วันที่ 60 เดือนเยอร์รัส
หยาดน้ำฝนเม็ดใหญ่กำลังเทลงมาเป็นครั้งสุดท้ายในช่วงเช้ามืด ราวกับจะเป็นการเทกระจาดทิ้งท้ายบอกลาฤดูกาลที่กำลังจะผ่านพ้นไป ก่อนจะหยุดลงอย่างฉับพลันในช่วงเวลาที่ดวงตะวันเริ่มฉายแสง
เดือน [เยอร์รัส] เดือนที่ตั้งตามชื่อของหนึ่งในพระอาทิตย์ทั้งสองดวงของระบบสุริยะแห่งนี้ เดือนที่มีท้องฟ้าเป็นสีน้ำเงินราวกับท้องทะเลที่งดงาม
ทุก 60 วันในรอบเดือนนั้น ดวงอาทิตย์ทั้งสองจะหมุนอยู่ในทิศตรงข้ามกัน และนั่นทำให้ทุกสิ้นเดือนไม่มีช่วงเวลากลางคืน รวมไปถึงทำให้มีช่วงเวลากลางวันที่ยาวนานถึง 48 ชั่วโมง
มุมแสงของพระอาทิตย์ ตำแหน่ง คลื่นแม่เหล็ก พายุสุริยะ อีกทั้งหลายเงื่อนไขทางธรรมชาติที่เปลี่ยนไปอย่างรุนแรงนี้ ทำให้ฤดูกาลและสีของท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนไป
ท้องฟ้าสีเขียวอมน้ำเงินเริ่มกลืนกินพื้นที่สีน้ำเงินอย่างเชื่องช้าขึ้นมาจากเส้นข้อบฟ้า
ฤดูฝนเริ่มสิ้นสุดลงจากสายลมแหบแห้งที่พัดผ่าน
สัตว์น้อยใหญ่ต่างเริ่มกักตุนเก็บอาหาร เพื่อเตรียมรับมือและจำศีลในช่วงฤดูหนาวที่จะมาถึงในอีกสองเดือนข้างหน้า
ต้นไม้ใบหญ้าที่บานสะพรั่งเพราะสายฝนและความอบอุ่น เริ่มพลัดใบร่วงโรยตามลมหนาวที่พัดเข้ามา
นี่คือช่วงเวลาของการเข้าสู่เดือน [เอนมูว์ทัวร์] เดือนที่มีชื่อของพระจันทร์ซึ่งมีสีแดงอมชมพู ฤดูใบไม้ร่วงที่แสนเศร้า เช่นเดียวกับท้องฟ้าสีเขียวอมน้ำเงินที่ดูมืดครึ้ม
ฤดูกาลได้เปลี่ยนไป ม่านของการเรียนได้คลี่ออก
ในที่สุดโรงเรียนสาขาไพโอเนียร์บนทวีปใหม่ก็ได้เริ่มเปิดเรียนวันแรกอย่างเป็นทางการแล้ว
***ลูกแห่งราชสีห์ [ไพไรต์]
นี่ผ่านมาได้ 5 วันแล้วหลังจากที่เรื่องวุ่นวายในวันนั้น
สุดท้ายผมก็ไม่อาจบรรลุบททดสอบของเทพเจ้าโนอาร์ ซ้ำร้ายยังต้องวิ่งหนีเอาชีวิตรอดโดยต้องพึ่งพาพวกอสูรกายอีกด้วย
จากเหตุการณ์ในวันนั้น มันยิ่งทำให้ผมได้ตระหนัก ว่าพวกเรานั้นยังต่างชั้นกับพวกอสูรกายอีกมากนัก
อสูรแสงตัวเล็กที่ยัยโทแพซชื่นชอบก็ดี อสูรไร้ขนที่ต่อสู้ได้อย่างสูสีกับร่างจำแลงของท่านเทพโนอาร์ก็ดี รวมไปถึงเจ้าอสูรแมลงถือง้าวที่ปรากฏเป็นคนสุดท้ายก็ดี
พวกมันต่างมีพลังที่ผมในตอนนี้ยากจะต่อกรเอาชนะได้
ผมไม่สามารถจินตนาการณ์ภาพของตัวเองยืนอยู่เหนือศพของพวกมันได้เลยแม้แต่น้อย
“...ชิ”
ความรู้สึกพวกนี้มันทำให้ผมหงุดหงิดในความอ่อนแอของตัวเองยิ่งนัก
สถานการณ์ในปัจจุบันของผม คือกำลังแต่งตัวอยู่หน้ากระจกในสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่า [หอพัก]
สิ่งก่อสร้างของพวกอสูรกายนั้นช่างสะดวกสบาย แถมยังมีความปราณีตเรียนร้อยสูงกว่าพวกเราอย่างชนิดที่ทาบไม่ติด
ทุกภาคส่วนของอาคารได้ผ่านการตกแต่งมาเป็นอย่างดี แม้แต่ขอบหินที่แข็งแรงยังสามารถตัดเป็นผิวเรียบตรงชนกันจนแทบไร้รอยต่อได้อย่างน่าอัศจรรย์
ทั้งความแข็งแกร่งก็ดี ทั้งเทคโนโลยีของพวกมันก็ดี
ตอนนี้ผมเริ่มเข้าใจแล้ว ว่าทำไมพวกผู้กล้าที่ถูกปล่อยกลับมาจากการเป็นเชลยศึกของอสูรกาย ถึงได้พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่อยากเป็นศัตรูกับพวกมัน
“แบบนี้คงมีแต่ต้องยอมก้มหัวให้ก่อนเท่านั้น...”
ตอนนี้การยอมรับเข้าเรียนในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยนตามเงื่อนไขของพวกอสูรกาย น่าจะเป็นเส้นทางที่ถูกต้องที่สุดแล้ว
การแอบลอบหนีออกไปทำบททดสอบของเทพเจ้าในเวลานี้ อาจไม่ใช่คำตอบที่ฉลาดเท่าไหรนัก
เพราะเอาแค่บททดสอบแรก ผมก็เกือบพาไปตายกันหมดทุกคนแล้วไม่ใช่หรือยังไง?
ตัวผมในตอนนี้ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะไปเผชิญหน้ารับบททดสอบของเทพเจ้าหรอกนะ
ผมต้องการพลังและความแข็งแกร่งมากกว่านี้
ถ้ารีบร้อนทำบททดสอบของเทพเจ้า แต่ดันตายไปเสียก่อน แล้วใครจะเป็นคนทำหน้าที่ขับไล่อสูรกายในหลังจากนี้กันละ?
ดังนั้น ต่อให้รู้ว่าต้องตกมาอยู่ในสถานะเป็นตัวประกันของพวกอสูรกาย แต่มันน่าจะดีกว่า เพราะจะได้ใช้โอกาสนี้ในเพื่อไขความลับความแข็งแกร่งของพวกมันไปซะ
“ว่าแต่ทำไมพวกมันถึงไม่ฆ่าพวกผม? ”
ผมตั้งคำถามให้กับตัวเองในระหว่างที่กำลังสวมชุดคลุมสีแดงสดที่พวกอสูรกายมอบมาให้
เนื้อผ้าของชุดคลุมนั้นให้สัมผัสที่นุ่มลื่นมาก แถมเสื้อตัวในสีขาวเองยังยืดหยุ่นดี ผิดกับผ้าเนื้อหยาบที่ผมสวมใส่เป็นประจำ
รู้สึกได้เลยว่าเนื้อผ้ามันอ่อนโยนต่อผิวหนัง กับขนสีทองฟูนุ่มที่ขึ้นตามแขนและขา
...ประทับใจเสื้อผ้ามากไปจนเกือบหลุดประเด็นไปแล้ว
ดึงสติตัวเองกลับเข้าเรื่องเดิมก่อนสิเฮ้ย!
ทำไมพวกมันถึงไม่ฆ่าผม?
เมื่อห้าวันก่อน ผมตั้งใจที่จะฆ่าเจ้าพวกอสูรกายที่มาเห็นตอนผมกำลังขุดดิน
ดังนั้นจึงไม่แปลก ถ้าหากว่าผมจะถูกพวกมันจับไปฆ่าหรือทรมานในภายหลัง
แต่นี่ผ่านมาห้าวันแล้วหลังจากเหตุการณ์นั้น
พวกมันไม่ทำร้าย ไม่ลงโทษ แต่กลับให้การรักษาขั้นต่ำกับพวกเรามาแทน
ราวกับไม่คิดที่จะเอาผิดเรื่องที่ผมตั้งใจจะฆ่าพวกมันเลยแม้แต่น้อย
หรือจะเป็นอย่างที่พวกผู้กล้าหมี [รูบี้] พูด… คือพวกมันไม่ได้ตั้งใจที่จะเป็นศัตรูกับพวกเรามาตั้งแต่แรก?
ไม่สิ... ห้ามประมาทเด็ดขาดเลยนะไพไรต์
ความใจดีที่พวกอสูรกายมอบให้ มันขัดแย้งกับการสังหารหมู่ในสงครามเมื่อวันนั้นอย่างชัดเจน
โลกมันไม่ได้อ่อนหัดขนาดนั้น
ผู้ที่แข็งแกร่งย่อมต้องการอะไรบางสิ่งจากผู้ที่อ่อนแอ ไม่อย่างงั้นคงไม่ไว้ชีวิตพวกเราเอาไว้
ผมรู้สึกว่าพวกอสูรกายยังคงเก็บความลับมืดดำบางอย่างเอาไว้อยู่
ถ้าพวกมันจริงใจและไม่คิดที่จะเป็นศัตรู ป่านนี้พวกมันก็ต้องพากันขนของกลับออกไปจากทวีปพวกเราแล้วสิ
แถมยังมีเรื่องของท่านพ่อที่ยังไม่กลับมาอีกด้วย
บางทีพวกอสูรกายอาจจะกำลังรอให้พวกเราตายใจ แล้วเริ่มรุกรานพวกเราอีกครั้งก็เป็นไปได้เช่นกัน
“...จะประมาทไม่ได้เด็ดขาด”
ผมคิดทบทวนตัวเองเช่นนั้นไปพร้อมกับแต่งตัว จัดแต่งขน รวมไปถึงหวีแฝงคอให้ดูเรียบร้อยสวยงาม
เอาละ ได้เวลาเข้าเรียนกับพวกอสูรกายที่น่าชิงชังแล้ว
ท่องเอาไว้ จะปล่อยให้ตัวเองประมาทไม่ได้เด็ดขาด
ณ ห้องเรียนรวมบนอาคารเรียนประหลาดทรงสี่เหลี่ยมสีเทา
หลังคาที่ไร้ซึ่งเสาค้ำกำลังลอยอยู่เหนือหัวได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ
ผิวผนังของภายในห้องเรียนนั้น มันทำมาจากวัสดุจำพวกกระดาษที่มีลวดลายประดับงดงาม แล้วปิดทับลงบนกำแพงที่มีความแข็งแกร่งสูงอีกทีหนึ่ง
เครื่องเรือนที่ใช้นั้น คือเก้าอี้ไร้ขาสีขาวที่สามารถลอยตัวอยู่เหนือพื้นดิน
แต่ช่างน่าแปลก ที่ภายในห้องเรียนแห่งนี้ กลับไม่มีกระดานดำหรือแม้แต่โต๊ะเรียนอันเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนปรากฏให้เห็นเลยสักที่
แม้แต่หนังสือสักเล่มก็ยังไม่มี
พวกอสูรกายมันเรียนกันในสภาพแบบนี้อย่างงั้นหรือ?
ภายในห้องเรียนมีพวกอสูรกายวัยหนุ่มสาวเหมือนผมเดินสวนไปมาเป็นจำนวนมาก
พวกเขาสวมชุดคลุมสีเทากันทุกคน
แต่หากเงยหน้ามองออกไปผ่านช่องหน้าต่าง ก็จะพบว่าบนพื้นที่ด้านนอกนั้น ยังมีพวกอสูรกายวัยใกล้เคียงกันอีกกลุ่มที่กำลังเดินอยู่ด้วยเช่นกัน
แถมยังสวมผ้าคลุมที่มีสีแตกต่างกันออกไปด้วย
บางทีพวกมันอาจจะกำหนดประเภทของผู้เรียนด้วยสีผ้าคลุมละมั้ง?
ระหว่างที่มองดูวิวนอกหน้าต่าง ผมก็เริ่มมานั่งคิดวิเคราะห์ถึงจำนวนของพวกศัตรู
หากให้เทียบสัดส่วนแล้ว ถือว่ามีคนท้องถิ่นอย่างพวกเราอยู่น้อยมาก
คนที่ถูกนำมาเป็นตัวประกันในฐานะนักเรียนนั้น มีเพียงแค่ราวหนึ่งร้อยคนเท่านั้น
แต่พวกมันไม่โง่พอให้พวกเรามานั่งรวมหัวกันวางแผน เลยจับพวกเราแยกออกจากกันอย่างที่เห็น
อย่างภายในห้องเรียนแห่งนี้ มีพวกเราอยู่แค่สิบคนเอง
ในสิบคนนี้ มีคนที่ผมรู้จักอยู่แค่สามคน
โทแพซกับซุนไกท์ที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นสมัยเด็ก กับท่านเทพโนอาร์ สามคนนี้เท่านั้น
ผมมองเทพเจ้าโนอาร์ที่กลับมามีสภาพร่างกายสมบูรณ์อย่างน่าเหลือเชื่อด้วยความสนอกสนใจ
ทั้งที่บาดเจ็บแขนขาหักผิดทิศผิดทาง แต่ท่านกลับสามารถกลับมาเดินเหินได้อย่างสมบูรณ์ภายในหนึ่งวันเท่านั้น
ผมไม่รู้ว่าท่านรักษาตัวเองด้วยวิธีไหน แต่เห็นท่านว่ามีร่างกายที่สามารถฟื้นฟูสภาพได้เอง
สมกับที่เป็นร่างกายของเทพเจ้าจริง ๆ ทั้งสวย น่ารัก แถมยังเก่งกาจเหนือคนอีก
ดูหูกับหางสีเงินที่น่ารักของท่านสิ ช่างเข้ากับชุดคลุมนักเรียนสีเทามากเลยละ
… นี่ตรูคิดบ้าอะไรอยู่วะเนี่ย
ผมเบนสายตาและจิตอกุศลไปจากร่างกายเล็ก ๆ แสนบอบบางของท่านเทพโนอาร์ แล้วหันไปมองแม่เสือสาวตัวน้อย [โทแพซ] ของผมแทน
วันนี้เธอก็ยังสวยเช่นเคย
แต่ในตอนนั้นเองที่ผมได้ไปเห็นของที่น่าสนใจบางอย่าง
นั่นคือส่วนขาที่เป็นโลหะของอสูรปีกตัวหนึ่ง
ในเหตุการณ์ที่ต่อสู้กับสัตว์ประหลาดสีขาวสี่แขนในวันนั้น ผมจำได้ชัดเจนว่ามีอสูรปีกสีขาวตัวหนึ่งของพวกมันถูกตัดขาทั้งสองข้างไปแล้ว
แต่ช่างน่าแปลกที่มันกำลังยืนคุยกับเพื่อนของมันอยู่ในห้องนี้ ราวกับว่าไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น
หากสังเหตุให้ดี ก็จะพบว่ามันกำลังสวมขารูปร่างกรงเล็บคล้ายเหล็กกล้าเอาไว้อยู่คู่หนึ่งแทนส่วนขาที่หายไป
“พวกมันมีขาเทียมที่ละเอียดขนาดนี้เชียว…”
ขาเทียมของพวกเรานั้นเป็นเพียงแค่แท่งไม้เอามาเหลาใช้ค้ำแทนขาจริงเท่านั้นเอง
ให้ตายสิ เทคโนโลยีของพวกอสูรกายนี่มันช่าง...
“ชื่อลิลลี่ออฟซิเดียน”
“ติตี่ออฟเดียน? ”
“ลิลลี่ออฟซิเดียนต่างหาก ดอง~”
“แบนราบออฟเดอะเวิลด์? ”
“ทำไมถึงเพี้ยนไปได้ขนาดนั้นละดอง! ”
แม่เสือสาวของผมกำลังพูดคุยอยู่กับอสูรแสงตัวเล็กหัวเขียวแสนน่าเกลียดกันอย่างสนุกสนาน
ความสัมผัสที่สนิทจนเกินพอดีนี้ เป็นอีกหนึ่งในความผิดพลาดของผมที่ไม่จับตาดูให้ดีเอง
เหมือนว่าหลังจากผ่านเหตุการณ์นั้นมา เพื่อนสาวของผมก็โดนแม่อสูรตัวเล็กน่าเกลียดตรงนั้นรุกเข้าหาแทบจะในทันที
พอรู้ตัวอีกที ทั้งสองคนก็เป็นเพื่อนกันไปเสียแล้ว
แถมยังสนิทจนฝึกพูดภาษาของอีกฝ่ายไปแล้วด้วย
ถ้าผมเข้าไปห้ามจังหวะนี้ คงได้โดนโทแพซเหม็นขี้หน้าแน่นอน เลยทำได้แค่เก็บความไม่พอใจเอาไว้ แล้วคอยเฝ้าระวังอยู่ห่าง ๆ อย่างเป็นห่วงแทน
ถ้าหยุดเอาไว้ได้ก่อนที่จะสนิทกัน เรื่องมันคงไม่ยุ่งยากแบบนี้หรอก
พวกอสูรกายมันเชื่อใจไม่ได้ ต่อให้มีรูปร่างน่ารัก แต่ภายในคงคิดแต่เรื่องน่าเกลียดอยู่นั่นละ
“จริงสิ…”
ในตอนนั้นเองที่ผมนึกอะไรบางอย่างออก
เจ้าอสูรตัวนี้มันดูซื่อดีอยู่เหมือนกัน…
บางทีอาจจะหลอกถามเอาข้อมูลบางอย่างมาได้อยู่
“ยัย [แบนราบออฟเดอะเวิลด์] พวกแกต้องการอะไรจากพวกเรากันแน่? ทำไมถึงปล่อยพวกเรา ไม่แจ้งไปละว่าพวกเราตั้งใจจะฆ่าพวกแกนะ? ”
“ไพไรต์! ”
แม่สาวเสือหันมาจ้องผมด้วยสายตาเชิงตำหนิติเตียน
“บอกว่าชื่อ [ลิลลี่ออฟซิเดียน] ต่างหากดอง! … แล้ว…เออ…ยาวไป แปลไม่ทันดอง...”
“ตั้งใจที่จะฆ่าพวกแก ทำไมพวกแกถึงปล่อยพวกเราให้รอดชีวิตมา? ”
“เลี้ยงเค้ก? จะเลี้ยงเค้กพวกเราหรือดอง! ”
“...”
โอเค แบบนี้คงคุยกันไม่รู้เรื่องแล้วละ
บางทีนะ... ยัยอสูรตัวนี้อาจจะเหมือนกับเพื่อนสาวของผม คือ [ติงต๊อง] นั่นละ
และบางที… คนแบบยัยนี่... อาจจะลืมเหตุการณ์นตอนนั้นไปหมดแล้วก็เป็นไปได้อยู่…
และนั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมกับเพื่อน ๆ ไม่คอหลุดจากบ่าไปเสียก่อนนั่นละ
คิดอีกที ในเมื่อมันบื้อ งั้นก็อย่าไปแกว่งเท้าหาเสี้ยนเลย
“ช่างเถอะ”
ดังนั้นผมจึงหยุดการสนทนาแต่เพียงเท่านี้
“อาจารย์มาแล้ว! ... ผะ.. ผู้อำนวยการ [ยะมะโตะ] !? ”
ในตอนนั้นเองที่มีเสียงของนักเรียนชายคนหนึ่งดังขึ้น
ทุกคนต่างรีบวิ่งเข้าไปนั่งประจำที่ของตัวเองอย่างรวดเร็วราวกับฝูงมดแตกรัง
ที่กำแพงหน้าห้องสีขาวนั้น มีอสูรไร้ขนเพศชายดูสูงอายุคนหนึ่งยืนอยู่
มันมีผมสีดำที่แซมไปด้วยสีขาว ใบหน้าดูอบอุ่น จมูกไม่โด่ง ผิวออกสีเหลือง และสวมเสื้อที่มีคอปกสีขาวสะอาด
ผมไม่เคยเห็นเสื้อประเภทนั้นมาก่อนในชีวิต…ไม่สิ เคยเห็นมาในหนังสือแนะนำที่พวกมันแจกให้ก่อนหน้านี้อยู่นะ…
น่าจะเรียกว่า [เสื้อกาวน์] ละมั้ง?
“เนื่องจากเหตุการณ์ @& ห้าวันก่อน @#$$ อาจารย์ฮอร์เนสจึงปวดหลังมาก @#%^มาสอนแทน@#%^&นะ”
ถึงจะเห็นผมเป็นแบบนี้ แต่ผมก็ตั้งใจศึกษาภาษาของพวกอสูรในห้าวันที่ผ่านมาเหมือนกันนะ
เลยพอจะฟังเข้าใจบางคำได้อยู่บ้าง
“งั้นมาเริ่มเรียนกัน”
“เหวอ! ”
ผมตกใจมาก
เพราะทันทีที่สิ้นเสียงนั้น ตรงหน้าของผมก็มีแผ่นสีฟ้าปรากฏขึ้นมาในที่ว่างของอากาศ
ผมลองเอามือเลื่อนไปสัมผัสดู ก็พบว่ามันเป็นเพียงแค่ภาพที่ลอยอยู่ในอากาศเท่านั้น
ไม่มีแผ่นกระดานหรือวัตถุใด ๆ อยู่ตรงนั้นจริง
แต่ภาพเหล่านั้นกลับตอบสนองต่อการสัมผัสจากปลายนิ้วของผมได้
ผมเห็นได้ชัดเจนเลยว่ามีหัวกลม ๆ รูปไข่ปรากฏอยู่ตรงที่ปลายนิ้วของผม
“กระดานดำ… โผล่มาจากไหน!? ”
ซุนไกท์เพื่อนจากชนเผ่ากอลิล่าตะโกนออกมาอย่างตื่นตกใจ
ผมเงยหน้าไปมองบนกำแพงหน้าชั้นเรียน
กำแพงที่ว่างเปล่านั้น กลับมีแผ่นผ้าสีฟ้าสบายตาปรากฏขึ้นมาเช่นกัน โดยที่สิ่งนั้นกำลังทำหน้าที่แทนกระดานดำอยู่
“เริ่มจาก@! %^”
เสียงของผู้สอนนั้นเบาบางมาก แต่เสียงของเขากลับดังขึ้นมาจากทุกทิศทุกทาง ราวกับว่าเขากำลังยืนล้อมตัวผมอยู่เช่นนั้น
ทั้งที่ยืนอยู่ข้างหน้า แต่ทำไมถึงมีเสียงดังมาจากข้างหลังได้!? หรือว่าจะเป็นพลังของเทพเจ้าอสูรกายหรือ?
แถมดูเหมือนว่าความแปลกประหลาดนี้ จะเป็นเรื่องปกติสามัญของพวกอสูรกายอีกต่างหาก
เพราะพวกมันไม่ได้ดูตื่นตระหนกหรือตกใจเลยสักนิด
ให้ตายสิ ยิ่งอยู่กับพวกอสูรมากเข้า ก็ยิ่งเห็นหนทางเอาชนะได้ริบหรี่มากขึ้นตามเท่านั้นเลยแฮะ…
ในเวลาเดียวกัน ณ ห้องสี่เหลี่ยมลึกลับที่ตั้งอยู่นอกเขตของโรงเรียน
“สวัสดีครับท่านประทานสาขา ผมมีข่าวจะมาแจ้งท่านครับ”
“ว่ามา”
“เรื่องที่พวกเราแอบโกงการก่อสร้างโรงเรียนสาขา ตอนนี้รู้ถึงหูของท่านประธานยะมะโตะแล้ว จะให้ทำยังไงดีครับ? ”
“ทำเหมือนทุกทีนั่นละ ปิดบริษัทก่อสร้างย่อยนั้นซะ แล้วเก็บตัวเงียบหายไปในเงามืดสักพัก และอย่าให้เหลือหลักฐานอะไรเอาไว้เด็ดขาด”
“ได้ครับ”
ดูเหมือนว่าการพูดคุยระหว่างชายสองคนนั้น จะเป็นคนจากบริษัทสาขาของ [เทคโนยะมะโตะ&เอสเทอ] บริษัทเทคโนโลยีชื่อดังที่ก่อตั้งโดยผู้อำนวยการยะมะโตะกับเอสเทอนั่นเอง
“มีแค่นี้ใช่มั้ย? ”
น้ำเสียงของชายที่ถูกเรียกว่าประธานนั้น ฟังดูเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาบ้างแล้ว
บางทีเขาอาจจะกำลังรู้สึกปวดหัวกับเรื่องที่เขาได้แอบทำเอาไว้ มันแดงขึ้นมาละมั้ง?
“ยังมีอีกเรื่องครับท่าน”
“...ว่ามา”
“วันก่อนมีนักเรียนปีหนึ่งของโรงเรียนที่ชื่อโฮป มาเสนอขายแร่ภูติ กับข้อมูลแหล่งแร่ดิบให้กับทางบริษัทสาขาที่ผมดูอยู่ครับท่าน"
ทันทีที่ได้รับข้อมูลนี้ ชายที่ถูกเรียกว่าประธานก็ถึงกับลุกขึ้นยืนแทบจะในทันที
“ตอนนี้เด็กคนนั้นอยู่ที่ไหน? ”
น้ำเสียงของเขาฟังดูตื่นเต้นมาก
“เรียนอยู่ครับ”
“เขายังไม่ได้ไปเสนอขายให้กับเจ้าอื่นใช่ไหม? ”
“สายสืบของเรารายงานว่า [ยัง] ครับ”
“ดีมาก! เจ้ารีบไปจับเด็กคนนั้นมาที่นี่เดียวนี้ เดียวข้าจะตัดสินเอง ว่าคำพูดของมันคือเรื่องโกหกหรือไม่”
ดูเหมือนว่าม่านแห่งความวุ่นวายใหม่กำลังจะเปิดฉากขึ้นอีกครั้งเสียแล้ว