ท้องฟ้าเหนือสวรรค์ชั้นที่หนึ่งที่เคยงดงามและเปี่ยมไปด้วยปราณวิญญาณสีทองคำ บัดนี้กลายเป็นเพียงเศษซากปรักหักพังที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงฉานของโลหิต รอยแยกมิติขนาดยักษ์ที่ถูกฉีกกระชากด้วยอานุภาพแห่ง 'ศัสตราไร้ลักษณ์' ยังคงอ้าปากกว้างราวกับบาดแผลของจักรวาลที่ไม่มีวันรักษาหาย ร่างของเด็กหนุ่มผมสีเงินประกายในชุดเกราะอ่อนสีดำขลับ พุ่งทะยานแหวกม่านมิติขึ้นสู่เบื้องบน ทิ้งความพินาศของเมืองจิตวิญญาณสวรรค์ไว้เบื้องหลัง
การทะลวงผ่านรอยแยกมิติระหว่างชั้นฟ้า ไม่ใช่สิ่งที่สิ่งมีชีวิตทั่วไปจะสามารถกระทำได้ กฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ได้ตั้งปราการที่มองไม่เห็นเอาไว้เพื่อแบ่งแยกลำดับชั้น ทว่าสำหรับ 'หลินเฟย' ผู้ซึ่งเพิ่งก้าวเข้าสู่ขอบเขต 'วิญญาณแรกกำเนิดปฐมกาล' (Primordial Nascent Soul) อย่างสมบูรณ์แบบ ปราการเหล่านั้นก็เปราะบางไม่ต่างจากแผ่นกระดาษเปียกน้ำ รังสีสีเทาเข้มที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา ทำหน้าที่เป็นทั้งเกราะป้องกันและอาวุธที่คอยกัดกร่อนมิติรอบด้านให้สลายกลายเป็นความว่างเปล่า
วูบบบบบบบบ!
เมื่อหลินเฟยลืมตาขึ้นอีกครั้ง ทัศนียภาพรอบด้านก็แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาไม่ได้พบกับเมืองลอยฟ้าที่สวยงาม หรือปราสาทราชวังที่ทำจากทองคำและหยก ทว่าสิ่งที่ต้อนรับเขาเข้าสู่ 'สวรรค์ชั้นที่สอง' คือความบ้าคลั่งของธรรมชาติที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ของโลกมนุษย์!
ที่นี่คือ 'อาณาเขตวายุอัสนี' (Wind and Thunder Realm) ดินแดนที่ปราศจากแผ่นดินให้เหยียบย่าง ทั่วทั้งมิติถูกปกคลุมไปด้วยมวลเมฆพายุสีดำทะมึนและสีม่วงคล้ำที่หนาแน่นจนแสงสว่างไม่อาจสาดส่องลงมาได้ กระแสลมที่พัดกระหน่ำอยู่ที่นี่ ไม่ใช่ลมธรรมดา แต่มันคือ 'พายุพัดทำลายกระดูก' ที่มีความเร็วและความคมกริบพอที่จะพัดพาร่างของผู้ฝึกยตนขอบเขตแก่นแท้ทองคำให้ฉีกขาดเป็นชิ้นๆ ได้ในเสี้ยววินาที
เปรี้ยงงงงง! ครืนนนนน!
สายฟ้าสีม่วงเข้มขนาดใหญ่เท่าลำต้นของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ผ่าฟาดลงมาอย่างบ้าคลั่งและไม่ขาดสาย เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องจนแทบจะฉีกกระชากแก้วหูของผู้ที่เข้ามาเยือน กลิ่นของโอโซนและพลังงานทำลายล้างที่อัดแน่นอยู่ในอากาศ ทำให้หายใจลำบากประดุจกำลังสูดดมเศษกระจกเข้าไปในปอด ดินแดนแห่งนี้คือขุมนรกสำหรับผู้บุกรุก แต่ในขณะเดียวกัน มันก็คือสวรรค์สำหรับเซียนที่ฝึกฝนวิชามรรคาแห่งสายฟ้าและสายลม
หลินเฟยลอยตัวนิ่งอยู่ท่ามกลางพายุคลั่ง ร่างกายหยกอมตะของเขาไม่ได้สะทกสะท้านต่อคมมีดวายุ หรือสายฟ้าที่ฟาดผ่านเฉียดผิวหนังไปเพียงไม่กี่ชุ่น นัยน์ตาสีเทาลึกล้ำที่สะท้อนภาพหยินและหยาง กวาดมองออกไปเบื้องหน้า รอยยิ้มเย็นชาที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและจิตสังหารปรากฏขึ้นบนใบหน้าอันหล่อเหลา
"สวรรค์ชั้นที่สอง... ต้อนรับได้ดุดันดีนี่" หลินเฟยพึมพำกับตนเอง เสียงของเขาแผ่วเบาแต่กลับทะลวงผ่านเสียงฟ้าร้องได้อย่างชัดเจน "แต่แค่นี้... ยังไม่พอที่จะดับไฟแค้นของข้าหรอกนะ"
ห่างออกไปเบื้องหน้าของหลินเฟยราวๆ สิบลี้ ท่ามกลางความมืดมิดของพายุสายฟ้า ปรากฏเงาร่างขนาดมหึมาที่ลอยตระหง่านปิดกั้นน่านฟ้าทั้งหมด!
มันไม่ใช่ภูเขาหรือเกาะลอยฟ้า ทว่ามันคือ 'กองทัพเรือรบเหาะเซียน' จำนวนกว่าหนึ่งร้อยลำ! เรือรบแต่ละลำมีความยาวกว่าพันจั้ง สร้างขึ้นจาก 'ไม้เหล็กอัสนี' ที่สามารถดูดซับพลังงานสายฟ้ามาเป็นเกราะป้องกันและพลังงานขับเคลื่อนได้ บนเรือรบทุกลำประดับประดาไปด้วยธงรบรูปลมหมุนและสายฟ้าฟาดที่สะบัดพลิ้วอย่างดุดัน
บนดาดฟ้าของเรือรบเหล่านั้น เนืองแน่นไปด้วยทหารเซียนในชุดเกราะสีฟ้าครามกว่า 'หนึ่งแสนนาย' พวกมันคือกองกำลังหลักของ 'นิกายวายุอัสนี' ขุมอำนาจเบ็ดเสร็จที่ปกครองสวรรค์ชั้นที่สอง ทหารทุกนายถืออาวุธที่เปล่งประกายสายฟ้า รังสีพลังของพวกมันต่ำสุดคือขอบเขตแก่นแท้ทองคำขั้นปลาย และแม่ทัพนายกองล้วนอยู่ในขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด!
และที่บริเวณหัวเรือรบธงที่ใหญ่ที่สุดใจกลางกองทัพ ปรากฏร่างของกลุ่มยอดฝีมือที่แผ่แรงกดดันมหาศาลจนทำให้พายุรอบด้านต้องหลีกทางให้ ชายฉกรรจ์และชายชรากว่าสามสิบคนยืนเรียงราย พวกมันคือผู้อาวุโสระดับ 'ตัดวิญญาณ' (Soul Severing) ที่มีอำนาจเหนือกว่าวิญญาณแรกกำเนิดอย่างเทียบไม่ติด!
ทว่า ผู้ที่โดดเด่นและทรงอำนาจที่สุด คือบุรุษร่างยักษ์ที่นั่งตระหง่านอยู่บนบัลลังก์ศิลาอัสนีที่หัวเรือรบ ร่างกายของมันสูงกว่ามนุษย์ปกติถึงสองเท่า สวมชุดเกราะที่ทำจากเกล็ดของมังกรสายฟ้าโบราณ เส้นผมสีม่วงเข้มชี้ฟูประดุจสายฟ้าที่กำลังคลุ้มคลั่ง นัยน์ตาของมันไม่มีตาขาวหรือตาดำ มีเพียงแสงสว่างสีฟ้าครามที่สาดประกายความตาย รังสีพลังที่แผ่ออกมาจากร่างของมัน อยู่ในขอบเขต 'แสวงมรรคาขั้นต้น' (Early Dao Seeking)!
มันคือ 'ราชันย์วายุอัสนี' (Wind-Thunder King) ผู้ปกครองสวรรค์ชั้นที่สอง!
"มารร้ายจากโลกมนุษย์... แกช่างมีความกล้าหาญที่โง่เขลานัก"
เสียงของราชันย์วายุอัสนีดังกึกก้องกัมปนาทประดุจเสียงฟ้าผ่าทะลวงวิญญาณ คลื่นเสียงของมันพัดกระหน่ำจนมวลเมฆสีดำแตกกระจาย "บังอาจทำลายประตูสวรรค์ทักษิณ สังหารเจ้าเมืองจิตวิญญาณสวรรค์ และล่วงล้ำเข้ามาถึงอาณาเขตของข้า! แกคิดจริงๆ หรือว่าการมีอาวุธแปลกประหลาดเพียงชิ้นเดียว จะทำให้แกสามารถต่อกรกับเจตจำนงแห่งตำหนักเก้าสวรรค์ได้?"
ราชันย์วายุอัสนีลุกขึ้นยืนจากบัลลังก์ศิลา แรงกดดันมหาศาลพุ่งเข้าถาโถมใส่ร่างของหลินเฟยจากทุกทิศทาง "ที่นี่คือสวรรค์ชั้นที่สอง ดินแดนที่สายฟ้าคือผู้พิพากษา! ข้าได้รับบัญชาศักดิ์สิทธิ์จากมหาเทพเบื้องบน ให้บดขยี้วิญญาณของแกให้แหลกละเอียด ไม่ให้เหลือเศษซากไปเกิดใหม่ได้อีกตลอดกาล! จงคุกเข่าลงยอมรับทัณฑ์อัสนีซะ!"
ทหารเซียนนับแสนนายบนเรือรบทั้งร้อยลำ กระทุ้งอาวุธลงบนดาดฟ้าเรือพร้อมกัน เสียงดังกึกก้องผสานกับเสียงฟ้าร้อง สร้างบรรยากาศที่น่าสะพรึงกลัวและกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ค่ายกลสวรรค์ขนาดมโหฬารเริ่มทำงาน ลำแสงสีฟ้าและสีม่วงพุ่งเชื่อมต่อระหว่างเรือรบทุกลำ ก่อตัวเป็นตาข่ายสายฟ้าขนาดยักษ์ที่ปิดกั้นมิติรอบตัวหลินเฟยไว้อย่างสมบูรณ์แบบ
หลินเฟยยืนเอามือไพล่หลัง ลอยตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางการล้อมกรอบของกองทัพและพายุคลั่ง สายลมกระโชกแรงพัดผมสีเงินของเขาให้สะบัดพลิ้ว ทว่าใบหน้าของเขากลับปราศจากความหวั่นเกรง ตรงกันข้าม... รอยยิ้มที่บ้าคลั่งและเลือดเย็นที่สุด กลับค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก
"บัญชาจากมหาเทพงั้นรึ? เจตจำนงแห่งสวรรค์งั้นรึ?" หลินเฟยหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะของเขาแผ่วเบา แต่กลับสะท้อนก้องเข้าไปในจิตวิญญาณของทหารเซียนทุกคนอย่างน่าประหลาด "พวกแกพล่ามคำพูดซ้ำๆ ซากๆ พวกนี้มาตั้งแต่สวรรค์ชั้นที่หนึ่งแล้ว... ไม่เบื่อบ้างหรือไง?"
หลินเฟยยกมือขวาขึ้น 'ศัสตราไร้ลักษณ์' ที่บัดนี้อยู่ในรูปลักษณ์ของใบดาบสีเทาโปร่งแสง ค่อยๆ ปรากฏขึ้นในฝ่ามือ มันไม่ได้เปล่งแสงสว่างเจิดจ้า หรือปลดปล่อยสายฟ้าที่ดุดัน ทว่ามันแผ่รังสีแห่ง 'ความเงียบสงัด' และ 'การลบล้าง' ที่เข้มข้นจนทำให้สายฟ้าที่ผ่าลงมาใกล้ๆ ตัวดาบ ถึงกับสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
"พวกแกคิดว่าตัวเองเป็นผู้พิพากษางั้นสิ?" หลินเฟยชี้ปลายดาบไปยังราชันย์วายุอัสนี "ถ้าอย่างนั้น... วันนี้ข้าจะสอนให้พวกแกได้รู้ซึ้ง ว่าผู้ที่ถือดาบต่างหาก... คือผู้ที่กำหนดว่าใครสมควรตาย!"
"โอหังนัก! ค่ายกลข่ายอัสนีทำลายล้าง! ยิง!" ราชันย์วายุอัสนีตวาดกร้าวด้วยความโกรธจัด มันไม่เคยถูกใครหยามเกียรติเช่นนี้มาก่อน
สิ้นคำสั่ง กองทัพเรือรบนับร้อยลำก็เปล่งแสงสว่างจ้า ปืนใหญ่คริสตัลอัสนีที่ติดตั้งอยู่ตามกราบเรือถูกชาร์จพลังจนถึงขีดสุด ภายในเสี้ยววินาที ลำแสงทำลายล้างสีฟ้าอมม่วงจำนวนกว่า 'ห้าร้อยสาย' ก็พุ่งทะยานแหวกม่านพายุเข้าหาหลินเฟยจากทุกทิศทาง! ลำแสงแต่ละสายมีพลังทำลายล้างเทียบเท่าการโจมตีเต็มกำลังของผู้ฝึกยตนระดับตัดวิญญาณขั้นต้น เมื่อมันพุ่งเข้ามาพร้อมกัน พลังอำนาจของมันก็มากพอที่จะเป่าเกาะลอยฟ้าขนาดใหญ่ให้กลายเป็นฝุ่นคอสมิกได้ในพริบตา!
