มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

บทที่ 214 ลิขิตสวรรค์

บทที่214ลิขิตสวรรค์

 

        หลังสิ้นเสียงตวาดเตือน สตรีผู้ฝึกญาณนางนั้นก็คว้าเอาคันฉ่องชิ้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อคันฉ่องชิ้นนี้ดูมีร่องรอยที่ปริแตกแผ่ลามไปทั่วตัว จนคล้ายกับการนำเศษกระจกที่แหลกละเอียดไปแล้วมาซ่อมแซมยึดติดกันก็ปานแต่ถึงแม้รูปลักษณ์ของคันฉ่องชิ้นนี้จะผิดแผก ทว่าพลังที่แผ่พุ่งจากคันฉ่องทำให้ไป๋เหิ่นซินสัมผัสได้แม้พลังญาณจากคันฉ่องจะลดทอน แต่แน่นอนว่าเป็นพลังเดียวกับที่ขัดขวางแพทย์ไร้นามและตนซึ่งขณะนั้นถูกพิษอยู่ที่เขาเถาหมิงซานไม่ผิดแน่สตรีผู้ฝึกญาณตรงหน้าแท้จริงเป็นสตรีคนเดียวกับที่เคยขัดขวางแลทำร้ายพวกตน

         

        “ที่แท้ก็เป็นเจ้า ครั้งก่อนข้าถูกพิษจึงทำอะไรไม่ได้ครั้งนี้ถึงเวลาเอาคืนแล้ว"

         

        ไป๋เหิ่นซินกล่าววาจาที่เย็นเยียบทั้งแฝงไว้ด้วยความดุดันยิ่งนางอยู่ในชุดคลุมดำสนิท มีผ้าผืนบางคลุมปิดครึ่งใบหน้ายิ่งทำให้นางดูน่ายำเกรงขึ้นอีกส่วนแม้พลังญาณที่ลึกล้ำจากคันฉ่องจะแผ่พุ่งมา แต่ด้วยความสามารถและระดับพลังฝีมือของนางกอปรกับไม่มีพลังพันธนาการใดหลงเหลือ มุทราขจัดมารในท่าขจัดจึงทะลวงต่อต้านพลังแห่งคันฉ่องทันทีส่งให้สตรีผู้ฝึกญาณนางนั้นเป็นฝ่ายต้องเพลี่ยงพล้ำรอบที่สอง คันฉ่องในมือสะท้านขึ้นจนปลิวกระเด็นนำพาร่างของผู้ถือให้หมุนเคว้งล้มลงอีกรอบ

         

        สองบุรุษผู้ฝึกญาณเห็นเช่นนั้นก็เบิกตา ด้วยระดับพลังแห่งวิถีเทวะวจนะที่สตรีชุดดำปลดปล่อยออกทั้งยังมีพลังวจนะยุทธ์ก่อนหน้า นี่ย่อมหมายถึงความไม่ธรรมดาของตัวตนคนผู้นี้ นางอาจเป็นตัวตนระดับสูงแห่งนิกายเทวะวจนะ!

         

        “พาฮูหยินตระกูลหลงหลบหนีไปก่อน ข้าจะขัดขวางสุนัขแห่งเทวะวจนะผู้นี้เอง"

         

        หลังกล่าวคำ บุรุษสองผู้ก็แยกย้ายทำหน้าที่พวกมันได้รับคำสั่งให้ดูแลสตรีกลางคนนางนี้ให้ดี พวกมันจึงปล่อยให้นางเป็นอะไรไปไม่ได้

         

        พลังญาณสีม่วงเข้มของบุรุษผู้นั้นจึงก่อเกิดบนใบดาบที่หนาใหญ่ดาบเล่มนี้เมื่อครู่อยู่บนแผ่นหลังของมัน แต่พริบตาเดียวกลับถูกตวัดฟันไปพร้อมกับพลังญาณที่ราวกับสัตว์ป่าพุ่งโหมความเร็วระดับนี้ พลังญาณที่ปลดปล่อยออกมา ผู้ฝึกญาณเหล่านี้ก็มีตัวตนที่ไม่ธรรมดาระดับพลังญาณล้วนเป็นชั้นหัวแถว ทว่าภายใต้สภาพพลังธรรมชาติที่ไร้การหนุนเสริม พลังที่ใช้ออกจึงรุนแรงเพียงระดับพลังของคนยังอ่อนด้อยกว่าค่ายกลพลังปาฏิหาริย์รูปดอกบัวบานที่ไป๋เหิ่นซินได้วาดขึ้น

         

        คมดาบปะทะกลีบบัว กลีบบัวร่วงโรยสั่นคลอนส่วนคมดาบก็แตกบิ่นสูญสลาย กลับกลายเป็นร่างของไป๋เหิ่นซินที่วูบไหวพร่าพรายส่งดรรชนีแห่งมุทราเทพจรดลงยังช่องท้องของผู้ฝึกญาณผู้นั้นในชั่วพริบตา

         

        การลงมือนี้เพียงเพื่อสยบมิได้มุ่งหมายเอาชีวิตเสมอมาหากมิใช่เพราะความแค้นหรือเจอคนที่ชั่วช้าสมควรตาย ไป๋เหิ่นซินก็มิเคยแบ่งแยกผู้ฝึกญาณถึงขนาดต้องพรากเอาชีวิตเหมือนคนในนิกายคนอื่นผู้ฝึกญาณตรงหน้าไร้ซึ่งความบาดหมางต่อกัน นางจึงเพียงทำให้มันหมดหนทางที่จะขัดขวางตนเท่านั้น

         

        ในที่นี้ นางเพียงมีความบาดหมางกับสตรีผู้ฝึกญาณที่ใช้คันฉ่องวิเศษนางนั้น!

         

        “อย่าคิดว่าจะหนีพ้น!”

         

        หลงฮูหยินที่บาดเจ็บหนัก นางรู้ตนว่าหากให้ผู้อื่นช่วยเช่นนี้จะเป็นการเสียเวลาและพาทุกคนจบสิ้นกันหมดนางกำชับแขนของบุรุษอีกผู้ที่พยุงตนหลบหนีพลางกล่าวเสียงหนัก

        “วางข้าลง เจ้าต้องมองการใหญ่มากกว่าชีวิตคนผู้หนึ่ง"

         

        “ไม่ได้ ท่านปรมาจารย์ฝากฝังท่านไว้กับพวกข้า"

         

        หลงฮูหยินตวาดเสียงกร้าว

        “คนๆ เดียวหรือจะเทียบกับความแค้นของพี่น้องจะให้ข้าคนเดียวทำแผนใหญ่ของทุกคนเสียหรือ พี่น้องผู้ฝึกญาณทุกคนที่ตายไปจะรู้สึกเช่นไร…เจ้าจงรีบไป รีบไปแจ้งต่อท่านปรมาจารย์ ต้องให้พวกมันรู้ตัวก่อนนิกายเทวะวจนะจะชิงเคลื่อนไหว"

         

        บุรุษผู้นั้นมีสีหน้าลังเล หลงฮูหยินจึงตวาดอีกคำรบ

        “ไป!”

         

        บุรุษผู้นั้นจึงตัดใจ

        “ข้านับถือในน้ำใจและความเสียสละของท่านสมแล้วที่ได้ชื่อว่าเป็นสะใภ้แห่งตระกูลที่ยิ่งใหญ่”

        กล่าวจบมันก็ประสานมืออย่างเจ็บใจ มองไปที่เงาร่างชุดดำที่เคลื่อนกายไล่หลังใกล้เข้ามาก่อนปล่อยมือทะยานออกไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว ในใจมันรู้ดี หลงฮูหยินคงคิดสู้แลกชีวิตเพื่อขัดขวางศัตรูตัวฉกาจผู้นั้นแล้ว

         

        หลงฮูหยินเมื่อถูกปล่อยไว้นางก็ทำได้เพียงยืนหอบหายใจหนักปกตินางก็ไม่ใช่ยอดฝีมืออันใด เพียงอาศัยของวิเศษที่อวิ๋นเซี่ยวซุนมอบให้ปกป้องตนเองเท่านั้นบัดนี้ของวิเศษทั้งหมดได้ถูกใช้ไปในเหตุการณ์ต่างๆ จนหมดสิ้นแล้ว คันฉ่องวิเศษก็ปลิวตกไปยังที่ใดมิอาจทราบได้นางจึงมีแค่ใจที่จะใช้ขัดขวางยอดฝีมือแห่งนิกายเทวะวจนะเท่านั้น

         

        “หากจะผ่านทางนี้ ต้องข้ามศพข้าไปก่อน"

         

        หลงฮูหยินกล่าววาจาหนักแน่นไม่สั่นคลอน พร้อมยืนขวางร่างในชุดดำที่ทะยานมาถึงไป๋เหิ่นซินเห็นเช่นนั้นก็หยุดยั้งฝีเท้า นางเองมิได้สนใจในบุรุษผู้ฝึกญาณผู้นั้นอยู่แล้ว

         

        “เจ้าได้ตายสมใจแน่ แต่ไม่ใช่ตอนนี้"

         

        หลงฮูหยินชักกระบี่ข้างกายออกมากวัดแกว่งใบสีเงินคมวาววูบไหวภายใต้ท้องฟ้ายามราตรี ดั่งดวงดาราที่ระยิบระยับไปมาทุกหนแห่ง กระบี่นี้เชื่องช้าไม่ปราดเปรียวไป๋เหิ่นซินเพียงพริ้วกายและตวัดดรรชนีออกคราเดียว กระบี่เล่มนั้นก็พลันหลุดจากมือหลงฮูหยินพร้อมพลิกกลับมาอยู่ในมือของนางแทนแล้ว

         

        ไป๋เหิ่นซินกำชับกระบี่พร้อมจี้เข้าใส่คอหอยของหลงฮูหยิน

        “บอกมา อวิ๋นเซี่ยวซุนอยู่ที่ใด!”

         

        หลงฮูหยินยิ้มเยาะไร้ซึ่งความกลัวตาย ที่แท้นางกลับคิดมากไปคนของนิกายเทวะวจนะยังไม่รู้ถึงที่นัดหมายของปรมาจารย์อวิ๋น

        “จะฆ่าก็ฆ่า อย่ามัวพิรี้พิไร"

         

        ไป๋เหิ่นซินนับแต่ถูกเรื่องเลวร้ายในอดีตเคี่ยวกรำจิตใจนางจึงเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น สตรีกลางคนนางนี้ครั้งหนึ่งเคยสร้างความลำบากแก่แพทย์ไร้นามและตนมาแล้วหากมิใช่ว่าต้องเค้นถามเอาความจริง นางคงได้เล่นงานเอาคืนอย่างสาสม

        “เจ้าได้ตายแน่ไม่ต้องท้า แต่ข้าจะให้เจ้าได้รู้สึกทรมานจนคิดหวาดกลัวต่อความตายคอยดู”

         

        ไป๋เหิ่นซินพลิกกระบี่ ปลายอันเงาวับคมวาวตวัดออกจุดมุ่งหมายอยู่ที่บริเวณราวนมซ้ายใต้หัวใจของสตรีกลางคน นางต้องการทรมานสตรีผู้นี้ดูสิว่าสตรีกลางคนนางจะทนปากแข็งและแสดงท่าทีไม่กลัวความตายได้ถึงเมื่อไหร่

         

        ปลายกระบี่ตวัดลง นัยน์ตาที่เย็นชาไร้จิตใจจ้องมองใบหน้าของสตรีกลางคนที่หนักแน่นไร้ความกลัวไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด จู่ๆ สตรีที่ไร้ใจอย่างไป๋เหิ่นซินกลับบังเกิดความลังเลที่จะลงมือขึ้นมาชั่ววูบหนึ่งนี่เป็นความลังเลที่เกิดขึ้นถึงสองครั้งสองคราต่อศัตรูสองคน การลังเลคราแรกทำให้นางพลาดท่าต่อสตรีชุดคลุมปกปิดส่งผลให้นางถูกจับมายังที่นี่ การลังเลครั้งที่สองทำให้ปลายกระบี่ชะงักงันไม่เคลื่อนที่และจังหวะนั้นเองเรื่องราวปาฏิหาริย์ก็พลันบังเกิดอย่างน่าอัศจรรย์ใจ

         

        ค่ำคืนนี้แม้มืดมิดไร้แสงจันทร์ แต่ก็มิใช่วสันตฤดูที่มีเมฆมากเช่นนั้นจึงมิต้องนึกถึงเมฆฝนซักก้อนที่จะดำรงอยู่ ทว่ากลับมีสายฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาจากฟากฟ้าไกลเป็นสายฟ้าที่กอปรวมไปด้วยพลังธรรมชาติเอ่อล้นสดใหม่ เป็นสายฟ้าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติแต่กลับเกิดขึ้นอย่างผิดแผกจากธรรมชาติ ราวกับสายฟ้านี้ทอดลงมาจากแดนสวรรค์ก็ปาน!

