกแล้วปราณธาตุน้ำกลายพันธ์ุนี้มิอาจทำอันใดมู่เชียนได้ เพราะปราณอี้เจ๋อนั้นคือปราณแห่งการเยียวยาและปรับสมดุลย์ธาตุ ไม่มีสิ่งใดในมิติแห่งนี้สามารถกดข่มปราณอี้เจ๋อได้
ที่เขาเป็นห่วงนั้นมีเพียงความดื้อรั้นและมุ่งมั่นในใจของนางที่ลุกโชนอยู่ตอนนี้เท่านั้น ดูจากท่าทียอมตายไม่ยอมสยบของนางยามนี้ ต่อไปคงได้แต่ใช้ไม้อ่อนเกลี้ยกล่อมเท่านั้น
สายเลือดของเทพย่อมมิอาจยินยอมรับการกดขี่ได้อยู่แล้ว
จู่ๆมู่เชียนพลันสามารถเคลื่อนไหวได้คล่อง นางรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของปราณอี้เจ๋อในร่าง ดวงตาสีน้ำตาลพลันวาวโรจน์ ฝ่ามือของเด็กสาวพ่นเอาปราณอัคคีออกมาใส่ร่างอิงอู่หลาน ทันที
อิงอู่หลานที่กำลังกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ เห็นจู่ๆเด็กสาวที่ถูกนางควบคุมตรงหน้า พลันขยับตัวได้ อีกทั้งยังโจมตีออกมาแล้ว ทำให้นางตกใจอย่างมาก… รีบหลบไปด้านข้างอย่างทุลักทุเล เพลิงที่ปล่อยออกกะทันหันนั้น เผาเอาชายแขนเสื้อข้างหนึ่งของนางไปด้วย โชคดีที่เมื่อครู่มู่เชียนมิได้ผสมปราณธาตุของเสี่ยวจิ้งลงไป มิเช่นนั้นคงไม่อาจดับเพลิงได้โดยง่ายเช่นนี้
“เจ้า…. เหตุใดเจ้ายังขยับได้ ?” สีหน้าราวกับเห็นผี
“เสียใจด้วย วิธีของเจ้าใช้ไม่ได้ผลกับข้าหรอก” มู่เชียนเอ่ยกับอิงอู่หลานด้วยสีหน้านิ่งเฉย
“เป็นไปได้อย่างไร… !” อิงอู่หลานสะบัดหน้าด้วยความงุนงง จากนั้นก็พุ่งสุดแรงเข้าใส่ร่างของมู่เชียนอีกครั้ง คราวนี้ไร้กระบวนท่าใดๆทั้งสิ้น มีเพียงความสงสัยใคร่รู้อยู่เต็มหัวใจ มือสองข้างของนางคว้าเอาแขนข้างหนึ่งของมู่เชียนเอาไว้แล้วปล่อยปราณธาตุพุ่งเข้าใส่ร่างของมู่เชียนอีกครั้งทันที
ครั้งนี้มู่เชียนอยู่เฉยๆ ปล่อยให้นางจับแขนยึดเอาไว้อย่างง่ายดาย
ผ่านไปครู่หนึ่ง มู่เชียนยังคงปกติดีทุกอย่าง อิงอู่หลานรู้สึกแปลกใจยิ่งนัก
ปราณธาตุของเด็กสาวตรงหน้าแปลกประหลาดยิ่งมาก ทั้งอ่อนนุ่ม วูบไหว ไม่อาจสัมผัสได้ อีกทั้งยังมีปริมาณมากมายอย่างที่นางไม่เคยพบมาก่อน ขณะที่คิดพิจารณาอยู่นั้น เท้าข้างหนึ่งของมู่เชียนยกสูงขึ้น แล้วถีบออกไปอย่างแรง
“เปรี้ยง…!!” ฝ่าเท้าที่แฝงด้วยปราณนักยุทธขั้นเก้าพุ่งเข้าใสร่างงามของอิงอู่หลาน ทำให้นางที่ไม่ทันตั้งตัวถึงกับเสียหลักกระเด็นออกไป
เด็กสาวมองร่างที่ปลิวออกไปนั้นด้วยสายตาเยือกเย็น ฝ่าเท้านี้ถือเป็นการเริ่มต้น นางจะถีบทุกคนที่คิดควบคุมบังคับนางออกไปจากชีวิต !
‘นับจากนี้เป็นต้นไป ข้าคือข้า ชีวิตของข้า ทางเดินของข้า ข้าจะขอเป็นผู้กำหนดเอง….!’
อิงอู่หลานรวบรวมสติอีกครั้ง นางรู้แล้วว่าด้วยเหตุผลบางอย่าง นางมิอาจควบคุมปราณธาตุเด็กสาวคนนี้ได้ ทว่าแทนที่นางจะโกรธแค้น ในดวงตาคู่งามกลับมีความตื่นเต้นปรากฏขึ้น. มุมปากงามของนางยกขึ้นอย่างนึกสนุก
ที่ผ่านมาสู้กับผู้อื่นเป็นเรื่องน่าเบื่ออย่างยิ่ง เพียงสัมผัสตัว ไม่ว่าจะเป็นโลหิตหรือปราณธาตุน้ำในตัวเจ้าพวกนั้นก็แข็งไปหมด ไม่อาจสู้ต่อได้ เสียอารมณ์ยิ่งนัก
หากจะเลือกสู้กับผู้ที่นางไม่อาจควบคุมได้ ก็ต้องมีเพียงสู้กับผู้ที่ลำดับขั้นสูงกว่านางมากเท่านั้น คนพวกนั้นล้วนมีฝีมือเหนือกว่านางไปไกลจนต้องออมมือให้นาง ไม่สนุกเลยสักนิด
ใช้ชีวิตเช่นนี้มาสิบกว่าปี จนมองอะไรก็น่าเบื่อ รู้สึกเหนื่อยหน่ายไปหมด ในที่สุดอิงอู่หลานที่ร่าเริง ชอบการต่อสู้ชกต่อย ก็เปลี่ยนเป็นคนขี้หงุดหงิด ท่าทีภายนอกกลายเป็นดูเย่อหยิ่ง ไม่สนใจความรู้สึกใคร
วันนี้ได้พบคู่ต่อสู้ที่ฝีมือใกล้เคียงกัน ต่อสู้กันอย่างเต็มที่ ถือว่าเป็นโอกาสให้นางได้ระบายความอัดอั้นตันใจที่มีมาตลอดชีวิตแล้ว
“ไม่เคยเห็นศิษย์พี่อิงเป็นเช่นนี้มาก่อน” เหล่าสมาชิกชุมนุมเทพธิดา ยืนให้กำลังใจอยู่รอบด้าน แปลกใจไม่น้อยที่หัวหน้าผู้สูงส่งและเย็นชาของนางกลับมีท่าทีสนุกสนาน บ้าระห่ำเยี่ยงนี้
“ย่อมต้องเป็นเพราะถูกยายเด็กอัปลักษณ์นั่นยั่วแหย่จนโมโหน่ะสิ คอยดูเถิด อีกเดี๋ยวนางต้องแพ้แน่นอน”
“จะแพ้ได้อย่างไร ? ดูเหมือนพรสวรรค์ของศิษย์พี่อิงมิอาจใช้กับนางได้เลย”
“เหอะ ระดับยอดยุทธ์ชั้นกลางจะเอาชนะนักยุทธขั้นเก้าผู้หนึ่งต้องอาศัยพรสวรรค์นั้นด้วยหรือไร ?”
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ อิงอู่หลานก็เดินกลับเข้ามาหามู่เชียนอีกครั้งพร้อมกับพับแขนเสื้อสองข้างขึ้น
“น่าสนุกจริงๆ ….... ข้าไม่คิดเลยว่าจะมีผู้ใดที่สามารถต่อต้านการควบคุมปราณของข้าได้…… วางใจเถอะ……. เห็นแก่ความพิเศษของเจ้า… ข้าจะซ้อมเจ้าสักพักแล้วค่อยปล่อยไป….”
อิงอู่หลานเอ่ยพลางมองยิ้มๆมาที่มู่เชียนด้วยท่าทียั่วเย้า ท่าทีของหญิงงามผู้เย็นชายามนี้ดูคล้ายอันธพาลคนหนึ่งอย่างมาก
“หึ.. หากคิดว่าทำได้ก็ลองดู” มู่เชียนเองก็ยกมุมปากขึ้นข้างหนึ่งอย่างท้าทาย
สายตาสองคู่ประสานกันกลางอากาศ หลังจากนั้นร่างทั้งสองพุ่งเข้าใส่กันอีกครั้งทันที
ปราณของรุ่นพี่ระดับยอดยุทธ์ปะทะลงมา แม้จะมิได้ใช้การควบคุมปราณธาตุอย่างที่ถนัด ทว่าการโจมตีแต่ละครั้งก็ยังคงกดดันเข้ามาที่ร่างของเด็กสาว…. แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่มู่เชียนกลับรู้สึกถึงบางสิ่งที่ค่อยๆเปลี่ยนไป
ปราณอี้เจ๋อในร่างนาง เมื่อถูกกดดันมันก็ค่อยๆเพิ่มความรุนแรงของการไหลเวียนขึ้น จากที่ไหลเอื่อยๆก็กลายเป็นไหลบ่าราวกับน้ำหลาก สาเหตุเพื่อช่วยคลายความกดดันจากปราณแปลกปลอมนอกร่าง นอกจากนั้น ยังส่งผลให้ปราณอื่นๆในร่างของมู่เชียนไหลเวียนได้คล่องขึ้นเรื่อยๆด้วย
โดยไม่มีใครรู้ตัว ปราณของมู่เชียนถูกขัดเกลาจนพัฒนาขึ้นช้าๆ จากการต่อสู้ครั้งนี้….
ทั้งสองยังปะทะฝ่ามือกันไปเรื่อย ขณะที่ฝ่ามือและท่าร่างของมู่เชียนสามารถใช้ออกได้คล่องแคล่วขึ้นเรื่อยๆ หมัดและเท้าของอิงอู่หลานรุนแรงและรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน ในดวงตาของหญิงสาวทั้งสองฉายแววสาสมใจและสนุกสนาน
“เปรี้ยง…!” หน้าแข้งเปี่ยมพลังของอิงอู่หลานปะทะกับแขนของมู่เชียนอีกครั้ง เด็กสาวถอยหลังไปสามก้าว ในขณะที่อิงอู่หลานไม่มีทีท่าสะเทือนแม้แต่น้อยกับการปะทะในครั้งนี้
อิงอู่หลานไม่รอให้มู่เชียนตั้งตัวยังคงรุกไล่เข้ามา นางเรียกใช้พลองอีกครั้ง แล้วใช้มันฟาดลงที่ร่างของมู่เชียนอย่างสนุกสนาน สังเกตได้ว่ามิได้ใช้แรงเต็มที่ อีกทั้งยังหลีกเลี่ยงจุดที่จะทำให้นางเจ็บหนักด้วย
ตลอดการต่อสู้นี้ นางไม่มีทีท่าจะใช้พรสวรรค์ของตนมาสะกดปราณธาตุในร่างมู่เชียนอีกเลย
มู่เชียนเองก็เริ่มรู้แล้วว่าศิษย์พี่ตรงหน้ามิได้ตั้งใจลงมืออย่างเต็มที่เช่นตอนแรก อิงอู่หลานเพียงลงมือเพื่อหวังจะซ้อมนางเท่านั้น
“อย่างไร จะยอมหรือไม่ ถ้าก้มหัวขออภัยศิษยพี่คนนี้ และเข้าร่วมกับชุมนุมเทพธิดาของข้า ข้าจะยอมใจกว้างอภัยให้ก็ย่อมได้” พลองยังฟาดลงมาไม่หยุด ทว่าวาจายั่วเย้าก็ยังสามารถเอ่ยออกมาได้ แสดงให้เห็นว่าอิงอู่หลานมิได้ใช้ฝีมือทั้งหมดจริงๆ
มู่เชียนขมวดคิ้วมองพลองวารีในมือของอิงอู่หลาน พลองนั่นแข็งแกร่งมาก…. แต่ว่า…
‘ลองดูก็แล้วกัน !’
“ยังไม่ยอมหรือ ? ไม่เป็นไร ข้าจะตีจนเจ้ายอมเอง”
ร่างของอิงอู่หลานพุ่งเข้ามาอีกครั้ง ครั้งนี้เป้าหมายของพลองวารี คือไหล่ซ้ายของมู่เชียน
“ศิษย์พี่อิง ท่านชื่นชอบควบคุมปราณธาตุใช่หรือไม่ ? ท่านลองดูนี่เถิด…….. หมื่นธาตุพิษ ธาตุดินธาตุลมจงมา…!”
นี่เป็นคัมภีร์ที่นางได้ไปเมื่อสองวันก่อน หลังศึกษาแล้วก็รู้สึกชื่นชอบอย่างมาก
คัมภีร์หมื่นธาตุพิษ ชื่อนี้มีความหมายคือ นำธาตุในปริมาณที่แตกต่างกัน มารวมกันในสัดส่วนที่เหมาะสม สามารถสร้างพิษต่อปราณธาตุอื่นได้นับหมื่นชนิด พิษเหล่านี้มิอาจถอนได้โดยง่าย มีเพียงผู้วางพิษเท่านั้นจึงจะถอนพิษได้
แม้นางเพิ่งจะเริ่มศึกษายังไม่อาจทำให้เกิดพิษรุนแรงได้ ทว่าเพียงก่อกวนให้เกิดความผิดปกติของปราณธาตุนั้นน่าจะไม่เกิดความสามารถ
เส้นสายที่เกิดจากสีน้ำตาลและสีขาวพลันวิ่งออกมาจากนิ้วมือของมู่เชียน วูบตรงเข้าสู่พลองวารีตรงหน้า และจมหายไปในนั้น
“วูบบบ” พลองในมือของของอิงอู่หลานสั่นวูบ จากนั้นมือของนางพลันชาดิกจนต้องปล่อยให้พลองนั้นสลายไป เมื่อยกมือขึ้น ก็พบว่ามือสองข้างของนางนั้นเปลี่ยนเป็นสีคล้ำขึ้น
“นี่มันวิชาอะไรกัน…!” อิงอู่หลานเอ่ยถาม ทว่าอาจารย์อิงพลันหลุดจากการสะกดได้ก่อน จึงตะโกนเสียงดังลั่น
“พวกเจ้าบ้ากันพอหรือยัง … ศิษย์ร่วมสำนักกลับสู้กันในโถงเรียนเช่นนี้ พวกเจ้าอยากให้ข้าสู้หน้าผู้อื่นได้อีกหรือไม่?” อิงอู่หันมองสภาพโถงเรียนที่เต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้แล้วก็รู้สึกโมโหมากขึ้น
“ ข้าจะลงโทษพวกเจ้า มู่เชียน อิงอู่หลาน …… งดหินลมปราณหกเดือน หากภายภาคหน้าก่อเรื่องอีก จะปรับให้ไม่ผ่านจิตพิสัย ต่อให้พวกเจ้าสอบได้คะแนนดีเพียงใดก็ไม่อาจจบการศึกษาจากที่นี่ได้ !”
มู่เชียนและอิงอู่หลานที่เพิ่งผ่านการต่อสู้อันร้อนระอุมามิได้รู้สึกเกรงกลัวกับคำขู่ของท่านอาจารย์แม้แต่น้อย ด้วยฐานะการเงินของพวกนาง การปรับหินลมปราณหกเดือนมิได้ส่งผลกระทบใดๆแม้แต่น้อย
ทว่าสำหรับมู่เชียนที่อ่อนน้อมจนเป็นนิสัยแล้วอย่างไรก็อดไม่ได้ที่จะเห็นใจท่านอาจารย์ผู้ถูกลูกศิษย์ก่อกวนและทำลายห้องเรียนผู้นี้ นางเองก็เป็นศิษย์ใหม่เสียด้วย ไม่ควรสร้างภาพจำแบบนี้กับอาจารย์ผู้สั่งสอนวิชา คิดได้ดังนั้นจึงเอ่ยขออภัยท่านอาจารย์อย่างเคารพ
“มู่เชียนขออภัยท่านอาจารย์อิงเจ้าค่ะ” เด็กสาวโค้งคารวะอย่างสุภาพ แล้วก็มิได้กล่าวอันใดมากอีก นางถอยกลับไปยืนอยู่ที่มุมห้องกับฉวนสี่ โม่เจี้ยนและหยางอี้ปินดังเดิม
ส่วนอิงอู่หลานมองมู่เชียนที่เปลี่ยนเป็นเด็กสาวอ่อนน้อมด้วยดวงตาสนใจ คราวนี้แม้จะดูสุภาพทว่ากลับมิได้ให้ความรู้สึกหงอรังแกง่ายดายเช่นเดิมอีก มุมปากงดงามของนางเหยียดออกอย่างพอใจ แล้วเดินออกไปนั่งพักอยู่ที่ริมห้อง สายตาไม่ได้มองมาทางกลุ่มของมู่เชียนอีกเลย
อิงลู่เห็นหลานสาวยังคงหยิ่งยโสเช่นนั้นก็หงุดหงิดยิ่ง เขาถูกหลานสาวของเขาทำร้ายต่อหน้าลูกศิษย์ทั้งห้อง ยามนี้อับอายจนไม่รู้จะเอาหน้าอ้วนๆนี้ไปไว้ที่ใดแล้ว
“เอาล่ะ… เริ่มการเรียนภาคบ่ายได้ วันนี้ข้าจะสอนอีกสองร่าง !”
อิงลู่เอ่ย เขาเรียกให้ผู้รับใช้ไปขนศพเข้ามาในห้อง และกำชับว่า
“วันนี้ข้าอารมณ์ไม่ดี เลือกเอาที่เปื่อยๆหน่อยล่ะ…!”
“ขอรับ” เหล่าผู้รับใช้มีสีหน้าซีดลง
บ่ายนั้นเหล่าศิษย์ทั้งหลายก็พบกับการเรียนอันยาวนานและโหดร้ายเป็นพิเศษ