ตอนที่ 48 สุกี้ที่ดีต้องมีน้ำจิ้ม
คาห์นและเหล่านักผจญภัยได้ทำตามคำแนะนำของไลท์ แบบครบถ้วนกระบวนความ พวกเขาตักน้ำจิ้มสุกี้จากชามที่วางอยู่ตรงหน้า ก่อนจะเทราดลงบนสุกี้ในชามของตนเอง โดยขั้นตอนสุดท้ายก็แค่ คลุกเคล้าให้น้ำจิ้มกับน้ำซุป ผสมรวมตัวเป็นหนึ่งก็เท่านั้น
‘ยุ่งยากชะมัด...มันจะอร่อยสักแค่ไหนกันเชียว?’
‘รสชาติแบบนี้ก็อร่อยอยู่แล้ว จะทำให้มันลำบากไปอีกทำไม?’
นักผจญภัยบางคนที่ไม่ชอบความยุ่งยาก แอบลอบบ่นอยู่ภายในใจ แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น...อยากลิ้มรสสุกี้ ที่แตกต่างออกไปจากรสชาติเดิม ที่มีเพียงแค่ความหอมจากน้ำซุปเป็นตัวชูรส
นักผจญภัยที่ถึงแม้จะบ่น แต่สองมือของพวกเขาก็ยังคงทำตามคำแนะนำของไลท์ อย่างว่าง่ายอยู่ดี
“พอแล้วครับ…ทุกคนเริ่มกินได้” ไลท์ให้สัญญาณ ก่อนที่ใบหน้าของนักผจญภัยหลายสิบคน จะก้มหน้าลงไปซดน้ำซุปที่ได้ผสมกับน้ำจิ้มสุกี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ซูด~! เสียงซดน้ำซุปของนักผจญภัยกลุ่มนี้ ยังคงดังสนั่นเหมือนเช่นเคย แต่ทันใดนั้นเอง ในระหว่างที่ทุกคนได้ซดน้ำซุปจากชามจนหนำใจ ปฏิกิริยาของพวกเขาแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป
“เฮ้ย...อร่อยขึ้นจริงๆ ด้วย ไม่สิ อร่อยกว่าเดิม ราวกับเป็นคนละเมนูเลยต่างหาก!” คาห์นร้องลั่นด้วยความทึ่ง เฉกเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่ต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย
“ท่านคาห์น เอ่อ มันอร่อยก็จริง แต่ท่านไม่รู้สึกชาๆ ที่ปลายลิ้นบ้างเหรอ ปากของข้าในตอนนี้เหมือนกับถูกน้ำร้อนลวก อย่างไรอย่างนั้น” เริ่มมีนักผจญภัยบางคน รู้สึกตัวแล้วว่า น้ำจิ้มที่พวกเขาได้กินเข้าไป นอกจากจะช่วยเพิ่มรสชาติให้กับสุกี้นี้แล้ว แต่มันกลับแฝงไปด้วยความเผ็ด ร้อน ชาๆ
ยังดี…ที่ไลท์ ได้ตักเตือนและให้พวกเขาทดลองกินในปริมาณน้อยๆ เอาไว้ก่อน เพราะหากให้ใส่กันตามอำเภอใจ มีหวังเขาคงถูกกล่าวหาว่า วางยาพิษลงไปในอาหารอีกแน่ๆ