         

        เปรี้ยง!!!

         

        สายฟ้าผ่าฟาดปลายกระบี่ของไป๋เหิ่นซิน นำพาให้กระบี่เล่มนั้นมอดไหม้สูญสลายพลังงานจากสายฟ้าแผ่ลามตามใบกระบี่สะท้านเข้าใส่ร่างของไป๋เหิ่นซินจนพลังคุ้มกายแตกดับร่างของนางสะท้านเฮือก เลือดลมภายในปั่นป่วน โลหิตผุดซึมที่มุมปาก อวัยวะทุกสัดส่วนชาด้านจนนางกลับกลายเป็นคนพิการทั้งร่างชั่วขณะ นอกจากแววตาที่งุนงงกับลมหายใจที่ติดขัด ไป๋เหิ่นซินก็มิอาจทำสิ่งใดได้อีก

         

        แม้แต่หลงฮูหยินยังอึ้งต่อเหตุการณ์ที่กลับตาลปัตรตรงหน้าก่อนจะมองไปที่แผ่นฟ้าเบื้องบน เสมอมาฟ้ามิเคยส่งเสริมนาง เสมอมาฟ้ามีแต่พรากทุกสิ่งไปจากนางมาวันนี้เหตุใดฟ้าจึงได้ช่วยนาง หรือฟ้ากำลังไถ่โทษที่เคยทำให้ชีวิตของนางรวมถึงครอบครัวของนางต้องประสบชะตากรรมเช่นนี้หลงฮูหยินนิ่งงันไปชั่วขณะ ก่อนจะหันไปมองร่างในชุดดำปิดคลุมใบหน้าที่เมื่อครู่กำลังจะทรมารตนอย่างอำมหิตแต่บัดนี้กลับยืนนิ่งค้างราวกับคนเป็นอัมพาต

        “สตรีที่อำมหิตเช่นเจ้าแม้แต่ฟ้ายังลงทัณฑ์...”

         

        หลงฮูหยินกล่าวไปพลาง มืออีกข้างก็ชักมีดสั้นที่พกติดกายออกมา

        “ในเมื่อเจ้าคิดลงมืออำมหิตกับข้าก่อน ข้าจะขอใช้ดาบนั้นคืนสนอง"

         

        ไป๋เหิ่นซินพยายามเร่งเร้าพลังฟื้นฟูร่างกายอย่างเต็มที่แต่นางทำได้เพียงขยับปากกล่าววาจาอย่างแหบแห้งว่า

        “ในเมื่อโอกาสมาถึงก็อย่ามัวชักช้า หากข้าหลุดจากอาการชาด้านเมื่อไหร่เจ้าจะไม่มีโอกาส!"

         

        “น้ำเสียงยังพึ่งเป็นดรุณีแรกแย้มแท้ๆ เหตุใดจึงใจคอโหดเหี้ยมนักผู้ใดเป็นคนสั่งสอนเจ้า"

         

        “อย่าได้บังอาจลบหลู่ไปถึงอาจารย์ข้า!”

         

        หลงฮูหยินยกมีดสั้นในมือขึ้นมา

        “ไหนขอดูหน่อยซิว่า คนอำมหิตเช่นเจ้ามีหน้าตาเช่นไร”

         

        มีดสั้นในมือตวัดออกอย่างแผ่วเบา ตัดผ้าคลุมผืนบางบนใบหน้าของไป๋เหิ่นซินในคราเดียวเมื่อผ้าคลุมผืนนั้นปลิวว่อน วงหน้าอันสะคราญโฉมก็ปรากฏ มิทันได้ทำให้หลงฮูหยินได้กล่าวหรือกระทำสิ่งใดต่อมือของนางก็พลันสั่นพร่า มีดสั้นร่วงหล่น พร้อมกับนัยน์ตาที่สับสนงุนงงปนความซับซ้อนขึ้นมาทันที

         

        หลงฮูหยินได้ทิ้งโอกาสที่จะจัดการไป๋เหิ่นซินแล้ว

         

        “ผิงเอ๋อร์”

         

        คำกล่าวที่สั่นสะท้านจนฟังดูคล้ายกับว่าเจือไปด้วยอารมณ์ความซับซ้อนดังขึ้นจากปากของหลงฮูหยินนางเห็นไป๋เหิ่นซิน แต่นางกลับเรียกไป๋เหิ่นซินว่าผิงเอ๋อร์ นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สองครั้งแรกคือครั้งที่อยู่เขาเถาหมิงซาน แต่หลงผิงบุตรีของนางไม่มีทางหันกระบี่เขาหานางแน่อีกทั้งตอนนี้หลงผิงได้ถูกนิกายเทวะวจนะจับตัวไป เช่นนั้นดรุณีตรงหน้าจึงไม่มีทางเป็นหลงผิงเท่าที่จำได้จากคราก่อน นางก็คือแสงสังหารแห่งเทวะวจนะ ผู้ที่มีใบหน้าเหมือนกับหลงผิงบุตรีของตนไม่ผิดเพี้ยน

         

        หลงฮูหยินนิ่งค้างละคนสับสน คราก่อนนางได้มีโอกาสเห็นใบหน้าของแสงสังหารแห่งวจนะชั่วครู่หนึ่งนางรู้สึกได้ถึงความคล้ายคลึงแต่ก็ไม่แน่ชัด เพราะตอนนั้นเกิดขึ้นเพียงชั่ววูบ ทว่าบัดนี้นางได้มีโอกาศเห็นใบหน้าของไป๋เหิ่นซินอย่างชัดตาได้มีเวลาพินิจพิเคราะห์อยู่ครู่ใหญ่ ยิ่งได้มองยิ่งรู้ว่า ใบหน้านี้ไม่มีความแตกต่างจากใบหน้าของหลงผิงเลย!

         

        จิตใจของหลงฮูหยินเต้นระทึกตูมตาม นางยื่นมืออันสั่นพร่าลูบใบหน้าของไป๋เหิ่นซินอย่างแผ่วเบาไป๋เหิ่นซินทำได้เพียงต่อต้านด้วยเสียงตวาดที่แหบพร่า

        “เอามือสกปรกออกจากตัวข้า!”

         

        ขณะที่ไป๋เหิ่นซินจะตวาดใส่สตรีกลางคนตรงหน้าต่อเสียงอันสั่นเครือเจือสะอื้นของสตรีกลางคนนางนั้นก็พลันดังขึ้นอย่างแผ่วเบา น้ำตากระจ่างใสไหลอาบพร้อมกับนิ้วมือที่ลูบไล้อย่างเชื่องช้านุ่มนวลตรงแผลเป็นเล็กๆ บริเวณคิ้วซ้ายของไป๋เหิ่นซิน

        “เจ้าคงจะเจ็บปวดทรมานจากพิษมาเนิ่นนานมากสินะ"

         

        ไป๋เหิ่นซินได้ยินอย่างชัดหู นางจึงนิ่งค้างอยู่ชั่วขณะเรื่องพิษบนคิ้วซ้ายของนาง อดีตของแผลเป็นนี้ มีเพียงไม่กี่คนที่รู้ความเป็นมาเป็นไปซึ่งคนเหล่านั้นล้วนไม่เกี่ยวข้องกับสตรีนางนี้ทั้งสิ้น เช่นนั้นสตรีนางนี้นางเป็นใครเหตุใดนางถึงได้รู้ และที่สำคัญเหตุใดนิ้วมือที่ลูบไล้อยู่บนรอยแผลเป็นถึงได้ให้ความรู้สึกที่อบอุ่นเหลือเกินนี่ราวกับเป็นความอบอุ่นที่ตนถวิลหามาตลอดชีวิต!

         

         

         

         

         

         

         

         

         

         

         

 

คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน