ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่ 2 ตอนที่ 15 โลหิตมรณะ

            ด้านโอวหยางชิงหลง

            “รีบพาคนบาดเจ็บไปรักษา ถอยออกไปให้ไกลที่สุด” โอวหยางชิงหลงตะโกนออกคำสั่งให้แก่นักสู้ของตระกูล ที่ยังเหลือรอดและไม่บาดเจ็บ ให้นำผู้ที่บาดเจ็บออกไปจากสนามรบให้ไกลที่สุด

            “โอวหยางชิงหลง เจ้าไม่คิดที่จะลงมือเองบ้างหรืออย่างไร คิดจะออกคำสั่งอย่างเดียวงั้นหรือ” เสียงของเสวี้ยเจ๋อดังขึ้นขณะโอวหยางชิงหลงกำลังพยายามออกคำสั่ง เมื่อได้ยินคำท้าทายโอวหยางชิงหลง จึงได้หยิบดาบประจำตัวออกมาโคจรลมปราณแห่งแสงผนึกลงไปในดาบ ดาบของโอวหยางชิงหลง ส่องแสงสว่างสีทองออกมา

            ปราณแสงกระบวนท่าที่สอง ดาบแสงความเร็วเทพ

    เพียงพริบตาร่างของโอวหนางชิงหลง ก็พุ่งตัวฟาดฟันเสวี้ยเจ๋ออย่างรวดเร็ว แต่เสวี้ยเจ๋อที่เตรียมตัวรับมือไว้อยู่แล้วสร้างกระบี่ทับทิมโลหิตฟันสวนกลับไปป้องกันการโจมตีไว้ได้อย่างง่ายดาย

            “เนี่ยนะหรือ...พลังของว่าที่ประมุขตระกูลโอวหยาง ตระกูลแห่งแสงที่ขึ้นชื่อว่ามีความเร็วมากที่สุด...ก็ไม่เห็นเท่าไหร่” เสวี้ยเจ๋อกล่าวพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม

            “ความเร็วเท่านี้ก็สามารถสังหารเจ้าได้แล้วกัน” โอวหลางชิงหลงกล่าวพร้อมกับเร่งลมปราณแห่งแสงภายในดาบออกกระบวนท่าต่อไป

    วิชาดาบปราณแสงกระบวนท่าที่สาม ประกายแสงซ่อนเงา

    ตัวดาบของโอวหยางชิงหลงเปล่งประกายแสงเจิดจ้าจนแสบตา โอวหยางชิงหลงใช้ประกายแสงนั้นเป็นตัวหลอกล่อส่วนตัวดาบจริงๆ เคลือบด้วยลมปราณแห่งแสงหักเหแสงรอบๆ ใบดาบเพื่อซ่อนดาบตัวจริงเอาไว้ โอวหยางชิงหลงใช้ดาบฟาดฟันไปยังคอของเสวี้ยเจ๋อแต่ก่อนที่ดาบจะได้ตัดคอของศัตรูจนขาด บริเวณคอของเสวี้ยเจ๋อกลับมีผลึกทับทิมโลหิตปรากฏขึ้นกลางอากาศขวางใบดาบของโอวหยางชิงหลงเอาไว้

            “อะไรกัน!!” โอวหยางชิงหลงกล่าวอย่างตกใจเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายสามารถหยุดดาบของเขาได้

            “เป็นกระบวนท่าที่ดี แต่ยังไม่เร็วมากพอที่จะสังหารข้า” เสวี้ยเจ๋อยังคงกล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มและน้ำเสียงอันยียวน

            “งั้นข้าจะเร็วให้ยิ่งกว่านี้” โอวหยางชิงหลงกล่าวพร้อมกับโคจรลมปราณผนึกลงดาบโจมตีอีกครั้ง ปราณแสงกระบวนท่าที่สอง ดาบแสงความเร็วเทพ โอวหยางชิงหลงใช้กระบวนท่าเดิมแต่ว่าความเร็วกลับมากกว่าเดิมเกือบเท่าตัว คราวนี้เสวี้ยเจ๋อไม่ได้ยกกระบี่ตั้งรับแต่ว่าสร้างโล่ทับทิมโลหิตรอบๆ ตัวคอยป้องกันการโจมตีที่รวดเร็วแทน โอวหยางชิงหลงที่โดนป้องกันในดาบแรกได้เขาเคลื่อนตัวถอยหลังออกมาแล้วพุ่งโจมตีเข้าไปใหม่เรื่อยๆ พุ่งโจมตีโล่ทับทิมสีโลหิตไปมาด้วยความเร็วสูง

    ..

            ด้านจงหมิ่น

            เสวี้ยกงที่โดนที่โดนจงหมิ่นดูถูก คราวนี้เขาโคจรลมปราณโลหิตของตนเร่งพลังสูงสุดออกมา 

            ปราณโลหิตกระบวนท่าที่ห้า เกราะทับทิมโลหิต

    ร่างของเสวี้ยกงที่ใหญ่โตมหึมาอยู่แล้วค่อยๆ มีกระดูกปรากฏออกมาสร้างเป็นเกราะกระดูกคล้ายกับของอสุรกายไร้ผิว ในขณะเดียวกันก็ได้มีเกราะที่สร้างจากทับทิมโลหิตสวมทับอีกที ขนาดตัวที่ใหญ่โตอยู่แล้วใหญ่ขึ้นไปอีกขั้น

            “แกคงถนัดการป้องกันสินะ” จงหมิ่นกล่าวเมื่อเขาดูจากร่างกายของศัตรูที่ใช้การป้องกันถึงสองชั้น

            “ร่างกายนี้ต่อให้เป็นชนชั้นราชันชั้นสูงโจมตีเต็มกำลัง ก็ไม่อาจทำลายได้ ต่อให้เจ้าจะเป็นผู้ใช้ปราณจตุรธาตุก็ไม่อาจทำลายเกาะของข้าได้” เสวี้ยกงกล่าวด้วยความมั่นใจ เขามั่นใจในพลังป้องกันของร่างนี้ที่สุดเพราะเขาเคยใช้มันป้องกันการโจมตีของชนชั้นราชันขั้นสูงมาแล้ว

            “เช่นนั้นก็ลองรับการโจมตีนี้ให้ดูหน่อยแล้วกัน” จงหมิ่นกล่าว ในมือซ้ายที่ไม่ได้ถือดาบเอาไว้ เขาโคจรลมปราณสร้างลูกบอลสีแดงออกมาหนึ่งลูก และลูกบอลสีฟ้าออกมาหนึ่งลูก บอลทั้งสองมีขนาดเท่าลูกปิงปองเท่านั้น ลูกบอลสีฟ้ามีคุณสมบัติของปราณวารี ลูกบอลสีแดงมีคุณสมบัติของปราณเพลิง ตอนนี้จงหมินที่สามารถใช้ลมปราณสี่ธาตุได้พร้อมกัน ย่อมสามารถใช้ปราณเพลิงและปราณวารีพร้อมกันได้แล้ว 

    ตัวแทนยิ่งสองธาตุที่มีพลังต่างกัน ค่อยๆถูกประสานเขาหากัน กลายเป็นพลังที่สามารถทำลายกฎเกณฑ์ได้

            ปราณเพลิงวารี ทลายกฎเกณฑ์

            ลูกบอลสีฟ้าและลูกบอลสีแดงค่อยๆ ถูกบีบเข้าหากันจนกลายเป็นลูกบอลสีม่วง จงหมิ่นใช้นิ้วดีดลูกบอลนั้น ให้พุ่งเข้าหาร่างของเสวี้ยกงอย่างรวดเร็ว เสวี้ยกงที่มั่นใจในพลังป้องกันของตัวเองอย่างมากเลือกที่จะไม่หลบแต่ตั้งรับการโจมตีที่ดูเบานี้เอาไว้นี้เอาไว้ เพราะขนาดของมันเทียบเท่าลูกปิงปองเท่านั้น แถมกระแสลมปราณที่ออกมายังสงบนิ่งไร้ความรุนแรงในกระแสลมปราณ

            จงหมิ่นมองดูภาพตรงหน้าอย่างเย็นชา จริงๆ แล้ววิชานี้เป็นวิชาที่ใช้ยากมากเพราะต้องการเวลาในการเพ่งสมาธิเพื่อประสานปราณเพลิงและปราณวารี โชคดีที่คราวนี้ศัตรูเป็นฝ่ายที่ยอมยืนนิ่งๆ ให้เขาโจมตีอย่างง่ายดาย

