ถังโยวพาสาวใช้สองคนเดินออกจากที่ว่าการเขต สาวใช้ที่ชื่อลวี่เยาเริ่มเคี้ยวบางอย่าง ทั้งที่มิได้เห็นนางยัดอะไรเข้าไปในปาก แต่นางกลับกำลังเคี้ยวอยู่จริง ๆ ปากสีแดงฉานนั้นบิดไปมา มองดูทั้งน่าขยะแขยงทั้งแปลกประหลาด เมื่อนางกลืนผลไม้ในแก้มซ้าย แก้มซ้ายก็ยุบ พอนางเริ่มเคี้ยวผลไม้ในแก้มขวา แก้มขวาก็ยุบ ใบหน้าน้อย ๆ ที่แก้มระบายสีแดงในที่สุดก็มองดูคล้ายคนขึ้นมาแล้ว
หงซิ้วจ้องลวี่เยาอย่างดูถูก ด่าเสียงเบาว่า “กิน ๆ ๆ! รู้แค่กิน ไม่ช้าหรือเร็วท้องก็แตกตาย!”
ลวี่เยายังเคี้ยวต่อ ถึงกล่าวไม่ชัด แต่ตอบกลับด้วยเสียงก้องกังวานชัดแจ้ง “คุณหนูกล่าวไว้ กินได้เป็นบุญ! อ้วนตายลวี่เยาก็ยอม!”
เดิมถังโยวที่เดินนำหน้าได้ยินบทสนทนานี้ก็ครุ่นคิดชั่วครู่ คิดไปว่าหงซิ้วกล่าวอะไรว่าอ้วนตาย ๆ ในใจถังโยวไม่ปลื้ม หมุนตัวกลับอย่างรวดเร็ว ยกมือขึ้นตบหูของหงซิ้วฉาดใหญ่ ตบจนหงซิ้วเซ เอนล้มลงไปข้างหลัง
ถังโยวหงุดหงิดเป็นที่สุดที่คนอื่นกล่าวเรื่องรูปร่างของนาง สาวใช้ในตระกูลกลับกล้าโต้วาจากันไปมาอยู่ด้านหลังของนาง ไม่สั่งสอนคงไม่ได้ ถังโยวผู้นี้มีความฉลาดอยู่บ้าง แต่มิมีเจตนาร้าย หากก่อกวนให้นางโมโห นางจะลงมือสั่งสอนทันที เลียนแบบหญิงสาวอื่น ๆ ที่ภายนอกเสแสร้งอ่อนโยนมีคุณธรรม ลับหลังใช้กลอุบายเช่นคนต่ำทรามเพียงเพราะหวังได้รับชื่อเสียงที่ดีแบบนั้นไม่เป็น กล่าวตามจริง ถังโยวรังเกียจเรื่องสกปรกลับหลังพวกนั้นมากเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ ชื่อเสียงของถังโยวในเขตลิ้วเหอถึงได้เหลือทนเช่นนี้
มีชายผู้หนึ่งซึ่งคิดว่าตนเองร่ำเรียนมาหลายปีเคยมอบกลอนหยอกล้อถังโยว : มองไกลเป็นภูผา ไม่ขยับ มองใกล้เป็นคุณหนูตระกูลถัง ไม่เหมือนกัน ชอบกินชอบยิ้มไม่ละอาย หน้าหนาไร้ยางอายจับผู้ชาย
มีอยู่ช่วงหนึ่ง ตระกูลไหนบุตรชายไม่เชื่อฟัง ผู้ใหญ่ก็จะขู่ขวัญกล่าว : หากไม่เชื่อฟังอีก จะให้คุณหนูใหญ่ถังมาจับเจ้าไปเล่น! หากในตระกูลมีธิดาที่ไม่เชื่อฟัง ผู้ใหญ่ก็จะกล่าว : หากไม่เชื่อฟัง จะให้เจ้าอ้วนกลมเหมือนคุณหนูใหญ่ถัง!
ชื่อเสียงของถังโยวในเขตลิ้วเหอไม่สั่นคลอนเช่นเดียวกับฐานะที่มี ผู้เฒ่าไปจนถึงเด็กเล็กล้วนทราบว่าถังโยวมีนิสัยชอบรับประทาน หลงใหลในบุรุษรูปงาม ชายที่มีรูปร่างหน้าตาดีต่างไม่กล้าเข้าใกล้ถังโยว กลัวว่าจู่ ๆ นางจะโผเข้าใส่แล้วแบกเขาโยนขึ้นเตียง!
หงซิ้วถูกมือถังโยวตบอย่างรุนแรงก็มิกล้ามีคำกล่าวบ่น รีบร้อนตะเกียกตะกายลุกขึ้น คุกเข่ายอมรับผิด ท่าทางติด ๆ ขัด ๆ นั่นดูแล้วให้รู้สึกสงสารอย่างน่าประหลาด
ถังโยวสั่งสอน “หากยังกล้ากล่าววาจาไร้สาระลับหลังข้าอีก จะตีเจ้าให้ตาย นังตัวดี!” ยกมือขึ้นชี้ลวี่เยา “นางชอบกินก็ให้นางกิน หรือข้าคุณหนูใหญ่ถังจะไม่มีปัญญาเลี้ยงบริวารให้อ้วน?! เหอะ!” กล่าวจบหันหลังเดินออกไป ใช่สิ ถังโยวต้องยอมรับว่าเมื่อนึกถึงใบหน้าของลวี่เยาซึ่งแทนที่ความอัปลักษณ์ของนางได้มากโข ประกอบกับรูปร่างที่โค้งกลมอิ่มเอิบยิ่งกว่า ในใจถังโยวก็รู้สึกดีขึ้นอย่างแปลกประหลาด หากเทียบกันแล้ว การได้รับความพ่ายแพ้ต่อชวีหนานอี ช่างไม่คุ้มค่าที่จะยกขึ้นมากล่าวถึงเอาเสียเลย
หงซิ้วเห็นถังโยวเดินไปแล้ว รีบร้อนตะเกียกตะกายลุกขึ้น ถลึงตาจ้องมองลวี่เยาอย่างเกลียดชัง แต่กลับมิกล้าเปิดปากกล่าวสั่งสอนนางอีก
ลวี่เยาค่อย ๆ เคี้ยวผลไม้ที่อยู่ในปากต่อ ก้าวเดินอย่างสบายใจ ไม่รีบไม่ช้าตามหลังถังโยวไป สำหรับความเกลียดชังของหงซิ้ว ลวี่เยาไม่สนใจแม้แต่น้อย
ถังโยวเดินไป ทันใดนั้นก็ถอนหายใจ ฟังดูกลับมีความรื่นหูกินใจผู้คน
ลวี่เยากลืนผลไม้ในปาก ถามเสียงดังอย่างตรงไปตรงมา “คุณหนูเหตุใดจึงถอนหายใจ? เพราะอยากได้ชวีหนานอีนั่นเป็นสามี?”
ถังโยวเงยหน้ามองท้องฟ้า เนื้อด้านหลังคอกองเป็นเนินเล็ก ๆ ถังโยวกล่าวอย่างหดหู่ “อยากน่ะสิ ผู้ชายดูดีขนาดนั้น ใครไม่อยากได้เขาเป็นสามีบ้าง?” ส่ายหัวแล้วยิ้ม ถอนหายใจเบา ๆ “เฮ้อ รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ใจก็ยังหวัง”
ลวี่เยายื่นมือออกมา มองดูเล็บมือตนเองที่ระบายสีสันหลากหลาย ยิ้มแล้วกล่าว “ไม่ยาก” เพียงแค่เจ้ามีปัญญาให้ในสิ่งที่ข้าต้องการ ความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ของเจ้านั้นก็...ไม่ยาก
พรืดดดด ถังโยวหลุดขำ ถุยน้ำลายแล้วกล่าว “ฝันไปเถอะ!” แกว่งมืออ้วนๆ “ไป ๆ สาว ๆ ข้าหิวแล้ว ต้องไปกินเกี๊ยวต้มไส้อัดแน่นที่ใส่เครื่องเต็มที่สักสองชาม!”
