...กล่าวถึงแผ่นดินฉงชิ่ง รัชสมัยขององค์จักรพรรดิเฉินกวงตี้ ปีที่เก้า...
ห้องใต้ดินของจวนสกุลเซียว
ขวับ...
“อ๊าก!”
ขวับ...
“อ๊าก...เ้าคนแซ่เซียวกล้าดีอย่างไรจึงกุมตัวข้ามาลงโทษโดยไร้หลักฐานเช่นนี้”
ขวับ....
“อ๊าก...เ้าคนชั่วช้าอย่าให้ข้าหลุดพ้นไปได้ทีเดียวสกุลเซียวของเ้าล่มสลายแน่เ้าพญายมแซ่เซียว!”
ขวับ...
เสียงร้อยโหยหวน เสียงด่าทอ สลับกับเสียงแส้ถูกสะบัดบาดลงสู่เนื้อหนังของมนุษย์กับคำด่าทอดังก้องในราตรีเดือนอับแสงท่ามกลางฤดูหนาวของเมืองหย่งเล่อเมืองหลวงของอาณาจักรฉงชิ่ง
"ใต้เท้าเซียวจะมิออมมือสักหน่อยหรือขอรับ"
เสวี่ยจางหลินรองผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์พยัคฆ์ทมิฬที่ยืนดูชมสารพัดวิธี'รีดเค้น'เอาความจริงของผู้เป็นายผ่านมาร่วมครึ่งชั่วยามอดจะหวาดเกรงว่านักโทษจะมิอาจทานทนต่อไปได้นานผ่านพ้นค่ำคืนนี้ก็จะตายตกไปเสียก่อนที่จะได้ความจริง
"ท่านใต้เท้าเยี่ยเขายังมิหวาดเกรงเลยเ้าจะเดือดร้อนแทนเขาไปไยเล่าจางหลินใช่หรือไม่ใต้เท้าเยี่ย..."
บุรุษหนุ่มในวัยยี่สิบแปดหนาวผู้อยู่ในอาภรณ์สีม่วงเข้มซึ่งกำลังยืนหันหลังให้แก่บานประตูห้อง ‘พิเศษ’ ของจวนสกุลเซียวและผู้นำตระกูลรุ่นที่สิบก็คือใต้เท้าเซียว ‘เซียวซานหลาง’ หรือเ้าของสมยานามว่า 'พญายมเซียวแห่งฉงชิ่ง' บุตรชายเพียงหนึ่งเดียวของอัครมหาเสนาบดี ‘เซียวตงหลาน’ และองค์หญิง ‘อู๋จื่อเฟิน’ แห่งดินแดนอาณาจักรหูเจี้ยน ปัจจุบันเขาเองนั้นยังดำรงตำแหน่งผู้บังคับการหน่วยพยัคฆ์ทมิฬซึ่งขึ้นตรงต่อองค์จักรพรรดิเฉากวงตี้ หรือพระนามเดิมว่า ‘หลี่อี้เหริน’ เ้าของนามระบือว่านั้นคือองค์จักรพรรดิ 'จอมมารหน้าหยก'ทำหน้าที่เป็ทั้งหัวหน้าของทหารฝ่ายรักษาพระองค์เหล่าเชื้อพระวงศ์และต้องคอยรับคำสั่ง 'ลับ'จากองค์จักรพรรดิทุกสิ่งมีอำนาจสิทธิ์ขาดเป็รองก็แค่เพียงองค์จักรพรรดิใต้เท้าเซียวผู้นี้นั้นสามารถลงมือ ‘ฆ่า’ แล้วจึงถวายรายงานทีหลังได้เสมอหากว่าเขาเห็นสมควร อีกทั้งยังมีกำลังพลในกำมือทั้งทหารรักษาพระองค์และองครักษ์ฝีมือฉกาจอยู่ถึงห้าหมื่นนาย หากมิผู้ใดมิแน่ใจแล้วละก็อย่าได้คิดต่อกรแก่พญายมเซียวผู้นี้เลย....
ทว่าบุคคลภายนอกทั่วไปนั้นราวเจ็ดสวนมิอาจทราบถึงที่มาของอำนาจแสนมากล้นมือกว่าเหล่าอ๋องผู้ครองแคว้นทั้งสิบสี่ภายใต้การปกครองแห่งองค์จักรพรรดิเฉากวงตี้นั้นเป็เพราะว่าเมื่อครั้งบุกเบิกรวบรวมแผ่นดินฉงชิ่งให้เป็ปึกแผ่นดังเช่นทุกวันนี้นั้นก็คือ....
ด้วยว่าต้นตระกูลเซียวนั้นร่วมก่อตั้งและคงรากฐานของราชวงศ์หลี่จนเป็ปึกแผ่นมั่นคงช่วยรวบรวมแคว้นทั้งได้ถึงเก้าแคว้นให้มาอยู่ใต้อาณัติหมดจด หากแต่ผู้นำต้นตระกูลเซียวในยามนั้นกลับมิเคยเรียกร้องเอายศซึ่งสมควรจะได้เป็ถึงอ๋องผู้ครองแคว้น หากแต่กลับยินดีเป็เพียงขุนนางเรื่อยมานับจนถึงรุ่นของเซียวซานหลางนั้นก็ผ่านมาเก้าชั่วอายุคนแล้ว
และยังมีประการที่สองก็คือมารดาขององค์จักรพรรดิหลี่อี้เหรินและเซียวซานหลางต่างเป็พี่และน้องซึ่งถือกำเนิดมาแต่พระบิดาและพระมารดาผู้เดียวกัน ดังนั้นั้แ่เริ่มจำความได้ทั้งเซียวซานหลางที่มีอายุน้อยกว่าองค์จักรพรรดิเฉินกวงตี้อยู่สามหนาวล้วนกินนอน ฝึกทั้งวรยุทธ์และหรือแม้แต่การศึกษาก็ยังเป็อาจารย์ผู้เดียวกัน ความวางใจทั้งสิ้นในรุ่นของเขาจากองค์จักรพรรดิเฉินกวงตี้จึงมากมายประดุจดังกับว่าเซียวซานหลางคือดวงตาข้างซ้ายจนกล่าวได้ว่าคำอันพี่น้องสายเืแท้ยังมิอาจวางใจได้เทียบเทียมพญายมเซียวผู้นี้เลย
เช่นนี้เองจึงมิแปลกเลยที่รุ่นที่สิบของตระกูลเซียวจะมากมีอำนาจกว่าอ๋องทั้งสิบสี่แคว้น....
มือเรียวยาวค่อยๆ วางแส้ลงมิเร่งร้อน จากนั้นผู้บังคับการหน่วยพยัคฆ์ทมิฬแห่งฉงชิ่งก็บรรจงเลือกเครื่องมือ'รีดเค้น'ชิ้นใหม่ด้วยกิริยาบรรจงยิ่งนัก
"เช่นนี้เถิดจางหลินเ้าจงถอดเล็บเขาออกให้หมดทุกนิ้วเถิดเปิ่นกวนเหนื่อยแล้วจะพักดื่มชาสักครู่ก่อน"
เมื่อเลือกอยู่พักหนึ่ง ก็คล้ายกับเซียวซานหลางเพิ่งจะนึกถึงบางสิ่งออก เช่นนี้เขาจึงคิดส่งต่อให้คนสนิทลงมือแทนส่วนตนเองเดินหลีกไปล้างมือก่อนจะขยับไปทรุดนั่งยังโต๊ะมุมห้องเสียแทน ถ้วยน้ำชาถูกหงายขึ้น ขณะกำลังจะริน เสียงฝีเท้าคุ้นหูก็ใกล้เข้ามา
"ท่านเป็เห็บสุนัขหรือฝ่าา จึงคอยแต่จะเกาะติดกระหม่อมมิหลุดเช่นนี้"
นานครั้งใบหน้าเรียบเฉยจะเผยอารมณ์ให้เห็นสักคราวเห็นเช่นนั้นหลี่อี้เหรินก็คาดเดาได้ว่าผู้มีศักดิ์เป็ลูกผู้น้องต่างบิดามารดาคงมิได้หลับได้นอนมาหลายวันเป็แน่จึงดูฉุนเฉียวเช่นนี้
"ก็ถ้าใต้เท้าเซียวยินดีจะเป็สุนัขอันตัวของเจิ้นนั้นก็มิเกรงใจที่จะเป็เห็บของสุนัขของใต้เท้าเซียวเช่นกัน ว่าแต่อรุณรุ่งพรุ่งนี้เ้าก็จะต้องเข้าพิธีวิวาห์แล้วเหตุไฉนจึงมิพักผ่อนให้มากสักหน่อยเื่ทรมานคนเช่นไรก็ยังมีจางหลิน กับซางไห่มิใช่หรือหากคืนเข้าหอใต้เท้าเซียวผู้หล่อเหล่าสิ้นแรงจนได้ขายหน้าให้แก่คุณหนูใหญ่ของสกุลไป๋จะมาโทษว่าเจิ้นนั้นเป็ผู้แล้งน้ำใจมิตักเตือนญาติผู้น้องเช่นเ้าหามิได้เชียวหนาเ้าพญายมเซียว"
กล่าวจบเขาก็ทรุดกายลงนั่งฝั่งตรงข้าม พลันนั้นองค์ฮ่องเต้วัยสามสิบเอ็ดหนาวก็ได้ยินเสียง"หึ! "ลอยมาเข้าหูได้อย่างแจ่มชัดยิ่งนัก....
"ว่าแต่พญายมเซียวเ้าเค้นเอาความจริงแก่เขามาสามวันกับอีกสองคืนมิได้หลับได้นอน ยังจะทำต่อหรือมันดูจะไร้ประโยชน์มากไปหรือไม่เล่า"
เมื่อน้ำชาถูกรินจนเต็มถ้วยบุรุษใบหน้าขาวก็ฉวยมาดื่มหน้าตาเฉยมิมีท่าทีเกรงใจเลยสักน้อย
เซียวซานหลางมิได้ว่ากระไรทำเพียงหงายถ้วยใหม่ขึ้นมาอีกใบเพียงเท่านั้น
"จะมีประโยชน์หรือไม่ฝ่าาก็มิต้องว้าวุ่นใจไปหรอก ทรงทำหน้าที่แห่งตนให้สนุกสนานต่อไปเถิด ส่วนเื่แล่เนื้อป่นกระดูกคนเอาไว้เป็หน้าที่ของกระหม่อมเองคนเดียวก็เพียงพอแล้วพระองค์แค่คอยปั้นหน้าเป็องค์จักรพรรดิหน้าหยกผู้สูงส่งมือสะอาดใจมากมีคุณธรรมนั้นสมควรยิ่งแล้วอย่าได้มาวุ่นวายกับอันภารกิจเปื้อนเืเหล่านี้จะดีกว่ามิสมควร...หาได้สมควรเป็อย่างยิ่งพ่ะย่ะค่ะฝ่าา"
บุรุษผู้อ่อนวัยกว่ากล่าวด้วยน้ำเสียงมิได้สื่ออารมณ์ใดทั้งสิ้นก่อนจะยกถ้วยน้ำชาอุ่นขึ้นจิบเนิบช้าอย่างเย็นใจ
"คล้ายใต้เท้าเซียวกำลังตำหนิว่าตัวเจิ้นนั้นช่างไร้ความสามารถอยู่ใช่หรือไม่เล่า"
หากเป็ผู้อื่นที่ได้ยินประโยคนี้คงลนลานกลัวตายจนแทบสิ้นสติไปแล้วทว่าเซียวซานหลาง กลับมิได้หวั่นไหวร้อนใจแม้แต่น้อย
"เหตุใดต้องตำหนิฝ่าากันเล่า กระหม่อมเพียงชี้แจงถึงหน้าที่ของแต่ละคน ฝ่าาก็มีหน้าที่อีกอย่างส่วนกระหม่อมนั้นก็มีอีกหน้าที่เราต่างต้องรับผิดชอบจะให้ใครทำแทนใครคงยากยิ่งจะทดแทนกันได้หรอกพ่ะย่ะค่ะ "
ผู้ถูกเรียกขานว่าใต้เท้าเซียวยังคงเอ่ยเรียบเรื่อย ซึ่งทุกคำเขานั้นกล่าวก็หมายความว่าทุกสิ่งจริงจังดังนั้นทั้งสิ้นมิได้ปั้นแต่งเพราะเช่นไรงานเหล่านี้ล้วนมิอาจให้เปื้อนมือขององค์จักรพรรดิได้ มีเพียงเขาที่ยินดีเป็คนชั่วร้ายเลวทรามเพื่อดำรงไว้ซึ่งรากฐานอันมั่นคงของราชบัลลังก์สืบต่อไปจนตัวของเขาเองสิ้นอายุขัยในท้ายที่สุด
"ที่ใต้เท้าเซียวกล่าวมานั้นล้วนถูกต้องจริงแท้ เพราะให้เจิ้นมาเชือดเนื้อป่นกระดูกคนเช่นเ้าเจิ้นยอมรับว่าคงยากจะทำได้"
พูดมาถึงตรงนี้หลี่อี้เหรินก็อดจะมองดูนักโทษที่กำลังดิ้นทุรนทุรายเพราะถูกเสวี่ยจางหลินลงมือถอดเล็บด้วยสายตาสยดสยองเสียมิได้ คงมีเพียงพญายมเซียวแห่งหน่วยพยัคฆฺ์ทมิฬของฉงชิ่งที่มีใบหน้านิ่งไร้อารมณ์เฉกเช่นนี้ได้เท่านั้นซึ่งยังคงนั่งใจเย็นดื่มด่ำน้ำชาดีคลอเคล้าเสียงโหยหวนกับกลิ่นคาวเืกำจายซ่านเช่นนี้ได้เป็หลายคืนหลายวันเช่นนี้ เพราะหากเป็เขาแล้วละก็เพียงนั่งอยู่ที่นี่นานเกินชั่วยามอาจตระหนกจนผมบนศีรษะหลุดร่วงจนสิ้นเสียเป็แน่ซึ่งเขาหาทนให้ตนเองมีสภาพเลวร้ายเช่นนั้นมิลงหรอก...
"ฝ่าา...ใต้เท้าเราได้คนมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
หลิวซางไห่เข้ามารายงานหลังจากหายไปสองวันเต็ม
"ดี! ...เร่งนำเข้ามา"
ใบหน้าไร้อารมณ์ซึ่งบัดนี้คล้ายดูง่วงงุนอยู่เป็นิจค่อยดูเหมือนจะตื่นตัวขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อสิ่งที่อดทนรอค่อยลุล่วงสมดังตั้งใจมุ่งหมายเสียที
"นี่ใต้เท้าเซียวจะ'ลงมือ'อีกแล้วหรือ"
เซียวซานหลางมิได้ตอบคำอันใดอีกขยับกายลุกขึ้นแล้วเพียงชายหางตาชำเลืองมองใบหน้าขาวคมเล็กน้อยแล้วจากจึงเมินหันไปสนใจกับ ร่างที่กำลังดิ้นรนราวสิ้นใจนั้นเสียแทน
"ข้าจะให้โอกาสท่านเป็ครั้งสุดท้าย...ใต้เท้าเยี่ย..."
กายสูงขยับจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยขณะที่ปากก็เอ่ยคำกับผู้ซึ่งกำลังทุกข์ทรมานอยู่บนเก้าอี้ที่เสวี่ยจางหลินเพิ่งเสร็จสิ้นการถอดเล็บยังนิ้วมืออวบอ้วนทั้งสิบของชายวัยปลาย40หนาวนามเยี่ยหูชงซึ่งเป็ทายาทสายรองของสกุลเยี่ย ตำแหน่งของเท้าคือผู้ช่วยต้าซือหนง ทว่าเบื้องลึกลงไปกลับมีบางอย่างซุกซ่อนมากกว่าเป็เพียงขุนนางผู้คอยดูแลยุ้งฉางหลวง
"เ้าเดรัจฉานชั่วช้าจงเอาชีวิตข้าไปเลยสิข้ามิมีอันใดให้เ้าสมหวังหรอก! "
เขาเริ่มดูคล้ายผู้มีสภาพใกล้สิ้นใจ มองบุรุษในอาภรณ์สีม่วงเข้มด้วยความชิงชังเหลือแสน
"บอกไปแล้วว่าเปิ่นกวนยินดีให้โอกาสแก่ใต้เท้าเยี่ยได้คิด'ทบทวน'ใหม่ว่าจะตอบได้หรือไม่ว่าใครอยู่เื้ัการวางยาพิษแก่องค์ไทเฮาในคราวนี้"
ใบหน้าหล่อเหล่าคงยิ่งมากมายหากเขาจะมิมีอารมณ์เดียวที่แสดงออกมาเพียงเท่านั้น
"ท่านพ่อ! "
"ท่านพี่! "
สองร่างหนึ่งหญิงวัยต้น30หนาวกับอีกหนึ่งหนุ่มน้อยวัยคงมิเกิน13หนาวถูกจับโยนเข้ามาภายในห้องดังกล่าวหลังจากรออยู่ครู่หนึ่ง
"ฮูหยิน! ...กงลู่! ..."
ร่างกายของชายผู้นั้นสั่นสะท้านขึ้นมาโดยพลัน
"จะคิดได้หรือยังใต้เท้าเยี่ยว่ามีสิ่งใดต้องกล่าว"
แขนแกร่งยกขึ้นกอดอกทอดสายตามองดูนิ่งอยู่
"เ้ามันเป็สุนัขรับใช้ชั่วช้าแก...ไอ้สัตว์นรกหนีมากำเนิด! เ้าคนสมควรตาย! ...เ้าคนบาปแซ่เซียว"
หากสายตาของเยี่ยหูชงเป็เปลวเพลิง กายสูงใหญ่ของเซียวซานหลางก็คงมอดไหม้มิหลงเหลือเสียเป็แต่
ด้วยว่ายามนี้เยี่ยหูชงนั้นค่อยเริ่มกระจ่างใจถึงจุดมุ่งหมายของผู้บังคับการหน่อยองครักษ์พยัคฆ์ทมิฬผู้ซึ่งยื่นจ้องเขานิ่งอยู่ตรงหน้านั้นล้วนเต็มไปด้วยเพลิงแค้นแน่นอุรา ทว่ากายสูงใหญ่ของ 'พญายมเซียว'กลับมิได้นำพาทั้งสิ้นยังคงยืนหยัดอยู่ดีมีสุขพร้อมกดรอยยิ้มแสนอำมหิตส่งมอบมาให้อยู่สายหนึ่งแช่มช้าเสียอีกด้วย
หึ!
ก็เพียงสายตาเคียดแค้นเขานั้นเจอมาจนชินชาไร้ความรู้สึกไปั้แ่เพิ่งเข้าวัยสิบหกหนาว
"มองด้วยสายตาเช่นนี้ใต้เท้าเยี่ยช่างเกรงใจไปแล้ว...แต่ว่าส่วนผู้ใดสมควรตายนั้นอีกสักครู่คงได้รู้แจ้ง จงค่อยๆ ป่นกระดูกคุณชายเยี่ยเถิดซางไห่"
หันไปเอ่ยวาจาแสนนุ่มนวลต่อเยี่ยหูชงเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาจึงกล่าวเสียงเย็นเฉียบจะสั่งความคนสนิทมือขวารองผู้บังคับการหลิวซางไห่
"อย่านะ! ...อย่าทำลูกข้า"
ต่อให้ค่อยๆ แล่เนื้อเชือดเส้นเอ็นของเขาจนสิ้นใจเยี่ยหูชงก็มิหวั่นเกรงทว่าป่นกระดูกลูกชายเพียงคนเดียวซึ่งรักสุดดวงใจชายสูงวัยมิอาจทานทนได้แม้เพียงเสี้ยวลมหายใจ
"ลงมือ! "
ใบหน้าคมยังคงเรียบเฉยเมื่อมือข้างซ้ายของเด็กหนุ่มถูกทุบไปทีละนิ้ว...ละนิ้ว...
เสียงร้องที่ดังโหยหวนหลี่อี้เหรินเริ่มยากจะแยกแยะว่ามาจากผู้ใดในสามคนนั้นกันแน่ กลิ่นคาวเืเริ่มทวีเข้มข้นจน องค์จักรพรรดิหนุ่มเริ่มเวียนศีรษะจนแทบทรงกายสูงใหญ่ต่อไปอีกไม่ไหว
"หยางเจี่ยนพาฝ่าาของเ้าไปพักยัง้าก่อนเถิด"
เมื่อสีขาวของใบหน้าผู้มีศักดิ์เป็ลูกผู้พี่แจ่มชัดในราตรีกาลเช่นนี้เซียวซานหลางจึง'ไล่'เขาไปเสียเพราะคร้านจะตามหมอให้บังเกิดความ'วุ่นวาย'ขึ้นมากลางดึกนั้นเอง...
"เ้ากลัวเจิ้นจะจำวิธีเหล่านี้ไปทรมานเ้าสินะใต้เท้าเซียว"
คนใกล้สิ้นสติยังคงปากเก่งมิหยุดยั้ง
"วันนี้กระหม่อมเหนื่อยแล้วฝ่าา เอาไว้วันหลังค่อยมาเรียนรู้ใหม่เถิดกระหม่อมยินดีแบ่งปันความรู้อย่าได้รีบร้อนพ่ะย่ะค่ะ...ค่อยๆ มาเรียนรู้ไปกระหม่อมมิเร่งรีบตายหนีพระองค์หรอก"
ผ้าเช็ดหน้าถูกยกขึ้นมาปิดจมูกแช่มช้า ก็เป็เวลาเดียวกับร่างของหลี่อี้เหรินรูดลงไปกองกับพื้นทันทัน...
...ช่างเป็ฮ่องเต้ผู้เ้าสำอางและบอบบางเกินไปจริงแท้...
"ซางไห่เร่งมือหน่อย...จางหลินเ้านำฮูหยินเยี่ยไปลงมือเถิดค่อยๆ เชือดเนื้อของนางเริ่มจาก...ใบหน้านั่นก่อนก็แล้วกันสตรีรูปโฉมงดงามเห็นทีคงยิ่งกว่าสิ้นใจหากใบหน้าไร้เนื้อที่แก้ม หรือเ้าคิดว่าเช่นไรใต้เท้าเยี่ย"
กล่าวแล้วมุมปากที่มักนิ่งสงบดังมหาสมุทรอยู่เนืองนิจก็ค่อยๆ เผยรอยยิ้มบางเบาทว่าดวงตาคมกลับดุร้ายเป็อย่างยิ่ง!
"เ้ามัน...เ้ามันจิตใจต่ำทรามโเี้เกินมนุษย์! เ้าเดรัจฉานจากขุมนรกหนีมากำเนิดเซียวซานหลาง!!! "
ยิ่งสองเสียงของลูกและเมียกรีดร้องมากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งกว่าถูกควักหัวใจ
"ท่านพ่อ..."
"ท่านพี่..."
เซียวซานหลาง กระทำเพียงผ่อนลมหายใจเล็กน้อยก่อนจะถอยกลับมารินชาดีในกาน้ำร้อนใบใหม่ซึ่งเพิ่งถูกนำมาเปลี่ยนขึ้นจิบช้าๆ มองดูภาพตรงหน้าด้วยดวงตาสงบเยือกเย็นเช่นเคย...