            ตูม!!!!! ทันทีที่ลูกบอลสีม่วงกระทบเข้ากับร่างของเสวี้ยกง เกิดเสียงดังสนั่นและแรงระเบิดอันมหาศาลจากการระเบิดของสองปราณที่ไม่เข้ากันอย่างปราณเพลิงและปราณวารี ความรุนแรงของมันทำให้เสวี้ยกงตายโดยไม่เหลือแม้แต่ซาก ภายในอาณาเขตรอบๆ สี่สิบเมตรจากจุดที่ระเบิด กลายเป็นหลุมขนาดใหญ่ที่ไม่หลงเหลือสิ่งใดไว้เลย ความรุนแรงของการระเบิดครั้งนี้ทำให้หลายสนามรบที่กำลังสู้อยู่ถึงกับต้องหยุดเพื่อจ้องมองมายังจงหมิ่น พลังการโจมตีระดับนั้นไม่ใช่ของชนชั้นจอมยุทธ์แล้ว ราวกับชนชั้นราชันชั้นสูงเป็นคนโจมตีเองเสียมากกว่า

            ..

            “ว้าว อยากสู้ด้วยจัง” กงซุนลี่ที่เห็นแบบนั้นได้กล่าวออกมาอย่างตื่นเต้น ที่เห็นการโจมตีระดับนั้นของจงหมิ่นได้กล่าวออกมาอย่างไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย

            “มองไปทางไหนกันยัยบ้า” เฟิ่งหวงหยางชุนกล่าวพร้อมกับโคจรลมปราณฟีนิกซ์สีแดงลงไปบนหอกของตน ได้แทงไปยังกงซุนลี่ที่หันไปมองทางอื่นระหว่างสู้กับเขา เขาเองก็ตกตะลึงกับพลังโจมตีของจงหมิ่นเช่นกัน แต่เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่เขาจะเสียสมาธิได้

            “ไร้มารยาทจริงๆ คนกำลังตื่นเต้นแท้ๆ อย่าขัดจังหวะได้มั้ย” กงซุนลี่กล่าว พร้อมทำหน้าบึ้งตึง นางเองก็โคจรลมปราณมรณะฟันสวนกลับหอกที่แทงเข้ามา

            “คนที่ไร้มารยาทเหมือนเจ้ามากกว่า สนใจทางอื่นระหว่างต่อสู้” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์กล่าว นำกระบี่ของตนเองฝาดฟันไปยังกงซุนลี่ การต่อสู้ของทั้งสามยังคงดำเนินต่อไปโดยที่ท่านหญิงและท่านชายทั้งสองไม่อาจเอาชนะคนที่มีลมปราณต่ำกว่าได้โดยง่าย ปราณมรณะของกงซุนลี่มีบางอย่างแปลกๆ นางสามารถปะทะกับปราณเพลิงฟีนิกซ์สองคนได้อย่างสูสี

            ..

            “พลังการโจมตีระดับนั้น มันอะไรกัน!!” โอวหยางชิงหลงกล่าวอย่างตกตะลึงแม้เขาจะรู้ว่าจงหมิ่นแข็งแกร่ง แต่เมื่อกี้คือการดับสังหารชนชั้นราชันชั้นต้นในการโจมตีเดียว แม้แต่เขาเองยังไม่อาจทำได้

            เสวี้ยเจ๋อเองแม้จะมองภาพตรงหน้าด้วยไปหน้าที่มียิ้มเหมือนเดิม แต่รอยยิ้มนั้นกลับดูแข็งเกร็ง อย่างที่เขาคิด ตัวตนของจงหมิ่นคือความแข็งแกร่งอันพิสดาร น่าเสียดายที่ไม่อาจสังหารได้ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะเติบโต ตอนนี้ยังเป็นศิษย์ของสองปราชญ์ ความแข็งแกร่งในตอนนี้ต่างกับในนิยายลิบลับ

            “จะเอายังไงดีเสวี้ยเจ๋อ ให้ข้าออกไปสู้หรือไม่” กงซุนเมิ่งหญิงสาวผมสั้นที่หน้าตาดูง่วงตลอดเวลาได้กล่าวถาม ในตอนนี้นางกับชนชั้นราชันร่างผอมยังเป็นสองคน ที่ยังไม่ได้ลงมืออะไร

            “ยังไม่ต้อง เดี๋ยวข้ารับมือเอง เจ้ารอไปก่อน” เสวี้ยเจ๋อกล่าว

            พร้อมๆ กับที่จงหมิ่นได้เดินเข้ามาทางเสวี้ยเจ๋อและโอวหยางชิงหลง จงหมิ่นไม่พูดอะไรได้ตวัดดาบส่งคลื่นไร้สีหลายคลื่นโจมตีเสวี้ยเจ๋อทันที เสวี้ยเจ๋อสามารถรับรู้ได้ถึงอันตราย อาศัยเพียงปราณโลหิตไม่อาจรับมือกับพลังของจงหมิ่นได้อย่างแน่นอน เลือดหนึ่งหยดได้ปรากฏออกมากลางฝ่ามือของเสวี้ยเจ๋อ แต่ว่าสีของเลือดกลับไม่เหมือนของคนๆอื่นๆที่มีสีแดง แต่ว่าเลือดของเสวี้ยเจ๋อกับเป็นสีดำ และ มีกลิ่นอายแห่งปราณมรณะประสานเอาไว้ภายในอย่างเข้มข้น

            ปราณโลหิตมรณะ กระบวนท่าที่สอง ร้อยศาสตราโลหิตมรณะ (รูปแบบกระบี่)

            เลือดสีดำกระจายตัวออกอย่างรวดเร็ว กลายเป็นกระบี่ทับทิมโลหิตสีดำทมิฬหลายร้อยเล่ม เสวี้ยเจ๋อทุ่มกำลังสุดตัวทันที เขาไม่อาจประมาทได้เหมือนเสวี้ยกง ใช้ปราณมรณะและปราณโลหิตสองปราณโบราณประสานกัน โจมตีคลื่นดาบของจงหมิ่นกลับไปโดยไม่เพลี่ยงพล้ำ การปรากฏของปราณโลหิตและปราณมรณะในคนๆ เดียว ทำให้ประโยคที่เคยพูดกับอูหลินเฟิงที่ตระกูลอูก็ย้อนกลับมาในหัวของเขา

            ..

    ‘        ในนิยายตอนล่าสุดที่ลุคได้อ่านนั้นตัวของเจ้าสืบจนเจอผู้อยู่เบื้องหลังของการฆ่าล้างตระกูลระดับกลางโดยร่วมมือกับตระกูลโอวหยาง สิ่งที่เจ้าในนิยายเจอในตอนนั้นคือผู้ต่อสู้ที่ใช้ปราณโลหิตและปราณมรณะ เป็นผู้เหลือรอดจากแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ล่มสลาย ราชวงศ์ราชันโลหิตที่ล่มสลายไปเมื่อหนึ่งพันปีก่อนของทวีปลมปราณฟ้า และ ราชวงศ์จันทราทมิฬที่ล่มสลายไปเมื่อสามหมื่นปีก่อนของทวีปไร้รัตติกาล’ อูหลินเฟิงค่อยๆ บอกสิ่งที่ตัวเองรู้

            “ราชวงศ์ราชันโลหิตกับราชวงศ์จันทราทมิฬ??” จงหมิ่นทวนชื่อที่ได้ยิน เป็นชื่อที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน

            ‘ใช่ ในนิยายตอนนั้นเจ้าเป็นชนชั้นราชันสามารถสืบจนได้ลงมือต่อสู้กับทายาทราชวงศ์ราชันโลหิตแต่ว่าเจ้าก็ไม่สามารถชนะได้ เพราะว่าอีกฝ่ายนอกจากจะมีลมปราณโลหิตแล้วยังมีปราณมรณะอีกด้วย เป็นปราณโลหิตที่ประสานจนเข้ากันกับปราณมรณะได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง’

            ..

            "เจ้าเองสินะ" จงหมิ่นกล่าว เขาจำได้ว่าอูหลินเฟิงเคยบอกว่าในแดนเทพรกร้าง เขาจะได้เจอกับชายที่สามารถใช้ ปราณมรณะประสานกับปราณโลหิตได้คนในนิยายต้องเป็นชายตรงหน้าแน่นอน

            " เจ้าเองก็ได้อ่านนิยายแล้วสินะงั้นเราคงไม่ต้องแนะนำตัวกันแล้ว แต่จงรู้ไว้ว่าข้าคือคนที่เจ้าไม่อาจเอาชนะได้ ในนิยายเรื่องนั้น"เสวี้ยเจ๋อกล่าว ด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มเช่นเดิม ในนิยายบอกไว้อย่างชัดเจนว่าแม้จงหมิ่นจะใช้ปราณสี่ธาตุพร้อมกันก็ไม่อาจเอาชนะเขาได้ 

            " คิดว่าข้าจะเหมือนกับในนิยายหรืออย่างไร เพียงแค่วิชาดาบก็ไม่เหมือนกันแล้ว" เมื่อกล่าวจบ ปราณดาบจตุรธาตุ เพลงดาบไร้ลักษณ์ จงหมิ่นได้โจมตีส่งคลื่นดาบไร้สีออกไปอย่างต่อเนื่อง เสวี้ยเจ๋อเองก็ใช้กระบี่ทับทิมโลหิตมรณะคอยป้องกันและโจมตีสวนกลับ

    การรับมือกับจงหมิ่นมอบความรู้สึกที่แปลกประหลาดให้กับเสวี้ยเจ๋อ คลื่นดาบทั้งหลาย บางอันร้อน บางอันเย็น บางอันหนักแน่น บางอันแผ่วเบา บางอันสามารถแตกกระจายได้ บานอันไร้รูปร่าง เป็นคลื่นดาบไร้ลักษณ์ที่ไม่สามารถคาดเดาการโจมตีได้

            ' วิชาของเจ้านี่..เปลี่ยนไปจากนิยายเยอะมาก เพราะกลายเป็นศิษย์ของสองปราชญ์พร้อมกันงั้นสินะ'เสวี้ยเจ๋อคิดในใจ ไม่ใช่เรื่องง่ายในการรับมือกับจงหมิ่น แม้ตอนแรกเขาจะหาทางรับมือไว้แล้ว แต่ว่าวิชาของจงหมิ่นตอนนี้ ไม่เพียงไม่เหมือนกับในนิยาย แต่ยังแข็งแกร่งกว่าและหาทางทางรับมือได้ยากกว่า

            ' ปราณโลหิตใช้สร้างกระบี่อันแข็งแกร่ง ส่วนปราณมรณะใช้เพื่อสลายลมปราณธาตุของข้า นับตั้งแต่เริ่มใช้เริ่มฝึกยุทธ์มา เจ้านี่คือคนแรกที่สามารถปะทะพลังซึ่งหน้าโดยที่ระดับพลังเท่ากันกับข้า'จงหมิ่นคิดในใจ สมกับเป็นปราณโบราณสองปราณประสานกัน สามารถต่อกรลมปราณของเขาที่เหนือกว่าผู้อื่นทั้งด้านความรุนแรงและความหนาแน่นได้อย่างเท่าเทียม ชายสองคนที่สมควรจะปะทะกันภายในแดนเทพรกร้าง ได้มาปะทะกันยังตระกูลโอวหยาง

            เสวี้ยเจ๋อ ควบคุมกระบี่ทับทิมโลหิตมรณะ บางส่วนไว้รอบๆ ตัวเองเพื่อป้องกันการโจมตี และ ส่งบางส่วนพุ่งเข้าโจมตีไปยังร่างของจงหมิ่น จงหมิ่นยกมือซ้ายที่ไม่ได้จับดาบสร้างโล่ปราณ จากลมปราณปฐพีและลมปราณวารี ประสานกันป้องกันการโจมตีจากกระบี่ทับทิมโลหิตเอาไว้ได้ รวบรวมแก่นแท้แห่งดาบประสานเข้ากับเพลงดาบไร้ลักษณ์ส่งคลื่นดาบของไปอีกครั้ง แต่คราวนี้ส่งคลื่นดาบออกไปเพียงเส้นเดียว แต่เป็นคลื่นดาบที่มีพลังโจมตีรุนแรงมากกว่าเดิมหลายเท่า เพราะแฝงไว้ด้วยพลังแก่นแท้แห่งดาบ

            เสวี้ยเจ๋อ ก็สัมผัสถึงความอันตรายนี้ได้ ผนึกแก่นแท้แห่งกระบี่ลงบนกระบี่ ส่งรังสีกระบี่ โลหิตที่ประสานไว้ด้วยปราณมรณะเข้าไปปะทะคลื่นดาบ การโจมตีที่รุนแรงพอๆ กันทำให้คลื่นดาบและรังสีกระบี่แตกสลายไปพร้อมกันหลังจาก ที่เข้าปะทะ

            ' เจ้านี่แข็งแกร่งจริงๆ' จงหมิ่นกล่าว แต่เมื่อเขาได้จ้องมองที่ศัตรูดีๆ พบว่า แม้ศัตรูจะจ้องมองเขาอยู่ แต่สมาธิกลับไม่ได้จดจ่อแค่เพียงแค่เขายังคงเบ่งสมาธิเพื่อสังเกตรอบๆ ราวกับกำลังระแวงบางสิ่ง

            "อูหลินเฟิง!!..ตอนนี้แหละ โจมตีมันจากข้างหลังซะ" จงหมิ่นตะโกนออกไป

            "มาแล้วงั้นหรือ ข้างหลังสินะ"เสวี้ยเจ๋อที่ได้ยิน ได้ส่งกระบี่ที่ลอยอยู่รอบๆ พุ่งโจมตีไปยังด้านหลังของตน แต่ปรากฏว่ากลับไม่โดนสิ่งใด"อะไรกัน ไม่เห็นมีอะไรเลย"

            จงหมิ่นที่เห็นศัตรูเสียสมาธิ โคจรลมปราณประสานแก่นแท้แห่งดาบ ฟาดฟันคลื่นดาบที่จะรุนแรงออกไปอีกครั้ง เสวี้ยเจ๋อที่เสียสมาธิแบบง่ายๆ ก็ไม่อาจป้องกันได้อย่างทันท่วงที ทำได้เพียงพยายามหลบคลื่นดาบ คลื่นดาบที่หลบไม่พ้นตัดผ่านคอของเขาไป เลือดจำนวนมากไหลออกจากคอ หากเป็นผู้อื่นการโจมตีนี้สมควรเอาชีวิตได้แล้ว แต่น่าเสียดายที่อีกฝ่ายเป็นคนจากราชวงศ์ราชันโลหิตที่มีพลังชีวิตอันสูงส่ง บาดแผลที่คอค่อยๆ สมานกันจนหายดี

            " แสบใช่ย่อย ข้าประมาณเกินไป"เสวี้ยเจ๋อกล่าว เพราะตัวของอูหลินเฟิงมักจะซ่อนอยู่ในภาพมายาแล้วฉวยโอกาสโจมตี ตลอดเวลาเขาจึงต้องแบ่งสมาธิเพื่อรับมือการโจมตีที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา คำพูดง่ายๆ ของจงหมิ่นจึงทำให้เขาเสียสมาธิได้ในทันที

            " ถ้าคิดจะตามหาสหายของข้าล่ะก็ เจ้านั่นไม่อยู่แถวนี้หรอก เจ้าคิดว่าคนเราหวาดระแวงแบบนั้นตอนนี้จะไปอยู่ที่ไหนกัน"จงหมิ่นถาม ด้วยน้ำเสียงเย็นชาเช่นเดิมแต่คราวนี้บนใบหน้าที่เคยนิ่งของจงหมิ่นกับยกรอยยิ้มที่น่าหมั่นไส้ขึ้นมา

            " ข้าจะใบ้ให้แล้วกัน เจ้านั่นบอกเขาว่าหากโอวหยางชิงหลงแก้ไขประตูคลัง ให้มีเพียงสายเลือดหลักที่เข้าไปได้ก็จะเหลืออีกเพียงคนเดียวที่สามารถเปิดประตูได้"จงหมิ่นกล่าวเพียงแค่นั้น แต่คำกล่าวนั้นก็ทำให้ใบหน้าเปื้อนยิ้มของเสวี้ยเจ๋อหุบลงทันที โอวหยางชิงหลงที่ได้ยินคำกล่าวนั้นถึงกับหน้าซีดเผือด

            "ท่านพ่อ!! รีบไปดูที่ห้องของประมุขเร็ว"โอวหยางชิงหลงรีบตะโกนบอกนักสู้ที่ยังสามารถต่อสู้ได้

    เมื่อประตูคลังสามารถเปิดได้ด้วยสายเลือดตระกูลหลัก นอกจากโอวหยางชิงหลงแล้ว จะเหลือเพียงประมุขตระกูลโอวหยางเฟยหลงเท่านั้นที่สามารถเปิดประตูคลังได้ และ ตอนนี้โอวหยางเฟยหลงยังชราและมีโรคภัยรุมเร้าจึงต้องพักรักษาตัว แม้จะมีพลังของชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์แต่ก็ไม่อาจสู้ต่อไปได้อีก หากคิดจะให้อสุรกายไร้ผิวที่สมบูรณ์แย่งชิงร่างกายย่อมง่ายนัก อีกทั้งยังจะได้ร่างของชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์มาเป็นพวกอีกด้วย

            ตูมม!! เสียงดังสนั่นออกมาจากบริเวณที่เป็นห้องนอนของประมุขโอวหยางเฟยหลง ทั่วบริเวณห้องของประมุขโอวหยางพังทลายลง พร้อมกับร่างร่างหนึ่งพุ่งขึ้นฟ้าอย่างรวดเร็ว

            ..

            ..

            จบตอน

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน