บทที่48
แขกไม่ได้รับเชิญ
ชั่วยามต่อมา
ณ ห้องโถงของกลุ่มกลีบบุปผา
ห้องโถงขนาดกลาง กว้างขวางเรียบง่ายตกแต่งด้วยเครื่องเรือนไม้เนื้อดี กลิ่นหอมอ่อนของไม้จันทน์ลอยอบอวลอยู่ทั่วทุกอณู
ตรงกลางห้องมีโต๊ะไม้แกะสลักรูปดอกบัววางเด่นเป็นสง่าข้างกายโต๊ะนั้นมีชุดน้ำชาจัดวางเรียบร้อย
เก้าอี้ตำแหน่งประธานตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าพื้นห้องขัดจนสะท้อนเงาเห็นเป็นประกายเงียบงัน
บรรยากาศรอบกายสงบราวกับผิวน้ำเรียบไม่ระลอกคลื่นแม้แต่น้อย ทว่าความสงบนี้แฝงไว้ด้วยความกดดันอันน่าประหวั่น
หมิงเยว่หลานนั่งสงบนิ่งอยู่บนเก้าอี้ประธานรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นสง่างาม ดวงตาคมกริบดั่งคมมีดจับจ้องไปยังแขกที่ไม่ได้รับเชิญเบื้องหน้า
ใบหน้างดงามไร้คลื่นอารมณ์ไม่เย็นชาแต่ก็ไม่อบอุ่น
นิ้วเรียวขาวผ่องยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างใจเย็นช่างขับเน้นให้นางดูสูงส่งและเยียบเย็นประหนึ่งน้ำแข็งที่ไม่มีวันหลอมละลาย
แขกเบื้องหน้าคือชายวัยกลางคนสองคน
คนแรก รูปร่างสูงใหญ่ ไหล่กว้างใบหน้าคมเข้มทว่าดวงตาเย็นเยียบเต็มไปด้วยอำนาจ
อีกคนรูปร่างผอมแห้งกว่าเล็กน้อยแต่ดวงตาเปล่งประกายเจ้าเล่ห์ ใบหน้าเรียบเฉยคล้ายคนไม่ยินดีไม่ยินร้าย
ทั้งคู่ต่างสวมอาภรณ์สีดำสนิทปักลวดลายอสรพิษสีเงินพันรอบลำแขน แสดงฐานะว่าเป็นยอดฝีมือของตระกูลหลี่
บรรยากาศรอบกายพวกมันแผ่ซ่านแรงกดดันของผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางปกคลุมพื้นที่กว้างหลายจั้ง
ดวงตาของพวกมันทั้งสองเย็นชาราวกับกำลังจ้องเหยื่อที่กำลังจะกลายเป็นซากศพในไม่ช้า
หมิงเยว่หลานจิบชาช้า ๆ ก่อนจะวางถ้วยเบาๆ แล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“พวกเจ้ามาที่นี่...คงเพื่อสอบถามข้อมูลของสหายข้ากระมัง?”
คำพูดแม้แผ่วเบาแต่สะท้อนก้องชัดเจนในความเงียบสงัดของห้องโถง
ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ในบรรดาทั้งสองก้าวเท้าออกมาหนึ่งก้าวเสียงรองเท้ากระทบพื้นดังกังวาน
มันขมวดคิ้วเข้มก่อนจะกล่าวเสียงเย็นเฉียบ
“ผู้ใดกล้าต่อต้านตระกูลหลี่...ผู้นั้นต้องตาย!”
“แม้แต่กลุ่มกลีบบุปผาของเจ้าก็ไม่เว้น!”
“ถ้าคิดจะขัดขืนคงต้องพินาศไปพร้อมกัน!”
คำพูดของมันดังกระหึ่ม ประดุจอสนีบาตเสียงก้องสะท้อนสะท้านไปทั่วห้องโถง
ทว่าหมิงเยว่หลานกลับเพียงแค่ลากเสียงในลำคออย่างเฉยเมย
“อ๋อ...”
ท่าทางไร้ความสะทกสะท้านของนางทำให้ชายวัยกลางคนผู้นั้นขมวดคิ้วแน่นขึ้นอีก
แววตาของมันเปล่งประกายเยียบเย็นพลังวิญญาณเริ่มปะทุขึ้นช้า ๆ
ทว่าทุกอย่างกลับไม่ทันได้เกิดขึ้น
ก่อนที่มันจะได้ขยับเขยื้อนแม้แต่ก้าวเดียวภาพเบื้องหน้าก็พลันเลื่อนเอียง
โลกทั้งใบของมันหมุนคว้างร่างกายหนักอึ้งราวกับไร้แรงควบคุม
และภาพสุดท้ายที่มันเห็นคือร่างของตนเอง...ที่ไร้ศีรษะ!
เลือดสด ๆ พุ่งทะยานเป็นสายสีแดงฉาน ก่อนที่ศีรษะของมันจะกระแทกลงกับพื้นดังตุบ!
ทั่วห้องโถงเงียบงันอีกครา
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งในอากาศพลังอำนาจที่กดดันก่อนหน้านี้สลายไปสิ้น
ชายวัยกลางคนอีกคนที่เหลืออยู่เบื้องหลังถึงกับกลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคออย่างยากลำบาก
สีหน้าของมันซีดเผือดจนแทบไม่หลงเหลือสีเลือดในใบหน้าดวงตาสั่นระริกเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่เห็นได้ชัดว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
เมื่อครู่...หอกสีขาวในมือของหมิงเยว่หลานพุ่งแหวกอากาศแปรเปลี่ยนเป็นแสงวาบตัดคอเพื่อนร่วมตนราวกับฟันหญ้า!
ไม่มีการเตรียมพร้อมไม่มีแม้แต่กลิ่นอายพลังที่รั่วไหลให้สัมผัส
ความเร็วและความเฉียบคมนั้นเกินกว่าขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางจะรับมือได้!
ต่อให้มันโง่เพียงใด...ก็เข้าใจในทันที
สตรีตรงหน้ามิใช่ผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางดังที่ข้อมูลกล่าวเอาไว้
แต่เป็นตัวตนขอบเขตหลอมกายาขั้นสูงที่แสร้งปิดบังระดับพลังเอาไว้!
ชายวัยกลางคนผู้นั้นสาปแช่งข้อมูลที่ได้รับมาในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
'ผู้ใดกันแน่ที่บอกว่านางเป็นเพียงขั้นกลาง!?'
'คนผู้นั้นสมควรถูกลากคอมาสับเป็นหมื่นชิ้น!'
หมิงเยว่หลานยืนขึ้นจากเก้าอี้อย่างเงียบงัน
อาภรณ์สีดำสนิทของนางปลิวไสวเล็กน้อยตามแรงปราณที่แผ่วผ่านนางจ้องมองไปยังชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่งที่ยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง
มุมปากของนางคลี่ยิ้มเย็นชาก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงเรียบ
“กลับไปบอกผู้นำตระกูลหลี่ของพวกเจ้า...”
“ว่าหากยังกล้ารังควานข้าอีก...ตระกูลของพวกเจ้าจะไม่รู้จักคำว่าสงบสุขอีกต่อไป!”
เสียงนั้นมิได้ดังกึกก้องแต่เปี่ยมไปด้วยแรงกดดันที่พุ่งทะลุเข้าไปในหัวใจของชายวัยกลางคนตรงหน้า
ร่างของมันสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่ใบหน้าร้อนผ่าวด้วยความอับอายปนหวาดกลัว
ผู้ใดจะคาดคิดเล่าว่า...หญิงสาวที่พวกมันคิดว่าเป็นลูกพลับนิ่มนั้น
แท้จริงแล้วกลับเป็นมังกรซ่อนเขี้ยวที่พร้อมฉีกกระชากเหยื่อในพริบตา!
มันไม่กล้าพูดแม้แต่คำเดียวรีบหันกาย พุ่งทะยานออกจากห้องโถงในทันที
แผ่นหลังของมันเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบราวกับว่ามันเพิ่งเดินผ่านขุมนรกที่เต็มไปด้วยวิญญาณอาฆาตมาโดยแท้จริง
…
ภายในห้องโถงของตระกูลหลี่
บัดนี้ใบหน้าของทุกคนภายในตระกูลดำคล้ำราวกับก้นหม้อ
หลังจากได้รับฟังรายงานจากคนของตนเองที่กลับมาแล้วความเงียบงันและความกดดันก็ปกคลุมทั่วทั้งห้องโถงอย่างหนักหน่วง
ไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจาทุกคนต่างตกอยู่ในความตะลึงและไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยินมาก่อนหน้า
ผู้ใดจะคาดคิดเล่า...ว่าสตรีผู้นั้นจะเป็นถึงผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายาขั้นสูง!
หลี่หยางอี้ ผู้เป็นผู้นำตระกูลหลี่กัดฟันแน่นจนได้ยินเสียงกรอดออกมา
เขาเงยหน้าขึ้นดวงตาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและไม่ยินดี
“มิน่าเล่า...”เขากล่าวเสียงต่ำและขุ่นมัว “มิน่าเล่านางถึงไม่เข้าร่วมกับตระกูลหลี่หรือตระกูลถังที่แท้...ก็เพราะนางเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายาขั้นสูง!”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศภายในห้องโถงยิ่งตึงเครียดมากขึ้นอีก
สีหน้าของเหล่าสมาชิกตระกูลหลี่ทั้งหลายพลันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
จากความไม่เชื่อ...กลายเป็นความหวาดหวั่นและกังวลลึกๆ
ทุกคนรู้ดีว่าในเมืองอวี้หยางแห่งนี้ ผู้ฝึกตนที่มีขอบเขตหลอมกายาขั้นสูง...
มีสถานะเป็นตัวตนระดับใด!
แน่นอนว่าพวกเขาคือตัวตนระดับแนวหน้าของเมืองแห่งนี้
ผู้ที่มีขอบเขตเช่นนั้น โดยมากจะเป็นผู้นำของสองตระกูลใหญ่ ได้แก่ ตระกูลหลี่และตระกูลถัง ผู้ดูแลราชสำนักที่ถูกส่งมาปกครองดูแลเมืองและยังรวมไปถึงตัวตนภายในหอการค้าเงามายาที่ลึกลับและแข็งแกร่ง
แน่นอนว่ายังมีผู้ฝึกตนในรุ่นบรรพชนของแต่ละตระกูลที่พำนักเงียบสงบอยู่ในส่วนลึกของจวนตระกูล
พวกเขาเหล่านั้นล้วนเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายาขั้นสูงสุด
ทว่าตัวตนเหล่านั้นไม่อาจเคลื่อนไหวโดยง่ายเพราะเมื่อขยับครั้งหนึ่งย่อมหมายถึงความปั่นป่วนที่ยากจะควบคุมในตระกูล
ดังนั้นแล้ว...ผู้ที่มีพลังหลอมกายาขั้นสูงจึงถูกนับว่าเป็นขีดสูงสุดของตัวตนในเมืองอวี้หยาง
ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินหรือท้าทายอย่างง่ายดาย