ถังโยวมิใช่นายที่ปฏิบัติกับทาสอย่างทารุณ ให้รางวัลหงซิ้วและลวี่เยาเป็นเกี๊ยวต้มคนละชาม ตนเองนอกจากเกี๊ยวต้มสองชาม ยังเพิ่มด้วยซาลาเปาไส้เนื้อชิ้นใหญ่สี่ลูก หลังกินอิ่มดื่มพอก็เช็ดปาก กลับบ้าน
เมื่อถังโยวกลับไปแล้ว ชวีหนานอีให้หลี่ต้าจ้วงไปตรวจสอบที่มาที่ไปของสาวใช้อัปลักษณ์สองคน คนอัปลักษณ์ขนาดนี้จู่ ๆ โผล่มาที่เขตลิ้วเหอ อย่างไรก็รู้สึกมีความแปลกประหลาดรั่วไหลออกมา
หลี่ต้าจ้วงรายงานว่า สาวใช้นั่นถูกนายหน้าค้ามนุษย์เก็บมา เนื่องจากอัปลักษณ์ไม่มีใครต้องการ แม้นายหน้าเองก็รู้สึกเสียใจที่เก็บมา บังเอิญหญิงสาวนั่นเป็นคนโง่ นายหน้าไปไหนนางก็ตามไปถึงนั่น ยังดีที่คุณหนูใหญ่ถังซึ่งมาเลือกคนเกิดรู้สึกต้องชะตา ให้เหรียญเหวิน มากำหนึ่งก็พาคนไปแล้ว ทีแรกชวีหนานอีมิได้ใส่ใจในเรื่องนี้ แค่เพราะเดิมเป็นคนขี้สงสัย อีกทั้งยังถูกหูเหยียนทรมานไว้อย่างรุนแรง ทำให้เกิดความวิตกกังวลสงสัย จึงส่งหลี่ต้าจ้วงไปตรวจสอบ เมื่อมีรายงานกลับมาเช่นนี้ ชวีหนานอีก็ไม่กล่าวถึงเรื่องราวนี้อีก
ตามความคิดของชวีหนานอี คนหนึ่งคนสามารถปลอมตัวเป็นบุคคลอื่น ทว่าคำพูดคำจา พฤติกรรม และรูปลักษณ์ อย่างไรเสียคงมีสิ่งที่เหมือนกัน นอกจากนี้ ยากมากที่จะเปลี่ยนให้กลายเป็นอีกคนได้อย่างสิ้นเชิง
สิ่งที่ชวีหนานอีไม่รู้คือ เรื่องที่หูเหยียนชอบมากที่สุดคือนั่งยองอยู่ริมทางสังเกตวาจาและพฤติกรรมผู้คน จึงคาดเดาตระกูลและความชอบของบุคคลนั้นออก สังเกตหญิงสาวโง่ ๆ ก็มิใช่ครั้งแรกแล้ว พอลอกเลียน ก็เป็นเรื่องที่คิดปุ๊บทำได้ปั๊บ สิ่งเดียวที่ทำให้หูเหยียนรู้สึกไม่สบายคือ เพื่อปลอมดวงตาสามเหลี่ยม นางต้องติดเปลือกตาบนและล่างเข้าด้วยกัน เมื่อมองสิ่งต่าง ๆ ให้รู้สึกไม่สบายเป็นที่สุด
เฮ้อ หากมิใช่การตามจับของชวีหนานอีที่โหดเหี้ยม หูเหยียนก็ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้
เมื่อครั้งที่หูเหยียนเพิ่งออกจากคณะละครตระกูลเยี่ยน ได้ขโมยเงินของยาวจิ่วติดมือมา เงินนี้นางได้มาอย่างไม่ยากเย็น มีคำกล่าวที่ว่า เอาจากประชาชนก็ใช้กับประชาชน หูเหยียนจงใจเปิดเผยเงิน และดึงดูดโจรมาได้ 3 คน เป็นอย่างที่คิด นางใช้เงินล่อหลอก ให้เขาสร้างชื่อเสียงและอำนาจ พาคนไปเอาชีวิตยาวจิ่ว และขโมยสัญญาค้าทาสของยาวจิ่วจากไป๋จื่อชีอย่างราบรื่น เป็นไปตามที่คาดการณ์ เรื่องนี้ดึงดูดการมาของชวีหนานอี ฝ่ามือเดียวแก้ปัญหาของยาวจิ่วได้สำเร็จ อีกทั้งสามารถโต้กลับไป๋จื่อชี ทุกอย่างดำเนินไปตามแผนที่นางวางไว้ เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ แน่นอนว่ายังมีจุดบกพร่อง นั่นคือ——หูเหยียนไม่มีเงินแล้ว
