จักรพรรดิมังกรทองใช้ความเร็วสูงสุดของเขาบินทะยานกลับมา เหล่าศิษย์ของหอกระบี่ดาวตกพลันพากันทำความเคารพตามปกติอย่างที่เคยทำเป็นประจำ เมื่อถึงที่หมายนั้นทุกคนก็พากันแยกย้ายกันไป พวกเสวียเหม่ยเองเนื่องจากรั้งอยู่มานานในเวลานี้ก็ได้เวลากลับไปยังพระราชวังเยือกแข็งเช่นกัน
ส่วนที่เหลือนั้นเฟยหรงให้พากันแยกย้ายไปเพื่อฝึกฝนในทันที นี่คือคำพูดสุดท้ายก่อนที่เฟยหรงจะเข้าไปด้านในถ้ำบำเพ็ญ ในเวลานี้แม้แต่เหล่ยอิงและเมิ่งฉีที่คิดจะสารภาพรักกับเฟยหรงก็ต้องพักเอาไว้ก่อน พวกนางนั้นไม่อยากให้เฟยหรงคิดฟุ้งซ่านอะไรตอนนี้จึงได้ปล่อยให้เขาบ่มเพาะไปก่อนเอาไว้หลังจากที่เขาออกมาค่อยสารภาพไปก็ยังไม่สาย
เฟยหรงเดินเข้าไปกอดเด็กน้อยทั้งสองด้วยความรักไคร่และเอ็นดูก่อนจะบอกถึงการเก็บตัวครั้งนี้ให้พวกนางได้ฟัง แน่นอนว่ามันอาจจะทำให้พวกนางเหงามากเลยทีเดียว
"ท่าพ่อต้องรีบออกมานะเจ้าคะ หากสิบปีไม่ออกมาพวกข้าจะไม่พูดกับท่านพ่ออีกเลย"เฟิงหยุนเยว่กล่าวขึ้น ปิงลี่อินผู้เป็นน้องสาวพยักหน้าอย่างเห็นด้วย เฟยหรงอดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างขบขัน เมื่อกล่าวลาบุตรสาวที่รักทั้งสองแล้วนั้นเขาก็เดินเข้าไปยังห้องบ่มเพาะพลังของตนเองในทันที การบ่มเพาะในครั้งนี้เฟยหรงกำหนดเวลาให้มันถึงสิบปีด้วยกัน
"ปีศาจน้อย ก่อนเจ้าจะเริ่มบ่มเพาะพลังปราณข้าว่าเจ้าบ่มเพาะพลังวิญญานก่อนดีกว่านะเพราะพลังวิญญานของเจ้ามันค้างอยู่ที่ภัยพิบัติวิญญานนานแล้ว"กู่เทียนหลงที่อยู่ในหอคอยเทพมังกรกล่าวขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม แน่นอนเขาอดภูมิใจลูกศิษย์คนนี้ไม่ได้ การที่ใช้เวลาเพียงห้าปีในการก้าวมาสู่ระดับนี้แน่นอนว่าย่อมไม่ธรรมดา
"ข้าก็ว่าเช่นนั้น งั้นท่านมาปรุงโอสถวิญญานสวรรค์ให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ขอรับ"เฟยหรงกล่าวเสียงเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ ทางด้านกู่เทียนหลงเองในเวลานี้ก็ไม่ได้ปฏิเสธชายหนุ่มแต่อย่างใดแต่ขณะที่เขาออกไปนั้น กู่เทียนหลงกลับรู้สึกวูบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนแม้จะเป็นอาการแค่เล็กน้อยแต่ทว่ามันทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะมองไปยังชั้นบนสุดของหอคอยเทพมังกรที่กักเก็บบัลลังก์ราชันทั้งหมดของเฟยหรงเอาไว้ด้วยแววตาสั่นเคลือและหลากหลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"เห้อ ข้าคงคิดมากเกินไป สงสัยอยู่ในหอคอยเทพมังกรและดูดซับพลังจากบัลลังก์ราชันจนชิน ฮ่าๆๆ"เขากล่าวขึ้นอย่างขบขัน เฟยหรงที่เห็นดังนั้นในแวบแรกเขาอดที่จะห่วงอาจารย์ของเขาคนนี้ไม่ได้ แต่เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเขาก็ถอนหายใจออกมาและมอบแหวนมิติที่มีทรัพยากรณ์อยู่ด้านในให้กับอาจารย์ของเขาได้ปรุงโอสถให้
เฟยหรงนั่งลงในทันใดพร้อมด้วยปลดปล่อยทักษะดูดกลืนของบัลลังก์ราชันออกมาเพื่อที่จะดูดซับพลังของเม็ดยาได้เร็วขึ้น ในช่วงเวลานั้นเองที่ห้องนี้ได้ถูกปิดตายในทันที เฟยเทียนสั่งห้ามให้ใครเข้าไปอย่างเด็ดขาด ส่วนตัวของพวกเขานั้นไม่ได้รีบร้อนอะไรและยังคงบ่มเพาะไปบริหารนิกายไปพลางๆ
เนื่องด้วยชายหนุ่มมั่นใจมาก หากจะนับแค่พลังต่อสู้ตัวต่อตัวเฟยเทียนก็ถือว่าเป็นหนึ่งในสิบผู้แข็งแกร่ง แต่หากนับกันที่ขุมกำลังชายหนุ่มกล้าพูดได้เต็มปากว่าขุมกำลังของเขาตอนนี้เป็นอันดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย แม้จะมีมหาเทวะสามองค์เท่ากับมหาสมุทรนิรันทร์แต่เนื่องจากหอกระบี่ดาวตกเปิดรับคนทั่วไปจึงมีประชากรมากว่าเยอะมากอีกด้วยทั้งหมดเป็นมือกระบี่อีกต่างหาก นี่ยังไม่รวมถึงพันธมิตรจากตระกูลและขุมกำลังต่างๆ บอกได้คำเดียวว่าในเวลานี้ไม่มีใครที่จะต้านทานหอกระบี่ดาวตกได้อีกแล้ว
ในขณะที่เฟยหรงกำลังบ่มเพาะพลังอย่างบ้าคลั่งได้สามปี ที่โลกภายนอกเฟยเทียนได้พาเป่ยอิงอิงกลับไปยังมหาสมุทรนิรันทร์พร้อมบอกกล่าวเป่ยเฉินถึงบัลลังก์ราชันที่มีอยู่ในตัวของบุตรชายของตน ซึ่งนั่นทำให้เป่ยเฉินและเป่ยอวิ้นเอ๋อตกตะลึงกันยกใหญ่ เจ้าหลานชายคนนี้แข็งแกร่งเหนือคำบรรยายจริงๆแต่มันจะเป็นไปได้จริงๆหรือที่คนเพียงคนเดียวสามารถแบกรับพลังของบัลลังก์ราชัน
เป่ยเฉินอดไม่ได้ที่จะคิดเช่นนี้เนื่องจากขนาดตัวเขาที่เป็นมหาเทวะยังพูดไม่ได้เต็มปากว่าจะแบกรับพลังของมันได้ทั้งหมดขนาดเขามีเพียงบัลลังก์เดียว แล้วเฟยหรงที่มีถึงห้าบัลลังก์ในระดับจักรพรรดิเทวะจะสามารถแบกรับมันได้จริงๆหรือ คำถามนี้วนเวียนในใจของเขาอยู่พักใหญ่ก่อนจะสลัดมันออกไปและยกยิ้มขึ้น
เฟยทียนเมื่อเห็นรอยยิ้มบางๆของพ่อตาจึงบอกข่าวสารไปอีกว่าเฟยหรงจะออกจากด้านในอีกสิบปีแล้วเมื่อนั้นเขาอยากขอกำลังเป่ยเฉินและเจ้าบัลลังก์คนอื่นๆเพื่อเปิดผนึกโลก ซึ่งเป่ยเฉินก็พยักหน้ารับในทันทีสำหรับผุ้ฝึกตนระดับมหาเทวะที่มีชีวิตอยู่เกือบเป็นนิรันทร์สิบปีนั้นไม่เป็นอันใดสำหรับพวกเขา อีกทั้งเขายังสนิทชิดเชื้อกับเจ้าบัลลังก์คนอื่นๆเป็นอย่างดี ไม่มีทางที่พวกเขาจะปฏิเสธเรื่องดีๆเช่นนี้ได้
"เจ้าบัลลังก์พฤกษาข้ารู้จักดี นางเป็นสตรีที่รับมือยากคนหนึ่งเลยทีเดียว ส่วนเจ้าบัลลังก์หินผานั้นเป็นคนบ้าการต่อสู้อย่างถึงที่สุดแม้จะสุดโต่งไปบ้างแต่ก็ไม่ได้มีปัญหามากมายอะไร"เป่ยเฉินกล่าว
"เช่นนั้นก็ต้องฝากท่านพ่อตากระจายข่าวให้พวกเขาด้วยก็แล้วกันขอรับ ส่วนข้ากับอิงอิงจะกลับหอกระบี่ดาวตกก่อน ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำนับจากนี้"เฟยเทียนผสานมือคาราวะ
"อืม แล้วก็นะ ช่วงนี้ระวังตำหนักรัตติการณ์มากๆหน่อย ตอนนี้พวกมันเงียบไปจนน่ากลัว"เป่ยเฉินกล่าวตักเตือน
"ขอรับ ข้าจะระวังตัวให้มากขึ้น"เฟยเทียนตอบรับตักเตือนนั้นและเดินทางกลับไปพร้อมกกับเป่ยอิงอิง ในความคิดของเขาตำหนักรัตติการณ์ต้องคิดจะทำอะไรบางอย่างแน่นอนแต่เขาไม่อาจล่วงรู้ได้มันก็เท่านั้น
วัน เดือน ปี ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เวลาสิบปีก็มาถึง ช่วงระยะเวลาเก้าปีก็ผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในช่วงระยะเวลาสิบปีนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ไปทั่วทั้งโลก ดินแดนระดับต่ำระดับกลางเปลี่ยนตระกูลปกครองกันเป็นว่าเล่น เนื่องจากผลกระทบที่เฟยหรงได้ฆ่าล้างตระกูลชนชั้นปกครองของทวีปนั้นๆตายไป
ส่วนทวีประดับสูงนั้นตระกูลใหญ่คงเหลือแค่สองตระกูลเท่านั้นก็คือตระกูลหมิงและตระกูลเฟยที่แบ่งการปกครองกันคนละครึ่ง ส่วนนิกายตต่างๆในทวีประดับสูงก็มีสองนิกายเช่นเดิมคือหอกระบี่ดาวตก และตำหนักหิมะสวรรค์
ทางด้านทวีประดับสูงทวีปใหม่ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก มีเพียงสี่ตัวตนมหาอำนาจอย่างจ้าวหยาง เสี่ยวเฟิง เฟยหลิน และเฟยเหลี่ยงเท่านั้นที่ตอนนี้ได้ก้าวเข้าสู่ราชันเทวะเป็นที่เรียบร้อย
ตัดกลับมาที่ทวีปศักดิ์สิทธิ์ในช่วงระยะเวลาสิบปีนี้เองเมื่อถึงห้าปีแรกซึ่งเป็นการชุมนุมของขุมกำลังระดับศักดิ์สิทธิ์นี้เอง เฟยเทียนเป็นตัวแทนของหอกระบี่ดาวตกไปร่วมชุมนุมด้วยและแน่นอนสิ่งที่การชุมชุมนี้พูดคุยกันคือเรื่องของบัลลังก์ราชันและการปลดผนึกโลกเสียส่วนใหญ่ แต่ทว่าเฟยเทียนหรือแม้แต่จ้าวบัลลังก์ทุกคนไม่ได้ให้ข้อมูลใด และไร้ซึ่งวี่แววบัลลังก์ราชันชิ้นอื่นทำให้การชุมนุมนี้จบไปอย่างรวดเร็ว
ส่วนในช่วงห้าปีหลังนี้เอง เหล่าคนของหอกระบี่ดาวตก มหาสมุทรนิรันทร์ และพระราชวังเยือกแข็งก็พากันฝึกฝนกันอย่างเอาเป็นเอาตายทำให้ระดับของพวกเขาเพิ่มขึ้นมากเลยทีเดียว ส่วนการพัฒนาของผู้นำกลุ่มทั้งสามนี้นับได้ว่ายอดเยี่ยมอย่างถึงที่สุดเช่นกัน
เริ่มจากพระราชวังเยือกแข็ง เสวียเหม่ยได้ฝึกฝนให้เหล่าน้องหญิงของพวกนางอย่างจ้าวหลาน เซียนปิงเอ๋อ ปิงเหยา เเละเสี่ยวเซียนจนไปถึงระดับจักรพรรดิเทวะเป็นที่เรียบร้อย ความแข็งแกร่งของพวกนางแม้จะอยู่ในระดับจักพรรดิเทวะขั้นต้นก็ตามแต่สามารถสู้กับจักรพรรดิขั้นปลายได้อย่างไม่ยากเย็น
สองคือมหาสมุทรนิรันทร์ พวกเขานั้นเน้นพัฒนาที่เหล่าผู้อาวุโสและรุ่นเยาว์ให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้นเสียส่วนใหญ่ และเป่ยเฉินนั้นยังก็ก้าวมาสู่ครึ่งก้าวเทพอมตะเป็นที่เรียบร้อย ขอเพียงปลดผนึกโลกได้พวกเขาพร้อมที่จะทะลวงขั้นได้ทุกเมื่อ
และสุดท้ายคือหอกระบี่ดาวตกที่ต้องบอกก่อนว่าพัฒนาการของทุกคนที่นี่น่ากลัวกว่าสองที่ที่กล่าวมาเป็นอย่างมาก จักพรรรดิมังกรหลงเสี่ยวหยา ไป๋หู่ เฟยเทียน รวมไปถึงเฟิงหลินเทียนได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตครึ่งก้าวเทพอมตะไปตามๆกัน ส่วนเฟยหง หยุนอู่หลิง เป่ยอิงอิง นั้นเองก็ก้าวเข้าสู่ระดับมหาเทวะได้สำเร็จ
ด้วยความสามารถของเส้นลมปราณเทพยุทธ เทพวายุ และเทพสมุทร การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเช่นนี้ไม่นับว่าแปลกอะไร ส่วนบรรดาภรรยาของเฟยหรงที่เหลือนั้นอยู่ในระดับจักรพรรดิเทวะเช่นกัน นี่คือการพัฒนาอันยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา