ชิวอวิ๋นซักเสื้อผ้าของฮวาชีเยว่อยู่จึงได้เตือนฮวาชีเยว่ขึ้นทันทีที่เห็นฮวาเมิ่งซือเดินเข้ามาหาโดยไม่รู้ตัว
ได้ยินดังนั้นลู่ซินก็แค่นเสียงแต่ไม่ได้กล่าวอะไร
จี้จิงก็ไม่ได้ชอบฮวาเมิ่งซือเช่นกัน “คิดว่าน้องหญิงรองของเจ้าฮวาเมิ่งซือ...ดูเสแสร้งอยู่บ้าง”
จี้เฟิงยิ้มจางๆ “จิงเอ๋อร์อย่าว่าร้ายผู้อื่นโดยเฉพาะผู้ที่อยู่เบื้องหน้า”
อันที่จริงเมื่อพวกนางหันไปก็เห็นฮวาเมิ่งซือในชุดสีชมพูเดินเข้ามาพร้อมซูโหรวสาวใช้แล้ว
ฮวาเมิ่งซือสวมส่าหรีสีชมพูปักลายดอกอิงแขนเสื้อกว้างปักด้ายทองพลิ้วไหวตามสายลม รวมกับชุดส่าหรีที่พันกายยามเดินจึงเห็นเรือนร่างโค้งเว้าได้รูป
ฮวาเมิ่งซือเกิดมามีเรือนร่างงดงามยั่วยวนทว่าจี้เฟิงกลับมองนางเพียงแวบเดียว ขณะที่ไฉ่ชิงและไฉ่หนิงดวงตาลุกวาว ส่งเสียงอุทานเมื่อเห็นความงามของนาง
นางงดงามเกือบเทียบเท่าฮวาชีเยว่ทั้งยังมีความเขินอายนุ่มนวลในดวงตาที่ชวนให้หลงใหลยิ่งนัก
“ได้ยินว่าคุณชายจี้และคุณหนูจี้มาเยือน เมิ่งซือจึงได้มา พี่สาวข้ารบกวนท่านหรือไม่เจ้าคะ?” ฮวาเมิ่งซือยิ้มบางฮวาชีเยว่เองก็ยิ้มตอบเช่นกัน
“ไม่เลย ลู่ซิน รีบจัดที่เร็วเข้า น้องสาวมาทานอาหารด้วยกันเถอะ”
“ไม่จำเป็นหรอกเจ้าค่ะ ข้าเพิ่งจะทานอาหารเช้ามาพี่จี้มาเยือนเช่นนี้นับเป็นเรื่องโชคดีของจวนสกุลฮวาเหลือเกินเจ้าค่ะ!”ฮวาเมิ่งซือเอ่ยยกยอเขา ดวงหน้าขึ้นสีระเรื่อ ทำให้สองพี่สองสกุลไฉ่ถึงกับเคลิ้มไป
น่าเสียดาย พวกเขาย่อมทราบว่าฮวาเมิ่งซือชอบจี้เฟิง
จี้เฟิงปรายตามองฮวาเมิ่งซือก่อนตอบ “คุณหนูรองสุภาพเกินไปแล้วพวกข้าเพียงมาเพื่อพบชีเยว่เท่านั้น ไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่น”
มุมปากฮวาเมิ่งซือกระตุก ความเกลียดชังฮวาชีเยว่กลับยิ่งเติบโต
เหตุใดคนโง่งมนี่จึงได้รับสิ่งดีๆ มากกว่านางไปได้เล่า?
นางเองก็งามล้ำเช่นกันทว่าทั้งอวิ๋นสือโม่และจี้เฟิงต่างก็หันไปชอบตัวโง่งมนั้นเสียแทน!
แต่บนใบหน้านางยังคงมีรอยยิ้มสุภาพ “พี่จี้ ที่ภูเขาหลังจวนเรามีดอกไม้ชื่อดังอยู่ไปชมทิวทัศน์ร่วมกันเสียหน่อยดีหรือไม่เจ้าคะ?”
ฮวาเมิ่งซือจะเข้าหาเฉพาะบุรุษที่โดดเด่นเท่านั้นและจี้เฟิงคือบุรุษผู้นั้น
ฮวาชีเยว่ยิ้มบาง ส่งถ้วนใส่โจ๊กเนื้อสับและผักให้เทียนซี
จี้จิงยิ้ม “จวนสกุลจี้เองก็เป็นที่รู้จักว่ามีดอกไม้ดังมากมายที่จริงพวกเรายังมีสวนดอกไม้ที่ทั้งใหญ่ทั้งมากมายยิ่งกว่าท่านใช่หรือไม่เจ้าคะท่านพี่?”
จี้เฟิงพยักหน้า ไม่ยอมมองฮวาเมิ่งซือ ทว่ากลับหันไปมองฮวาชีเยว่พูดอย่างอ่อนโยน “จิงเอ๋อร์พูดถูก อีกประเดี๋ยวพวกเราก็ต้องออกไปแล้วคงต้องปฏิเสธคุณหนูรอง”
จี้เฟิงปฏิเสธฮวาเมิ่งซือท่าทีเย็นชาของเขาทำให้ไฉ่ชิงและไฉ่หนิงรู้สึกไม่ยุติธรรมแทนนาง
ใครไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของฮวาเมิ่งซือสตรีอันดับหนึ่งของเมืองหลวงบ้างเล่า?
ไฉ่ชิงและไฉ่หนิงได้ยินชื่อเสียงของนางมานาน เพิ่งได้พบนางตัวจริงในวันนี้
ฮวาชีเยว่ที่ดูห่างเหินดูไม่สุภาพเท่าฮวาเมิ่งซือทั้งคู่จึงได้โอนเอียงเข้าข้างอีกฝ่าย
“เช่นนั้น หากมีเวลา ข้าคงต้องไปเยือนจวนสกุลจี้แล้ว!”ฮวาเมิ่งซือปั้นแต่งรอยยิ้มขึ้นประดับใบหน้า
จี้เฟิงไม่ได้ปฏิเสธอีกเนื่องจากจะเป็นการเสียมารยาทเขาไม่ได้สนใจนาง แม้นางจะเยือนจวนสกุลจี้ เขาก็ย่อมไม่มีท่าทีชื่นชมนาง
“ยินดีต้องรับคุณหนูรอง ชีเยว่ เจ้าเองก็ต้องไปด้วยนะข้าจะรอต้อนรับเจ้าเสมอ” จี้เฟิงยิ้ม ฮวาชีเยว่พยักหน้าด้วยท่าทีเรียบเรื่อยก่อนหันไปมองฮวาเมิ่งซือ
“น้องรอง ได้ยินว่าหลายวันมานี้เจ้าไม่สบาย ดีขึ้นแล้วหรือ?”
ฮวาชีเยว่ยิ้ม นางทราบดีว่าฮวาเมิ่งซือไม่ได้ป่วยจริงเพียงแต่รู้สึกไม่สบายใจจึงเลือกจะอยู่กับจวนแทนจะออกไปไหนมาไหน
สตรีที่มีพรสวรรค์มากที่สุด กุลสตรีอันดับหนึ่งของเมืองหลวงยามนี้กลับพ่ายแพ้ให้แก่ฮวาชีเยว่ในทุกทางย่อมทราบดีว่าชื่อเสียงตนเริ่มตกต่ำ จึงทำใจไม่ได้ทำให้ดูป่วยออดแอดขึ้นมา
“ดีขึ้นมาแล้วเจ้าค่ะ ขอบคุณพี่สาวที่เป็นห่วง” ฮวาเมิ่งซือตอบอย่างสุภาพ
“หากท่านไม่สบายก็กลับไปพักผ่อนเถอะ” จี้เฟิงยิ้มบาง
แม้คำพูดฟังดูคล้ายเป็นห่วงทว่าทั้งน้ำเสียงและสีหน้ากลับไม่เปลี่ยนแปลง
ดังนั้นจึงเป็นประโยคเพื่อไล่นางออกไปได้ยินเช่นนี้สองไฉ่ก็กรีดร้องอยู่ในใจว่าจี้เฟิงต่างหากที่ควรจากไปมิใช่คุณหนูรอง
สีหน้าของฮวาเมิ่งซือเปลี่ยนไปเล็กน้อยทว่ากู้รอยยิ้มกลับมาได้แทบจะในทันที “ขอบคุณพี่จี้ที่เป็นห่วงเจ้าค่ะยามนี้ข้าดีขึ้นมากแล้ว จึงอยากจะมานั่งที่นี่เสียหน่อย”
ขณะกล่าวดังนั้น ฮวาเมิ่งซือยังคงส่งท่าทีให้แก่จี้เฟิงส่งเสียงออดอ้อนเขา ทว่าจี้เฟิงไม่สนใจนางจริงๆ จึงปฏิเสธนางอย่างเยือกเย็น
ออกจากเรือนกุ้ยฮวา สีหน้าของฮวาเมิ่งซือก็หม่นครึ้มลงจนถึงที่สุดเมื่อกลับเข้าห้องตนเองแล้วนางก็ให้เกรี้ยวกราดเป็นอย่างยิ่ง สะบัดแขนเสื้อปัดแจกันริมหน้าต่างลงสู่พื้นแตกกระจายเป็นชิ้นส่วนมากมายในพริบตา
ซูโหรวตกตะลึง รีบกระซิบทันที “ใจเย็นลงเถอะเจ้าค่ะ!หาใช่จำเป็นต้องโมโหตัวโง่งมนั่น!”
ความเกลียดชังที่เอ่อล้นในใจฮวาเมิ่งซือสะท้อนออกมาทางแววตานางปรารถนาจะได้ฉีกกระชากฮวาชีเยว่ทั้งเป็น
“ดูเหมือน...ข้าคงต้องใช้ลูกไม้เสียแล้ว! จะปล่อยให้นางสารเลวนั่นมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้หรือข้าคงต้อง...เชิญคนมาสังหารนางเสีย! ”
ฮวาเมิ่งซือกระซิบ ซูโหรวส่ายหน้า “ไม่นะเจ้าคะคุณหนู!หากผู้อื่นทราบเข้า ชื่อเสียงท่านคง...”
ไม่เพียงชื่อเสียงนางเท่านั้นที่เสียหาย ยังคงถูกส่งเข้าคุกยามนี้ฮูหยินผู้เฒ่าโปรดปรานฮวาชีเยว่ย่อมไม่เหมาะจะลงมือ
“คุณหนู ลองคิดดูเจ้าค่ะฮวาชีเยว่ได้รับโอสถวิเศษเป็นหลักฐานว่ามีปรมาจารย์ผู้หนึ่งอยู่เบื้องหลัง...เราย่อมไม่อาจลงมือ!ทั้งยามนี้คนยังเป็นถึงท่านหญิง เอาชนะนางได้จำต้องใช้วิธีอื่น! ”
ซูโหรวกระซิบปลอบให้ฮวาเมิ่งซือใจเย็นลงในฐานะกุลสตรีอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง นางย่อมไม่โง่ ไม่ลงมือโดยไม่ไตร่ตรอง
เมื่อคิดดูแล้วก็ทราบว่าลงมืออย่างไรก็ล้วนแต่ไม่ดีต่อนางทั้งสิ้น
“เฮ้อ เจ้าพูดถูก หากเราไม่อาจมีชื่อเสียงได้เช่นนางเช่นนั้นก็เพียงทำลายมันเสียเถอะ เช่นนี้ย่อมง่ายกว่ามาก”
จี้เฟิงและคนอื่นๆย่อมต้องเหินห่างฮวาชีเยว่ไปเองเมื่อกลับไปเป็นคนสำส่อนไร้ประโยชน์ไร้ความพิเศษใดดังเช่นอดีตคนย่อมพ่ายแพ้แก่ฮวาเมิ่งซือผู้เป็นกุลสตรีอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงผู้อยู่เหนือใคร
“อีกไม่กี่วันก็จะถึงการแข่งขันรอบสุดท้ายแล้วฮวาชีเยว่เพียงแต่โชคดีชนะผ่านสองรอบก่อนเข้ามาได้ทว่าในคราวนี้นางย่อมไม่โชคดีอีก!” ฮวาเมิ่งซือแค่นเสียงหยันดวงตาลุกโชนดุจอสรพิษร้าย
“ซือเอ๋อร์ อย่าได้โดนยั่วยุจนลงมือไม่ยั้งคิด! ความสำเร็จของฮวาชีเยว่วันนี้ย่อมมิได้เป็นไปด้วยโชคเพียงอย่างเดียว!เสียงเยือกเย็นดังเข้ามา เป็นฮูหยินรองนั่นเอง
ฮวาเมิ่งซือรีบร้อนลุกขึ้น เข้าไปช่วยประคองฮูหยินรองนั่งลง“ท่านแม่ เหตุใดจึงมาที่นี่ได้เจ้าคะ? ”
“เฮ้อ ทราบว่าเจ้าอารมณ์ไม่ดี แม่จึงได้สั่งพ่อครัวทำของว่างดีๆ มาให้เจ้า”ฮูหยินรองว่า ขณะที่จางมามามอบตะกร้าใส่ของว่างมาให้ เมื่อเปิดออกกลิ่นหอมก็ฟุ้งขึ้นมา
ฮวาเมิ่งซือมองขนมงดงามสี่อย่างในตะกร้า มีทั้งชิ่งเหรินซ่งเกา ขนมไหว้พระจันทร์อินทผลัมโต้วหมิงเซียงชงเปา และลูกชิ้นปลานึ่ง แม้จะเป็นเพียงของว่างทว่าฮวาเมิ่งซือก็ชื่นชอบเป็นอย่างยิ่ง
สีสันงดงามดูสบายตา ฮวาเมิ่งซือจิ้มลูกชิ้นปลาเข้าปากแล้วยิ้ม“อื้ม เหมือนฝีมือคนครัวพัฒนาขึ้นแล้ว”
“ซือเอ๋อร์ชอบก็ดีแล้ว ทุกสิ่ง...ให้แม่จัดการเอง ซือเอ๋อร์อย่าได้กังวลไปดีหรือไม่?”
ฮูหยินรองกระซิบ ฮวาเมิ่งซือพยักหน้า ฮูหยินรองคิดมากกว่านางทั้งยังเป็นผู้ให้คำแนะนำวางแผนแก่นาง
สามวันหลังจากนั้น รายชื่อผู้เข้าแข่งขันการประลองก็ประกาศออกมาฮวาชีเยว่ต้องประลองกับท่านหญิงหมิงจู
ฮวาเมิ่งซือต้องแข่งกับสตรีผู้หนึ่งที่มิได้มีเบื้องหลังยิ่งใหญ่อะไร
นับแต่ได้ขึ้นเป็นท่านหญิงจิ่งฮวา ฮวาชีเยว่ก็โด่งดังขึ้นมามีหลายคนอยากเห็นสตรีผู้ได้รับโอสถวิเศษสตรีผู้เอาชนะการประลองถึงสองรอบโดยใช้เพียงโชคผู้นั้น
ทั้งสกุลโอวหยางและสกุลซย่าต่างก็สืบไม่ได้ว่าฮวาชีเยว่ได้รับต้นหลงแดงมาจากผู้ใด
ทุกคนต่างก็รอคอยการประลองในคราวนี้เพื่อดูว่าฮวาชีเยว่มีฝีมือที่แท้จริงเพียงใด
อย่างไรฮวาชีเยว่ก็มีเบื้องหลังลึกลับประเมินไม่ได้ทั้งสองสำนักสมุนไพรและสามตระกูลใหญ่ล้วนแต่ไม่กล้าลงมือผลีผลาม
ฮองเฮาที่เกลียดชังฮวาชีเยว่เข้าไปถึงกระดูกมีท่าทีนิ่งเงียบภัตตาคารต้งไห่แห่งนั้นถูกคนลึกลับซื้อไป เปลี่ยนชื่อเป็นภัตตาคารเซิ่งชีในวันเปิดตัว ผู้คนล้วนแห่แหนมาจนเต็ม
เพราะภัตตาคารเซิ่งชีมีการเชิญนักเล่าเรื่องมาเล่าเรื่องทุกวันวันละคนเรื่องเล่าที่เล่า คือเรื่องการสังหารหรงชีเยว่
เจ้าของใหม่ผู้นี้กล้าหาญยิ่งนักแม้องค์หญิงฮุ่ยเจินที่สังหารหรงชีเยว่ผู้นั้นจะถูกฮ่องเต้ถอดถอนบรรดาศักดิ์ไปแล้วแต่เรื่องเช่นนี้ก็ยังนับว่าหลู่เกียรติเชื้อพระวงศ์เอาได้
ทว่าหากจะจับคนเข้าคุกหรือสั่งรื้อภัตตาคารเซิ่งชีเพียงเพราะนิทานเรื่องหนึ่งก็นับว่าเป็นการระรานเกินไปฮ่องเต้ย่อมไม่ยินยอมให้เกิดเรื่องดังนี้ขึ้น
สามวันหลังประกาศรายชื่อผู้เข้าแข่งขันฮวาชีเยว่รีบฝึกฝนตนเองจนสามารถฝ่าขั้นสมบูรณ์ขึ้นไปสู่ระดับภูมิลักษณ์มังกรได้ในหนึ่งวันก่อนเข้าแข่งขันรอบสุดท้าย
เมื่อเห็นเช่นนั้น เทียนพี่ก็มองความก้าวหน้าของนางอย่างตกตะลึงกระทั่งจนสำเร็จเสร็จขึ้นตอน เขาก็วิ่งเขากับจับแขนเสื้อฮวาชีเยว่ ตะโกน“โอสวรรค์! เกินไปแล้ว! อ๊าก ศิษย์ข้า! เจ้าเกินไปแล้ว! เจ้าเป็นอัจฉริยะเกินไปแล้ว!”
ฮวาชีเยว่ผลักเขาออก ทว่าปีศาจร้ายกลับกอดนางอย่างยินดีเขาลอยขึ้นไป ตีลังกาบนฟ้าอยู่หลายทีก่อนจะร่อนลงมา หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
ฮวาชีเยว่ตกตะลึงสุดขีดทว่าแม้จะทุ่มแรงสุดก็มิอาจดึงตัวออกจากอ้อมกอดเขาได้
ทำให้รู้สึกตะลึงกว่าเดิม!
นางมาถึงระดับภูมิลักษณ์มังกรขั้นฐานได้แล้วเช่นนี้เทียนพี่ย่อมมีระดับสูงกว่านางหลายขั้นจึงกระทำเช่นนี้ได้!
เทียนพี่อารมณ์ดีตลอดวันเมื่อฮวาชีเยว่นำสุราและเนื้อมาให้เขาในคืนนั้น เขาก็กอดนางอย่างยินดีบินขึ้นไปตีลังกาอีกหลายครั้ง
เอาเถิดเช่นนี้ก็ทำให้ฮวาชีเยว่เชื่อแล้วว่าเทียนพี่ทำไปเพื่อเอาเปรียบนางแม้ดวงตาใสซื่อคู่นั้นของเขาจะบอกเล่าเป็นอื่นก็ตามที