บทที่ 18 แกล้งป่วยเพื่อเอาตัวรอด
ขณะเดียวกัน ที่ตำหนักขององค์รัชทายาทกลับมีบรรยากาศที่แตกต่างออกไป
เมื่อองค์รัชทายาทเสด็จกลับมาถึงห้องโถงหลัก ก็โกรธเป็อย่างมาก ข้าราชบริพารที่ฉลาดเมื่อเห็นสีหน้าของเ้านายเช่นนี้ ต่างก็ถอยออกไปทันที ใครเล่าจะกล้ามาปรนนิบัติใกล้ชิดในยามนี้
ทว่าเมื่อลู่พ่านฝูได้ยินว่าองค์รัชทายาทกลับมา ก็รีบตรงไปที่ห้องโถงใหญ่ทันที ทุกคนต่างคิดว่านางสนมคนนี้คงบ้าไปแล้วที่กล้าไปยั่วองค์รัชทายาทในตอนนี้
ลู่พ่านฝูถือถ้วยชาหลงจิ่งที่เก็บก่อนฝนตก เป็ชาดีที่เจียงหนานเพิ่งส่งมาให้ในปีนี้ ฝ่าาพระราชทานให้ตำหนักบูรพาเป็พิเศษเพื่อเป็รางวัลให้องค์รัชทายาทที่ทรงงานหนักมาตลอดทั้งปี
ชาเพียงหนึ่งกำมือก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงความโปรดปรานที่ฝ่าามีต่อองค์รัชทายาท ชาใหม่ชั้นดีจากเจียงหนานนี้นอกจากองค์รัชทายาทแล้ว ก็ไม่มีองค์ชายพระองค์ใดได้มีโอกาสลิ้มลองเลย
เมื่อชิวหลินเหม่าเห็นลู่พ่านฝูกำลังเดินเข้ามาก็ทำให้นึกถึงลู่จือฉิงขึ้นมา และยิ่งทำให้เขาเดือดดาลยิ่งกว่าเดิม!
ลู่พ่านฝูเพิ่งจะวางชาใหม่ลง ชิวหลินเหม่าก็สะบัดแขนเสื้อชั่วพริบตาก็เกิดเสียงดัง ‘เพล้ง!’ ถ้วยกระเบื้องลายครามสีขาวก็ตกแตกกระจายบนพื้น ทำให้ลู่พ่านฝูกรีดร้องด้วยความใ
ชิวหลินเหม่าจ้องมองนางด้วยสายตาขุ่นเคือง ยิ่งทำให้นางรู้สึกหวาดกลัวมากขึ้น แต่ก็ยังรวบรวมความกล้าถามว่า “องค์รัชทายาททรงกริ้วหรือเพคะ?”
ใคร ๆ ก็ดูออกว่าเขากำลังโกรธ ลู่พ่านฝูตาบอดหรือไง? สีหน้าของชิวหลินเหมายิ่งเขร่งขรึมลงไปอีก เขากำลังจะไล่นางออกไป
แต่คำพูดต่อไปของนางกลับต้องทำให้เขาหยุดชะงัก “องค์รัชทายาททรงกริ้วเื่น้องสาวของหม่อมฉันหรือเพคะ?”
ชิวหลินเหม่าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าพวกนางเป็พี่น้องกัน สำหรับลู่จือฉิงนั้น
ลู่พ่านฝูย่อมรู้จักนางดีกว่าเขาแน่นอน ถ้าให้นางอยู่ต่อแล้วช่วยเขาวางแผนจัดการลู่จือฉิงก็คงจะดี “อืม”
ลู่พ่านฝูเห็นสีหน้าของชิวหลินเหม่าผ่อนคลายลงบ้าง ก็รู้สึกโล่งใจบ้างเล็กน้อย สิ่งใดก็ตามที่จะทำให้นางได้รับความโปรดปรานจากองค์รัชทายาท ต่อให้ต้องลงมือฆ่าลู่จือฉิงเองนางก็ยอมทำอย่างไม่ลังเล
“เ้าได้ยินข่าวอะไรมาอีกหรือไม่?”
ลู่พ่านฝูไม่กล้าปิดบัง จึงรีบกระซิบถามเบา ๆ ว่า “พระองค์ทรงทราบเื่เด็กคนนั้นแล้วหรือยังเพคะ?”
ชิวหลินเหม่าขมวดคิ้ว เขารำคาญเด็กคนนี้ที่สุด “รู้แล้ว วันนี้ข้าพบสิ่งนี้ที่จวนอ๋องรุ่ย”
ชิวหลินเหม่าหยิบกลองโหม่งที่อยู่ในอกเสื้อออกมา ภาพวาดบนกลองสวยงามและประณีต แค่มองก็รู้ว่าผู้ให้ใส่ใจมากเพียงใด หากเป็ของที่ชิวหลินรุ่ยมอบให้เด็กคนนั้นก็คงหมายความว่า...
ลู่พ่านฝูขัดจังหวะความคิดของชิวหลินเหม่า ขณะที่กำลังมองกลองโหม่ง “เื่ที่หม่อมฉันจะกราบทูล ก็เกี่ยวกับสิ่งนี้เช่นกันเพคะ”
นางพูดเสียงเบาลงอีก “หม่อมฉันได้ยินมาว่าเด็กที่ซ่อนอยู่ในจวนของท่านอ๋องรุ่ยนั้นได้รับความเอ็นดูเขามาก ไม่เหมือนลูกของสายลับ แต่เหมือน…”
“เหมือนอะไร รีบพูดมาเร็ว ๆ!”
“เหมือน...ลูกของตัวเองเพคะ” ลู่พ่านฝูรู้ว่าเื่นี้จะทำให้ชิวหลินเหม่า โกรธ นางจึงพูดเสียงเบาลงเรื่อย ๆ จนแทบไม่ได้ยิน
“ปัง!” ชิวหลินเหม่าตบโต๊ะอย่างแรงจนโต๊ะไม้จันทน์เกือบจะแตกเป็เสี่ยง ๆ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความโกรธราวกับจะกลืนกินใครก็ตามที่อยู่ตรงหน้าเขา
“ขอองค์รัชทายาททรงระงับโทสะด้วยเพคะ เื่นี้ยังไม่ทราบว่าจริงเท็จประการใด พระองค์อย่าได้ทรงทำร้ายพระวรกายเพราะเื่เช่นนี้เลยเพคะ” ลู่พ่านฝูใจนเสียงสั่นเครือเหมือนจะร้องไห้
ชิวหลินเหม่านิ่งเงียบอยู่นาน บรรยากาศในห้องตึงเครียดราวกับถูกทำให้หยุดนิ่ง เมื่อเขาไม่พูดลู่พ่านฝูก็ยิ่งไม่กล้าพูด
ชิวหลินเหม่าได้วางแผนการณ์ไว้แล้วเดิมทีเขาคิดว่าในจวนของอ๋องรุ่ยมีเพียงลู่จือฉิงที่หน้าตาเหมือนอดีตพระชายา ถึงแม้จะเป็ข่าวดี แต่ก็ยังไม่รีบร้อนนัก
ทว่าตอนนี้ไม่อาจรอช้าได้แล้ว ฝ่าาทรงอยากอุ้มหลานชายมานานหลายปี แต่ทายาทราชวงศ์รุ่นนี้กลับโชคไม่ดี จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีองค์ชายพระองค์ใดมีพระโอรสให้กับราชวงศ์เลย
หากชิวหลินรุ่ยยืนกรานว่าเด็กคนนั้นคือลูกของเขา หากฝ่าาทรงเชื่อ ผลที่ตามมาคงคาดเดาได้ไม่ยาก ที่ผ่านมาชิวหลินรุ่ยเป็หนามยอกอกของเขาอยู่แล้ว และครั้งนี้อาจเป็ภัยคุกคามต่อตำแหน่งฮ่องเต้ของเขาในอนาคตได้
และตัวเขาเองก็แข่งขันกับเ้าน้องชายคนนี้มานาน หากเขาได้ขึ้นครองบัลลังก์ัจริง สิ่งแรกที่จะทำคงเป็การกำจัดอ๋องรุ่ยให้พ้นทาง
และผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดคือ เมื่อห้าปีก่อนตอนที่ลู่จือฉิงตกหน้าผาไปแล้วเกิดว่านางยังไม่ตาย และเด็กคนนั้นเป็ลูกของชิวหลินรุ่ยจริง ตำแหน่งองค์รัชทายาทของเขาคงจบสิ้นแล้ว
ชิวหลินเหม่าคิดได้ดังนั้นก็ใมาก เขาไม่ยอมให้เื่เช่นนี้เกิดขึ้นเด็ดขาด เขาต้องชิงลงมือก่อน และเื่นี้ต้องขอความช่วยเหลือจากมารดาแล้ว
ชิวหลินเหม่ามองหน้าลู่พ่านฝูพลางฝืนยิ้มออกมา “หากมีเื่ใดเกิดขึ้น ให้รีบมารายงานข้าทันที”
หลังจากพูดจบชิวหลินเหม่าก็เดินออกไปจากห้องโถงทันที ลู่พ่านฝูที่ยังยืนอยู่ที่เดิมก็ดีใจจนแทบจะกรีดร้องออกมา นางรู้สึกดีใจราวกับเป็ผู้ชนะ
ในที่สุดองค์รัชทายาทก็ใส่ใจนาง แล้วยังบอกให้นางรีบมารายงานหากมีอะไรคืบหน้า ดูเหมือนว่าตำแหน่งพระชายาขององค์รัชทายาทก็อยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว...
...
คืนนี้ไม่ค่อยสงบสุขนัก ไม่ว่าจะเป็ที่ตำหนักบูรพาหรือที่จวนอ๋องรุ่ย
สวนสั่วเสวี่ยในจวนอ๋องรุ่ยจู่ ๆ ลู่จือฉิงก็เกิดป่วยหนักขึ้นมาอย่างกะทันหัน คนในจวนต่างพูดกันว่าความเจ็บป่วยมาถึงอย่างรวดเร็วราวูเาถล่ม*[1] เมื่อตอนกลางวันยังคุยกับนางยังคุยเล่นกับเยว่ชูหลิงอยู่เลย แต่พอตกกลางคืนกลับเหมือนใกล้ตายอย่างนั้น
เยว่ชูหลิงที่อยู่ใกล้ลู่จือฉิงที่สุดก็รีบวิ่งไปหาอย่างร้อนรน พอเห็นสภาพของลู่จือฉิงแล้วนางก็ถึงกับใ เหตุใดถึงป่วยหนักขนาดนี้?
ลู่จือฉิงมีเหงื่อท่วมหัว ใบหน้าซีดเผือด ริมฝีปากซีด นิ้วมือสั่นเทา ดวงตาสะลืมสะลือไม่รู้ว่ารู้สึกตัวหรือไม่
เยว่ชูหลิงแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ หรือจะเป็เพราะเื่ที่พวกนางคุยเมื่อตอนกลางวันทำให้นางกังวลจนล้มป่วยหนักขนาดนี้? นางนั่งลงข้างเตียงลู่จือฉิงด้วยร่างกายที่สั่นเทาด้วยความกังวลและป็นห่วง
ลู่จือฉิงลืมตาขึ้นมาเล็กน้อยพลางคิดในใจว่า ‘สำเร็จแล้ว!’ ตอนอยู่ในยุคปัจจุบัน นางเรียนวิธีแกล้งป่วยมาไม่น้อย ใบหน้าซีดเผือดนี้สำหรับนางที่เชี่ยวชาญเื่การแต่งหน้าไม่ใช่เื่ยากเลย ส่วนอาการสั่นและอ่อนแรงก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับฝีมือการแสดงของนาง
หลังจากที่ได้ฟังคำพูดของเยว่ชูหลิงเมื่อตอนกลางวัน นางคิดไปคิดมาแล้วรู้สึกว่าควรพาเซี่ยมู่หนีออกไปจากที่นี่ หนีไปให้ไกลจากสถานที่ที่มีแต่การแย่งชิงอำนาจนี้
ในเมื่อสู้ไม่ได้ก็หนีสิ ดังนั้นนางจึงคิดแผนแกล้งป่วยนี้ขึ้นมา หากนางป่วยหนักขนาดนี้ชิวหลินรุ่ยต้องพาเซี่ยมู่มาเยี่ยมนางแน่ ๆ แล้วถึงตอนนั้นก็ค่อยหาโอกาสหนีไป
และเป็ไปตามคาด ไม่นานนักชิวหลินรุ่ยก็พาเซี่ยมู่มาเยี่ยมนางจริง ๆ ภาพที่เซี่ยมู่ถูกชิวหลินรุ่ยจูงมือมา ไม่รู้ทำไมภาพนี้ถึงดูกลมกลืนกันดี
ลู่จือฉิงเห็นทั้งสองคนเดินจูงมือกันเข้ามา ก็รู้สึกโกรธจนแทบอยากจะลุกขึ้นจากเตียง เ้าเด็กเซี่ยมู่คนนี้มาได้แค่ไม่กี่วันก็จูงมือกับคนอื่นแล้ว หักหลังกันเร็วเกินไปแล้ว
ชิวหลินรุ่ยเหลือบมองไปที่ลู่จือฉิง นางก็รีบแสร้งทำเป็ใกล้ตายทันที
ชิวหลินรุ่ยมีนิสัยรอบคอบเขาไม่เชื่อสิ่งที่เห็นในทันที จึงรีบเรียกองครักษ์เข้ามา
เขาก้มหน้าลงไม่รู้ว่ากำลังสั่งการอะไรกับองครักษ์ ส่วนทางด้านเซี่ยมู่กับลู่จือฉิงก็ส่งสายตาหากันไปมา
เซี่ยมู่เบะปากมองบนด้วยความดูถูก ราวกับจะบอกว่าการแสดงของนางมันห่วยเกินไปแล้ว
ลู่จือฉิงจ้องเขากลับราวกับจะบอกว่าถ้าไม่ใช่เพื่อเ้า ข้าจะต้องมาแกล้งป่วยทำไม? เ้าช่วยข้าหน่อยสิ ถ้าเ้าเผลอทำพลาด พวกเราทั้งสองคนก็ต้องจบเห่แน่
เซี่ยมู่แลบลิ้น จบก็จบถ้าทำพลาดคนที่จบจริง ๆ ก็คือท่าน อ๋องรุ่ยใจดีกับข้าเพียงนี้เขาไม่ทำอะไรข้าหรอก
ลู่จือฉิงกำลังจะจ้องกลับไปก็พบว่าชิวหลินรุ่ยหันหน้ากลับมา นางจึงรีบหันหน้าหนีแล้วแกล้งทำเป็ป่วยต่อ
ชิวหลินรุ่ยมองนางอย่างสงสัย แล้วก้มลงไปมองเซี่ยมู่ เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นดวงตาที่สดใสเต็มไปด้วยน้ำตา ท่าทางดูน่าสงสารอย่างยิ่ง พูดตะกุกตะกักว่า “ท่านแม่…ท่าน”
ชิวหลินรุ่ยรู้สึกเ็ปใจอย่างยิ่ง เขาไม่ใช่คนที่จะใจอ่อนง่าย ๆ แต่ไม่รู้เหตุใดพอเห็นน้ำตาของเซี่ยมู่ หัวใจทั้งดวงก็ราวกับถูกบีบรัด หากเป็ไปได้เขาก็อยากมอบทุกสิ่งในโลกให้กับเด็กน้อยตรงหน้านี้ทันที
ชิวหลินรุ่ยรีบปลอบโยนว่า “เซี่ยมู่ เ้า้าอะไรหรือไม่?”
เหล่าองครักษ์ที่อยู่ข้าง ๆ แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ไม่เคยเห็นนายท่านพูดกับใครด้วยความอ่อนโยนเช่นนี้ แม้แต่พระชายาองค์ก่อนก็ไม่เคยได้รับการปฏิบัติเช่นนี้
แต่เด็กคนนี้เพิ่งจะมาได้เพียงไม่กี่วัน มีพลังวิเศษอะไรกันแน่?
เซี่ยมู่สะอื้นน้อย ๆ “ท่านแม่ ท่านแม่คงคิดถึงเซี่ยมู่แน่ ๆ เลย ถึงได้…”
“ได้ ๆ ต่อไปข้าจะให้เ้าอยู่เป็เพื่อนท่านแม่ ดีหรือไม่? อย่าร้องไห้นะ
เซี่ยมู่เด็กดี”
ลู่จือฉิงที่นอนแข็งทื่ออยู่บนเตียงก็ลืมตาขึ้นมา เ้าเด็กนี่ นางคงประเมินเขาต่ำเกินไปแล้ว ฝีมือการแสดงนี่สามารถคว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมได้เลย ไม่รู้ว่าได้รับการถ่ายทอดมาจากใคร
เมื่อเห็นชิวหลินรุ่ยกำลังจะเงยหน้าขึ้น ลู่จือฉิงก็ยังคงแกล้งนอนแข็งทื่อบนเตียงต่อไป
แต่ไม่นานนักนางก็ได้ยินเสียงฝีเท้า ลู่จือฉิงรู้ว่าเสียงฝีเท้านั้นกำลังเดินมาทางนี้ และรู้ว่าคนผู้นี้ไม่ใช่ชิวหลินรุ่ยอย่างแน่นอน
ฝีเท้าเร็วแต่ก็มั่นคง สิ่งที่ขัดแย้งกันสองอย่างนี้ปรากฏอยู่ในตัวคน ๆ เดียวกัน ทำให้นางอดสงสัยไม่ได้ว่าคนผู้นี้เป็ใคร
คนผู้นั้นก็คือเพื่อนสนิทของชิวหลินรุ่ยชื่อฉินจวิ้น เขาเป็หมอหลวงที่อายุน้อยที่สุดในสำนักหมอหลวง มีฉายาว่า ‘หมอเทวดาน้อย’ หากมีเขาอยู่จะต้องวินิจฉัยอาการป่วยของลู่จือฉิงได้อย่างแน่นอน
ที่จริงแล้วแม้แต่ชิวหลินรุ่ยเองก็ยังไม่รู้ตัว ว่าความสงสัยของเขามีความกังวลแฝงอยู่ด้วยเล็กน้อย เขาจึงรีบเชิญเพื่อนหมอเทวดาของเขามา
หากลู่จือฉิงป่วยหนักจริง ๆ ก็ให้หมอเทวดาน้อยรักษา รับรองว่ายาถึงอาการหายแน่นอน
ขนทั่วร่างของลู่จือฉิงถึงกับลุกชัน ที่แท้ก็เป็หมอนี่เอง นี่ชิวหลินรุ่ยไม่เชื่อใจนางถึงขนาดเชิญหมอมาโดยเฉพาะ ความคิดนี้ลึกซึ้งเกินไปแล้ว
ลู่จือฉิงอยากจะะโลงจากเตียงไปบีบคอชิวหลินรุ่ยให้ตายเสียเดี๋ยวนี้เลย!
[1] ความเจ็บป่วยมาถึงอย่างรวดเร็วราวูเาถล่ม เป็สำนวนที่ใช้เปรียบเทียบการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันและรุนแรง โดยไม่ได้มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า