ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๔๘ วังอสูรหมื่นปี (re-edition)

            อุทัยและคณะเดินติดตามสายลมนั้นไป ร่วมสามชั่วโมงที่เดินลดเลี้ยวเคี้ยวคดผ่านดงเสาหินปูนมากมาย บางครั้งต้องมุดตัวลอดช่องหิน บางครั้งต้องปีนป่ายขึ้นโขดหินสูง ตอนนี้ทั้งหมดเดินอยู่บนทางแคบสูงชันด้านขวาเป็นผนังหินสูง ด้านซ้ายเป็นหน้าผาลึกนับห้าสิบวา

            .. คลึดดดดดด !!!

            พื้นหินเรียบลื่นทำเจ้าธรรมก้าวพลาดเกือบกลิ้งตกลงไปเบื้องล่าง ยังดีที่มันว่องไวใช้มือยึดจับแง่งหินและมีญานินดาช่วยดึงเอาไว้อย่างทันท่วงที

            .. กลุ๊กกกก .. กลุ๊กกกก .... เสียงก้อนหินร่วงหล่นลงหน้าผาลึก

            “เกือบไปแล้ว!!!” เจ้าธรรมกล่าวเสียงสั่น มันถูกลากมานั่งพักอยู่ริมผนังหิน

            “เกือบกลายเป็นผีเฝ้าดงเสาหินเสียแล้ว .. เจ้าทึ่ม ...” ญานินดากล่าว

            “…” เจ้าธรรม

            “ระวังไว้ให้มาก .. ทางเดินช่วงนี้อันตรายยิ่ง. ..” ราชิตกล่าว

            “หุบเขาแห่งนี้ใหญ่โตนัก เดินมาครึ่งค่อนวันยังหาทางออกมิเจอ” อุทัยกล่าว

            “เส้นทางภายในเป็นดังเขาวงกต นับเป็นสุสานแห่งหนึ่งโดยแท้” ราชิตกล่าว

            “นั้น .. ตรงทางโค้งนั้น” อุทัยชี้ให้ดูสุดทางของทางเดินเป็นชะง่อนหินบดบังสายตาอยู่

            “ลมพัดแรงยิ่ง ...” ญานินดาสัมผัสได้ถึงสายลมรุนแรงกว่าปกติ

            ราชิตเดินนำขึ้นไปยังชะง่อนหินนั้น พอเลี้ยวผ่านออกไปก็พบกับภาพที่ทำให้ตกตะลึง

            พวกมันยืนอยู่บนเขาหินสูงชัน ที่เบื้องหน้าคือที่โล่งเวิ้งว้างถูกโอบล้อมด้วยแนวเขาหินปูน เบื้องบนปกคลุมด้วยชั้นหมอกทึบ แสงขมุกขมัวส่องลงมาได้รำไรทำให้ไม่สามารถมองเห็นได้ทั่วบริเวณ ดินแดนแห่งนี้มีอาณาเขตกว้างขวางสุดประมาณ ลักษณะเป็นหุบเขาภายในหุบเขาอีกชั้นหนึ่ง

            นี่ก็คือ ‘หุบเขาพญาภู’ ที่แท้จริง ดงเสาหินที่พวกมันเดินผ่านมาเป็นเพียงรอบนอกเท่านั้น

            มองลงไปด้านล่างเห็นทางเดินคดเคี้ยวทอดยาวลงไปสู่หุบ ญานินดาชี้นิ้วชักชวนในอุทัยมองดู

            นางกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า "นั่น ... นั่น ... ภูเขาหินรูปหัวกะโหลก ช่างเหมือนในแผ่นหนังนั้นนัก ..."

            ภูเขาหินลูกหนึ่งวางอยู่อย่างโดดเด่น ด้านบนวางด้วยก้อนหินปูนตะปุ่มตะป่ำมีรูปทรงกลมรี ตรงกลางมีหลุมยุบลงเป็นโพรงเท่ากันทั้งสองด้านคล้ายเบ้าตาที่ลึกกลวง ระหว่างเบ้าตายังมีร่องลึกยาวดังร่องจมูก รับด้วยแนวหินวางเป็นซี่ดังแนวฟัน โดยรวมแล้วมองดูช่างเหมือนหัวกะโหลกของมนุษย์

            อุทัย "..." มันหยิบม้วนแผ่นหนังออกมาคลี่กาง

            เจ้าธรรมกล่าว "เขาหัวกะโหลกอันใด .." พร้อมยื่นหน้าเข้ามาดู ภายในแผ่นหนังมีรูปสัญลักษณ์และอักษรโบราณต่างๆ มากมาย ด้วยกาลเวลาและความชื้นทำให้ลายเส้นเหล่านั้นเจือจางลงไปมาก

            เมื่อพิจารณาดูจะเห็นรูปสายน้ำและภูเขา ตรงกลางเป็นสถานที่ที่ถูกโอบล้อมไว้ด้วยขุนเขา เป็นดังที่ญานินดากล่าวมีรูปหัวกะโหลกมองดูคล้ายภูเขาหินเบื้องหน้า เส้นประจางๆ ลากผ่านรูปภูเขามาถึงรูปหัวกะโหลกนั้น แล้วนำไปสู่รูปสิ่งปลูกสร้างหลังหนึ่งซึ่งอยู่ตรงกลาง

            "หากแผ่นหนังนี้เป็นแผนที่ ... พวกเราคงมาตามเส้นทางเส้นนี้แล้ว ..." เสียงของราชิต

            "ดูซี ... เส้นประนำไปยังบ้านหลังหนึ่ง ..." เจ้าธรรมชี้นิ้วตามเส้นประไปยังรูปสิ่งปลูกสร้างรูปหนึ่ง

            "บ้านเจ้าสิ !!! ข้าว่าเป็นรูปปราสาทมากกว่า ..." ญานินดาแย้ง

            "หรือเป็นสุสาน ..." อุทัยออกความเห็น

            "สุสาน !!!" เจ้าธรรมอุทานตาโต กล่าวต่อว่า "เมื่อมีสุสาน ก็ต้องมีผี ..."

            ญานินดา "..." นางกลัวผีหน้าซีดพูดอะไรไม่ออก

            ราชิตกล่าวเจ้าธรรม "เจ้านี่ .. กลัวผีไม่เลิก .. ผ่านตาซากศพมากมาย ยังกลัวอีกหรือ"

            เจ้าธรรมโอดครวญ "โถ่ บิดาท่าน .. ข้ายังขยาดมิหาย"

            อุทัยกล่าวบ้าง "แล้วที่อยู่กลางหลังข้า มิใช่ผีหรือ .. ฮ่า ฮ่า"

            เจ้าธรรมและญานินดานึกขึ้นได้ว่าพวกมันนำซากกระดูกของจอมยุทธ์ผู้หนึ่งออกมาด้วย ต่างดีดตัวถอยห่างห่อผ้าที่อุทัยแบกไว้

            ทั้งหมดปีนป่ายลงจากผาหินปูนตามเส้นทางแคบๆ จนมาถึงพื้นราบก็สำรวจพบทางเดินเล็กๆ สายหนึ่ง

            ยิ่งเดินลึกเข้าไปแสงสว่างที่มีน้อยอยู่แล้วยิ่งลดลงอีก อากาศภายในก็ไม่มีการเคลื่อนไหวทำทั้งหมดรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก เมื่อมองขึ้นเบื้องบนก็พบเห็นหมอกหนาดังก้อนเมฆปกคลุมทั้งหุบเขาเอาไว้

            ถึงตอนนี้คบเพลิงในมือราชิตและอุทัยดับมอดไปแล้ว มีเพียงแสงสีฟ้าเรืองจากกระบี่เทพวายุในมือของราชิต ทั้งสี่เดินจนมาหยุดยืนอยู่ที่ฐานของหินรูปหัวกะโหลกนั้น

            เสาหินสูงนับห้าวาด้านบนวางไว้ด้วยหินรูปหัวกะโหลกอันใหญ่ ภายในแสงเล็กน้อยเช่นนี้ยิ่งขับเน้นความน่าสะพรึงของมัน

            "หวา ... เมื่อครู่มองจากด้านบนไม่คิดว่าจะใหญ่โตเช่นนี้" เจ้าธรรมกล่าว

            "ดูเหมือนมันกำลังจะแยกเขี้ยวจ้องมองมาที่พวกเราหนา ..." ญานินดากล่าวอย่างแปลกใจ

            "ฮา ฮ่า ก้อนหินอันใดจะแยกเขี้ยวได้ ... เจ้าหวาดระแวงเกินไปแล้ว ..." เจ้าธรรมกล่าวล้อ แต่ภายในใจก็มีอาการประหวั่นก้อนหินรูปหัวกะโหลกนี้อยู่ไม่น้อย

            เดินผ่านหินรูปหัวกะโหลกเข้าไปด้านในอุทัยก็ต้องแปลกใจเนื่องจากพื้นที่เท้าของมันสัมผัสนั้นราบเรียบดังมิใช่พื้นหินตามธรรมชาติ และยังเป็นแผ่นหินลักษณะแปลกตาทั้งแข็งแกร่งทั้งมันวาว

            ทางเดินหินสีดำทอดยาวสุดประมาณ ในความมืดมีแสงสีฟ้าอมเขียวหม่นลำหนึ่งเรืองรองอยู่ไกลๆ ทั้งหมดไม่รอช้าเร่งเดินไปยังแสงสว่างนั้น

            ยิ่งเดินเข้าไปใกล้อุณหภูมิรอบข้างยิ่งลดลง อากาศก็กดทับหนักอึ้งทำเจ้าธรรมรู้สึกหงุดหงิด .. มันกระวนกระวายใจโดยไม่มีเหตุผล

            เดินต่อราวครึ่งชั่วโมง แสงเบื้องหน้าก็ยิ่งขยายใหญ่ขึ้น แต่เป็นความสว่างที่หม่นมืดส่องออกจากพื้นพวยพุ่งสู่เบื้องบน

            อุทัยใช้จักษุปราณจ้องมองพบเห็นเป็นแอ่งหลุมเวิ้งว้างกว้างขวางมีความลึกสุดจะหยั่ง ให้ความรู้สึกถึงความลึกโดยไม่มีที่สิ้นสุด ลำแสงสีฟ้าอมเขียวหมองหม่นพวยพุ่งออกจากเบื้องล่างสิ่งหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางแอ่งหลุมนั้น

            อุทัยตกตะลึงกับสิ่งที่ได้พบเห็นเบื้องหน้า ... เป็นเกาะหินเกาะหนึ่งด้านบนมีสิ่งปลูกสร้างมหึมาอยู่ด้านบน

            สิ่งปลูกสร้างมีลักษณะเป็นปราสาทหินขนาดใหญ่อลังการมีปรางค์หินห้ายอดสูงเด่น รูปแบบการก่อสร้างแปลกตาแผงกลิ่นอายโบราณบรรพกาล

            ตัวปราสาทมีสามชั้น ชั้นล่างสุดเป็นกำแพงหินสัณฐานจัตุรัสกว้างด้านละสองร้อยวามีความสูงราวสิบวา ชั้นที่สองเป็นจัตุรัสมีขนาดลดหลั่นมาจากฐานล่างยกพื้นสูงอีกห้าวา ปรางค์สี่องค์สูงร่วมหกสิบวาสถิตอยู่ตรงมุมทั้งสี่

            ชั้นบนสุดสถิตปรางค์ประธานอยู่ตรงกลาง ปรางค์ประธานสูงเด่นกว่าร้อยวา ทั้งตัวปราสาทและปรางค์ทั้งห้าจัดสร้างด้วยหินแกร่งแกะสลักด้วยลวดลายวิจิตรบรรจง ทำให้มิอาจเชื่อได้ว่าเป็นผลงานของช่างฝีมือบนพื้นพิภพนี้

            ตัวปราสาทต้องแสงสีฟ้าอมเขียวที่ส่องขึ้นมาจากแอ่งหลุมเบื้องล่าง เป็นความเร้นลับอย่างไม่สามารถบรรยายได้ ทั้งให้ความรู้สึกหลอนเหมือนดังปราสาทและเกาะหินนั้นกำลังล่องลอยอยู่กลางอากาศ

            ทั้งสี่เดินต่อมาถึงช่วงหนึ่งก็หยุดลงพิจารณาปราสาทที่อยู่เบื้องหน้า ราชิตเงียบขรึมจดผิดปกติ

            เสียงหัวเราะเยือกเย็นชั่วช้าดังขึ้น .. ฮี ฮี ฮี ...

            “ปราสาทโบราณ ... ภายในต้องมีสมบัติมากมาย ...”

            “สิ่งของเหล่านั้นต้องเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว. .. ผู้เดียวเท่านั้น ... ฮี ฮี”

            ทุกคนหันมามองต้นเสียง มันผู้นั้นคือเจ้าธรรมเอง หน้าตาของมันเหยเกไม่เหมือนเจ้าธรรมโดยปกติ

            อุทัยอุทานอย่างแปลกใจ “ไอ้ธรรม !!! เจ้า !!!”

            ญานินดาร้องถาม “เจ้าทึ่ม !!! เจ้าเป็นอันใดไปแล้ว !!!”

            เจ้าธรรมมองตาขวางหันมากล่าว “ใครคือเจ้าทึ่ม !!! เจ้าสินางทึ่ม !!! นางปีศาจผมแดง !!! .. ฮี ฮี”

            ญานินดาแปลกใจกล่าวว่า “นี่ ... นี่ ... เจ้า ...” นางไม่เคยพบเห็นเจ้าธรรมเป็นเช่นนี้มาก่อน

            เจ้าธรรมไม่สนใจผู้ใดกำลังจะออกวิ่งไปยังปราสาทนั้น พลันถูกราชิตดึงรั้งแขนไว้

            .. ป๊าบบบบ !!! .. ป๊าบบบบ !!! ฝ่ามือของราชิตตบฟาดหน้าของเจ้าธรรมอย่างแรง

            เจ้าธรรมทรุดนั่งลงกับพื้น ราชิตดึงมันขึ้นมาพร้อมเขย่าอย่างแรง

            “เจ้าธรรม ! .. ตั้งสติก่อน เจ้าธรรม ..” ราชิตร้องเรียกมัน

            เจ้าธรรมสายตาลอยล่องราวถูกมนต์สะกด ราชิตเห็นดังนั้นจึงหยิบล้วงสิ่งหนึ่งออกมาเป็นเม็ดยากลมกลิ่นฉุนเฉียวใส่ลงไปในปากของเจ้าธรรม

            ราชิตท่องมนตราแล้วเป่าลงบนศีรษะของบุตรชาย ปรากฏเป็นหมอกสีน้ำเงินพิสุทธิ์พุ่งกระจายเข้าครอบคลุม เจ้าธรรมถึงกับตัวสะดุ้งโหยง

            ผ่านไปครู่หนึ่ง .. แววตาของเจ้าธรรมกลับมารวมรั้งเช่นเดิน สติมันค่อยๆ กลับคืนมาทีละน้อย

            “อ่าาาา .. เกิดอันใดขึ้น ..” เจ้าธรรมถามอย่างงุนงง

            “เจ้าทึ่ม !!! เจ้าทึ่มกลับมาแล้ว .. ข้าตกใจหมดเลย ...” ญานินดาร้องบอก

            “ธรรม ! เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง ...” อุทัยถามด้วยความเป็นห่วง

            “ข้าาาา ข้าาาา ... โอยยยย” เจ้าธรรมสะบัดหน้าไล่ความมึนงง พยายามเรียกสติกลับคืนมา

            ราชิตจึงกล่าวว่า “พลังชั่วร้ายช่างรุนแรงนัก เจ้าธรรมมีจิตสมาธิอ่อนแอที่สุด จึงถูกครอบงำก่อนผู้อื่น”

            อุทัยตกใจกล่าว “อยู่ห่างถึงเพียงนี้ยังควบคุมสติได้ยากเย็น หากเข้าไปภายในเล่า?”

            ราชิตกล่าวอย่างจริงจังว่า “เป็นไปได้อย่างยิ่งว่า .. จะเสียสติกันหมด ..”

            ญานินดา “...”

            อุทัยหน้าทอดสี “เช่นนั้นต้องทำเยี่ยงไร ... ท่านลุง ...”

            ราชิตไม่ตอบคำ มันลังเลที่จะนำทั้งหมดเข้าไปภายในปราสาทนั้น .. ในห้วงคำนึงนึกถึงเรื่องเล่าปรัมปราเรื่องหนึ่ง

            แล้วจึงเล่าว่าดินแดนนี้สมควรเป็นดินแดนอันสาบสูญบนแผ่นดินแคว้นโอริสา หลายหมื่นปีก่อนมีอาณาจักรที่รุ่งเรืองถึงขีดสุด ราชวงศ์ผู้ปกครองสืบทอดกันมาหลายร้อยรุ่น ต่อมาราชาของอาณาจักรนั้นได้ขายวิญญาณให้กับอสูรตนหนึ่ง

            ราชาและราชวงศ์ได้รับพลังอำนาจอันชั่วร้ายจากอสูร ยิ่งเวลาผ่านไป นิสัยยิ่งแปรเปลี่ยนเป็นชั่วช้า พวกมันปกครองอาณาจักรด้วยความเหี้ยมโหด ประชาชนทุกข์ยากถูกกดขี่จนถึงขีดสุด จนเมื่อสามพันปีก่อนได้มีมหาบุรุษผู้หนึ่งได้รับประทานพรและวิชายุทธ์จากเทวาบนสรวงสวรรค์ คนผู้นั้นรวบรวมผู้คนหาญเข้าต่อกรก่อกบฏกับอาณาจักรนั้น

            สุดท้ายกลุ่มกบฏได้รับชัยชนะและทำลายอาณาจักรเดิมลงอย่างย่อยยับ ต่อมามหาบุรุษผู้นั้นได้สถาปนาราชวงศ์ขึ้นปกครองดินแดนแทนที่ .. ก็คือราชวงศ์ ‘มหาเทวา’ ที่ปกครองแคว้นโอริสามาจวบจนวันนี้นั่นเอง

            “กล่าวกันว่า .. ราชวงศ์โบราณนั้นได้ซ่อนสถานที่เก็บพลังอสูรไว้อย่างมิดชิด ปราสาทที่เบื้องหน้านี้ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นแน่แท้” ราชิตกล่าวทิ้งท้าย

            ทั้งสามตั้งใจฟังเรื่องเล่าของราชิตดังเด็กน้อยฟังนิทานเรื่องหนึ่ง

            เจ้าธรรมสติฟื้นคืนแล้ว มันกล่าวว่า “หากเป็นเช่นบิดาคาดการณ์ นับเป็นสถานที่ที่ไม่ควรเข้าไปอย่างยิ่ง”

            ญานินดากล่าวบ้าง “คงไม่หนักหนาถึงเพียงนั้นหรอกมั๊ง”

            อุทัยกล่าวกับญานินดา “อย่าประมาทไป .. เห็นอาการของเจ้าธรรมเมื่อครู่หรือไม่”

            กล่าวจบมันทดลองแผ่พลังปราณออกสำรวจรอบบริเวณ ยิ่งเข้าใกล้ตัวปราสาทพลังปราณสัมผัสของมันก็ยิ่งถูกจำกัดและลดประสิทธิภาพลง

            สถานที่รอบข้างไม่พบสิ่งอื่นอีก ลานโล่งกว้างขวางถูกโอบล้อมด้วยดงภูเขาและเสาหินปูน มีเพียงหลุมใหญ่สีฟ้าและปราสาทบนเกาะกลางหลุมนั้น

            "!!!" อุทัยตกใจจนสีหน้าแปรเปลี่ยน

            ที่เบื้องหลังพบพลังชีวิตสุดแกร่งจำนวนหลายสิบจุด พลังชีวิตของบุคคลหนึ่งช่างคุ้นเคยยิ่ง

            อุทัย 'เป็นสตรีผู้นั้น ... นางติดตามมาแล้ว …' และยังมียอดยุทธ์มีพลังเหนือล้ำกว่าอีกสองคน

            .. คลื่นนนนนนน !!! .. คลื่นนนนนนน !!! .. โครมมมมมม !!!

            ภายในความเงียบเกิดเสียงสนั่นกัมปนาท ทั้งสี่เหลียวมองกลับมาด้วยความตื่นตระหนก ต้นเสียงมาจากดงเสาหินด้านหลังที่พวกมันเดินทางผ่านมา

            "เสียงอันใด !!! ดังภูเขาถล่มลงมา ..." ญานินดาร้องกล่าวขึ้น

            "พวกมันติดตามมาแล้ว !!!" อุทัยกล่าวกับทุกคน

            "ถึงกับทำลายภูเขาหิน ...” ราชิตจ้องมองอย่างไม่วางตา

            "หวา ... ภูเขาหินแข็งแกร่ง พวกมันยังทำลายลงได้ ..." เจ้าธรรมหน้าถอดสีมันตกใจกับพลังยุทธ์ของกลุ่มคนที่กำลังตามล่าพวกมัน

            .. คลื่นนนนนนน !!! .. โครมมมมมม !!! .. โครมมมมมม !!!

            เสียงกัมปนาทของเสาหินปูนถล่มดังอย่างต่อเนื่อง ในความมืดของดงภูเขาหินอันห่างไกล อุทัยและราชิตเห็นความเคลื่อนไหวเป็นยอดเสาหินล้มรูดลงไป

            “ยังอยู่ห่างห้าถึงหกเส้น แต่อีกไม่นานนางคงตามมาทันแล้ว” อุทัยกล่าว

            "เร็วเข้า !!! ทุกคนรีบไปยังปราสาทนั้นก่อน" ราชิตร้องตะโกน

            เจ้าธรรม ญานินดา และอุทัยไม่รอช้าออกวิ่งในบัดดล เบื้องหลังคือยอดยุทธ์มีพลังสุดยอดกำลังไล่ล่าหมายชีวิต เบื้องหน้าคือดินแดนอาถรรพ์สุดลี้ลับของแดนดินนี้

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน