บทที่ สิบเอ็ด
ความสงสัยท่วมท้นว่าสายตาของจางเหยียนซีหมายถึงอะไรเกิดตอนนี้มีเวลามากกว่านี้ลู่อิงิคงนั่งลงทบทวนถึงนิยายที่เคยอ่านแล้วเผื่อจะเข้าใจมากขึ้นเริ่มจากก่อนหน้านี้สิ่งที่นางเห็นว่าสำคัญคือคู่หมั้นที่ชนะการแข่งขันครั้งนี้คนผู้นั้นมีนิสัยโฉดชั่วคือเขาอยู่ท่ามกลางผู้ลงแข่งทั้งสี่สิบสองคนแต่มองตาเปล่าเช่นนี้แยกไม่ออก ทำได้เพียงรอเวลาให้การแข่งขันเผยตัวผู้ร้าย
ทั้งหมดนั่นหมายความว่านางต้องผ่านเข้ารอบให้ได้ด้วยเวลานี้ต้องแสดงความสามารถด้านศาสตร์และศิลป์ด้วยโจทย์ ‘หญิงสาว’จนผ่านเข้ารอบเสียก่อน ทั้งที่ความจริงแค่ใช้พู่กันเขียนได้ก็ยากแล้วให้วาดเป็ภาพไม่มีทางเลยที่นางจะชนะ
อืม..ไม่แน่ถ้าแต่งกลอนคงพอแต่งได้แต่ไม่ใช่แต่งเองหรอกนะความคิดของลู่อิงิล่องลอยไปถึงบทกลอนที่เคยเรียนสมัยตอนเด็กโดนอาจารย์เคยสั่งให้ทั้งท่องทั้งคัดและแปลถอดความหมายอย่างบทกวีของหลี่ไป๋ตู้ฝู่ และอีกหลายๆ คน ไม่แน่ว่าถ้า ‘ขอยืม’มาสักบทอาจจะเพียงพอให้ผ่านเข้ารอบก็ได้ที่เหลือแค่มานึกว่าบทไหนที่จะเหมาะนำมาใช้เขียนชมความงามของจางเหยียนซีถึงจะเหมาะสมที่สุด
ลู่อิงิหยิบแผ่นกระดาษขึ้นมาแล้วเริ่มเขียนบทที่นึกขึ้นมาได้นางก้มเขียนไปมาอยู่หลายบทจนเวลาการแข่งขันที่กำหนดหมดลง เสียงฆ้องดังขึ้นสามครั้งทุกคนที่เป็ผู้เข้าแข่งขันก็ต้องวางพู่กันดูเหมือนโจทย์ที่ใช้ในการคัดเลือกให้ผู้แข่งขันเหลือสิบหกคนจะยากพอควรหลายคนทำหน้าลำบากใจเหงื่อผุดเต็มหน้าทั้งที่ไม่ได้ออกแรงกายและอากาศก็แสนเย็นสบาย กลุ่มคนเหล่านี้คงคิดแค่จะใช้พละกำลังล่ะมั้งถึงมาลงสมัครพอเจอโจทย์เช่นนี้ไปเลยจอดั้แ่ด่านแรก
“คุณชายลู่ิจะส่งแผ่นไหนเ้าคะ”ขณะที่นางกำลังลอบมองตัวสอบผู้แข่งขันคนอื่นสาวรับใช้เอ่ยถามเมื่อเห็นที่โต๊ะของลู่อิงิมีผลงานหลายแผ่นวางเต็มไปหมดนางพึ่งถึงรู้สึกได้ว่าตัวเองเขียนมาเยอะเกินไปหรือเปล่า
“อ่อ งั้น..แผ่นนี่ก็ได้” นางชี้ไปแผ่นที่คิดว่าเหมาะที่สุด
“เ้าค่ะ” หญิงสาวร่างน้อยรับแผ่นนั้นไปแล้วเดินไปเก็บแผ่นของสวีจ้าวหรงต่อนางเลยมองไม่ทันว่าเขาทำอะไรส่งในการแข่งรอบแรก
“ขอพวกท่านพักผ่อนกันก่อนระหว่างที่ข้าและบุตรสาวตรวจดูผลงานของพวกท่าน”จางหยงหยวนประกาศแล้วเข้าไปในศาลาที่มีม่านสีขาวบางๆ กั้นไว้เพื่อหาผลงานที่ถูกใจ
ส่วนสวีจ้าวหรงว่างปุ๊บก็เดินเข้ามาเมียงมองผลงานที่คุณชายติดอันดับเขียนทิ้งเอาไว้ทั้งยังเอ่ยชมผลงานที่ยืมมา“ิเกอ..ท่านเป็นักกวีหรือขอรับ แค่ชั่วยามเดียวก็แต่งได้มากขนาดนี้” บทชมแปลกๆนี่ทำให้นางก้มมองแผ่นกระดาษวางเรียงเต็มโต๊ะยิ่งเห็นก็ยิ่งอายเพราะเ้าของผลงานไม่ใช่ตัวเองตอนนั้นเองเด็กหนุ่มก็หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาอ่าน พออ่านจบก็หลิ่วตามองนางแปลกๆถึงลายเส้นใช้เขียนจะไม่ดีแต่ไพเราะจนน่าใใช่ไหมล่ะ
พอเถอะ..ข้าอับอายไม่ไหวแล้วที่ไปขอยืมผลงานคนอื่นมาแต่มันจำเป็จริงๆ นี่ ไม่ได้เศษดาวมานางสิ้นชีวาหมอดม้วยแน่
“อย่าอ่านอีกเลย ข้าจะไปสู้ใครได้”ลู่อิงิที่ทนอับอายไม่ไหวเริ่มเก็บผลงานที่เรียงรายอยู่เข้ามาแล้วดึงให้พ้นสายตาคมนั่น
“แต่ข้าว่าบทกวีท่านน่าชื่นชมมาก” ครั้งนี้เป็เสียงของเย่เฉินไท่บ้างเห็นว่าปล่อยเดินไปไหนมาไหนตามสบายได้บัณฑิตหนุ่มเลยเดินมาพูดคุยกับคุณชายที่รู้จักระหว่างรอผลการแข่งจึงได้ชมผลงานที่ยืมมาเพิ่มอีกคน
“พอๆ หยุดทั้งสองคน” ลู่อิงิรวบผลงานทั้งหมดเป็ปึกเดียวแล้วม้วนเก็บทันทีอวดหลาต่อไปก็พาลอัปยศ “ข้าแค่นึกอะไรได้ก็เขียนเรื่อยเปื่อยพวกท่านอ่านไปก็เสียสายตา”
“ถ่อมตัวนักคุณชายลู่” กลายเป็ว่าดูถ่อมตัวไปอีกเย่เฉินไท่เอ่ยพร้อมหัวเราะเบาๆ หยอกล้อส่วนเด็กหนุ่มเห็นก็รีบตรงเข้ามายืนข้างกายนางพลางตวัดสายตาเยียบเย็นใส่บัณฑิตหนุ่มให้หยุดขบขัน
“หึ แน่นอนิเกอของข้าเก่งที่สุดอยู่แล้ว” หะ? ..เดี๋ยวๆข้าไปเป็ของเ้าั้แ่เมื่อไรท่านจอมมาร
“ขอรับๆ”คราวนี้เย่เฉินไท่ไม่ได้หวาดกลัวตัวสั่นอีกแล้วจากสายตาเ็าคู่นี้อีก เขาเพียงคิดว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ห่วงคุณชายลู่มากไปหน่อยซึ่งปัญหานี้แก้ได้ไม่ยากแค่เพียงเอ่ยคล้อยตามเท่านั้น“คุณชายหรงว่าเช่นนั้นข้าย่อมเห็นด้วย”
“เช่นนั้นก็ดี” อ้าวเขาพวกกันเฉยเมื่อก่อนหน้าการแข่งยังมองเป็คู่แข่งจะกินเืกินเนื้อ ทำไมตอนนี้อยู่ๆก็เข้ากันเป็ปี่เป็ขลุ่ยเสียแล้ว แต่ก็ดี..นางจะได้ไม่ต้องแก้บรรยากาศที่อึมครึม
เวลาผ่านไปรวดเร็วผลการตัดสินมาถึงคนที่รู้ตัวว่าไม่ผ่านหรือถอดใจเื่ผลงานบางส่วนก็ได้กลับไปแล้วด้วยซ้ำที่เหลืออยู่รอประกาศผลไม่ถึงสามสิบคนด้วยซ้ำบนลานกว้าง
จางหยงหยวนเดินมากลางลานกว้างก่อนเริ่มกล่าว“ผลงานของบุคคลที่เป็เ้าของดังต่อไปนี้จะได้ผ่านเข้ารอบสองและสามลำดับสุดท้ายจะได้แต้มสะสมในรอบนี้ไป เชิญตรวจดูผลงานได้เลย”เมื่อกล่าวจบก็ผายมือกว้างสาวใช้นับสิบเดินถือแผ่นกระดาษในมือเข้ามามีทั้งรูปวาดและบทกวีลายเส้นงดงามเล่อค่าไปจนถึงพอใช้ได้แต่นางไปสะดุดเข้าที่รูปวาดแผ่นหนึ่งเป็รูปวาดเส้นคมชัดหนักแน่นแต่ก็แฝงความนุ่มนวลพิถีพิถันไม่รู้ว่าจะมีคนสังเกตเห็นเช่นนางไหมแต่ลู่อิงิคิดว่าตัวเองรู้สึกสื่อสารกลับผู้วาดภาพนี้อย่างบอกไม่ถูก
“เอ๊ะ..นั้นของคุณชายหรงหรือ” ขณะที่ลู่อิงิกำลังมองภาพวาดนั้นอยู่เย่เฉินไท่ก็ชี้ไปที่แผ่นเดียวกันนั่นเพราะทั้งกระดาษนอกจากเส้นที่เป็รูปวาดมีตัวอักษรอยู่เพียงตัวเดียวที่เขียนว่าหรงเพื่อบ่งบอกเ้าของ
“ใช่ ของข้าเอง”
“ดีใจด้วย เช่นนี้ท่านก็ผ่านเข้ารอบแล้ว” บัณฑิตหนุ่มกล่าวแสดงความยินดีลู่อิงิก็ทำเพียงหันไปยิ้มให้เขาเพราะรู้ว่าอย่างไรพระเอกก็ต้องผ่านอยู่แล้วถ้าจะว่าแปลกต้องพูดว่าเพียงแค่ผ่านแต่ไม่ชนะสามอันดับแต่ต่างหากทั้งที่ลายเส้นขนาดนี้ถ้าวาดให้ตรงความ้าของผู้ตัดสินอาจจะได้ที่หนึ่งด้วยซ้ำทำไมเขาถึงวาดไม่ตรงโจทย์เล่าลู่อิงินึก
รูปที่สวีจ้าวหรงวาดนั้นเป็รูปทิวทัศน์รอบข้างเป็ทุ่งดอกบัวที่กำลังผลิบานงดงามจับตาแทบจะเหมือนความจริงก่อนหน้าที่ลู่อิงิคิดว่ารูปนี้ทำให้เกิดการสื่อสารกับตนเองเพราะมันทำให้นึกถึงสวนสระบนชายขอบ์รูปนี้เหมือนมองจากสะพานไม้ที่นางชอบไปนั่งจริงๆ ไม่แน่ว่าป่านนี้คงกำลังผลิบานเหมือนอย่างในรูปเสียดายแทนสวีจ้าวหรงนักไม่รู้ทำไมถึงวาดสระบัวแทนจะวาดแสงยามเย็นก็ยังดีจะได้สื่อถึงความหมายของชื่อเหยียนซี
“ผลงามต่อไปจะเป็ของผู้ชนะทั้งสาม”เสียงดังของผู้จัดงามดึงสติของลู่อิงิที่ลอยไปไกลถึงชายขอบ์ให้กลับมาปัจจุบัน
“ต้องมีของิเกอแน่เลย” ส่วนสวีจ้าวหรงที่เดินเข้ามาพูดใกล้ๆนั้นก็ไม่รู้ว่าเขาจงใจพูดประจบหรือว่าเยาะเย้ยว่าไม่ผ่านหรอกกันแน่
ต้องเป็เพราะเขาเห็นว่าไม่มีผลงานนางอยู่ตรงนี้สำหรับผู้เข้ารอบเลยคิดว่านางต้องตกรอบเลยตอกย้ำเสียมากกว่า..ต้องใช้แน่ๆ
หากแต่ลู่อิงิไม่อยากพูดตอบแค่ยืนเฉยๆรอเพียงไม่นานผลงานลำดับที่สามก็ถูกนำออกมา ผลงานนี้เป็รูปวาดหญิงสาววาดออกมาดูคล้ายจางเหยียนซีมากเหมือนหญิงสาวมานั่งเป็แบบเลยก็ว่าได้
“ผลงานของหม่าเจาเหิง”จางหยงหยวนประกาศชื่อเ้าของผลงานเรียกเสียงปรบมือเป็การชื่นชมผลงาน และทันทีที่ชื่อถูกประกาศออกมาลู่อิงิก็หันมองหาเ้าของพร้อมๆกัน ก็หม่าเจาเหิงมันคือคนที่แสนโฉดชั่ว คนที่จะเป็คู่หมั้นของจางเหยียนซีคนที่จะชนะการแข่งขันครั้งนี้
ลู่อิงิเพ่งมองคนที่ยิ้มแย้มรับเสียงปรบมือมุมปากก็พลันกระตุกหึๆ อย่าหวังเลยว่าเ้าจะชนะ เซียนน้อยอย่างข้าเอาชื่อลู่อิงิเป็ประกันจะไม่ยอมเด็ดขาดหากข้ายังอยู่ในการแข่งขันเ้าไม่มีวันได้ที่หนึ่ง
จากบรรดานางเอกของนิยายบัลลังก์ราชันมารนั้นจางเหยียนซีติดอันดับนางเอกที่ลู่อิงิชอบเป็หนึ่งในสามจากนิยายเื่นี้เชียวนะคนอย่างเ้าว่าหวังว่าจะได้แตะแม้ปลายเล็บนาง!
“คุณชายๆ คุณชายลู่ ท่านได้อันดับสอง”ขณะที่นางกำลังคิดเื่หม่าเจาเหิงอย่างออกรสออกชาติในหัวเย่เฉินไท่ก็สะกิดเรียกนางให้ออกจากภวังค์
“อ่าๆ ข้าหรือ?” พอลู่อิงิรู้ว่ากลอนที่หยิบยืมท่านหลี่ไป๋มาได้อันดับสองนางก็ยืนโค้งรับเสียงปรบมืออย่างเขินๆก่อนที่จะนั่งลงเพื่อฟังผู้ชนะในรอบแรกและจากทั้งหมดที่อยู่ตรงนี้ไม่ต้องดูผลงานก็มั่นใจแน่แล้วว่าคนที่ได้ที่หนึ่งต้องบัณฑิตนั่งข้างตนเองแน่
“และผู้ชนะรอบนี้คือ เย่เฉินไท่”และก็เป็จริงอย่างที่คาดเสียงจางหยงหยวนประกาศดังลั่นนางจึงมองไปที่ผลงานที่ชนะอันดับหนึ่ง จากมองรูปวาดอย่างแรกต่อมาก็เห็นบทกวีข้างๆ
‘อาทิตย์อัสดงโน้มลงบุปผา
ยามลมอ่อนต้องกายา
สบเสียงวันวานแว่วจาง
กาลไกลเลื่อนเลือนแ่บาง
สะท้อนโฉมนางทับจันทรา
ราตรีนิทราพร่ำรำพึงถึง’
บนกระดาษหนึ่งแผ่นอัดอั้นไปด้วยความรู้สึกของผู้เขียนลู่อิงิััได้ทันทีแล้วยิ่งบทกวีที่เย่เฉินไท่เขียนไม่เพียงชมจางเหยียนซีแต่แสดงให้เห็นว่าสองคนเคยพานพบมาก่อน
ขณะบัณฑิตหนุ่มจึงยืนคำนับรับเสียงปรบมือยกใหญ่ในขณะที่คนอื่นมองเย่เฉินไท่เวลานี้ลู่อิงิจึงใช้ลอบมองจางเหยียนซีจริงดั่งคาดเื่ที่สองมั่นใจได้ว่าไม่ใช่เื่บังเอิญสายตาหญิงงามจดจ้องที่บัณฑิตผู้นี้ลึกซึ้งยิ่งตอนเขาเป็ผู้ชนะนางยกยิ้มแม้ผ้าบางๆ คลุมกั้นศาลาไว้ก็ไม่อาจซ่อนผู้หญิงด้วยกันมันดูออก! เอาละถึงเวลาสืบความสัมพันธ์ครั้งนี้แล้วถ้ามีใจให้กันเซียนผู้นี้จะอุ้มสมเอง
แต่ว่า..เดี๋ยวก่อนแล้วพระเอกของเื่ล่ะ ลู่อิงิควรทำอย่างไรดี?
ระหว่างกำลังเดินทางกลับบัณฑิตหนุ่มก็เอ่ยชมลู่อิงิไม่หยุดทั้งที่ตนเองเป็คนได้ที่หนึ่งแท้ๆ กลับถ่อมตัวเอาแต่เอ่ยชมนาง “บทกวีของคุณชายลู่ใช้คำได้นุ่มนวลหวานซึ้งนัก ข้าเย่เฉินไท่ถูกใจยิ่งนัก”
“หญิงงามท่ามกลางต้นหยก เฝ้าคอย..”ประโยคที่เหลือขาดหายไปเพราะคนพูดถูกฝ่ามือเรียวปิดทับ
ด้านเย่เฉินไท่ที่กล่าวชมไม่เท่าไรแต่สวีจ้าวหรงที่ยกเอาบทกลอนมาพูดนี่เกินไปนางอับอายไม่ไหวหันไปหาร่างเด็กหนุ่มของเขาแล้วตะครุบปิดปากไม่ให้เขาพูดต่อพร้อมเสียงต่ำ“ไม่ต้องพูดแล้ว”
ความใกล้ชิดที่หลีกเลี่ยงมาตลอดของสองคนถูกทำลายทิ้งเพราะลู่อิงิลืมตัวนางรอจนสวีจ้าวหรงยอมพยักหน้าถึงปล่อยมือที่ปิดปากอีกฝ่ายออกแล้วกลับมาเดินในมาดคุณชายลู่อีกครั้งส่วนจอมมารแทนที่จะมีอาการไม่พอใจกับท่าทางล่วงเกินกลับนิ่งเฉยแถมแววตาเ็าที่ชอบทำประจำก็หายไปพร้อมกัน
“เื่นี้ยกความดีให้อาจารย์ข้าท่านหลี่ไป๋เถอะ ข้าเพียงความรู้หางอึ่งแต่อย่างไรก็สู้ท่านไม่ได้บทกวีก็กินใจ ตัวหนังสือหนักแน่นรูปอาทิตย์ยามลับฟ้าก็งดงาม”ถ้าในบรรดาผลงานวันนี้ของบัณฑิตหนุ่มก็แสดงฝีมือโดดเด่นที่สุดจริงๆ เขาทั้งแต่งเขียน วาด ทำทุกอย่างในหนึ่งชั่วยาม ต่างจากคนอื่นๆที่เลือกแสดงความสามารถเพียงอย่างเดียวและยังสอดคล้องตรงโจทย์ที่สุดโดยเฉพาะบทกวีที่แต่งจากชื่อของเหยียนซี
“ขอบคุณคุณชายลู่ ข้าก็ไม่คิดเลยว่าจะได้มิตรใหม่จากการลงแข่งชิงชัยอย่างไรไว้พรุ่งนี้พบกันใหม่ขอรับ” เย่เฉินไท่ยกมือเตรียมบอกลาเมื่อถึงจุดแยกของทางที่เขาต้องเลี้ยวไปอีกเส้นทางแต่ลู่อิงิกลับเอ่ยชักชวนเสียก่อนทำเอาตัวเขาชะงัก
“เดี๋ยวก่อน ถ้าท่านไม่รีบไปดื่มที่โรงเตี๊ยมก่อนได้หรือไม่หลังจากนี้ข้าก็ไม่มีอะไรทำเสียด้วย เราจะได้สนทนากัน”เปล่าเลย..เพราะนางจะสืบเื่นี้ต่อต่างหากเหล้าเข้าปากคนมักจะเผยความจริงในใจกันทั้งนั้น
“ได้! ข้าไปด้วย” กลับไม่ใช่เย่เฉินไท่ที่เป็คนตอบหากเป็เสี่ยวหรงร่างจอมมารเด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นก่อน
“ฮ่าๆ ได้! ข้าถูกชะตากับพวกท่านมากเช่นกัน เช่นนั้นข้าไปด้วย”
โรงเตี๊ยมในเมืองที่เป็ที่พักของลู่อิงิเซียนน้อยพาเย่เฉินไท่มาดื่มสังสรรค์เล็กน้อยพูดคุยไปมาแลกเปลี่ยนเื่ราวความรู้ ประสบการณ์ และข้อมูลที่ได้คือบัณฑิตหนุ่มมีอายุยี่สิบสามปีแล้วเป็บุตรของบัณฑิตมีชื่อของเมืองแต่เชื่อใจผิดคนสูญสิ้นเงินทองเพราะโดนหลอกจากนั้นก็ล้มป่วยหนักจนเสียชีวิต เย่เฉินไท่และมารดาจึงต้องย้ายไปอยู่นอกเมืองตอนนี้เขาก็พยายามสอบเข้ารับราชการอยู่
“เช่นนั้นคนชั่วที่หลอกพ่อท่านละ?”
“ย้ายเมืองไปแล้ว”
“เช่นนั้นบอกข้ามาว่าไปเมืองไหนไว้ข้ารู้ว่าเป็ใครจะไปคิดบัญชีแทนท่านเอง”คนชั่วพวกนี้ถ้าไม่โดน์ลงทัณฑ์นางจะรับบท์ให้เอง
“ขอบใจคุณชายลู่ที่เห็นใจ แต่เื่มันผ่านมานานมากแล้วข้าก็ไม่รู้เขาไปไหนแล้ว ว่าแต่พวกท่านทั้งสองสนิทรักใคร่ขนาดนี้กันได้อย่างไร”เย่เฉินไท่พูดพร้อมมองนางทีหนึ่งมองเสี่ยวหรงทีหนึ่งให้รู้ว่าเขาหมายถึงนางและคนที่นั่งข้างๆ
บอกตรงๆจากเมื่อวานที่เคยกลัวจนตัวเกร็งมาบัดนี้ก็ยอมรับเลยว่านางเริ่มชินชาเสียแล้วที่มีจอมมารผู้นี้มาอยู่ใกล้ตัวแต่ถึงชินชาใช่ว่าจะกล้าทำสนิทสนมด้วย “คงรู้จักผิวเผินละมั้ง..”
“ิเกอคือคนที่ช่วยเหลือข้าจากพวกอันธพาล เป็คนที่มีบุญคุณต่อข้าที่สุด”ดูเอาเถอะพูดอะไรของเขากัน อันธพาลกระจอกพวกนั้นนะหรือรังแกท่านได้จะแสดงอะไรหลอกเย่เฉินไท่อีกหรือท่านจอมมาร
“จริงหรือนี่ คุณชายลู่องอาจกล้าหาญเสียจริงถ้าท่านชนะศึกชิงชัยครั้งนี้ข้าก็คงดีใจแล้วที่เหยียนซีได้คู่ครองที่ดี”
“ไม่มีทาง” สวีจ้าวหรงพูดแทรกทันทีที่ประโยคของเย่เฉินไท่จบน้ำเสียงเขาขุ่นเคืองนิดหน่อย นี่มันอาการหึงหวงหญิงงามของพระเอกชัดๆไม่รู้หรอว่าที่ทำตัวอยู่นี่เหมือนเด็กที่ท่านกำลังแสดงอยู่จริงๆ
“เอ้า? ทำไมละคุณชายหรง” บัณฑิตหนุ่มถามกลับ“ไม่ใช่ว่าลู่ิมีบุญคุณกับเ้าหรือ ทำไมไม่ถึงไม่เห็นชอบ”
“บุญคุณก็ส่วนบุญคุณ เื่นี้ไม่นับว่าต้องตอบแทนบุญคุณ”
“ฮ๋าๆ อย่าถือคำเด็กเลยท่านเย่ แล้วท่านล่ะทำไมถึงว่าเป็ข้าชนะถึงดีไม่คิดว่าท่านเองก็เหมาะสมกับคุณหนูเหยียนซีหรือข้ายังคิดเลยว่าคุณหนูมองท่านอยู่หลายครั้งเลยนะ” เวลานี้กำลังดีเลยบัณฑิตหนุ่มไม่เมาเกินไปยังพูดคุยรู้เื่ แต่นี่แสดงว่าพิษสุราเริ่มทำงานแล้วหน้าเขาเริ่มแดงทั้งใกล้จะเผยสิ่งที่อยู่ในใจ
“จริงหรือ เหยียนซีมองข้าหรือ” ชายหนุ่มพร่ำเพ้อเหมือนคนอยู่ในห้วงรัก
“ใช่สิท่าน ข้าเห็นแล้วยังคิดเลยว่าพวกท่านรู้จักกันมาก่อน สายตานางข้ามองไม่ผิด”
“ฮื้ออ เหยียนซี” ชัดเจน! เมาเหล้าน้อยไป นี่มันเมารักชัดๆสีหน้าสายตาเผยออกมาหมดแล้วว่าเย่เฉินไท่ไม่ใช่แค่หลงรูปงามของหญิงสาวแต่หลงรักนาง “บิดาข้าคืออาจารย์ของนางในวัยเยาว์เราเคยเล่นด้วยกันมาก่อนในตอนนั้น ข้า..แต่ข้าไม่คู่ควรกับนาง”
ลู่อิงิฟังเื่คร่าวๆก็ทอดถอนใจมาทำนองนี้ไม่ใช่แค่เย่เฉินไท่หากแต่จางเหยียนซีก็คงตกหลุมรักพี่ชายคนนี้เช่นั้แ่วัยเยาว์เช่นกัน
“เพราะเื่บิดาข้า ทำให้เราไม่ได้ติดต่ออะไรกันอีกข้ารู้ว่าข้าไม่คู่ควร..นางเป็บุตรสาวตระกูลจาง ตระกูลที่ใหญ่ที่สุดของเมือง งดงามสูงค่าขอเพียงข้าชนะศึกชิงชัยได้ข้าก็จะได้แต่งกับนาง แต่คงไม่มีทางพละกำลังข้าไม่เอาไหนถ้าคุณชายลู่ชนะข้าก็ฝากดูแลนางด้วย”เขาร่ายยาวไม่หยุดพักพูดทุกสิ่งที่อยู่ในใจก่อนจะเอนหัวมาจะวางลงบนไหล่ของนางอย่างคนที่เมาถึงจุดไม่ไหวเช่นนี้จะไม่ให้นางช่วยเหลือได้อย่างไร
ลู่อิงิหันมองคนที่เป็พระเอกของเื่บัดนี้เขาสีหน้าขมึงตึงดูไม่พอใจสักนิดคงเพราะรู้ว่าเหยียนซีเคยมีความหลังวัยเด็กกับชายอื่น ลู่อิงิจึงค่อยๆจับศีรษะของเย่เฉินไท่ให้ไปฟุบนอนลงกับโต๊ะแล้วหันมาหาจอมมารร่างเด็กอีกครั้ง
“เสี่ยวหรง”
“มีอันใด?” น้ำเสียงไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดอาจจะพอพูดด้วยได้
“ช่วยคนรักกันให้ครองคู่ได้กุศลมากนะ” นางไม่รู้จะหว่านล้อมอย่างไรดีจึงยกประโยคนี้ขึ้นมาพูดหวังว่าเขาจะเข้าใจ
“หึ ข้าเป็มาร ไม่ทำกุศล”
“อ้าว” ปฏิเสธง่ายๆ เลยหรือ “ช่างเถอะๆ เช่นนั้นก็ไม่เป็ไร ข้าพาเย่เฉินไท่ขึ้นไปพักผ่อนแล้วขอตัว”ลู่อิงิส่งเสียงเรียกบอกให้เสี่ยวเอ้อร์จัดห้องใหม่แล้วพยุงคนเมาขึ้นไปส่งบนห้องแต่พอออกมาก็เจอเด็กหนุ่มยืนรออยู่ด้านหน้าห้องพาลทำเอาสะดุ้งโย่ง
“ทำไมมายืนตรงนี้ข้าใหมด” ลู่อิงิยกมือลูบอกขณะพูด
“นี่เ้าจะมาเก็บเศษดาวไม่ใช่หรือเซียนน้อย ทำไมถึงไปยุ่งเื่อื่นมากนัก”หากแต่เขาไม่ตอบคำถามว่าทำไมมายืนตรงนี้ กลับเอ่ยคำตอบด้วยคำถาม“หรือเพราะเป็เซียนถึงต้องอยากรู้อยากเห็น”
ขณะนี้รอบตัวล้วนไม่มีคนให้ต้องปิดบังฐานะแล้วสินะท่านจอมมารถึงพูดปกติได้
“โปรดอธิบายให้เซียนต้อยต่ำเช่นข้าที่ว่าท่านหมายความว่าอย่างไร”
“ก่อนหน้าไม่ใช่ว่าเ้าอยากสนับสนุนความรักน่ารำคาญของผู้ชายคนนี้หรือไงถึงใช้สุราล้วงความรู้สึกในจิตใจถ้าเ้าไม่ใช่เซียนข้าจะคิดว่าเ้าเป็พวกต้มตุ๋น” โถท่าน ไม่ต้องต้มตุ๋นหรอกสมัยอยู่โลกก่อนไปดื่มกับเพื่อนอกหักทีไรเหล้าเข้าปากก็พร่ำเพ้อทุกรายประสบการณ์ล้วนๆ
“ประการแรกก็ข้าเห็นเย่เฉินไท่ดูเป็คนดียิ่งทั้งสองชอบพอกันมันก็ดีมิใช่หรือเสียแต่ว่าท่านอยากเอาชนะศึกชิงชัยเพื่อสาวงาม”จบประโยคนี้นางก็หยุดชั่วครู่เพื่อกลืนน้ำลายเพื่อทำใจก่อนพูดต่อ“ข้ารู้ว่าเื่นี้ไม่เกี่ยวกับข้าแต่ท่านเป็ถึงจอมมารมีภรรยาได้อีกมากเว้นเหยียนซีสักคนมิได้หรือ?” พูดไปนางแล้วก็กลัวเกิดวาจาไม่เข้าหูโดยฆ่าสังหารตายตรงนี้ไม่รู้ตัว เป็เซียนแต่ตายอนาถนัก
“หืม? ..เ้าว่าใครว่าข้าจะมีอีกมาก”คราวนี้เสียงเด็กหนุ่มเอ่ยกลับเสียงไม่สบอารมณ์ แต่ยังพออยู่ในระดับรับได้แล้วถ้าหากใครบอก..ก็ในนิยายไง ให้พูดไหมล่ะว่ากี่คน?
“ไม่ใช่อย่างนั้น ความหมายประโยคนี้คือท่านช่างมีอำนาจสูงส่งคงมีคนพร้อมอยู่กับท่านอีกมาก”ถึงในใจจะด่าว่าจอมมารมากรักแต่ประโยคที่เอ่ยออกมาล้วนเอ่ยอย่างนอบน้อมเอาใจ
“หึ” ดูสิ เขาทำเสียงเยาะเย้ยนางอีกแล้ว ตอนเป็เสี่ยวหรงไม่เห็นจะเคยทำตอนนั้นเอะอะก็ยกยอปอปั้นิเกอเก่งอย่างนั้นิเกอดีอย่างนี้หรือว่าเขาเป็คนมีหลายบุคลิกกันนะ
ซึ่งความจริงก็อาจจะเป็ไปได้มานึกดีๆ ถึงจะเคยบ่นด่าเขาในใจหลายครั้ง แต่ลู่อิงินับว่าเห็นใจสวีจ้าวหรงมากนะคนอื่นที่อ่านนิยายมักจะเห็นว่าเขามีผู้หญิงเยอะบ้าอำนาจแต่นางมองถึงต้นเหตุชัดเจนและคิดเสมอว่าทุกอย่างที่ต้นสายปลายเหตุทุกอย่างเริ่มจากเพราะวัยเด็กที่เ็ปของเขาทำให้ไม่สามารถเชื่อใจและรักใครจริงๆ ได้ลง กลับกันที่คิดว่าอำนาจคือคำตอบ