เสี่ยวเทียนสร้างทุงหญ้า ให้ม้าน้อยไว้กินหญ้าที่มันชอบ ส่วนเจ้าแพนด้าน้อยเมื่อไม่มีนมแม่ กันก็กินน้ำในสระเทพเจ้า กับ ใบไผ่ที่มีอยู่ มันกินวันทั้งวันอิ่มแล้วก็นอนหลับ บนต้นไม้ ข้างสระน้ำ เจินเจินต้องคอยอุ้มมันลงมาจากกิ่งไม่กลัวมันจะหล่นลงมา ส่วนวาวา ก็เดินไม่ค่อยไหว ท้องแก่ใกล้จะคลอดแล้ว เสี่ยวเทียนก็ต้องคอยมาดูแล หาอาหารการกินให้ ยังดีที่อาจารย์ลู่เอินบอกว่าถึงกำหนด จะออกมาช่วยทำคลอดให้ เลยไม่ต้องหา หมอทำคลอดที่ไหน
ส่วนเมิ่งจิ่ว หลังจากได้ฆ่าพี่น้องตนเองไปแล้ว สามคน และ แม่แพนด้าอีกตัว ก็เริ่มเงียบขรึม คอยดูแลเจ้า แพนด้าน้อย ไม่ห่างไปไหน พอวันนี้ครบกำหนดสามวัน
เพื่อจะไปแก้แค้นพี่ชายอีกสี่คนที่เหลือ เมิ่งจิ่วกลับเดินมาบอกว่า
“ คุณชายเฉิน ข้าไม่แก้แค้นแล้ว ข้าจะไปบวชเป็นหลวงจีน”
เสี่ยวเทียนได้ฟัง ก็อึ้งไม่รู้ว่าเมิ่งจิ่ว คิดอะไรกันแน่
“ เจ้าแน่ใจนะ ว่าอยากบวชเป็นหลวงจีน?”
“ ข้าแน่ใจ ข้าอยากบวชให้แม่ อยากให้บุญกุศลที่ข้าบวช จะทำให้ท่านแม่อยู่บนสวรรค์อย่างมีความสุข ข้าไม่สนแก้แค้นแล้ว ฆ่ากันไป ท่านแม่ของข้าก็ไม่ฟื้นขึ้นมาอีกแล้ว”
“ แต่เจ้าไม่คิดหรือว่า พวกมันที่เหลือจะยอมปล่อยเจ้าไปง่ายๆ เช่นนี้”
“ ช่างมันเถอะ อย่างมากข้าก็ไปอยู่กับท่านแม่ของข้า” เมิ่งจิ่วพูดเหมือนปลงตก
เสี่ยวเทียนไม่คิดเช่นนั้น ชีวิตไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แค่คิดเลิกก็เลิก หยุดก็หยุด ทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวมันได้ เคลื่อนไหวไปตลอดเวลา ถึงแม้เราจะหยุดตัวเองแล้วก็ตาม
เสี่ยวเทียนไม่ได้ขัดใจเมิ่งจิ่ว แต่ก็ต้องคอยคุ้มครองเขา ไม่ให้ตายตามที่รับปากแม่ของเมิ่งจิ่วเอาไว้
ในขณะเดียวกัน หลังจากองค์ชายสามคนถูกฆ่าตาย ภายในคืนเดียว แล้วคนที่สังหารคนทั้งสาม คือ องค์ชายเก้า เมิ่งจิ่ว ที่ได้สละฐานะราชวงศ์ไปแล้ว โดยมีคนเห็นเหตุการณ์มากมาย ดังนั้นในเวลานี้เมืองหลวง ถึงกับปั่นป่วน กันไปหมด โดยเฉพาะเหล่าองค์ชายที่เหลืออีก สี่คน เตรียมระดมกำลัง เพื่อมาคอยป้องกัน แล้ว คอยตามล่าตัว เมิ่งจิ่ว ส่วนเหล่ามือปราบ พอรู้ว่าเป็นฝีมือ เมิ่งจิ่วองค์ชายเก้า
ก็ไม่สนใจ เพราะการล่าสังหารกันระหว่างพี่น้อง ถือเป็นเรื่องปกติของคนในราชวงศ์นี้
บัดนี้ขุมกำลังของ สี่องค์ชายทั้งสี่ก็เพิ่มขึ้นจากการล่มสลายตายไปของ สามองค์ชาย ทำให้ องค์ชายรองหันมาร่วมมือกับ องค์ชายสาม กับ องค์ชายสี่ เพื่อโค่นองค์ชายใหญ่ วันนี้ สามองค์ชายมีการประชุมลับกันขึ้น
“ น้องสาม กับ น้องสี่ คงได้รับข่าวเมื่อคืน ที่สามองค์ชายถูกสังหารพร้อมกัน ข้าสงสัยเป็นการกระทำขององค์ชายใหญ่ที่ หลอกให้ น้องเก้าเป็นหุ่นเชิด”
องค์ชายรองเอ่ยเปิดเรื่องก่อน
“ เป็นไปได้ ลำพังน้องเก้าจะมีปัญญาอะไร มาทำเรื่องเช่นนี้ได้” องค์ชายสี่เอ่ยสนับสนุน
“ เช่นนั้นหมายความว่า ทุกอย่างเป็นแผน ขององค์ชายใหญ่ เพื่อกำจัดพวกเราทั้งหมด แล้วให้องค์ชายเก้า เป็นหุ่นเชิด แล้วสุดท้ายตนเอง จะได้สังหารน้องเก้าแล้วยกตัวเองกลายเป็น รัชทายาทที่ทรงคุณธรรมแต่เพียงผู้เดียว?”องค์ชายสามกล่าว
“ พวกเจ้าคิดถูกแล้ว บัดนี้ องค์ชายใหญ่ ถือว่ามีจ้าวอัศวินดำ ยอดนักรบของอาณาจักรเรา เป็นผู้ช่วย เห็นพวกเราเป็นหนามตำตา พอมีจังหวังที่พวกเราจัดการน้องเก้า เลยหาเรื่องจัดการพวกเราพร้อมกันทีเดียว”
“ ชั้วช้าจริงๆ”
ทั้งสองคนเอ่ยออกมาคล้ายกัน
“ พี่รองพวกเราควรทำอย่างไรดี”
“ ในวันเฉลิมพระชนม์พรรษาของเสด็จพ่อ ทุกคนจะต้องไปล่าสัตว์ที่ป่าอสูรวิญญาณ ข้าวางแผนไว้แล้ว ต้องให้พวกเจ้าทั้งสอง ไปบอกองค์ชายใหญ่ว่า พวกเจ้าเจอช้างหยกหิมะ ซึ่งเป็นช้างคู่บุญบารมีของฮ่องเต้เท่านั้น เจ้าทั้งสองคนไม่สามารถจับมาได้ คงมีแต่ผู้ที่คู่ควรเป็นฮ่องเต้เท่านั้นถึงจะจับได้ ข้าเชื่อแน่ว่า องค์ชายใหญ่ต้องหลงกล และต้องมาด้วยตัวเองเพื่อจะจับช้างหยกหิมะไปเสนอหน้าให้เสด็จพ่อ อย่างแน่นอน ซึ่งที่บริเวณนั้นข้าได้วางกับดักไว้เรียบร้อยแล้ว”
“ หากเสด็จพ่อรู้จะทำเช่นไร?” องค์ชายสี่ตกใจที่พี่รองเอ่ยเช่นนี้
“ ไม่ต้องห่วง หากเสด็จพ่อรู้ ต้องชื่นชมพวกเราแน่ที่สามารถกำจัดองค์ชายใหญ่ที่มีพลังเหนือกว่าพวกเราได้”
“ แล้วจะหายอดฝีมือคนไหน ออกหน้าไปจัดการล่ะ ข้างกายองค์ชายใหญ่ มีจ้าวอัศวินดำอยู่นะ?” องค์ชายสามเริ่มกังวลใจ
“ ไม่ต้องห่วง คราวนี้ข้าจ้างนักฆ่าจากดินแดนพิภพชั้นที่ หก พวกมันรับงานแล้วไม่เคยพลาด”
“ พวกมันเป็นใครกัน” สององค์ชายเอ่ยออกมาพร้อมกัน
“ สำนักหมื่นมังกร”
“ หา! สำนักหมื่นมังกร?”
สำนักหมื่นมังกรเป็นสำนักนักฆ่าที่อายุยาวนานนับพันปี ไม่มีใครรู้ว่าผู้ใดคือหัวหน้า
ใครถูกใบสั่งฆ่า ผู้นั้นไม่เคยรอดสักราย สำนักหมื่นมังกรไม่ใช่อยากจะจ้าง ก็จ้างได้ ความต้องการของสำนักหมื่นมังกร ไม่ใช่เงินทองเพียงอย่างเดียว สิ่งที่มันต้องการ คือของวิเศษที่หายาก ดังนั้น งานที่พวกมันยอมรับ จึงมีไม่มาก
“ พี่รอง ท่านเอาของวิเศษอะไรไปจ้างพวกมัน?”
“ กระบี่มังกรเหมันต์”
“ นั่นมันที่ เป็นกระบี่ที่เสด็จพ่อพระราชทานให้ กับพี่รองตอนเกิดเชียวนะ?”
“ ใครจะไปสน ข้าอยากได้ธนูฟ้าสังหารของ องค์ชายใหญ่มากกว่า”
ทั้งสองคนฟังแล้วก็เงียบไป อาวุธวิเศษสองสิ่งนี้ เป็นของเสด็จพ่อ ที่ประทานให้เพียง องค์ชายใหญ่ และ องค์ชายรองเท่านั้น โอรสคนอื่น ไม่มีใครได้รับพระราชทานของวิเศษสักคน ทั้งสององค์ชายต้องลอบทอแววริษยาวูบหนึ่ง
“ พวกเจ้าไม่ต้องห่วง หากเรื่องนี้สำเร็จ ข้าจะมอบเคล็ดวิชาฝ่ามือภูตเหมันต์ให้พวกเจ้าทั้งสองคน”
“ ขอบคุณพี่รอง” ทั้งสองกล่าวอย่างยินดี หากพวกเขาได้ฝึกเคล็ดลับวิชานี้ อย่างน้อยก็สามารถฝึกปรือพลังถึงขั้น เซียนสวรรค์ได้อย่างง่ายดายไม่ต้อง ถูกกฏธรรมชาติจำกัดเอาไว้แค่ขั้นเซียนฟ้า
เมิ่งจิ่วหลังจากบอกกับ เสี่ยวเทียนว่าจะบวช เสี่ยวเทียนก็ตามใจเลยพามาที่วัดไก่ป่า เป็นสถานที่เงียบสงบ ตั้งอยู่ชานเมืองหลวง บรรยากาศเย็นสบาย เหมาะแก่การฝึกปฏิบัติตน มุ่งสู่แดนพระธรรม
วันนี้หลวงพ่อเจ้าอาวาส รู้ว่าเป็นองค์ชายเก้า ก็ได้ออกมาต้อนรับ ด้วยตนเอง
“ เรียนท่านเจ้าอาวาส ข้าตัดใจละทิ้งทางโลกแล้ว ข้าอยากจะสงบจิตใจ ละทิ้งกิเลส มุ่งสู่ธรรมะ ขอให้ท่านช่วยปลงผมบวช ให้ข้าด้วย” เมิ่งจิ่วเอ่ยอย่างแน่วแน่มั่นคงยิ่งนัก เสี่ยวเทียนได้ฟังก็ได้แต่อนุโมทนาสาธุ ตามไปด้วย คิดว่า เพื่อความปลอดภัย อาจจะสร้างค่ายกลป้องกัน หรือไม่ เขาอาจจะไปกวาดล้าง พี่น้องอำมหิตพวกนั้นให้หมดไป เมิ่งจิ่วจะได้ปลอดภัยอย่างแท้จริง
“ การเป็นพระนั้น ประสกจะต้องทำตามกฏ ต้องถือศีลกินเจ ลดละเลิก สิ่งที่อันจะให้เกิดกิเลสในใจ ทางวัดของเรา ถือกฏที่ต้องปฏิบัติตาม 227 ข้อ ประสกเมิ่งทราบกฏข้อบังคับเหล่านี้หรือไม่”
“ ไม่ทราบขอรับ ต่อให้มีเป็นร้อยเป็นพันข้าก็ไม่ย่อท้อ ข้าจะทำตามให้ได้”
“ ถ้างั้นก็ดีแล้ว พรุ่งนี้เช้า อาตมาจะเป็นคนปลงผมบวช ให้ประสกเองเลย”
“ ขอบคุณมากขอรับ ถ้าเช่นนั้นข้าขอกินอาหารเย็นก่อน ตั้งแต่บ่ายข้าจะไม่ได้กินอะไรเลย ต้องรบกวนท่านเจ้าอาวาสด้วยนะขอรับ”
เมิ่งจิ่วเริ่มกระสับกระส่ายด้วยความหิว
“ อืม เรื่องอาหารเย็นนี้ ทางวัดไม่มีการทำอาหารในตอนเย็น ทางวัดมีการทำอาหารเจให้กินวันละสองมื้อเท่านั้น”
“ฮ้า สองมื้อ แล้วพวกท่านทนอยู่กันได้ยังไง” เมิ่งจิ่วตกใจตาเหลือก ไม่คิดว่าเป็นหลวงจีนต้องกินอาหารแค่วันละสองมื้อเท่านั้น
“อาตมากับพระผู้ใหญ่หลายท่าน ก็กินอาหารเพียงวันละมื้อเท่านั้น” เจ้าอาวาสเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ อะ...ไร ...นะ วันละมื้อ?”
“ ถูกต้อง หากประสกคิดจะเข้าสู่พระธรรม ต้องลดอาหารกินแค่พอเพียง เท่านั้น ไม่ควรกินมากไป มิเช่นนั้น จะทำให้กิเลสในจิตใจมากขึ้น”
“ ท่านเจ้าอาวาส ข้าคิดว่าพรุ่งนี้ข้ายังต้องมีภารกิจ ข้าคงไม่สามารถมาบวชได้อย่างแน่นอน วันนี้ข้าคงต้องขอตัวก่อน ไว้โอกาสหน้า ค่อยพบกันใหม่”
อ้วนน้อยชายเก้า กล่าวเสร็จ ก็เดินจ้ำอ้าวออกจากวัดไปในทันที
เสี่ยวเทียนแทบกลั้นหัวเราะไม่ไหว รีบขอลาเช่นกัน
ตั้งแต่วันนั้น เมิ่งจิ่ว ก็ไม่เอ่ยถึงการบวชเป็นหลวงจีนอีกเลย
ในเวลานี้ เสี่ยวเทียนซื้อบ้านไว้หลังหนึ่งที่ชานเมือง เพื่อให้เมิงจิ่วได้อยู่อย่างสุขสบาย แล้วกำลังคิดว่า จะไปจากที่นี่เสียที แต่เมิ่งจิ่วกลับเอ่ยขึ้นมาก่อนว่า
“ คุณชายเฉิน ท่านไม่คิดจะเอาเงินค่า แก่นเลือดเซียน กลับคืนมารึ?”
เสี่ยวเทียนทีแรก ก็ลืมไปแล้ว ก็หูผึ่งขึ้นมาทันที
“ ใช่เลย ข้าลืมเสียสนิท”
“ ตอนนั้นข้าเอาไปให้องค์ชายใหญ่ แต่สุดท้ายเขาให้ข้า ไปเบิกที่ฝ่ายการคลัง
ซึ่งพอไปถึง ก็อ้างโน่น อ้างนี่ บอกว่าแพงไปบ้างล่ะ เลยไม่ให้ พอข้าไปขอแก่นเลือดคืนที่องค์ชายใหญ่เขาบอกว่า ใช้ไปหมดแล้ว เราจะไปทวงเงินที่ฝ่ายการคลัง หรือว่าไปทวงของที่องค์ชายใหญ่ดี” เมิ่งจิ่ว เริ่มคิดจะสู้กับองค์ชายใหญ่บ้างแล้ว
“ ไปเอาเงินที่ฝ่ายการคลังก่อน อ้างเป็นคำสั่งองค์ชายใหญ่ อยากรู้ว่ามันจะทำหน้าอย่างไร”
ทั้งสองคนเดินทางไปที่ ฝ่ายการคลังของ ราชวงศ์ ไม่นาน ก็มาถึง เจ้าหน้าที่เห็นหน้า เมิ่งจิ่ว ก็ไม่มีความเคารพเลย และยิ่ง ทำหน้าตาเหยียดหยามขึ้นมากกว่าแต่ก่อนเสียอีก
“ คุณชายมาที่นี่ ทำไม?”
“ องค์ชายใหญ่ ให้ข้ามาเอาเงินค่าแก่นเลือดเซียน 3,600 ล้านเหรียญทอง ท่านนี้คือคุณชายเฉินเสี่ยวเทียน เป็นเจ้าของแก่นเลือด”
“ ฮ่า ฮ่า พูดผิดพูดใหม่ซิ ข้าเคยบอกท่านแล้ว ราคาที่ท่านมัดจำไปนั้นก็ถือว่าเยอะเกินไปแล้ว” เจ้าหน้าที่รับเรื่องหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน จากนั้นสายตาก็แข็งค้าง อ้างปากค้างไม่หุบ ลง แล้วศรีษะก็เกิดระเบิดขึ้นมา ตูม ! ร่างกายปราศจากหัว ก็เดินไปเดินมาสักครู่ก็ล้มตัวลงไป ทหารยาม นับสิบออกมาดู เห็นเจ้าหน้าที่ถูกฆ่าตายเช่นนี้ ก็ระดมยิงปืนใส่ เสี่ยวเทียน กับ เมิ่งจิ่วทันที แต่ไม่ทันที่จะได้ยกปืน ร่างทหารนับสิบ ก็ระเบิดออกมาพร้อมกันทั้งหมด เลือดเนื้อกระจายไปทั่วห้องเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ต่างตกใจทำตัวไม่ถูก ส่งเสียงร้องกรี๊ดลั่น ฝ่ายการคลัง
จนหัวหน้าฝ่ายคลัง กับผู้ช่วยอีกนับสิบคนเดินออกมา เสี่ยวเทียนถึงได้หยุดปล่อยพลังจิตซึ่งบัดนี้เสี่ยวเทียนมีพลังจิตระดับบรรพกาลแล้ว พวกคนที่มีพลังเซียนต่ำกว่า ล้วนตายได้เพียงแค่เสี่ยวเทียนนึกคิดเท่านั้น
“ องค์ชายเก้า นี่ท่านจะทำอะไร?”
“ ข้าไม่ทำสักหน่อย คุณชายเฉินเขามาทวงหนี้เท่านั้นเอง ท่านควรจะนำมาจ่ายเขานะ”
“ ไม่มีแล้ว เงินที่นี่นำส่งท้องพระคลัง หลวงไปจนหมด ไปมีเหลือแล้ว”
เสี่ยวเทียนใช้สายตามองเข้าไป พบมีเหรียญทองอยู่ พันกว่าล้านเหรียญทองจึงใช้มือ ดูดทองเอามาไว้ใน มิติเก็บของทั้งหมด
“ นี่คือดอกเบี้ย ส่วนที่เหลือ ข้าจะเข้าไปเอาในวังหลวงเอง”
เมิ่งจิ่วฟังแล้วก็ตกใจ
“ นี่ท่านจะเข้าไปในวังหลวงเพื่อทวงเงิน หากเจอเสด็จพ่อ จะทำอย่างไร?”
“ ข้าแค่ไปเอาเงินส่วนของข้า เขาไม่ว่าหรอก เชื่อข้าซิ” เสี่ยวเทียนตอบหน้าตาเฉย
แล้วทั้งสองก็ปรากฏตัวในวังหลวงทหารเฝ้าวังหลวงคุกเข่า ต่อหน้าทั้งสองไม่มีใครต้านทานแรงกดดันของเสี่ยวเทียนได้แม้แต่คนเดียว พอมาถึงท้องพระคลัง
เสี่ยเทียนกำลังจะเดินเข้าไป ก็มีเสียงส่งออกมาจากอีกสถานที่หนึ่ง
“ บังอาจ กล้าบุกปล้นวังหลวงเชียวรึ?” แล้วก็มีชายชราชุดขาวมีเสื้อเกราะสีทอง ตั้งแต่หัวจรดเท้า ถือดาบง้าวเป็นอาวุธ มองหน้าเสี่ยวเทียนแล้วหันไปมององค์ชายเก้า
“ องค์ชายเก้า ท่านพาคนนอกมาปล้นวังหลวงเช่นนี้ได้ยังไง”
“ หัวหน้าองครักษ์จู เขาแค่มาเอาของๆเขา ท่านถอยไปเถอะ” เมิ่งจิ่วเอ่ยเตือน
“ เฮอะ เป็นแค่เด็กเมื่อวานซืน กล้าบุกวังหลวง ปล้นท้องพระคลัง วันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าเอง ! ” หัวหน้าองครักษ์จู ฟาดดาบง้าว เข้าสับร่างของเสี่ยวเทียนทันที หมับ !! เสี่ยวเทียนจับดาบง้าวเอาไว้ แล้ว ปล่อยพลังมหายุทธดูดจักรวาลเข้าไป ร่างของหัวหน้าองครักษ์จู ตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า แล้วสุดท้ายร่างก็กลับมาเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก เสี่ยวเทียนไม่ทำให้ถึงตาย แล้วเดินเข้าไปในห้องพระคลังสมบบัติ พบว่า เป็นห้องโล่งๆ หามีสมบัติไม่
เสี่ยวเทียนใช้สายตามอบไปรอบๆ ก็ไม่พบสมบัติใดๆ เลย
“ โอ้โฮ ห้องพระคลังสมบัติ แต่ไม่มีสมบัติเลย เสด็จพ่อนี่ช่างคิดได้นะ เมื่อไม่มีสมบัติแล้ว จะทำอย่างไรต่อไปดี”
“ ข้าสัมผัสได้ว่า หยกมังกรฟ้าเคยอยู่ที่นี่ ไปตามเอามาให้ได้” อาจารย์ลู่เอินเอ่ยออกมา
“ พ่อของเจ้าอยู่ไหน?” เสี่ยวเทียนพอรู้ก็ตื่นเต้นยิ่ง รีบเอ่ยถามทันที
เมิ่งจิ่วยืนนึก อยู่ไม่นานก็โพล่งออกมาว่า
“ วันนี้เป็นวันเฉลิมพระชนม์พรรษา พระองค์ ต้องไปล่าสัตว์ มาเป็นสัตว์เวทย์ประจำราชสำนักทุก ๆ ปี อีกเจ็ดวัน ท่านถึงจะกลับ” เมิ่งจิ่วเอ่ย
“ พวกเขาไปที่ไหนกัน?”
“ ป่าอสูรวิญญาณ”...