“ความรู้สึกชาๆ ที่ปลายลิ้น หรือความรู้สึกเร่าร้อนในลำคอ ที่บางคนกำลังรู้สึก มันเกิดจากน้ำจิ้มถ้วยนี้ครับ...อาการของมันเรียกว่าความเผ็ด” ไลท์ไม่อยากให้ทุกคน คิดกันไปเองหรือเอาไปพูดกันปากต่อปากหลับหลัง
ดังนั้นเขาจึงยอมเสียเวลาเพียงเล็กน้อย อธิบายบอกเล่าถึงอาการของความเผ็ดให้กับทุกคนได้รับรู้โดยทั่วกัน ส่วนอนาคตภายภาคหน้า หากทุกคนเริ่มรับรู้เกี่ยวกับความเผ็ด กันจนคุ้นชินดีแล้ว
เมื่อนั้น ไลท์ก็ไม่มีความจำเป็นต้องบอกเล่าแก่ทุกคน เหมือนเช่นวันนี้อีกต่อไป...ยอมเหนื่อยวันนี้ สบายเสียวันหน้า ก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไร
“ความเผ็ด? มันเรียกว่าความเผ็ดสินะ...ตอนสมัยที่ฉันยังเป็น ทหารในกองทัพ ตอนไปออกลาดตระเวนตามป่าก็เคยเผลอเก็บผลไม้ที่มีสีแดงสดใส กินไปครั้งหนึ่งเหมือนกัน ตอนนั้นฉันปวดแสบปวดร้อนไปทั่วทั้งปาก จนคิดว่าจะตายไปเสียแล้ว เพียงแต่ครั้งนี้ ไม่ยักจะรู้ว่ามันรู้สึกเผ็ดตรงไหนเลย”
คาห์นบอกเล่าถึงประสบการณ์ของตัวเองที่เคยกินพริกให้กับทุกๆ คนได้ฟัง
ก่อนจะทิ้งท้าย อวดอ้างว่าตัวเองนั้นไม่รู้สึกเผ็ดกับน้ำจิ้มสุกี้ของไลท์เลยสักนิด
“งั้นแสดงว่า ท่านคาห์นน่าจะพอกินเผ็ดได้บ้างแล้ว งั้นลองตักน้ำจิ้มเพิ่มลงไปอีกสักหน่อยสิครับ ทดลองไปเรื่อยๆ ว่า ตัวท่านสามารถรับมือกับความเผ็ดได้มากน้อยแค่ไหน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากเริ่มรู้สึกว่ามันเริ่มไม่อร่อยให้หยุดนะครับ ไม่อย่างนั้นรสชาติของอาหารจะเสียไปเปล่าๆ”
ไลท์ยิ้มรับ ที่อย่างน้อยๆ คนในโลกนี้ก็มีคนที่รู้จักความเผ็ดอยู่บ้าง ส่วนคาห์นจะอวดอ้างตัวเองว่ากินเผ็ดได้มากสักแค่ไหน มันก็ไม่เทียบเท่ากับลิ้นของคนไทยอย่างเขาได้เหรอ…ฮ่าฮ่า
คาห์นและนักผจญภัยคนอื่นๆ ที่ไม่รู้สึกถึงความเผ็ด หรือ คนที่สามารถทนต่อความเผ็ดได้อีกสักหน่อย เริ่มตักน้ำจิ้มสุกี้ ช้อนที่สองเพื่อทดลองวัดระดับของตัวเองกันแล้ว
เนื่องด้วยคำพูดของไลท์ ที่ได้บอกกับทุกคนเอาไว้ว่า ให้ทุกคนทดลองไปเรื่อยๆ เพื่อวัดระดับขีดความสามารถในการทานเผ็ดของแต่ละคน ไฉนเลยที่เหล่านักผจญภัยจะยอมปล่อยผ่านและยอมแพ้คนอื่นๆ ไปได้
‘ไม่มีทาง ฉันต้องไม่แพ้’
‘ฉันเองก็อยากจะรู้ว่าความเผ็ดนี้จะทำอะไร ฉันได้มากสักแค่ไหนกันเชียว?’
น้ำจิ้มสุกี้ถูกตักจ้วงทีละช้อน สองช้อน ล่วงเลยมาจนถึง ช้อนที่ห้า ก็เหลือเพียงคาห์น ที่ยังคงทนทานต่อความเผ็ดได้ ส่วนคนอื่นต่างก็ยอมแพ้กันไปหมดแล้ว พลางนั่งซี้ดปาก ด้วยความเผ็ดร้อน จนเหงื่อไหลซึมไปทั่วทั้งใบหน้า
“ดูเหมือนท่านคาห์นจะทนกับความเผ็ดได้มากที่สุดนะครับ” ไลท์ยกนิ้วโป้ง เพื่อเป็นการให้รางวัลแก่ คาห์น
ซึ่งทางด้านของคาห์น แม้จะทนต่อความเผ็ดได้มากกว่าคนอื่นๆ แต่ความเผ็ดร้อนที่เกิดจากน้ำจิ้มสุกี้ก็ยังคงอยู่ ชายวัยกลางคนหอบแฮกๆ ไม่ต่างจากคนที่เหลือ แต่เมื่อได้รับสัญลักษณ์แห่งความชมเชยจากไลท์ ก็ชูนิ้วโป้งตอบกลับเช่นกัน
หลังจากทุกคนเริ่มปรับตัวได้กับความเผ็ดนี้ได้แล้ว สุกี้ที่เป็นมื้ออาหารเย็นของทุกคนก็กลับมาเพลิดเพลินกับรสอาหารอีกครั้ง โดยคราวนี้ทุกคนต่างรู้ปริมาณที่ตัวเองทนได้แล้ว ทำให้ถ้วยชามสุกี้ที่เหลือเป็นไปอย่างเอร็ดอร่อย
และด้วยความอร่อยของอาหารที่เป็นตัวชูโรง บรรยากาศในร้านอาหารสามเวลาเป็นไปอย่างคึกคักอักโข
“บรรยากาศแบบนี้แหละที่ฉันคิดถึง...ไลท์เธอนี้ยอดเยี่ยมจริงๆ เลยนะ” มีหยาดน้ำตาแห่งความสุขป่นระคนคิดถึง อิ่มเอมอยู่ภายใต้ดวงตาของคุณตาเกล
ชายชรายืนจ้องมอง นักผจญภัย ด้วยความสุขที่ไม่ต่างจากวันวานอันหวานชื่นเมื่อหลายปีก่อน
“เรื่องเล็กน้อยครับ...เพราะปณิธาณของตัวผมเอง ก็อยากที่จะทำให้อาหารอร่อยๆ ให้กับทุกคนได้มีความสุขเช่นเดียวกัน” แม้ความฝันในโลกก่อนของเขา จะต้องพังทลายและจบลงด้วยอุบัติเหตุ ทว่า...ความตั้งใจเดิมของพ่อครัวหนุ่ม กลับไม่เคยเปลี่ยนแปลง หรือยอมแพ้ให้กับโชคชะตาที่เล่นตลก
ไลท์ยืนมองกลุ่มลูกค้าที่กำลังหัวเราะด้วยความสนุกสนานอยู่ข้างๆ คุณตาเกล แต่สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นเด็กสองคนที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนและน่าจะไม่ใช่คนติดตามของคาห์นอย่างแน่นอน กำลังยืนทำตัวลับๆ ล่อๆ อยู่ด้านนอกของร้านพอดิบพอดี
เด็กทั้งสองคน ความจริงแล้วไม่ได้มีความตั้งใจที่จะมาหยุดแวะพักที่ร้านอาหารแห่งนี้เลย เพียงแต่ด้วยความหิวที่ไม่ได้กินอะไรเลยมาตลอดทั้งวัน บวกกับกลิ่นหอมของสุกี้ที่ส่งกลิ่นหอมคละคลุ้งไปทั่วบริเวณแห่งนี้
จึงเป็นเหตุให้เด็กทั้งสองที่หิวโหยปานขาดใจ ไม่อาจต้านทาน ความหิวของตัวเองเอาไว้ได้
“หิวหรือเปล่า?”
ไลท์ย่องมาด้านหลังของร้าน ด้วยความเงียบ ก่อนจะเอ่ยทักกับเด็กทั้งสองคนที่กำลังยืนด้อมมองๆ ไปมาระหว่างภายในร้านและห้องครัว ที่ไม่มีใครอยู่
เหวอ~! เด็กทั้งสองคนดูจะตกใจที่ถูกไลท์พบเห็นเข้า จึงร้องเหวอออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะพยายามหลบหนีไปอีกทาง
ดึง...ดึง! เจ้าโปริ่งสีชาด ที่กินอิ่มจนพุงกาง ก็พลันกระโดดปราดออกมาจากภายในครัว เพื่อปิดทางหนีของเด็กทั้งสอง ตามความต้องการของไลท์ ที่สั่งเจ้าสไลท์ผ่านจิตที่ผูกกันเอาไว้ ด้วยความเร็วฉิว
ยามกินก็กิน ยามทำงานก็ต้องทำงาน...นี้คือข้อแลกเปลี่ยน ระหว่างไลท์กับเจ้าโปริ่ง
“ฉันไม่ทำร้ายพวกเธอหรอก ฉันแค่อยากจะถามว่าพวกเธอหิวกันไหมก็แค่นั้นเอง?” ไลท์ค่อยๆ ถอยหลังออกห่างจากเด็กทั้งสอง เพื่อไม่เป็นการบีบคั้นเด็กทั้งสองมากจนเกินไป
ใบหน้าของเขายิ้มแย้ม พร้อมกับยกมือทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะเพื่อให้เด็กทั้งสองมองเห็นถนัดตาว่าตัวเขานั้นไม่มีอาวุธหรือทำอันตรายพวกเด็กๆ ได้
“ไม่หิว” เด็กผู้หญิงที่น่าจะเป็นพี่สาว กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงห้วนๆ แต่กระนั้นกลับแฝงไปด้วยความหวาดกลัว แม้แต่สบตากับไลท์ตรงๆ เด็กหญิงก็ยังไม่กล้าเลย
โครกคราก
แม้ปากจะร่ำร้องว่า ไม่หิว มากสักแค่ไหน...แต่ร่างกายของเด็กทั้งสอง นั้นโกหกไม่เป็น เมื่อหิวมันก็แค่ส่งเสียงร้องออกมา
“หึหึ...มาเถอะ เข้ามากินอะไรสักหน่อย ฉันไม่คิดเงินพวกเธอหรอก” ไลท์หัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู ก่อนจะเปิดทางให้กับเด็กทั้งสองคน เพื่อที่จะพาทั้งสองเข้าไปในร้านอาหารสามเวลา
“พวกเรา กินกันตรงนี้ก็ได้” เด็กหญิงและเด็กชาย ต่างยืนแข็งค้างอยู่กับที่ ไม่ไปไหน ดูแล้วทั้งสองคนคงไม่อยากที่จะเข้าไปในร้านจริงๆ
“ในครัวไม่มีคนอื่น...งั้นพวกเธอไปกินในครัวก็แล้วกัน ตกลงไหม” ไลท์เสนอ
เด็กทั้งสองพยักหน้าตอบรับ ด้วยท่าทีกระตือรือร้น ดูแล้วน่าเอ็นดูอยู่ไม่น้อย...ซึ่งในระหว่างที่ไลท์เดินนำเด็กทั้งสองคนไป เขาก็ยังคงยกมือค้างเอาไว้เช่นเดิม เพื่อให้เด็กๆ สบายใจ
จวบจนกระทั่งทั้งสองเดินเข้ามาในครัวของร้านอาหารที่มีเพียงทั้งสามคนและอีกหนึ่งสไลม์ ไลท์ถึงได้วางมือลง เพื่อหยิบถ้วยชามและตักสุกี้ที่เหลืออยู่มาให้กับเด็กๆ
แน่นอนว่าสุกี้ของเด็กทั้งสองคน เขาไม่ได้ราดน้ำจิ้มสุกี้ลงไปให้อยู่แล้ว...พร้อมกับหยิบยื่นสุกี้และข้าวร้อนๆ ส่งให้กับเด็กหญิงและชาย
“เป่าให้หายร้อนก่อนค่อยกินกันนะ” ไลท์หยิบยื่นอาหารพลางยิ้มให้กับเด็กทั้งสองคนก่อนที่เขาจะเดินหายเข้าไปในร้านอาหาร
ปล่อยให้เด็กทั้งสองคนอยู่กันตามลำพัง โดยมีเจ้าโปริ่ง คอยดูแลอยู่ข้างๆ เพราะด้วยรูปลักษณ์ของสไลม์ นั้นไม่มีอะไรที่เป็นอันตรายเลยสักนิด
เด็กหญิงชะเง้อมองดูจนกระทั่งไลท์ได้หายลับสายตาไป ถึงได้คลายความระแวดระวังลง พร้อมกับตักชิมอาหารเพื่อทดสอบว่ามันมียาพิษหรือสิ่งแปลกปลอมหรือไม่
‘อร่อยจังเลย’
เด็กหญิงตาเบิกโพลงด้วยความตกใจ เสมือนทุกคนๆ ที่เคยกินอาหารฝีมือของไลท์
ความร้อนของสุกี้มันช่วยเยียวยาให้ร่างกายที่อ่อนเพลียของเธอกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นความอร่อยของนักซุปก็หอมกรุ่นจนแผ่ซ่านไปทั่วริมฝีปากของเธอเลยทีเดียว
เพียงแต่ที่ทำให้เด็กหญิงดูจะแตกต่างกับคนอื่นๆ ก็ตรงที่เธอกินมันไปเพียงแค่คำเดียวและตัดใจวางมันลง
“เดี๋ยวพี่เป่าให้เจ้าเอง รอแป๊บหนึ่งนะ” เด็กหญิงวางถ้วยสุกี้ของตัวเองเอาไว้ข้างๆ แล้วดึงชามสุกี้ในส่วนของน้องชายขึ้นมาเป่าให้มันคลายร้อน พลางตักข้าวและสุกี้ที่เย็นตัวลง
ป้อนให้กับน้องชาย ได้กินจนอิ่มท้องเสียก่อน ถึงค่อยเริ่มกินในส่วนของตัวเองเป็นลำดับสุดท้าย
หลังจากเด็กทั้งสองได้กินอาหารจนหมดชามแล้ว ร่างกายที่ดูจะอ่อนล้าของพวกเขา ก็ค่อยๆ กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง
“พี่เอลล่า อาหารนี้อร่อยมากเลย มันอร่อยยิ่งกว่าในปราสาท...”
“แอล! พี่บอกแล้วใช่ไหม ว่าห้ามเรื่องนี้เป็นอันขาด!” เด็กหญิงรีบใช้มือปิดปากน้องชายของเธอด้วยความร้อนรน ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ไลท์กลับเข้ามาในครัวพอดิบพอดี
“ในเมื่อทั้งสองคนกินกันอิ่มแล้ว งั้นพอจะบอกฉันได้หรือยังว่าดึกป่านนี้ มาทำอะไรกันที่นี่?!” ไลท์ก้มลงไปนั่งหย็องๆ เพื่อสบตกกับเด็กทั้งสองคนโดยตรง
และในฉับพลันทันใด
‘ติ้ง!’
‘ตรวจสอบข้อมูลเสร็จสิ้น!’
ชื่อ: เอลล่า อายุ:18 เพศ:หญิง
พลังเวท: 3 ดาวขั้นต่ำ
สถานะ: ลูกสาวคนโตที่เกิดกับนางสนมของราชาโจเซฟ เดอ ลูน่าแห่งอาณาจักรลูนาเทีย
ความสามารถพิเศษ: เวทขั้นปานกลาง , ยังไม่ตื่นรู้ , ยังไม่ตื่นรู้ , ยังไม่ตื่นรู้
ชื่อ: แอล อายุ:11 เพศ:ชาย
พลังเวท: 4 ดาว
สถานะ: ลูกชายคนเล็กที่เกิดกับนางสนมของราชาโจเซฟ เดอ ลูน่าแห่งอาณาจักรลูนาเทีย
ความสามารถพิเศษ: พลังเวทยังไม่ผ่านการประเมิน , ยังไม่ตื่นรู้ , ยังไม่ตื่นรู้ , ยังไม่ตื่นรู้ , ยังไม่ตื่นรู้
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy
ตารางการลงนิยายทุกวันเวลา 18.00
(ในอนาคตอาจมีการปรับตารางลงใหม่เพื่อให้ตัวผู้แต่งมีเวลาพัก ขอบคุณครับ)