"ตายซะมารร้าย!" เหล่าแม่ทัพตะโกนก้องอย่างบ้าคลั่ง
ทว่า ท่ามกลางห่าฝนลำแสงมฤตยูที่พุ่งเข้ามา หลินเฟยกลับหลับตาลงอย่างสงบนิ่ง ทารกปฐมกาลในจุดตันเถียนของเขาที่เพิ่งจุติขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ ลืมตาสีเทาขึ้น ปีกครึ่งมารครึ่งทูตสวรรค์สยายออกกว้าง พลังงานหยินหยางที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ธาตุทั้งปวง ระเบิดออกจากร่างของเด็กหนุ่มผมเงิน!
"วิถีแห่งศาสตราไร้ลักษณ์ เคล็ดวิชาที่แปด... โดมปฐมกาลไร้ขอบเขต!"
วูบบบบบบบบ!
ปราณปฐมกาลสีเทาเข้มขยายตัวออกจากร่างของหลินเฟย ก่อตัวเป็นโดมครึ่งวงกลมขนาดมหึมาที่ครอบคลุมพื้นที่รัศมีสิบลี้ โดมนี้ไม่ได้มีพื้นผิวที่แข็งแกร่งเหมือนโล่ปราณทั่วไป ทว่ามันดูเหมือนฟองสบู่สีเทาที่โปร่งแสงและบิดเบี้ยว
ตูม! ตูม! ตูม! ตูม!
เมื่อลำแสงอัสนีทำลายล้างนับห้าร้อยสายพุ่งเข้าปะทะกับโดมปฐมกาล แทนที่จะเกิดการระเบิดที่กึกก้องกัมปนาท สิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้ราชันย์วายุอัสนีและกองทัพเซียนต้องอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด!
ลำแสงมฤตยูเหล่านั้น ทันทีที่สัมผัสกับพื้นผิวของโดมสีเทา มันไม่ได้สะท้อนกลับ หรือเจาะทะลุ ทว่ามันกลับ 'จมหาย' ลงไปในโดมอย่างเงียบเชียบ! ราวกับแม่น้ำที่ไหลลงสู่หลุมดำที่ไร้ก้นบึ้ง พลังงานสายฟ้าอันมหาศาลที่ถูกบีบอัดมาอย่างดี ถูกเจตจำนงแห่งปฐมกาล 'ลบล้าง' และ 'ดูดกลืน' เข้าไปอย่างสมบูรณ์แบบ!
ไม่เพียงแค่นั้น พลังงานที่ถูกดูดกลืนเข้าไป ยังถูกส่งผ่านเข้าสู่ศัสตราไร้ลักษณ์ และไหลย้อนกลับเข้ามาเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับจักรวาลจำลองในจุดตันเถียนของหลินเฟยอีกด้วย!
"นี่มันวิชาบ้าอะไรกัน! มันกลืนกินค่ายกลระดับสูงสุดของพวกเราได้อย่างไร!" ผู้อาวุโสระดับตัดวิญญาณคนหนึ่งกรีดร้องด้วยความหวาดผวา
หลินเฟยลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีเทาทอประกายแสงสีทองคำเล็กน้อยจากการดูดซับพลังงาน "ขอบใจสำหรับของว่าง... แต่รสชาติมันจืดชืดไปหน่อยนะ!"
ฟุ่บ!
หลินเฟยไม่ยืนรอเป็นเป้านิ่งอีกต่อไป เขาใช้วิชา 'ก้าวพริบตาปฐมกาล' ร่างของเขากลายเป็นภาพติดตาสีเทาที่เคลื่อนที่ทะลวงผ่านตาข่ายสายฟ้าและพายุคลั่งอย่างไร้แรงเสียดทาน ความเร็วของวิญญาณแรกกำเนิดปฐมกาลนั้นอยู่เหนือกฎเกณฑ์ของมิติสวรรค์ชั้นที่สองไปไกลลิบ เพียงพริบตาเดียว ร่างของเด็กหนุ่มในชุดเกราะดำก็มาปรากฏตัวอยู่เหนือ 'เรือรบธง' ของราชันย์วายุอัสนี!
"มันอยู่บนหัวพวกเรา! ฆ่ามัน!"
ผู้อาวุโสระดับตัดวิญญาณกว่าสามสิบคนที่ล้อมรอบราชันย์วายุอัสนี รีบชักอาวุธเซียนและพุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศเพื่อสกัดกั้นหลินเฟย ดาบ หอก ขวาน และค้อน ที่อาบไปด้วยพลังปราณระดับตัดวิญญาณ พุ่งโหมกระหน่ำเข้าใส่หลินเฟยจากทุกทิศทาง
"พวกมดปลวก... เกะกะสายตา!"
หลินเฟยแผดเสียงคำราม ศัสตราไร้ลักษณ์ในมือเปล่งประกายสีเทาเจิดจ้าบาดตา เขาไม่ได้ใช้กระบวนท่าที่ซับซ้อน ทว่าเขาเพียงแค่ตวัดดาบกวาดเป็นวงกลมรอบตัว!
"สมดุลตัดสวรรค์... สะบั้นวิญญาณ!"
ฉับบบบบบบ!
คลื่นกระบี่แสงสีเทาขยายตัวออกเป็นวงแหวนมฤตยู มันบางเฉียบดุจเส้นด้าย ทว่าแฝงไปด้วยความคมที่สามารถตัดขาดกฎเกณฑ์ของจักรวาล วงแหวนสีเทาพุ่งทะลวงผ่านอาวุธเซียนระดับสูงทั้งสามสิบชิ้น ตัดพวกมันให้ขาดสะบั้นราวกับเศษไม้ผุๆ!
ทว่าคลื่นกระบี่ยังไม่หยุดแค่นั้น มันพุ่งทะลวงผ่านเกราะเซียนป้องกันและตัดผ่านร่างของผู้อาวุโสระดับตัดวิญญาณทั้งสามสิบคนในคราวเดียว!
ความเงียบเข้าปกคลุมน่านฟ้าชั่วขณะ...
ก่อนที่ร่างของยอดฝีมือระดับตัดวิญญาณทั้งสามสิบคน จะค่อยๆ เลื่อนหลุดออกจากกันเป็นสองท่อนตั้งแต่ช่วงเอว! เลือดสีทองคำและอวัยวะภายในพุ่งทะลักออกมาราวกับฝนตกหนัก ร่างไร้วิญญาณร่วงหล่นลงมากระแทกดาดฟ้าเรือรบธงเสียงดังสนั่น วิญญาณที่ซ่อนอยู่ในร่างถูกอำนาจของศัสตราไร้ลักษณ์ดูดกลืนเข้าไปในดาบจนหมดสิ้น!
การโจมตีเพียงดาบเดียว... กวาดล้างยอดฝีมือระดับตัดวิญญาณสามสิบคน! ขุมกำลังหลักของสวรรค์ชั้นที่สองถูกทำลายล้างในพริบตา!
"อ๊ากกกกกก! ไอ้ปีศาจ! แกบังอาจสังหารผู้อาวุโสของข้า!"
ราชันย์วายุอัสนีโกรธเกรี้ยวจนสติแตก มันไม่อาจทนดูความพินาศของนิกายที่มันสร้างมานับหมื่นปีได้อีกต่อไป มันกระทืบเท้าลงบนบัลลังก์ศิลาจนแตกละเอียด ร่างขนาดยักษ์พุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศ เกล็ดมังกรสายฟ้าบนเกราะของมันเปล่งแสงสว่างจ้า ในมือขวาของมันปรากฏ 'ค้อนเทวะอัสนีบรรพกาล' (Ancient Divine Thunder Hammer) อาวุธระดับแสวงมรรคาที่หนักอึ้งจนทำให้มิติปริแตก!
"ข้าจะบดขยี้กะโหลกของแกให้เป็นผุยผงด้วยมือของข้าเอง!"
ราชันย์วายุอัสนีง้างค้อนเทวะขึ้นเหนือศีรษะ พลังมรรคาแห่งสายฟ้าและสายลมทั้งหมดในสวรรค์ชั้นที่สอง ถูกสูบดึงมารวมกันที่หัวค้อน ก่อให้เกิดเป็นภาพลวงตาของมังกรสายฟ้าขนาดยักษ์ที่พันรอบค้อน มันฟาดค้อนลงมาที่หลินเฟยด้วยความเร็วและน้ำหนักที่สามารถบดขยี้ดวงดาวให้แหลกสลาย!
"ทัณฑ์อัสนีพิฆาตเซียน!"
มิติรอบตัวหลินเฟยถูกล็อกด้วยกฎเกณฑ์ของขอบเขตแสวงมรรคา อากาศธาตุแข็งตัวประดุจเหล็กกล้า แรงกดดันจากค้อนเทวะมหาศาลจนทำให้เรือรบธงเบื้องล่างเริ่มปริแตกและทรุดตัว ทว่าหลินเฟยกลับไม่คิดที่จะใช้การหลบหลีก นัยน์ตาสีเทาของเขาลุกโชนด้วยไฟแห่งการต่อสู้ เขากระชับศัสตราไร้ลักษณ์ในมือทั้งสองข้าง โคจรปราณปฐมกาลจนถึงขีดจำกัดสูงสุด!
"แสวงมรรคางั้นรึ? ก็แค่ทางตันของการฝึกฝน! มาดูกันว่าค้อนของแก กับดาบของข้า... อะไรจะแข็งแกร่งกว่ากัน!"
หลินเฟยแผดเสียงคำราม เขายกศัสตราแสงสีเทาขึ้นปะทะกับการฟาดของค้อนเทวะโดยตรง!
"ปฐมกาลเบิกสวรรค์!"
เคร้งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง!
การปะทะกันระหว่างศาสตราแห่งการลบล้างและค้อนเทวะแห่งมรรคา ก่อให้เกิดคลื่นกระแทกที่รุนแรงที่สุดเท่าที่สวรรค์ชั้นที่สองเคยพบเจอ! คลื่นพลังงานสีเทาและสีฟ้าอมม่วงระเบิดออกกวาดล้างพายุหมอกดำจนท้องฟ้าเปิดโล่ง เรือรบเหาะเซียนนับสิบลำที่อยู่ใกล้เคียงถูกแรงกระแทกพัดจนกระเด็นและแตกหัก ทหารเซียนนับหมื่นกรีดร้องขณะถูกพัดปลิวไปในอากาศ
ราชันย์วายุอัสนีเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ ค้อนเทวะที่อัดแน่นไปด้วยพลังมรรคาขั้นต้นของมัน ถูกดาบสีเทาเล่มบางของหลินเฟยต้านทานเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ! คมดาบไม่ได้บิ่นหรือสั่นไหวเลยแม้แต่น้อย ทว่าสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า คือพลังงานสีเทาที่แผ่ออกมาจากดาบ กำลัง 'กัดกร่อน' กฎเกณฑ์แห่งสายฟ้าบนค้อนเทวะอย่างรวดเร็ว!
เปรี๊ยะ... เปรี๊ยะ... ร้าว!
รอยร้าวสีเทาค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนหัวค้อนเทวะอัสนีบรรพกาล และลุกลามไปตามด้ามจับอย่างรวดเร็ว!
"เป็น... เป็นไปไม่ได้! ค้อนเทวะของข้าหล่อหลอมจากแกนดาวฤกษ์ มันไม่มีทางถูกทำลายได้!" ราชันย์วายุอัสนีตะโกนด้วยความหวาดผวา มันพยายามจะดึงค้อนกลับ แต่ศัสตราไร้ลักษณ์มีแรงดึงดูดประดุจหลุมดำที่ยึดติดกับอาวุธของมันไว้แน่น
"ในโลกของข้า... ไม่มีอะไรที่เป็นอมตะ!"
หลินเฟยแสยะยิ้มอำมหิต เขาออกแรงกดดาบลงไปอีกขั้น ปราณปฐมกาลทะลักล้นเข้าสู่รอยร้าวบนค้อนเทวะ!
เพล้งงงงงงงงงง!
ค้อนเทวะอัสนีบรรพกาล อาวุธศักดิ์สิทธิ์ประจำสวรรค์ชั้นที่สอง... ระเบิดแตกละเอียดออกเป็นเศษเหล็กนับหมื่นชิ้น!
ราชันย์วายุอัสนีกระอักเลือดคำโตจากการสะท้อนกลับของพลังมรรคา มันเสียหลักถอยหลังไปหลายก้าว ความหยิ่งยโสของการเป็นผู้ปกครองสวรรค์ถูกทำลายป่นปี้ไม่มีชิ้นดี มันรีบหันหลังเตรียมจะใช้วิชาทะลวงมิติเพื่อหลบหนีกลับไปขอความช่วยเหลือจากตำหนักเก้าสวรรค์ในชั้นที่สูงกว่า
"คิดจะหนีไปซุกหัวใต้กระโปรงมหาเทพงั้นรึ? สายไปแล้ว!"
ฟุ่บ!
หลินเฟยใช้วิชาก้าวพริบตา ปรากฏตัวขึ้นขวางหน้าขวางหลังราชันย์วายุอัสนีในเสี้ยววินาที เขาไม่ร่ายรำกระบวนท่าใดๆ ให้มากความ ทว่าเขาตวัดศัสตราไร้ลักษณ์ฟาดฟันเข้าใส่ร่างขนาดยักษ์ของราชันย์อย่างรวดเร็วและดุดันดุจพายุห่าฝน!
ฉับ! ฉับ! ฉับ! ฉับ!
"อ๊ากกกกกก!"
เสียงเนื้อถูกตัดขาดดังผสานกับเสียงกรีดร้องโหยหวน คลื่นกระบี่สีเทาพุ่งทะลวงผ่านเกราะเกล็ดมังกรอย่างง่ายดาย แขนซ้าย แขนขวา ขาซ้าย และขาขวา ของราชันย์วายุอัสนี... ถูกหลินเฟยตัดสับจนขาดสะบั้นหลุดออกจากร่างทั้งหมด!
ร่างที่เหลือเพียงลำตัวและศีรษะของอดีตผู้ปกครองสวรรค์ ร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นดาดฟ้าเรือรบธงอย่างน่าสมเพช เลือดสีทองคำไหลนองเป็นสายน้ำ มันพยายามดิ้นรนและมองหลินเฟยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
หลินเฟยค่อยๆ ลอยตัวลงมายืนอยู่ข้างๆ ร่างที่ไร้ทางสู้ของราชันย์ เขายกเท้าที่สวมเกราะเหล็กสีดำ เหยียบลงบนยอดอกของมันอย่างแรงจนกระดูกซี่โครงหักยุบ
"แกระดับแสวงมรรคาใช่ไหม? บอกข้ามา... เสาค้ำมิติของสวรรค์ชั้นที่สองอยู่ที่ไหน และจุดอ่อนของมหาเทพบรรพกาลคืออะไร?" หลินเฟยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ปลายดาบสีเทาจ่ออยู่ที่หว่างคิ้วของราชันย์
"ขะ... ข้าไม่รู้! มหาเทพไม่เคยเปิดเผยจุดอ่อน! ส่วนเสาค้ำมิติ... มันอยู่... มันซ่อนอยู่ใจกลาง 'ดวงตาวายุ' เบื้องล่างนี้!" ราชันย์วายุอัสนีสารภาพออกมาอย่างลนลาน หวังเพียงให้ความตายมาถึงอย่างรวดเร็วเพื่อพ้นจากความทรมาน "ได้โปรด... ฆ่าข้าเถอะ..."
"ขอบใจสำหรับข้อมูล..." หลินเฟยแสยะยิ้ม
ทว่า เขาไม่ได้ลงดาบสังหารทันที เขายื่นมือซ้ายที่อาบไปด้วยรังสีสีเทา ทะลวงฝ่ากะโหลกศีรษะของราชันย์วายุอัสนีเข้าไปโดยตรง! เขาใช้วิชา 'ค้นวิญญาณปฐมกาล' ขุดคุ้ยความทรงจำทั้งหมดของมัน เพื่อตรวจสอบว่าสิ่งที่มันพูดเป็นความจริงหรือไม่ และเพื่อสูบกลืนความรู้เกี่ยวกับมรรคาแห่งสายฟ้าและสวรรค์ชั้นที่สูงกว่า
ราชันย์วายุอัสนีกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง เลือดทวารไหลทะลัก ทว่าไม่นานนัก ร่างของมันก็กระตุกเกร็งเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่วิญญาณจะแหลกสลายกลายเป็นผุยผง หลินเฟยดึงมือออก อาบไปด้วยเลือดและมันสมองสีทองคำ เขาปัดมือเบาๆ ปราณปฐมกาลก็ชำระล้างสิ่งสกปรกออกจนหมดจด
ความทรงจำที่ได้มา ยืนยันตำแหน่งของเสาค้ำมิติ และยังเผยให้เห็นทัศนียภาพของ 'สวรรค์ชั้นที่สาม' อันเป็นดินแดนที่ถูกเรียกว่า 'ทะเลดาราดับสูญ'
"ดวงตาวายุ..."
หลินเฟยเงยหน้ามองกองทัพเซียนนับแสนนายที่เหลืออยู่บนเรือรบ พวกมันล้วนคุกเข่าตัวสั่นงันงก ทิ้งอาวุธและหมดสิ้นความกล้าที่จะสู้ต่อเมื่อเห็นราชันย์ของพวกมันถูกตัดแขนขาและค้นวิญญาณอย่างโหดเหี้ยม ทว่าหลินเฟยไม่ได้สนใจพวกมดปลวกเหล่านี้อีกต่อไป หากปราศจากราชันย์และผู้อาวุโส กองทัพนี้ก็เป็นเพียงแค่ฝูงแกะที่ไร้ทิศทาง
หลินเฟยหันความสนใจไปที่พื้นผิวดาดฟ้าเรือรบธง เขาสัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานหลักที่ค้ำจุนมิติของสวรรค์ชั้นที่สอง มันไม่ได้อยู่บนเกาะลอยฟ้า แต่อยู่เบื้องล่างของพายุหมุนขนาดยักษ์ที่อยู่ใต้เท้าของพวกเขา!
หลินเฟยชูศัสตราไร้ลักษณ์ขึ้นเหนือศีรษะ รวบรวมพลังปราณปฐมกาลทั้งหมดในร่างเข้าสู่ตัวดาบ จนใบดาบขยายขนาดใหญ่ขึ้นมีความยาวกว่าพันจั้ง! แสงสีเทาทึบสว่างจ้าบดบังแสงของสายฟ้าทั้งหมดในสวรรค์ชั้นที่สอง
"วิถีแห่งศาสตราไร้ลักษณ์... ปฐมกาลผ่าสัจธรรม!"
หลินเฟยตวัดดาบขนาดยักษ์ฟาดฟันลงสู่เบื้องล่างอย่างสุดแรงเกิด!
ฉัวะะะะะะะะะ! ครืนนนนนนนนนน!
คลื่นกระบี่สีเทาพุ่งทะลวงผ่าร่างของเรือรบธงออกเป็นสองซีกอย่างง่ายดาย ก่อนจะพุ่งลึกลงไปในทะเลพายุหมุนสีดำเบื้องล่าง มันแหวกกระแสพายุออกเป็นรอยแยกขนาดยักษ์ และพุ่งเข้าสับทำลาย 'เสาหินศิลาอัสนี' ขนาดยักษ์ที่ซ่อนอยู่ใจกลางดวงตาวายุ ซึ่งเป็น 'เสาค้ำมิติ' ของสวรรค์ชั้นที่สอง!
เพล้งงงงง!
เสาค้ำมิติถูกตัดขาดสะบั้นและระเบิดออกเป็นเศษหินนับล้านชิ้น ทันทีที่เสาหลักถูกทำลาย กฎเกณฑ์แห่งพื้นที่ของสวรรค์ชั้นที่สองก็เริ่มพังทลายลงอย่างรวดเร็ว! พายุหมุนหยุดชะงัก มวลเมฆสีดำแตกสลาย แรงโน้มถ่วงปั่นป่วน เรือรบเหาะเซียนนับร้อยลำเสียการทรงตัวและร่วงหล่นลงสู่ความว่างเปล่าเบื้องล่าง ทหารเซียนนับแสนกรีดร้องขณะถูกกระแสมิติที่ฉีกขาดดูดกลืนหายไป
สวรรค์ชั้นที่สอง... อาณาเขตวายุอัสนี... ล่มสลายลงอย่างสมบูรณ์!
ท่ามกลางความพินาศของมิติและแรงสั่นสะเทือนระดับจักรวาล หลินเฟยลอยตัวอยู่อย่างสงบนิ่ง ศัสตราไร้ลักษณ์ในมือกลับคืนสู่ขนาดปกติ เขาทอดสายตามองขึ้นไปบนท้องฟ้าเบื้องบน ที่ซึ่งรอยแยกมิติขนาดยักษ์กำลังเปิดออก เผยให้เห็นทัศนียภาพของห้วงอวกาศที่มืดมิดและเต็มไปด้วยดวงดาวที่แตกสลาย... เส้นทางสู่ 'สวรรค์ชั้นที่สาม' ได้เปิดออกแล้ว
"ทะเลดาราดับสูญ... ข้ามาแล้ว"
หลินเฟยสะบัดเสื้อคลุมสีดำ ร่างของเขากลายเป็นเส้นแสงสีเทาปฐมกาล พุ่งทะยานแหวกมิติที่กำลังพังทลาย มุ่งหน้าเข้าสู่ความมืดมิดของสวรรค์ชั้นที่สาม ทิ้งความพินาศของนิกายวายุอัสนีและเศษซากของราชันย์สวรรค์ไว้เป็นเพียงหน้าประวัติศาสตร์ที่ถูกลบเลือน การล้างแค้นของมารไร้ลักษณ์ ก้าวเข้าสู่ดินแดนที่อันตรายยิ่งกว่าเดิม!