เมื่อคลาสดนตรีสิ้นสุดลง ไป่ฉีลงมาหาเมิ่งชิงชิงที่มีท่าทางเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด เขาจึงยังไม่เดินเข้าไป แต่ไปซื้อไอศกรีมที่โรงอาหารก่อนแล้วจึงเดินกลับมา โดยเขาค่อย ๆ ย่องไปที่ด้านหลังของเธอ ก่อนจะนำไอศกรีมแท่งที่อยู่ในห่อทาบไปที่แก้มของเธอ
“อ๊ะ” เมิ่งชิงชิงที่กำลังคิดเรื่องที่เฉินเฟิงพูดเมื่อสักครู่อยู่ ต้องสะดุ้งขึ้นเพราะมีบางอย่างที่เย็นจัดมาโดนที่แก้มของเธอ เธอจึงหันไปและพบกับไป่ฉีที่ยืนส่งยิ้มให้เธออยู่ แต่ไม่ใช่แค่เธอที่ได้เห็นรอยยิ้มนั้น พนักงานสาวที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ รวมถึงพนักงานสาวคนอื่นแถวนั้นต่างก็ได้เห็น พวกเธอรีบเอามือ 2 ข้างจับหน้าของตัวเองที่รู้สึกร้อนขึ้นมา
‘พลังทำลายรุนแรงอะไรอย่างงี้’ พนักงานสาวคนหนึ่งคิด
‘อ้า….ทำไมถึงมีคนที่เหมือนเครื่องผลิตฟีโรโมนเดินได้มาอยู่แถวนี้กัน’ พนักงานสาวอีกคนคิด
“กินนี่หน่อย จะได้หายเครียด” ไป่ฉีกล่าว ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ เมิ่งชิงชิง เขาแกะซองไอศกรีมแล้วยื่นให้กับเมิ่งชิงชิงที่ยังสตั๊นกับรอยยิ้มของเขาเมื่อครู่ ราวกับเธอได้อาบแสงศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยปัดเป่าความมืดให้หายไปในพริบตา
“ขอบใจนะ” เมิ่งชิงชิงรับไอศกรีมมาจากไป่ฉี ก่อนจะเริ่มกินมัน
“กลุ้มใจเรื่องที่พวกนั้นจะหาทางเล่นงานผมเหรอ” ไป่ฉีถาม
“อือ ก่อนนายมาฉันค่อนข้างเครียดเลยล่ะ ลองโทรปรึกษาพี่ฉีฟงดูแล้ว แต่ดูเหมือนเขาจะบอกว่าให้แก้สถานะการณ์เฉพาะหน้าเอา สำหรับฉันที่ไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ฉันกลัวจะทำได้ไม่ดีพอน่ะ” เมิ่งชิงชิงตอบสิ่งที่เธอกังวลใจออกมา ไป่ฉีที่เห็นเมิ่งชิงชิงเริ่มเครียดอีกครั้ง เขาจึงตัดสินใจจับเข้าที่ข้อมือของเธอ
“ไปกันเถอะครับ” ไป่ฉีลุกขึ้น ก่อนจะดึงเมิ่งชิงชิงให้เดินไปที่ลานจอดรถ ตอนนี้พระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ที่ลานจอดรถค่อนข้างเงียบ ไป่ฉีพาตัวเองกับเมิ่งชิงชิงขึ้นรถ
“นายลากฉันมาที่รถทำไมเนี่ย” เมิ่งชิงชิงถาม
“เรื่องที่จะพูดมันเกี่ยวกับผู้บริหาร ผมว่าคงไม่ดีถ้าให้คนในบริษัทได้ยินน่ะ” ไป่ฉีตอบ
“อ้อ” เมิ่งชิงชิงพยักหน้า
“พี่ชิงชิง ถ้าพี่คนเดียวแก้ปัญหาไม่ได้ ผมจะช่วยอีกแรง พี่เชื่อใจผมนะ ทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี” ไป่ฉีกล่าว
“อื้อ” เมิ่งชิงชิงตอบรับ เธอเชื่อว่าไป่ฉีจะสามารถดูแลตัวเองและปกป้องเธอได้
“งั้นเรากลับกันเถอะครับ” ไป่ฉีกล่าว เมิ่งชิงชิงจึงขับรถออกจากลานจอดรถ จุดหมายคือห้องเช่าของครอบครัวไป่ฉีที่เธอมาขออาศัยอยู่ด้วยชั่วคราวนั่นเอง
ห้องเช่าของครอบครัวไป่
ในคืนนั้นไป่ฉีทำให้พ่อแม่กับเมิ่งชิงชิงหลับเหมือนทุกครั้ง จากนั้นเขาก็แบ่งจิตวิญญาณไปหาเฟิงเทียน เพื่อดูผลการฝึก ซึ่งผลการฝึกที่ออกมาเป็นน่าพอใจ เพราะเฟิงเทียนนั้นมีพรสวรรค์และพรแสวง อีกทั้งเฟิงเทียนยังประสบความสำเร็จในการจัดสรรค์พลังระหว่างต่อสู้กับศัตรูได้แล้ว แถมยังเชี่ยวชาญกระบวนท่าที่เขาสอนไปเพิ่มขึ้นด้วย
“การฝึกครั้งนี้ถือว่าสำเร็จไปด้วยดี ตอนนี้เจ้าบรรลุปราณชั้นปฐพีแล้ว ให้ทำการบ่มเพาะต่อไป” ไป่ฉีกล่าว พร้อมกับยื่นกุญแจตู้เสื้อผ้าที่เขาลงอาคมเอาไว้
“นี่คือกุญแจที่ขอไปจากผมเมื่อวันก่อนใช่ไหมครับ” เฟิงเทียนถาม
“ใช่ หากเจ้าจะเปิดมาที่ห้องฝึกนี้ ต้องนำกุญแจนี่ไปเสียบเข้ากับรูกุญแจตู้เสื้อผ้าก่อน ถ้าไม่ทำแบบนั้น เมื่อเจ้าเปิดออกมามันก็จะเป็นเพียงตู้เสื้อผ้าธรรมดาเท่านั้น” ไป่ฉีอธิบาย ที่เขาทำแบบนี้เพื่อป้องกันเผื่อมีการเข้ามารื้อค้นสิ่งของในห้องของเฟิงเทียน จะได้ไม่มีใครพบห้องฝึกแห่งนี้
“เข้าใจแล้วครับ” เฟิงเทียนกล่าว
“ดิฉันขอขอบคุณท่านมากที่ช่วยเหลือเรา 2 แม่ลูก โปรดรับการคารวะจากดิฉันด้วย” แม่ของเฟิงเทียนคุกเข่าลง เธอก้มลงกราบไปกับพื้น ซึ่งเฟิงเทียนเองก็ทำเช่นกัน ตั้งแต่เธอมาอยู่ที่นี่ ร่างกายที่เคยอ่อนแอของเธอก็แข็งแรงขึ้น การฝึกยุทธ์ก็ก้าวหน้าขึ้นแบบก้าวกระโดด เธอมั่นใจว่าหากปะทะกับฮูหยินรองที่ตอนนี้กลายเป็นฮูหยินใหญ่ เธอสามารถสู้อีกได้อย่างสูสีแน่นอน
“ท่านอาจารย์ หลังจากนี้ผมจะได้พบท่านอีกเมื่อไหร่” เฟิงเทียนถาม
“งานประมูลของสมาคมการค้าตะวันจันทราที่กำลังจะจัดขึ้น” ไป่ฉีตอบ
“แต่ผมคงไม่ได้ไปแน่ เพราะยังไงก็มีแค่ท่านพ่อกับเส้าเทียนและผู้อาวุโสเท่านั้น” เฟิงเทียนมีสีหน้าหดหู่ขึ้นมาทันที แม้พ่อของเขาจะแสดงออกว่ารักเขามากกว่าเส้าเทียน แต่ด้วยความที่พ่อของเขาตั้งเส้าเทียนเป็นทายาทไปแล้ว จึงจำเป็นต้องพาเส้าเทียนไปด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ ส่วนเขาที่แม้จะถูกมองว่าไม่ใช่ขยะแล้ว แต่ผู้อาวุโสก็ยังไม่มีใครคิดที่จะสนับสนุนเขาให้ได้รับตำแหน่งแทนเส้าเทียน
“นำสิ่งนี้ติดตัวไว้ วันประมูลให้เจ้ารออยู่ที่นี่ เดี๋ยวเราจะพาเจ้าไปเอง” ไป่ฉีกล่าวพร้อมกับยื่นการ์ดเชิญจากสมาคมการค้าตะวันจันทราให้ ซึ่งเขาได้ขอทางสมาคมการค้าเอาไว้ มันเป็นการ์ดเชิญที่ไม่ระบุชื่อ ซึ่งสามารถเขียนชื่อใครลงไปก็ได้
“ขอบพระคุณมากครับอาจารย์” เฟิงเทียนรับการ์ดเชิญมา เขาไม่รู้จะตอบแทนอาจารย์ของเขายังไงดี เพราะท่านให้ทั้งวิชาความรู้ รวมถึงยังมอบชีวิตและมอบโอกาสให้เขาอีกด้วย
“เราขอตัวก่อน เจ้าสามารถกลับไปยังตระกูลของเจ้าได้เลย สิ่งที่เราจะสอนให้มีเพียงเท่านี้ เมื่อระดับพลังปราณของเจ้าถึงชั้นปราณนภาขั้นที่ 6 เมื่อไหร่ เราจะมาพบเจ้าอีกครั้ง” ไป่ฉีพูดจบ เขาก็หายตัวไปจากห้องฝึกนั้น ส่วนเฟิงเทียนกับแม่ของเขาก็เตรียมเก็บของเพื่อที่จะกลับตระกูลจี๋หลิน
ห้องของมี่หมิง
ไป่ฉีปรากฎตัวขึ้นที่ระเบียงห้องของมี่หมิง เขาเห็นมี่หมิงกำลังตั้งใจอ่านหนังสือสอบ จึงได้ลองตรวจสอบวิญญาณของเบี้ยนฝู๋ดู
'การรวมตัวกันของวิญญาณหยุดลง คาดว่าวิญญาณของมี่หมิงที่ได้รับอักขระลมปราณคงแข็งแกร่งพอที่จะสามารถต้านทานวิญญาณของเบี้ยนฝู๋ได้ หากเป็นแบบนี้ต่อไป มีโอกาสที่เขาจะสามารถรวมเอาวิญญาณของเบี้ยนฝู๋มาเป็นของตนเองได้ หากทำสำเร็จ การฝึกยุทธ์ในอนาคตสามารถบรรลุขั้นปราณเทวะได้เลยทีเดียว' ไป่ฉีคิด ก่อนจะส่งพลังปราณไปยังอักขระลมปราณเพิ่ม เพื่อรักษาพลังของมันให้เต็มเปี่ยม เพราะเขาอยากให้เรื่องนี้จบให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จากนั้นไป่ฉีก็หายตัวไปปรากฏตัวที่ภูเขาไฟทวีปวิหคสีชาด
ปากปล่องภูเขาไฟ ในทวีปวิหคสีชาด
“ปราณหยางถูกกระบี่กลืนดาราดูดซับไปมากกว่า 6 ใน 10 ส่วน คาดว่าอีก 2 วันคงจะสามารถเก็บมันกลับไปได้ หลังจากนั้นค่อยเตรียมหาสถานที่ดูดซับปราณหยินต่ออีกสักหน่อย เฮ้อ” ไป่ฉีนึกถึงสภาพตอนที่ปราณหยางในร่างของเขาเกิดเสียสมดุล ยังดีที่เขายังคุมสติอยู่ ไม่อย่างงั้นเขาคงทำเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยกับชิงชิงไปแล้ว
เมื่อตรวจสอบเรียบร้อย ไป่ฉีก็กลับไปยังถ้ำฝึกฝน เขาทำการเก็บสมุนไพรที่ใช้ได้แล้วมา พร้อมกับปลูกสมุนไพรรอบใหม่ เขาทำห้องปลูกสมุนไพรเพิ่ม ซึ่งสมุนไพรที่เขาปลูกนี้เป็นสมุนไพรสำหรับใช้ปรุงโอสถชั้นราชันย์ขึ้นไป ซึ่งไม่สามารถหาได้จากโลกใบนี้ แต่ป่าอาถรรพ์ที่เป็นที่ตั้งของตระกูลไป่ของเขาก็น่าสนใจ เขาอาจพบสมุนไพรระดับนี้บางตัวที่นั่นก็เป็นได้
หลังจัดการงานทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ไป่ฉีกินยาคืนร่าง แล้วกลับไปนอนข้าง ๆ เมิ่งชิงชิง โดยเขาคว้าเอาร่างบางที่นอนหันหลังให้พลิกกลับมา แล้วกอดแนบชิดไว้ในอ้อมแขนอันแข็งแกร่งของเขาก่อนที่เขาจะหลับไป
เช้าวันรุ่งขึ้น
เมิ่งชิงชิงเริ่มรู้สึกตัว เธอสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมลอยเข้ามา กลิ่นที่แสนคุ้นเคย รวมถึงความอบอุ่นนี้ ทำให้เธอลืมตาขึ้น และพบว่าตอนนี้เธออยู่ในอ้อมกอดของไป่ฉี ชายหนุ่มกอดเธอทั้งคืนเลยเหรอ ทำไมเธอถึงไม่รู้สึกตัวเลยล่ะ
“อือ พี่ชิงชิง เช้าแล้วเหรอ” ไป่ฉีทำท่างัวเงีย (ที่จริงตื่นตั้งนานแล้ว)
“นี่นายฉวยโอกาสอีกแล้วนะ” เมิ่งชิงชิงทุบอกของไป่ฉีเบา ๆ ทำให้ไป่ฉีอยากแกล้งคนในอ้อมแขนของเขา เขากระชับวงแขนให้หน้าของเมิ่งชิงชิงแนบชิดกับแผ่นอกของเขา
“ตามสบายเลยครับพี่ชิงชิง ผมจะยอมเป็นอาหารเช้าให้พี่เอง” ไป่ฉีพูดแหย่
“ลุกไปอาบน้ำเลย เดี๋ยวมีงานช่วงสายรออยู่นะ” เมิ่งชิงชิงใบหน้าแดงก่ำ ส่วนไป่ฉีที่คิดว่าแหย่พอประมาณแล้ว เขาก็คลายอ้อมกอดพร้อมกับหยิบผ้าเช็ดตัวแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป
ขณะที่เมิ่งชิงชิงกำลังจัดการเก็บที่นอนอยู่ สมาร์ทโฟนของเธอก็ดังขึ้น เบอร์ที่โทรเข้ามาเป็นเบอร์ของเฉินเฟิง เธอจึงรีบรับสายทันที
[อ้า ชิงชิง ดีจังที่เธอรับสาย ฉันมีข่าวมาแจ้งน่ะ] เฉินเฟิงกล่าว
“มีอะไรเหรอคะ” เมิ่งชิงชิงถาม
[คือ…..คุณชูเฟิงก๋วง ที่เป็น 1 ในผู้บริหารของ LSA จัดเลี้ยงให้กองถ่ายละครของพวกเราน่ะ เห็นบอกว่าเพราะกระแสตอบรับจากการโปรโมตดีมาก เขาเลยจะเลี้ยงอาหารเย็นนี้ บังคับไปนะสำหรับไป่ฉีน่ะ เพราะเขาเป็นนักแสดงหลัก] เฉินเฟิงอธิบายถึงวัตถุประสงค์ที่โทรมา
“มีเบื้องหลังอะไรรึเปล่าคะ” เมิ่งชิงชิงถาม
[ไม่แน่ใจ แต่ผู้บริหารคนนี้มีชื่อเสียงไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ตอนแรกฉันก็อยากปฏิเสธไปนั่นแหละ แต่เธอก็รู้ว่าการขัดใจผู้บริหารมันเป็นการตัดอนาคตตัวเอง] เฉิงเฟิงกล่าว นั่นทำให้สีหน้าของเมิ่งชิงชิงดูเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
“ไม่ต้องเครียดหรอกครับพี่ชิงชิง พี่ไปอาบน้ำเถอะ ผมอาบเสร็จแล้ว” ไป่ฉีส่งเสียงเบา ๆ ข้างหูของเมิ่งชิงชิง
“ไวจัง งั้นขอฉันคุยกับคุณเฉินเฟิงอีกนิดนึงนะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว ก่อนที่ไป่ฉีจะแย่งสมาร์ทโฟนออกไปจากมือเธอ
“เดี๋ยวผมคุยเอง พี่ไปอาบน้ำเถอะ” ไป่ฉีใช้มือปิดตรงไมค์ของสมาร์ทโฟนไว้ ก่อนจะไล่ให้เมิ่งชิงชิงไปอาบน้ำ เธอจึงหยิบผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำไปด้วยท่าทางไม่พอใจ
“ไม่ต้องห่วงนะครับคุณเฉินเฟิง ผมคิดว่าผมรับมือได้” ไป่ฉีกล่าว
[ยังไงก็อย่าประมาทละ ฉันโทรมาบอกแค่นี้แหละ] เฉินเฟิงพูดจบ เขาก็วางสายไปทันที
หลังจากเมิ่งชิงชิงกับไป่ฉีแต่งตัวและทานอาหารเช้าแล้ว พวกเขามุ่งหน้าไปยังสตูดิโอของนิตยสารชั้น 1 ที่ไป่ฉีรับงานเอาไว้
เมื่อไป่ฉีมาถึงสตูดิโอ สายตาจากนายแบบและนางแบบรุ่นพี่ต่างมองมาที่เขา ทำไมน่ะเหรอ เพราะไป่ฉีแม้จะเป็นหน้าใหม่ แต่นี่เป็นงานที่ 2 แล้วที่เขาได้ถ่ายงานของนิตยสารชั้น 1 กับแบรนด์เสื้อผ้าอันดับต้น ๆ ของประเทศ
ครั้งนี้ไม่มีใครกล้าที่จะดูถูกไป่ฉี เพราะผลงานโฆษณาของมู่เทียนที่ออกมามันแสดงให้เห็นถึงฝีมือของไป่ฉีได้เป็นอย่างดี บางคนที่เคยร่วมงานถ่ายแบบกับไป่ฉีคราวก่อน พวกเขาต่างก็บอกเล่าถึงความสามารถของไป่ฉีให้คนอื่นได้รู้ สายตาของทุกคนจึงเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ว่าฝีมือของไป่ฉีจะสมกับคำร่ำลือหรือเปล่า
ไป่ฉีใช้เวลาแต่งตัวกับแต่งหน้าไม่นานนัก เขาก็เดินมายังจุดที่ทางสตูดิโอจัดไว้ให้ จากนั้นเขาก็เริ่มงานของตัวเอง
สายตานายแบบกับนางแบบทุกคนเหม่อลอย ราวกับพวกเขาได้เห็นถึงสิ่งที่ไป่ฉีสื่อออกมา เสื้อผ้าที่อยู่บนร่างกายของไป่ฉีดูเปล่งประกาย และราวกับมันสามารถบอกเล่าเรื่องราวของตัวมันได้
“คนอะไรกันเนี่ย” นายแบบคนหนึ่งไม่รู้จะพูดยังไง เขาทั้งรู้สึกทึ่งและหดหู่ในคราวเดียวกัน เขาทึ่งในความสามารถของไป่ฉี ขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกว่าตัวเองช่างอ่อนหัดนักเมื่ออยู่ต่อหน้าไป่ฉี
“สมแล้วที่ได้ถ่ายแบบกับนิตยสารชั้น 1 ช่างภาพไม่ต้องบอกอะไรเลย เอาแต่รัวชัตเตอร์เพียงอย่างเดียว แสดงให้เห็นว่าเขาสื่อความหมายของเสื้อผ้าและธีมของมันออกมาได้อย่างไร้ที่ติจริง ๆ” นางแบบอีกคนกล่าว
ไป่ฉีถ่ายงานเสร็จโดยใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง การทำงานของเขารวดเร็วเสียจนนายแบบกับนางแบบคนอื่นไร้ซึ่งคำพูดใด ๆ พวกเขารู้สึกพ่ายแพ้โดยสมบูรณ์ ไป่ฉีไม่ใช่คนที่พวกเขาจะดูถูกได้ ด้วยความที่ไป่ฉีถ่ายแบบรวดเดียวจบโดยไม่มีการถ่ายคั่นนางแบบหรือนายแบบคนอื่น ทำให้พวกเขาสามารถสังเกตและจดจำเทคนิคที่ไป่ฉีใช้ออกมา แม้สักเล็กน้อยก็ยังดี เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการพัฒนาตนเอง
“งานเสร็จซะที ผมกลับก่อนนะครับ” ไป่ฉีที่เปลี่ยนเสื้อและล้างเครื่องสำอางค์ออกแล้ว เดินมาหาบรรณาธิการนิตยสารเพื่อขอตัวกลับ
“ขอบคุณมากนะ เพราะเธองานถึงได้คืบหน้าเร็วขนาดนี้ หวังว่าจะได้ร่วมงานกันอีก” บรรณาธิการนิตยสารกล่าวขอบคุณ ส่วนไป่ฉีก็โค้งตัวทำความเคารพก่อนจะเดินออกจากสตูดิโอไปพร้อมกับเมิ่งชิงชิง
“พี่ชิงชิงครับ เดี๋ยวไปที่สำนักงานใหญ่ของ LSA เลยนะครับ ผมว่าจะไปยื่นเรื่องขอเข้าคลาสดนตรีที่นั่นหน่อย เพราะช่วงเย็นเรามีต้องไปงานเลี้ยงของผู้บริหาร ผมไม่อยากขาดเรียนน่ะ” ไป่ฉีกล่าว
เมิ่งชิงชิงพยักหน้า ก่อนจะขับรถไปยังสำนักงานใหญ่ของบริษัท LSA ส่วนไป่ฉีนั้นหลับตาลง เขากำลังใช้จิตไปตรวจดูสถานที่จัดงานเลี้ยงซึ่งอยู่ในโรงแรม เขาเห็นชายรูปร่างอ้วนหัวล้านกำลังคุยเรื่องแผนมอมยาเขากับเสี้ยนหรัว ไป่ฉีจึงเริ่มคิดหาวิธีตลบหลังเสี้ยนหรัวกับชายร่างอ้วนหัวล้านคนนี้ทันที
'หึหึ คิดเล่นงานบิดาผู้นี้ พวกเจ้าก็อย่าได้หาว่าบิดาผู้นี้โหดร้ายล่ะ' ไป่ฉีคิด