บทที่ 35 : พายุห้วงสมุทรบูรพา ข้อมูลวังบาดาล และค่ายกลหอกปราบสมุทร!
เกลียวคลื่นสีครามอมดำม้วนตัวสูงชันนับสิบจั้ง ซัดกระหน่ำเข้าใส่กันจนเกิดเสียงดังกัมปนาทประดุจสวรรค์พิโรธ ท้องฟ้าเหนือ 'มหาสมุทรบูรพาไร้ขอบเขต' ถูกปกคลุมด้วยเมฆพายุหมุนเกลียวที่บดบังแสงอาทิตย์จนมืดมิดราวกับเป็นยามราตรี สายฟ้าสีม่วงคล้ำแลบแปลบปลาบฟาดผ่าลงมายังผืนน้ำอย่างเกรี้ยวกราด กลิ่นอายความเค็มของเกลือสมุทรผสมผสานกับความคาวเลือดของสัตว์อสูรที่ซุกซ่อนอยู่ใต้บาดาล ลอยคลุ้งไปทั่วทุกอณูอากาศ
ท่ามกลางความบ้าคลั่งของธรรมชาติที่สามารถฉีกกระชากผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตแก่นแท้ทองคำให้กลายเป็นเศษเนื้อได้ในพริบตา เรือสำเภาขนาดยักษ์ 'มังกรทะลวงคลื่น' กำลังฝ่าฟันเกลียวคลื่นทะยานไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น ค่ายกลพิทักษ์รูปมังกรวารีสีฟ้าใสครอบคลุมตัวเรือเอาไว้อย่างมิดชิด ปัดเป่าแรงกระแทกจากสายลมและเกลียวคลื่นมรณะออกไปได้อย่างทันท่วงที
ณ ห้องรับรองพิเศษระดับสูงสุดที่ตั้งอยู่บนชั้นดาดฟ้าของเรือสำเภา ซึ่งเดิมทีเป็นที่พักส่วนตัวของคุณชายอ๋าวเจิน บัดนี้ได้ตกเป็นของมัจจุราชชุดขาวอย่างสมบูรณ์แบบ
ภายในห้องรับรองที่ตกแต่งอย่างหรูหราด้วยไข่มุกราตรีและไม้หอมศักดิ์สิทธิ์ กลิ่นอายความวุ่นวายจากภายนอกถูกตัดขาดด้วยค่ายกลเก็บเสียงอย่างสิ้นเชิง ซูหลงอวิ๋นนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงหยกเหมันต์ หลับตาพริ้ม โคจรเคล็ดวิชากลืนนภาผลาญจักรวาล ดึงดูดปราณธาตุวารีที่หนาแน่นเหนือมหาสมุทรเข้ามาชำระล้างเส้นชีพจร
'แก่นแท้ทองคำหยินหยางเทวะ' ในจุดตันเถียนหมุนวนอย่างเชื่องช้า เปล่งประกายแสงสีขาวและทองสลับกันไปมา รากฐานขอบเขตแก่นแท้ทองคำขั้นต้นของเขาบัดนี้มั่นคงประดุจขุนเขาบรรพกาล
"นายท่าน... ข้านำตัวมันมาแล้วขอรับ"
เสียงทุ้มต่ำของจินหลินดังก้องขึ้นในห้องรับรอง ราชสีห์เพลิงเดินนวดนาดเข้ามา พร้อมกับใช้ปากคาบและลากคอเสื้อของ 'อ๋าวเจิน' คุณชายครึ่งมังกรที่บัดนี้มีสภาพสะบักสะบอมและน่าสมเพชยิ่งนัก บาดแผลที่ถูกกระบี่กลืนเงาฟันที่หน้าอกยังคงมีผ้าพันแผลสีขาวพันไว้อย่างลวกๆ กลิ่นอายพลังวิญญาณก่อกำเนิดของมันถูกซูหลงอวิ๋นใช้อาคมสกัดกั้นเอาไว้จนไม่อาจโคจรลมปราณได้
จินหลินสะบัดคอ โยนร่างของอ๋าวเจินกระแทกลงบนพื้นพรมขนสัตว์อย่างไม่แยแส
ซูหลงอวิ๋นค่อยๆ ลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีดำสนิทดุจห้วงเอกภพจ้องมองไปยังเชลยของตน รอยยิ้มเย็นชาปรากฏบนมุมปาก
"คุณชายอ๋าว... ดูเหมือนว่าการเป็นคนนำทางของเจ้า จะทำให้เจ้าเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย ทว่าข้ายังมีเรื่องราวอีกมากมายที่ต้องการให้เจ้าช่วยไขความกระจ่าง"
อ๋าวเจินกัดฟันกรอด ความเย่อหยิ่งของสายเลือดเผ่ามังกรสมุทรยังคงหลงเหลืออยู่ในแววตา ทว่าเมื่อสบเข้ากับดวงตาของมังกรหนุ่ม ความหวาดกลัวก็พุ่งพล่านขึ้นมาจับขั้วหัวใจ มันรู้ดีว่าบุรุษเบื้องหน้ามิใช่มนุษย์ธรรมดา ทว่าคือปีศาจร้ายที่สามารถลงมือสังหารผู้คนได้โดยไม่กะพริบตา
"ขะ... ข้าบอกท่านไปหมดแล้ว ทิศทางการเดินเรือ กระแสน้ำวนมรณะ... ข้าทำตามที่ท่านสั่งทุกอย่าง ท่านยังต้องการสิ่งใดจากข้าอีก!" อ๋าวเจินเค้นเสียงถาม
"สิ่งที่ข้าต้องการรู้ มิใช่เรื่องของกระแสน้ำ ทว่าคือเรื่องของ 'วังบาดาลเผ่ามังกร' และโครงสร้างขุมกำลังของมหาทวีปบูรพามังกรต่างหาก" ซูหลงอวิ๋นลุกขึ้นยืน ก้าวเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าครึ่งมังกรหนุ่ม "ข้ามีธุระต้องไปจัดการที่นั่น การรู้เขารู้เรา ย่อมเป็นวิสัยของผู้ที่ฉลาดหลักแหลม... จงเล่าทุกสิ่งที่เจ้ารู้เกี่ยวกับวังบาดาลมาให้หมด หากมีสิ่งใดปิดบัง หรือมีคำโกหกแม้แต่ครึ่งคำ ข้าจะให้จินหลินค่อยๆ ย่างสดเจ้าทีละชิ้น"
ราชสีห์เพลิงแสยะยิ้ม โชว์เขี้ยวแหลมคมพร้อมกับพ่นประกายไฟออกจากจมูกเพื่อข่มขวัญ
อ๋าวเจินลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มันถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง ก่อนจะเริ่มเล่าความจริงออกมา
"มหาทวีปบูรพามังกร... มิได้เป็นแผ่นดินผืนใหญ่ประดุจมหาทวีปศูนย์กลางเซียนหยวน ทว่ามันประกอบด้วยหมู่เกาะนับหมื่นแสน และพื้นที่กว่าแปดส่วนคือมหาสมุทรอันลึกล้ำ ผู้ที่ปกครองสูงสุดคือ 'วังบาดาลเผ่ามังกร' ซึ่งตั้งอยู่ ณ ก้นบึ้งของร่องลึกสวรรค์..."
มันเว้นจังหวะเล็กน้อย แววตาฉายความยำเกรงเมื่อเอ่ยถึงขุมกำลังหลักของตน "เผ่าพันธุ์มังกรสมุทรแบ่งแยกชนชั้นตามความบริสุทธิ์ของสายเลือดอย่างเข้มงวดที่สุด จุดสูงสุดคือ 'มังกรแท้จริง' ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่สืบสายเลือดมาแต่ยุคบรรพกาล รองลงมาคือ 'มังกรวารี' 'มังกรเขาเดียว' และต่ำต้อยที่สุดคือ 'ครึ่งมังกร' เยี่ยงข้า ที่มีสายเลือดมนุษย์ผสมอยู่..."
"แล้วความแข็งแกร่งของพวกมังกรแท้จริงเล่า? ผู้ปกครองวังบาดาลอยู่ในขอบเขตใด?" ซูหลงอวิ๋นถามเจาะจง นี่คือข้อมูลที่สำคัญที่สุด
อ๋าวเจินยิ้มขื่น "ท่านคิดจะไปก่อเรื่องที่วังบาดาลงั้นรึ? ขอบอกไว้ก่อนเลยว่าท่านกำลังรนหาที่ตาย... 'จักรพรรดิมังกร' ผู้ปกครองวังบาดาลองค์ปัจจุบัน ทรงอยู่ในขอบเขต 'ราชันย์ยุทธ์' ( ขอบเขตที่ 7) ! พระองค์ทรงตระหนักรู้ถึงแนวคิดแห่งห้วงสมุทร และสามารถกาง 'อาณาเขตมังกรกลืนนภา' ที่บดขยี้บรรพชนศักดิ์สิทธิ์ได้ด้วยการขยับเพียงนิ้วเดียว! ซ้ำยังมีเหล่าแม่ทัพมังกรระดับบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ (ขอบเขตที่ 6) อีกหลายสิบตนคอยคุ้มครอง!"
เมื่อได้ยินระดับพลังที่แท้จริงของขุมอำนาจแห่งทวีปบูรพา นัยน์ตาของซูหลงอวิ๋นก็หรี่ลงเล็กน้อย ทว่ามิได้มีความหวาดกลัวปรากฏให้เห็น มีเพียงความครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งเท่านั้น
ราชันย์ยุทธ์... ห่างจากข้าในยามนี้ถึง 'สี่ขอบเขตใหญ่'... ซูหลงอวิ๋นประเมินในใจอย่างเยือกเย็น นี่มิใช่ตัวตนที่ข้าจะสามารถอาศัยค่ายกลหรือระเบิดโอสถเพื่อเอาชนะได้อีกต่อไป ความห่างชั้นระดับนี้คือความตายอันเที่ยงแท้ หากเผชิญหน้ากันตรงๆ ลำพังแค่ปราณกดทับของราชันย์ยุทธ์ ก็มากพอจะบดขยี้ข้าให้กลายเป็นหมอกเลือด... ดูเหมือนว่าการตามหาชิ้นส่วนแผนที่ดาราจักรใบสุดท้ายในวังบาดาล ข้าจำต้องอาศัยสติปัญญา การลอบเร้น และยุทธวิธีที่รัดกุมที่สุด ห้ามใช้กำลังปะทะโดยเด็ดขาด
ความสมดุลของกฎแห่งฟ้าดินคือสิ่งที่ซูหลงอวิ๋นยึดถือ เขาตระหนักดีว่าตนเองมิใช่เทพเจ้าที่ไร้เทียมทานในร่างมนุษย์ การเติบโตจำต้องก้าวไปทีละขั้น
"ข้าเข้าใจแล้ว..." ซูหลงอวิ๋นพยักหน้า "แล้วเรื่องสมบัติล้ำค่าหรือเขตแดนต้องห้ามในวังบาดาลเล่า? มีสถานที่ใดที่ถูกคุ้มกันแน่นหนาเป็นพิเศษหรือไม่?"
อ๋าวเจินขมวดคิ้ว นึกทบทวน "มีสถานที่หนึ่ง... เรียกว่า 'แท่นบูชามังกรบรรพกาล' ตั้งอยู่ส่วนลึกที่สุดของวังบาดาล เป็นสถานที่ต้องห้ามที่แม้แต่ราชวงศ์หากไม่ได้รับอนุญาตก็ห้ามเข้าใกล้ ว่ากันว่าที่นั่นมีสมบัติที่ตกทอดมาจากยุคดึกดำบรรพ์ซุกซ่อนอยู่ ทว่ามีค่ายกลระดับสวรรค์และแม่ทัพมังกรผู้เฒ่าระดับบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงสุดเฝ้าอยู่ตลอดเวลา..."
แท่นบูชามังกรบรรพกาล... ต้องเป็นที่นั่นแน่ ซูหลงอวิ๋นจดจำข้อมูลนี้ไว้ในใจ
ทว่า ในขณะที่เขากำลังจะซักถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงสร้างของค่ายกลนั้นเอง...
ตูมมมมมมมมมมมม!!!!!
เสียงระเบิดกัมปนาทที่รุนแรงเสียยิ่งกว่าอสนีบาตสวรรค์ พลันดังกึกก้องมาจากใต้ท้องเรือ! เรือสำเภา 'มังกรทะลวงคลื่น' ขนาดยักษ์ที่หนักนับแสนชั่ง ถูกกระแทกจนลอยคว้างขึ้นพ้นผิวน้ำไปหลายจั้ง ก่อนจะร่วงตกลงมากระแทกเกลียวคลื่นอย่างรุนแรงจนโครงไม้หอมศักดิ์สิทธิ์ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด!
"เกิดอันใดขึ้น!" อ๋าวเจินล้มกลิ้งคลุกคลานไปกับพื้น หน้าถอดสีด้วยความหวาดกลัว
"มีบางอย่างโจมตีค่ายกลพิทักษ์จากใต้ทะเล!" จินหลินกางกรงเล็บจิกพื้นพรมเพื่อทรงตัว สัญชาตญาณสัตว์อสูรของมันร้องเตือนถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา
ซูหลงอวิ๋นทรงตัวได้อย่างมั่นคง เขาสะบัดแขนเสื้อเปิดประตูห้องรับรอง ก้าวเดินออกไปยังระเบียงดาดฟ้าเรือ ทันทีที่เขาทอดสายตามองลงไปยังผืนน้ำสีดำทะมึนเบื้องล่าง ภาพที่ปรากฏก็ทำให้ดวงตาของมังกรหนุ่มต้องหรี่แคบลง
รอบตัวเรือสำเภา บัดนี้ถูกตีวงล้อมด้วยครีบหลังสีแดงโลหิตขนาดใหญ่เทียมตึกสามชั้นนับร้อยครีบ! พวกมันแหวกว่ายตัดเกลียวคลื่นด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการ น้ำทะเลบริเวณนั้นถูกย้อมด้วยสีแดงขุ่นคลั่ก กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งรุนแรงจนน่าสะอิดสะเอียน
และที่ใจกลางวงล้อม เบื้องหน้าหัวเรือ ปรากฏร่างของสัตว์อสูรขนาดยักษ์ที่โผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมาครึ่งซีก!
มันคือฉลามขนาดยักษ์ที่มีความยาวกว่าห้าสิบจั้ง ลำตัวถูกปกคลุมด้วยเกล็ดหนาสีดำทมิฬประดุจเหล็กกล้าบรรพกาล ดวงตาสามดวงสีแดงก่ำสาดประกายความกระหายเลือดอย่างบ้าคลั่ง ขากรรไกรของมันอ้ากว้าง เผยให้เห็นฟันแหลมคมนับหมื่นซี่ที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ
"นั่นมัน... 'ฉลามคลั่งโลหิตเกราะเหล็ก'!" อ๋าวเจินที่คลานตามออกมาเกาะขอบระเบียง อุทานเสียงหลงด้วยความสิ้นหวัง "สวรรค์! พวกเราบังเอิญแล่นเรือเข้ามาในอาณาเขตล่าเหยื่อของฝูงฉลามคลั่ง! ตัวจ่าฝูงนั่น... กลิ่นอายพลังของมัน... ขอบเขต 'ครึ่งก้าวตัดวิญญาณ' (รอยต่อขอบเขตที่ 4-5)!"
ผู้ฝึกยุทธ์และผู้โดยสารนับร้อยคนบนเรือ ต่างกรีดร้องและวิ่งพล่านด้วยความตื่นตระหนก เหล่าทหารเกล็ดปลาพยายามระดมยิงหอกวารีและคันศรหน้าไม้ลงไปใส่ฝูงฉลาม ทว่าอาวุธเหล่านั้นเมื่อกระทบกับเกล็ดเหล็กของพวกมัน กลับกระดอนออกไปราวกับเศษไม้ ไร้ซึ่งรอยขีดข่วน!
"จบสิ้นแล้ว! ม่านพลังเรือต้านทานการพุ่งชนของพวกมันได้อีกไม่เกินครึ่งชั่วยาม หากเรือแตก พวกเราทั้งหมดต้องกลายเป็นอาหารปลา!" อ๋าวเจินทรุดตัวลงคุกเข่าอย่างหมดสภาพ
ซูหลงอวิ๋นมองประเมินจ่าฝูงฉลามคลั่งโลหิตด้วยความเยือกเย็น
ครึ่งก้าวตัดวิญญาณ... ห่างจากข้าในยามนี้เกือบ 'สองขอบเขตใหญ่' มังกรหนุ่มคิดคำนวณในใจ หากปะทะกันบนบก ข้าอาจจะใช้ย่างก้าวเงามายาและความคล่องตัว ผสานกับกระบี่กลืนเงาเพื่อหาช่องโหว่ลอบสังหารมันได้ ทว่านี่คือกลางมหาสมุทร ซึ่งเป็นถิ่นของมัน ซ้ำสัตว์อสูรยังมีพละกำลังทางกายภาพที่แข็งแกร่งกว่ามนุษย์ในระดับเดียวกันหลายเท่า การกระโดดลงไปฟาดฟันกับมันตรงๆ ย่อมเป็นการกระทำของคนโง่เขลาที่ไร้สมอง
"วิถีแห่งเต๋า มิใช่การบ้าบิ่นพุ่งชนกำแพงหิน ทว่าคือการรู้จักรวบรวมสรรพสิ่งรอบกายมาเป็นอาวุธ..."
ซูหลงอวิ๋นหันไปมองค่ายกลพิทักษ์ของเรือสำเภาที่กำลังกะพริบถี่จากการถูกฝูงฉลามกระแทก "เรือลำนี้มีค่ายกลระดับบรรพชนคุ้มครองอยู่ โครงสร้างของมันแข็งแกร่งพอจะทนรับพลังมหาศาลได้ หากข้าดัดแปลงแก่นควบคุมของมันเสียใหม่ ย่อมสามารถเปลี่ยนโล่ให้กลายเป็นหอกทะลวงสวรรค์ได้!"
"จินหลิน! เจ้าจงลงไปที่ดาดฟ้าเรือชั้นล่าง ปลดปล่อยเพลิงอัคคีแผดเผาผิวน้ำ สกัดกั้นพวกลูกฝูงฉลามอย่าให้พวกมันกระแทกม่านพลังได้ถนัดนัก ถ่วงเวลาให้ข้าครึ่งก้านธูป!" ซูหลงอวิ๋นสั่งการเสียงเฉียบขาด
"รับคำสั่งนายท่าน!" ราชสีห์เพลิงพุ่งทะยานลงไปเบื้องล่างทันที เปลวเพลิงสีทองคำถูกพ่นลงสู่ผิวน้ำ แม้น้ำทะเลจะดับไฟได้ ทว่าเพลิงของกิเลนคือเพลิงวิญญาณที่สามารถลุกโชนเหนือน้ำได้ชั่วขณะ ทำให้ฝูงฉลามลูกสมุนต้องถอยร่นด้วยความร้อน
ส่วนซูหลงอวิ๋น มิได้ชักกระบี่ออกไปรบ ทว่าเขากลับพุ่งทะยานลงไปยัง 'ห้องเครื่อง' ที่อยู่ใจกลางของเรือสำเภา!
ภายในห้องเครื่อง มีแท่นหยกขนาดใหญ่ที่สลักลวดลายค่ายกลซับซ้อน มันคือ 'แก่นควบคุม' ของค่ายกลมังกรวารี มีหินปราณระดับกลางนับแสนก้อนทำหน้าที่จ่ายพลังงานอยู่
ทหารเกล็ดปลาที่ดูแลห้องเครื่องตกตะลึงเมื่อเห็นผู้บุกรุก ทว่าซูหลงอวิ๋นเพียงแค่สะบัดแขนเสื้อ ปลดปล่อยปราณหยินหยางกระแทกพวกมันจนสลบเหมือดไปในคราวเดียว
"ค่ายกลธาตุวารี... เน้นการป้องกันและดูดซับแรงกระแทกเป็นหลัก ข้าจะเปลี่ยนสัจธรรมของมัน!"
ซูหลงอวิ๋นกัดปลายนิ้วชี้ของตนเองจนเลือดสีทองคำไหลซึมออกมา เขาตวัดนิ้ววาด 'อาคมจารึก' ระดับเทวะลงบนแท่นหยกอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ! อักขระโบราณนับพันตัวถูกเขียนทับลงบนค่ายกลเดิม บังคับให้เส้นทางเดินลมปราณของเรือบิดเบี้ยวและเปลี่ยนทิศทาง!
จากนั้น เขาล้วงเอาหินปราณ 'ระดับสูง' นับพันก้อนที่เก็บไว้ในแหวนมิติ เทพรวดลงไปในช่องจ่ายพลังงาน!
"ด้วยพลังของหินปราณระดับสูง ผสานกับอาคมแปลงสัจธรรม... จงเปลี่ยนม่านพลังมังกรวารี ให้กลายเป็น 'ค่ายกลหอกปราบสมุทรบรรพกาล'!"
วิ้งงงงงงงงงงง!!!!!
วินาทีที่ซูหลงอวิ๋นประทับฝ่ามือลงบนแก่นควบคุมเพื่อกระตุ้นค่ายกล เรือสำเภา 'มังกรทะลวงคลื่น' ขนาดยักษ์ก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงที่สุด!
ม่านพลังสีฟ้าที่เคยกางครอบเรือเพื่อป้องกัน พลันหดตัวลงอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดเสียงฮือฮาด้วยความตื่นตระหนกของผู้คนบนดาดฟ้าที่คิดว่าค่ายกลแตกแล้ว ทว่าในพริบตาต่อมา พลังปราณวารีทั้งหมดที่ควบแน่น ได้พุ่งทะยานไปรวมตัวกันที่เสากระโดงหัวเรือ!
แสงสีฟ้าครามสว่างเจิดจ้าประดุจดวงอาทิตย์ดวงที่สอง ปราณฟ้าดินเหนือมหาสมุทรบูรพาถูกสูบกลืนเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ภายใต้การชักนำของอาคมจารึกที่ซูหลงอวิ๋นสร้างขึ้น พลังงานเหล่านั้นได้ก่อตัวเป็น 'หอกวารีสีทองคำ' ขนาดยักษ์ที่มีความยาวกว่าหนึ่งร้อยจั้ง! ลอยตระหง่านอยู่เหนือหัวเรือ เล็งตรงไปยังจ่าฝูงฉลามคลั่งโลหิตเกราะเหล็ก!
กลิ่นอายทำลายล้างที่แผ่ออกมาจากหอกยักษ์เล่มนี้ ทรงพลังเสียยิ่งกว่าการโจมตีของยอดฝีมือตัดวิญญาณขั้นต้นเสียอีก! นี่คือพลังจากทรัพยากรภายนอกและสติปัญญาแห่งวิถีเทวะอย่างแท้จริง!
"ก๊าซซซซซ!"
จ่าฝูงฉลามคลั่งโลหิตสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามแห่งความตาย มันเบิกตาสามดวงกว้าง อ้าปากพ่น 'ลำแสงคลื่นโลหิตทำลายล้าง' ขนาดมหึมา พุ่งสวนกลับมาหมายจะบดขยี้เรือสำเภาให้แหลกเป็นผุยผงก่อนที่หอกจะถูกยิงออกไป!
ทว่า ซูหลงอวิ๋นที่อยู่ในห้องควบคุมได้คำนวณทุกอย่างไว้แล้ว นัยน์ตาสีดำของเขาสาดประกายอำมหิต
"ตาย!"
ตูมมมมมมมมมม!!!!!
หอกปราบสมุทรบรรพกาลถูกยิงออกไปดังกัมปนาท! หอกยักษ์สีทองคำแหวกเกลียวคลื่นและอากาศธาตุ พุ่งปะทะกับลำแสงคลื่นโลหิตของจ่าฝูงฉลาม!
ไม่มีการยื้อยุดฉุดกระชาก! พลังทำลายล้างของค่ายกลระดับสูงที่ถูกยกระดับด้วยหินปราณและอาคมเทวะ ทะลวงผ่าลำแสงโลหิตนั้นจนแตกกระจายเป็นสองซีกอย่างง่ายดายประดุจมีดผ่าไม้ไผ่! ก่อนที่มันจะพุ่งเข้าเจาะทะลวงกะโหลกเกราะเหล็กของจ่าฝูงฉลามอย่างจัง!
ฉัวะ!!!!! โพละ!
เกล็ดที่แข็งแกร่งที่สุดไม่อาจต้านทานอำนาจแห่งค่ายกลได้ หอกยักษ์ทะลวงผ่านกลางหว่างคิ้วของสัตว์อสูรขอบเขตครึ่งก้าวตัดวิญญาณ ระเบิดสมองและจุดตันเถียนของมันจนแหลกละเอียดในพริบตา!
ร่างขนาดยักษ์ของจ่าฝูงฉลามกระตุกอย่างรุนแรง เลือดสีดำคล้ำพุ่งกระฉูดเป็นน้ำพุ ก่อนที่ร่างไร้วิญญาณจะหงายท้องลอยอืดอยู่กลางมหาสมุทร!
สับสังหารในกระบวนท่าเดียว! ด้วยการยืมพลังแห่งค่ายกลและอาคม!
ลูกฝูงฉลามนับร้อยเมื่อเห็นจ่าฝูงตกตายอย่างน่าสยดสยอง สัญชาตญาณความหวาดกลัวก็เข้าครอบงำ พวกมันแตกฮือและดำดิ่งหนีหายไปในความมืดมิดของก้นมหาสมุทรอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงซากศพของจ่าฝูงและทะเลที่ถูกย้อมด้วยสีเลือด
ความเงียบสงัดเข้าครอบงำเรือสำเภาอีกครั้ง มีเพียงเสียงคลื่นลมที่ยังคงพัดผ่าน
ผู้ฝึกยุทธ์และทหารบนเรือต่างอ้าปากค้าง ขาทั้งสองข้างอ่อนระทวยทรุดลงไปนั่งกับพื้น พวกเขามองขึ้นไปยังหอกพลังงานที่ค่อยๆ สลายตัวไป สลับกับมองไปยังประตูห้องเครื่องที่เปิดออก...
ซูหลงอวิ๋นในชุดคลุมสีขาว ก้าวเดินออกมาอย่างช้าๆ ใบหน้าของเขาซีดเซียวลงเล็กน้อยจากการสูญเสียพลังจิตวิญญาณในการวาดอาคมระดับสูงอย่างกะทันหัน ทว่าแผ่นหลังของเขายังคงตั้งตรงดุจเดิม
"จินหลิน... ไปนำ 'แก่นอสูร' ของจ่าฝูงมาให้ข้า สัตว์อสูรระดับครึ่งก้าวตัดวิญญาณ แก่นของมันมีประโยชน์ในการกลั่นโอสถไม่น้อย" ซูหลงอวิ๋นสั่งการเสียงเรียบ
"รับคำสั่งนายท่าน!" ราชสีห์เพลิงกระโจนลงน้ำไปควักแก่นอสูรสีโลหิตขนาดเท่าศีรษะมนุษย์กลับมามอบให้อย่างรวดเร็ว
เมื่อซูหลงอวิ๋นเก็บแก่นอสูรเข้าแหวนมิติ ผู้คนบนเรือต่างก็พร้อมใจกันคุกเข่าลงโขกศีรษะกับพื้นกระดานไม้ เสียงสรรเสริญและขอบคุณดังกึกก้อง
"ขอบพระคุณคุณชายที่ช่วยชีวิตพวกเรา!"
"คุณชายช่างมีวิชาค่ายกลที่ลึกล้ำประดุจเทพเซียน!"
ซูหลงอวิ๋นมิได้ใส่ใจกับคำเยินยอเหล่านั้น เขาก้าวเดินกลับขึ้นไปยังห้องรับรองพิเศษ ทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
"ซ่อมแซมค่ายกลป้องกันให้เรียบร้อย แล้วแล่นเรือต่อไป... หากล่าช้า ข้าจะโยนพวกเจ้าลงไปเป็นอาหารปลาแทน"
อ๋าวเจินที่คุกเข่าอยู่หน้าห้อง รีบโขกศีรษะรับคำอย่างหวาดผวา บัดนี้มันตระหนักแล้วว่า การเป็นทาสรับใช้ของมัจจุราชผู้นี้ อาจเป็นหนทางรอดเดียวในชีวิตของมัน
เรือสำเภา 'มังกรทะลวงคลื่น' แล่นฝ่าพายุและเกลียวคลื่นต่อไปอีกหลายวัน จนกระทั่งพายุเริ่มสงบลง และแสงอาทิตย์สีทองสาดส่องลงมากระทบผืนน้ำ
ณ เส้นขอบฟ้าเบื้องหน้า เงาดำทะมึนของทวีปขนาดยักษ์ที่ปกคลุมด้วยหมู่เมฆมงคลและกลิ่นอายของสายเลือดสัตว์อสูรที่ทรงอำนาจ ก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นสู่สายตา!
"นายท่าน... เบื้องหน้าคือ 'มหาทวีปบูรพามังกร' แล้วขอรับ" อ๋าวเจินรายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ซูหลงอวิ๋นยืนเอามือไพล่หลังอยู่บนหัวเรือ นัยน์ตาสีดำสาดประกายแห่งการท้าทายสวรรค์
การเดินทางข้ามมหาสมุทรได้สิ้นสุดลง ทว่ามหาสงครามแห่งการแย่งชิงชิ้นส่วนแผนที่ดาราจักร และการเผชิญหน้ากับ 'วังบาดาลเผ่ามังกร' ขุมอำนาจที่แท้จริงซึ่งมีผู้ปกครองระดับ 'ราชันย์ยุทธ์' กำลังจะเปิดม่านขึ้น ณ ดินแดนแห่งนี้!
(จบบทที่ 35)