หากเป็นเมื่อก่อน หูเหยียนสามารถตั้งแผงลอย ทำนายดวงชะตาคนเพื่อให้มีข้าวกินไปวัน ๆ หากแต่ตอนนี้ได้ล่วงเกินท่านใต้เท้าชวีหนานอีแห่งเขตลิ้วเหอ ทำงานนี้จึงไม่ง่ายแล้ว ดังนั้น หูเหยียนนำชุดคลุมที่อยู่บนตัวแลกเปลี่ยนเป็นอาหารและชุดรบสั้นชายตัวนั้น
หูเหยียนรู้สึกว่าตนเองจะขี้ขลาดเช่นนี้ไม่ได้ แม้ว่านางจะฟื้นคืนร่างแล้ว การจัดการชวีหนานอีเป็นเรื่องง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วย ทว่าตอนนั้นการจะทำอะไรก็ไม่ราบรื่น หูเหยียนจินตนาการถึงอิสระเช่นในตอนนี้ และต้องวางแผน นอกจากนี้เมื่อนับวันก็ใกล้ถึงเวลาแล้วที่หูเหยียนจะได้ “ขี่กระเรียน” ช่วงเวลานี้เตร็ดเตร่อยู่ข้างนอกชั่วคราว รีบตามหาผ้าผืนนั้นให้พบถึงจะถูกต้อง
ไตร่ตรองได้เช่นนี้ หูเหยียนก็วิ่งก้าวยาว ๆ ตรงไปยังประตูที่ว่าการเขต หลังจากนั้นนั่งที่หน้าประตูโรงเตี๊ยมที่อยู่เยื้องกันฝั่งตรงข้าม จ้องมองที่ว่าการเขต ครุ่นคิดหาโอกาสทำลายชวีหนานอี
ผลปรากฏว่า พระเจ้าไม่ทอดทิ้งผู้มีจิตใจแน่วแน่ ใช่สิ คำกล่าวนี้ใช้บรรยายเหตุการณ์ในขณะนั้นไม่ค่อยเข้ากันนัก สรุปคือ หูเหยียนมองเห็นชายชุดดำสวมหมวกม่านสีดำยืนอยู่บนหลังคาของที่ว่าการเขต โยนสิ่งของลักษณะคล้ายเกล็ดปลา จุดเปลวเพลิง ณ ที่ว่าการ
คนชุดดำผู้นั้นห่อตนเองไว้อย่างสนิทมิดชิด คิดจะลอดมองรูปร่างและหน้าตาของเขายากดั่งปีนขึ้นฟ้า หูเหยียนเองก็มิได้มีดวงตามองทะลุ แน่นอนไม่รู้ว่าร่างกายที่อยู่ภายใต้ห่อสีดำนั่นเป็นใคร แต่ผู้ที่สามารถสวมชุดดำออกมาลอบวางเพลิงในเวลากลางวันแสก ๆ นางมีรู้จักจริง ๆ อยู่คนหนึ่ง รู้จักมาหลายปี แน่นอน สามารถกล่าวได้ว่า ถูกหูเหยียนหยอกล้อมาหลายปี ตอนที่หูเหยียนรู้สึกว่าเรื่องราวอยู่เหนือการควบคุมก็ได้ไล่เขาไปแล้ว เมื่อหูเหยียนตัดสินใจช่วยรักษาฮัวชิงหร่าน ข่มขู่ว่าต้องบำเพ็ญเพียรหนึ่งเดือนแล้วไล่เขาไป ดูแล้ว หลังจากนั้นหนึ่งเดือน เขากลับมาและพบว่าหูเหยียนไม่อยู่ จึงตามหาจนมาถึงที่นี่
เฮ้อ เป็นเรื่องยุ่งยากอีกแล้ว
หูเหยียนมิได้หลบหนี คล้ายกับไม่เห็นคนผู้นั้น ศีรษะเอียงหดคอ แสร้งเป็นแบบคนเมาพิงเอียงไปกับกำแพง หากได้กระทบไหล่กัน เขาก็อาจจำหูเหยียนไม่ได้ เพียงแค่ หูเหยียนถึงอย่างไรก็หวาดผวาเล็กน้อย
ผู้นั้นหลังวางเพลิงดึงดูดชวีหนานอีออกมาแล้วโบยบินจากไป
วิปริตเช่นนี้ เป็นวิธีการของเขาจริง ๆ เชียว
หูเหยียนนั่งตัวตรง มองท้องฟ้าเหนือที่ว่าการเขตคล้ายกำลังไตร่ตรอง กลับพบชวีหนานอีเดินเข้ามา นั่งที่ด้านข้างของตน จึงทำลายชวีหนานโดยไม่ลังเล
เมื่อหูเหยียนบรรทุกของกลับมา แต่มิรู้จะวางข้าวของเงินทองพวกนั้นไว้ที่ใด ถึงอย่างไรนางก็ไม่มีบ้านให้กลับ อีกทั้งชวีหนานอีไม่ปล่อยให้หูเหยียนลอยนวลอยู่ข้างนอกเช่นกัน ครานี้ต้องวางกำลังคนจับกุมนางอย่างแน่นอน
ในขณะนี้ หูเหยียนเห็นถังโยวและถังเหลาเหย่เดินผ่านไป ได้ยินถังเหลาเหย่กล่าวแนะนำอย่างจริงจังหนักแน่นว่า “สาวน้อย เจ้าฟังคำเพื่อพ่อสักหน่อย เลือกสาวใช้เป็นสินสอดออกเรือนที่อัปลักษณ์สองคนนั้น เมื่อถึงเวลาจะมีประโยชน์ ผู้ชายนี่ละ เจ้าไม่มีทางเข้าใจ”
ถังโยวพยักหน้ากล่าว “พอแล้วท่านพ่อ ข้ารู้แล้ว พรุ่งนี้ไปหานายหน้าหวัง เลือกสาวใช้อัปลักษณ์สองคน”
เหมือนกำลังง่วงนอนแล้วได้หมอน หูเหยียนรู้ทันทีว่าตนเองควรไปที่ใด
ดังนั้น หูเหยียนจึงนำสิ่งของที่หลอกชวีหนานอีมาแลกเป็นทองและเงินแล้วฝากไว้ที่คลังเงิน ต่อมาซื้อสมุนไพรยาและชาดสีแดง ตบแต่งตนเองใหม่ สืบถามที่พักของนายหน้าหวังแล้วไปเดินเตร่อยู่หน้าบ้านของเขา
หูเหยียนในสายตาของนายหน้าหวังนับว่าปกติ ครั้นหันไปอยู่เบื้องหน้าถังโยวก็เปลี่ยนเป็นไร้เดียงสาโง่เขลาอย่างเห็นได้ชัด ยังดีที่ไม่หนักหนา กระมิดกระเมี้ยนกำลังดี ทำให้ถังโยวรู้สึกวางใจได้
เพียงแต่ หูเหยียนคาดไม่ถึงว่าถังโยวจะพานางไปพบชวีหนานอี การทำนายชะตาของหูเหยียน สามารถทำนายฟ้าดินเรื่องที่จะเกิดกับบุคคลนั้น ๆ สิ่งเดียวที่ไม่สามารถทำนายคือตนเอง หากเป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับนาง เมื่อทำนายก็จะผิดพลาดบ่อยครั้ง เรื่องจริงนี้ แม้ดูเหมือนเป็นการตบหน้าตนเอง แต่กลับไร้หนทาง ด้วยเหตุนี้ หูเหยียนจึงไม่ยอมเข้าใกล้ใคร และมิต้องการลิ้มลองความรู้สึกไร้พลังที่ไม่สามารถควบคุมโชคชะตา
หูเหยียน ณ ขณะนี้ชื่อลวี่เยา นางตามอยู่ด้านหลังถังโยว กลับถึงบ้านตระกูลถังแล้ว