Pioneer Era

    ตอนที่ 28 ชั้นเรียนที่น่าตื่นตาตื่นใจ

    วันที่ 60 เดือนเยอร์รัส

    หยาดน้ำฝนเม็ดใหญ่กำลังเทลงมาเป็นครั้งสุดท้ายในช่วงเช้ามืด ราวกับจะเป็นการเทกระจาดทิ้งท้ายบอกลาฤดูกาลที่กำลังจะผ่านพ้นไป ก่อนจะหยุดลงอย่างฉับพลันในช่วงเวลาที่ดวงตะวันเริ่มฉายแสง

    เดือน [เยอร์รัส] เดือนที่ตั้งตามชื่อของหนึ่งในพระอาทิตย์ทั้งสองดวงของระบบสุริยะแห่งนี้ เดือนที่มีท้องฟ้าเป็นสีน้ำเงินราวกับท้องทะเลที่งดงาม

    ทุก 60 วันในรอบเดือนนั้น ดวงอาทิตย์ทั้งสองจะหมุนอยู่ในทิศตรงข้ามกัน และนั่นทำให้ทุกสิ้นเดือนไม่มีช่วงเวลากลางคืน รวมไปถึงทำให้มีช่วงเวลากลางวันที่ยาวนานถึง 48 ชั่วโมง

    มุมแสงของพระอาทิตย์ ตำแหน่ง คลื่นแม่เหล็ก พายุสุริยะ อีกทั้งหลายเงื่อนไขทางธรรมชาติที่เปลี่ยนไปอย่างรุนแรงนี้ ทำให้ฤดูกาลและสีของท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนไป

    ท้องฟ้าสีเขียวอมน้ำเงินเริ่มกลืนกินพื้นที่สีน้ำเงินอย่างเชื่องช้าขึ้นมาจากเส้นข้อบฟ้า

    ฤดูฝนเริ่มสิ้นสุดลงจากสายลมแหบแห้งที่พัดผ่าน

    สัตว์น้อยใหญ่ต่างเริ่มกักตุนเก็บอาหาร เพื่อเตรียมรับมือและจำศีลในช่วงฤดูหนาวที่จะมาถึงในอีกสองเดือนข้างหน้า

    ต้นไม้ใบหญ้าที่บานสะพรั่งเพราะสายฝนและความอบอุ่น เริ่มพลัดใบร่วงโรยตามลมหนาวที่พัดเข้ามา

    นี่คือช่วงเวลาของการเข้าสู่เดือน [เอนมูว์ทัวร์] เดือนที่มีชื่อของพระจันทร์ซึ่งมีสีแดงอมชมพู ฤดูใบไม้ร่วงที่แสนเศร้า เช่นเดียวกับท้องฟ้าสีเขียวอมน้ำเงินที่ดูมืดครึ้ม

    ฤดูกาลได้เปลี่ยนไป ม่านของการเรียนได้คลี่ออก

    ในที่สุดโรงเรียนสาขาไพโอเนียร์บนทวีปใหม่ก็ได้เริ่มเปิดเรียนวันแรกอย่างเป็นทางการแล้ว



    ***ลูกแห่งราชสีห์ [ไพไรต์]

    นี่ผ่านมาได้ 5 วันแล้วหลังจากที่เรื่องวุ่นวายในวันนั้น

    สุดท้ายผมก็ไม่อาจบรรลุบททดสอบของเทพเจ้าโนอาร์ ซ้ำร้ายยังต้องวิ่งหนีเอาชีวิตรอดโดยต้องพึ่งพาพวกอสูรกายอีกด้วย

    จากเหตุการณ์ในวันนั้น มันยิ่งทำให้ผมได้ตระหนัก ว่าพวกเรานั้นยังต่างชั้นกับพวกอสูรกายอีกมากนัก

    อสูรแสงตัวเล็กที่ยัยโทแพซชื่นชอบก็ดี อสูรไร้ขนที่ต่อสู้ได้อย่างสูสีกับร่างจำแลงของท่านเทพโนอาร์ก็ดี รวมไปถึงเจ้าอสูรแมลงถือง้าวที่ปรากฏเป็นคนสุดท้ายก็ดี

    พวกมันต่างมีพลังที่ผมในตอนนี้ยากจะต่อกรเอาชนะได้

    ผมไม่สามารถจินตนาการณ์ภาพของตัวเองยืนอยู่เหนือศพของพวกมันได้เลยแม้แต่น้อย

    “...ชิ”

    ความรู้สึกพวกนี้มันทำให้ผมหงุดหงิดในความอ่อนแอของตัวเองยิ่งนัก



    สถานการณ์ในปัจจุบันของผม คือกำลังแต่งตัวอยู่หน้ากระจกในสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่า [หอพัก]

    สิ่งก่อสร้างของพวกอสูรกายนั้นช่างสะดวกสบาย แถมยังมีความปราณีตเรียนร้อยสูงกว่าพวกเราอย่างชนิดที่ทาบไม่ติด

    ทุกภาคส่วนของอาคารได้ผ่านการตกแต่งมาเป็นอย่างดี แม้แต่ขอบหินที่แข็งแรงยังสามารถตัดเป็นผิวเรียบตรงชนกันจนแทบไร้รอยต่อได้อย่างน่าอัศจรรย์

    ทั้งความแข็งแกร่งก็ดี ทั้งเทคโนโลยีของพวกมันก็ดี

    ตอนนี้ผมเริ่มเข้าใจแล้ว ว่าทำไมพวกผู้กล้าที่ถูกปล่อยกลับมาจากการเป็นเชลยศึกของอสูรกาย ถึงได้พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่อยากเป็นศัตรูกับพวกมัน

    “แบบนี้คงมีแต่ต้องยอมก้มหัวให้ก่อนเท่านั้น...”

    ตอนนี้การยอมรับเข้าเรียนในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยนตามเงื่อนไขของพวกอสูรกาย น่าจะเป็นเส้นทางที่ถูกต้องที่สุดแล้ว

    การแอบลอบหนีออกไปทำบททดสอบของเทพเจ้าในเวลานี้ อาจไม่ใช่คำตอบที่ฉลาดเท่าไหรนัก

    เพราะเอาแค่บททดสอบแรก ผมก็เกือบพาไปตายกันหมดทุกคนแล้วไม่ใช่หรือยังไง?

    ตัวผมในตอนนี้ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะไปเผชิญหน้ารับบททดสอบของเทพเจ้าหรอกนะ

    ผมต้องการพลังและความแข็งแกร่งมากกว่านี้

    ถ้ารีบร้อนทำบททดสอบของเทพเจ้า แต่ดันตายไปเสียก่อน แล้วใครจะเป็นคนทำหน้าที่ขับไล่อสูรกายในหลังจากนี้กันละ?

    ดังนั้น ต่อให้รู้ว่าต้องตกมาอยู่ในสถานะเป็นตัวประกันของพวกอสูรกาย แต่มันน่าจะดีกว่า เพราะจะได้ใช้โอกาสนี้ในเพื่อไขความลับความแข็งแกร่งของพวกมันไปซะ



    “ว่าแต่ทำไมพวกมันถึงไม่ฆ่าพวกผม? ”

    ผมตั้งคำถามให้กับตัวเองในระหว่างที่กำลังสวมชุดคลุมสีแดงสดที่พวกอสูรกายมอบมาให้

    เนื้อผ้าของชุดคลุมนั้นให้สัมผัสที่นุ่มลื่นมาก แถมเสื้อตัวในสีขาวเองยังยืดหยุ่นดี ผิดกับผ้าเนื้อหยาบที่ผมสวมใส่เป็นประจำ

    รู้สึกได้เลยว่าเนื้อผ้ามันอ่อนโยนต่อผิวหนัง กับขนสีทองฟูนุ่มที่ขึ้นตามแขนและขา

    ...ประทับใจเสื้อผ้ามากไปจนเกือบหลุดประเด็นไปแล้ว

    ดึงสติตัวเองกลับเข้าเรื่องเดิมก่อนสิเฮ้ย!

    ทำไมพวกมันถึงไม่ฆ่าผม?

    เมื่อห้าวันก่อน ผมตั้งใจที่จะฆ่าเจ้าพวกอสูรกายที่มาเห็นตอนผมกำลังขุดดิน

    ดังนั้นจึงไม่แปลก ถ้าหากว่าผมจะถูกพวกมันจับไปฆ่าหรือทรมานในภายหลัง

    แต่นี่ผ่านมาห้าวันแล้วหลังจากเหตุการณ์นั้น

    พวกมันไม่ทำร้าย ไม่ลงโทษ แต่กลับให้การรักษาขั้นต่ำกับพวกเรามาแทน

    ราวกับไม่คิดที่จะเอาผิดเรื่องที่ผมตั้งใจจะฆ่าพวกมันเลยแม้แต่น้อย

    หรือจะเป็นอย่างที่พวกผู้กล้าหมี [รูบี้] พูด… คือพวกมันไม่ได้ตั้งใจที่จะเป็นศัตรูกับพวกเรามาตั้งแต่แรก?

    ไม่สิ... ห้ามประมาทเด็ดขาดเลยนะไพไรต์

    ความใจดีที่พวกอสูรกายมอบให้ มันขัดแย้งกับการสังหารหมู่ในสงครามเมื่อวันนั้นอย่างชัดเจน

    โลกมันไม่ได้อ่อนหัดขนาดนั้น

    ผู้ที่แข็งแกร่งย่อมต้องการอะไรบางสิ่งจากผู้ที่อ่อนแอ ไม่อย่างงั้นคงไม่ไว้ชีวิตพวกเราเอาไว้

    ผมรู้สึกว่าพวกอสูรกายยังคงเก็บความลับมืดดำบางอย่างเอาไว้อยู่

    ถ้าพวกมันจริงใจและไม่คิดที่จะเป็นศัตรู ป่านนี้พวกมันก็ต้องพากันขนของกลับออกไปจากทวีปพวกเราแล้วสิ

    แถมยังมีเรื่องของท่านพ่อที่ยังไม่กลับมาอีกด้วย

    บางทีพวกอสูรกายอาจจะกำลังรอให้พวกเราตายใจ แล้วเริ่มรุกรานพวกเราอีกครั้งก็เป็นไปได้เช่นกัน

    “...จะประมาทไม่ได้เด็ดขาด”

    ผมคิดทบทวนตัวเองเช่นนั้นไปพร้อมกับแต่งตัว จัดแต่งขน รวมไปถึงหวีแฝงคอให้ดูเรียบร้อยสวยงาม

    เอาละ ได้เวลาเข้าเรียนกับพวกอสูรกายที่น่าชิงชังแล้ว

    ท่องเอาไว้ จะปล่อยให้ตัวเองประมาทไม่ได้เด็ดขาด



    ณ ห้องเรียนรวมบนอาคารเรียนประหลาดทรงสี่เหลี่ยมสีเทา

    หลังคาที่ไร้ซึ่งเสาค้ำกำลังลอยอยู่เหนือหัวได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

    ผิวผนังของภายในห้องเรียนนั้น มันทำมาจากวัสดุจำพวกกระดาษที่มีลวดลายประดับงดงาม แล้วปิดทับลงบนกำแพงที่มีความแข็งแกร่งสูงอีกทีหนึ่ง

    เครื่องเรือนที่ใช้นั้น คือเก้าอี้ไร้ขาสีขาวที่สามารถลอยตัวอยู่เหนือพื้นดิน

    แต่ช่างน่าแปลก ที่ภายในห้องเรียนแห่งนี้ กลับไม่มีกระดานดำหรือแม้แต่โต๊ะเรียนอันเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนปรากฏให้เห็นเลยสักที่

    แม้แต่หนังสือสักเล่มก็ยังไม่มี

    พวกอสูรกายมันเรียนกันในสภาพแบบนี้อย่างงั้นหรือ?

    ภายในห้องเรียนมีพวกอสูรกายวัยหนุ่มสาวเหมือนผมเดินสวนไปมาเป็นจำนวนมาก

    พวกเขาสวมชุดคลุมสีเทากันทุกคน

    แต่หากเงยหน้ามองออกไปผ่านช่องหน้าต่าง ก็จะพบว่าบนพื้นที่ด้านนอกนั้น ยังมีพวกอสูรกายวัยใกล้เคียงกันอีกกลุ่มที่กำลังเดินอยู่ด้วยเช่นกัน

    แถมยังสวมผ้าคลุมที่มีสีแตกต่างกันออกไปด้วย

    บางทีพวกมันอาจจะกำหนดประเภทของผู้เรียนด้วยสีผ้าคลุมละมั้ง?



    ระหว่างที่มองดูวิวนอกหน้าต่าง ผมก็เริ่มมานั่งคิดวิเคราะห์ถึงจำนวนของพวกศัตรู

    หากให้เทียบสัดส่วนแล้ว ถือว่ามีคนท้องถิ่นอย่างพวกเราอยู่น้อยมาก

    คนที่ถูกนำมาเป็นตัวประกันในฐานะนักเรียนนั้น มีเพียงแค่ราวหนึ่งร้อยคนเท่านั้น

    แต่พวกมันไม่โง่พอให้พวกเรามานั่งรวมหัวกันวางแผน เลยจับพวกเราแยกออกจากกันอย่างที่เห็น

    อย่างภายในห้องเรียนแห่งนี้ มีพวกเราอยู่แค่สิบคนเอง

    ในสิบคนนี้ มีคนที่ผมรู้จักอยู่แค่สามคน

    โทแพซกับซุนไกท์ที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นสมัยเด็ก กับท่านเทพโนอาร์ สามคนนี้เท่านั้น

    ผมมองเทพเจ้าโนอาร์ที่กลับมามีสภาพร่างกายสมบูรณ์อย่างน่าเหลือเชื่อด้วยความสนอกสนใจ

    ทั้งที่บาดเจ็บแขนขาหักผิดทิศผิดทาง แต่ท่านกลับสามารถกลับมาเดินเหินได้อย่างสมบูรณ์ภายในหนึ่งวันเท่านั้น

    ผมไม่รู้ว่าท่านรักษาตัวเองด้วยวิธีไหน แต่เห็นท่านว่ามีร่างกายที่สามารถฟื้นฟูสภาพได้เอง

    สมกับที่เป็นร่างกายของเทพเจ้าจริง ๆ ทั้งสวย น่ารัก แถมยังเก่งกาจเหนือคนอีก

    ดูหูกับหางสีเงินที่น่ารักของท่านสิ ช่างเข้ากับชุดคลุมนักเรียนสีเทามากเลยละ

    … นี่ตรูคิดบ้าอะไรอยู่วะเนี่ย

    ผมเบนสายตาและจิตอกุศลไปจากร่างกายเล็ก ๆ แสนบอบบางของท่านเทพโนอาร์ แล้วหันไปมองแม่เสือสาวตัวน้อย [โทแพซ] ของผมแทน

    วันนี้เธอก็ยังสวยเช่นเคย

    แต่ในตอนนั้นเองที่ผมได้ไปเห็นของที่น่าสนใจบางอย่าง

    นั่นคือส่วนขาที่เป็นโลหะของอสูรปีกตัวหนึ่ง

    ในเหตุการณ์ที่ต่อสู้กับสัตว์ประหลาดสีขาวสี่แขนในวันนั้น ผมจำได้ชัดเจนว่ามีอสูรปีกสีขาวตัวหนึ่งของพวกมันถูกตัดขาทั้งสองข้างไปแล้ว

    แต่ช่างน่าแปลกที่มันกำลังยืนคุยกับเพื่อนของมันอยู่ในห้องนี้ ราวกับว่าไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น

    หากสังเหตุให้ดี ก็จะพบว่ามันกำลังสวมขารูปร่างกรงเล็บคล้ายเหล็กกล้าเอาไว้อยู่คู่หนึ่งแทนส่วนขาที่หายไป

    “พวกมันมีขาเทียมที่ละเอียดขนาดนี้เชียว…”

    ขาเทียมของพวกเรานั้นเป็นเพียงแค่แท่งไม้เอามาเหลาใช้ค้ำแทนขาจริงเท่านั้นเอง

    ให้ตายสิ เทคโนโลยีของพวกอสูรกายนี่มันช่าง...



    “ชื่อลิลลี่ออฟซิเดียน”

    “ติตี่ออฟเดียน? ”

    “ลิลลี่ออฟซิเดียนต่างหาก ดอง~”

    “แบนราบออฟเดอะเวิลด์? ”

    “ทำไมถึงเพี้ยนไปได้ขนาดนั้นละดอง! ”

    แม่เสือสาวของผมกำลังพูดคุยอยู่กับอสูรแสงตัวเล็กหัวเขียวแสนน่าเกลียดกันอย่างสนุกสนาน

    ความสัมผัสที่สนิทจนเกินพอดีนี้ เป็นอีกหนึ่งในความผิดพลาดของผมที่ไม่จับตาดูให้ดีเอง

    เหมือนว่าหลังจากผ่านเหตุการณ์นั้นมา เพื่อนสาวของผมก็โดนแม่อสูรตัวเล็กน่าเกลียดตรงนั้นรุกเข้าหาแทบจะในทันที

    พอรู้ตัวอีกที ทั้งสองคนก็เป็นเพื่อนกันไปเสียแล้ว

    แถมยังสนิทจนฝึกพูดภาษาของอีกฝ่ายไปแล้วด้วย

    ถ้าผมเข้าไปห้ามจังหวะนี้ คงได้โดนโทแพซเหม็นขี้หน้าแน่นอน เลยทำได้แค่เก็บความไม่พอใจเอาไว้ แล้วคอยเฝ้าระวังอยู่ห่าง ๆ อย่างเป็นห่วงแทน

    ถ้าหยุดเอาไว้ได้ก่อนที่จะสนิทกัน เรื่องมันคงไม่ยุ่งยากแบบนี้หรอก

    พวกอสูรกายมันเชื่อใจไม่ได้ ต่อให้มีรูปร่างน่ารัก แต่ภายในคงคิดแต่เรื่องน่าเกลียดอยู่นั่นละ

    “จริงสิ…”

    ในตอนนั้นเองที่ผมนึกอะไรบางอย่างออก

    เจ้าอสูรตัวนี้มันดูซื่อดีอยู่เหมือนกัน…

    บางทีอาจจะหลอกถามเอาข้อมูลบางอย่างมาได้อยู่

    “ยัย [แบนราบออฟเดอะเวิลด์] พวกแกต้องการอะไรจากพวกเรากันแน่? ทำไมถึงปล่อยพวกเรา ไม่แจ้งไปละว่าพวกเราตั้งใจจะฆ่าพวกแกนะ? ”

    “ไพไรต์! ”

    แม่สาวเสือหันมาจ้องผมด้วยสายตาเชิงตำหนิติเตียน

    “บอกว่าชื่อ [ลิลลี่ออฟซิเดียน] ต่างหากดอง! … แล้ว…เออ…ยาวไป แปลไม่ทันดอง...”

    “ตั้งใจที่จะฆ่าพวกแก ทำไมพวกแกถึงปล่อยพวกเราให้รอดชีวิตมา? ”

    “เลี้ยงเค้ก? จะเลี้ยงเค้กพวกเราหรือดอง! ”

    “...”

    โอเค แบบนี้คงคุยกันไม่รู้เรื่องแล้วละ

    บางทีนะ... ยัยอสูรตัวนี้อาจจะเหมือนกับเพื่อนสาวของผม คือ [ติงต๊อง] นั่นละ

    และบางที… คนแบบยัยนี่... อาจจะลืมเหตุการณ์นตอนนั้นไปหมดแล้วก็เป็นไปได้อยู่…

    และนั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมกับเพื่อน ๆ ไม่คอหลุดจากบ่าไปเสียก่อนนั่นละ

    คิดอีกที ในเมื่อมันบื้อ งั้นก็อย่าไปแกว่งเท้าหาเสี้ยนเลย

    “ช่างเถอะ”

    ดังนั้นผมจึงหยุดการสนทนาแต่เพียงเท่านี้



    “อาจารย์มาแล้ว! ... ผะ.. ผู้อำนวยการ [ยะมะโตะ] !? ”

    ในตอนนั้นเองที่มีเสียงของนักเรียนชายคนหนึ่งดังขึ้น

    ทุกคนต่างรีบวิ่งเข้าไปนั่งประจำที่ของตัวเองอย่างรวดเร็วราวกับฝูงมดแตกรัง

    ที่กำแพงหน้าห้องสีขาวนั้น มีอสูรไร้ขนเพศชายดูสูงอายุคนหนึ่งยืนอยู่

    มันมีผมสีดำที่แซมไปด้วยสีขาว ใบหน้าดูอบอุ่น จมูกไม่โด่ง ผิวออกสีเหลือง และสวมเสื้อที่มีคอปกสีขาวสะอาด

    ผมไม่เคยเห็นเสื้อประเภทนั้นมาก่อนในชีวิต…ไม่สิ เคยเห็นมาในหนังสือแนะนำที่พวกมันแจกให้ก่อนหน้านี้อยู่นะ…

    น่าจะเรียกว่า [เสื้อกาวน์] ละมั้ง?

    “เนื่องจากเหตุการณ์ @& ห้าวันก่อน @#$$ อาจารย์ฮอร์เนสจึงปวดหลังมาก @#%^มาสอนแทน@#%^&นะ”

    ถึงจะเห็นผมเป็นแบบนี้ แต่ผมก็ตั้งใจศึกษาภาษาของพวกอสูรในห้าวันที่ผ่านมาเหมือนกันนะ

    เลยพอจะฟังเข้าใจบางคำได้อยู่บ้าง

    “งั้นมาเริ่มเรียนกัน”

    “เหวอ! ”

    ผมตกใจมาก

    เพราะทันทีที่สิ้นเสียงนั้น ตรงหน้าของผมก็มีแผ่นสีฟ้าปรากฏขึ้นมาในที่ว่างของอากาศ

    ผมลองเอามือเลื่อนไปสัมผัสดู ก็พบว่ามันเป็นเพียงแค่ภาพที่ลอยอยู่ในอากาศเท่านั้น

    ไม่มีแผ่นกระดานหรือวัตถุใด ๆ อยู่ตรงนั้นจริง

    แต่ภาพเหล่านั้นกลับตอบสนองต่อการสัมผัสจากปลายนิ้วของผมได้

    ผมเห็นได้ชัดเจนเลยว่ามีหัวกลม ๆ รูปไข่ปรากฏอยู่ตรงที่ปลายนิ้วของผม

    “กระดานดำ… โผล่มาจากไหน!? ”

    ซุนไกท์เพื่อนจากชนเผ่ากอลิล่าตะโกนออกมาอย่างตื่นตกใจ

    ผมเงยหน้าไปมองบนกำแพงหน้าชั้นเรียน

    กำแพงที่ว่างเปล่านั้น กลับมีแผ่นผ้าสีฟ้าสบายตาปรากฏขึ้นมาเช่นกัน โดยที่สิ่งนั้นกำลังทำหน้าที่แทนกระดานดำอยู่

    “เริ่มจาก@! %^”

    เสียงของผู้สอนนั้นเบาบางมาก แต่เสียงของเขากลับดังขึ้นมาจากทุกทิศทุกทาง ราวกับว่าเขากำลังยืนล้อมตัวผมอยู่เช่นนั้น

    ทั้งที่ยืนอยู่ข้างหน้า แต่ทำไมถึงมีเสียงดังมาจากข้างหลังได้!? หรือว่าจะเป็นพลังของเทพเจ้าอสูรกายหรือ?

    แถมดูเหมือนว่าความแปลกประหลาดนี้ จะเป็นเรื่องปกติสามัญของพวกอสูรกายอีกต่างหาก

    เพราะพวกมันไม่ได้ดูตื่นตระหนกหรือตกใจเลยสักนิด

    ให้ตายสิ ยิ่งอยู่กับพวกอสูรมากเข้า ก็ยิ่งเห็นหนทางเอาชนะได้ริบหรี่มากขึ้นตามเท่านั้นเลยแฮะ…



    ในเวลาเดียวกัน ณ ห้องสี่เหลี่ยมลึกลับที่ตั้งอยู่นอกเขตของโรงเรียน

    “สวัสดีครับท่านประทานสาขา ผมมีข่าวจะมาแจ้งท่านครับ”

    “ว่ามา”

    “เรื่องที่พวกเราแอบโกงการก่อสร้างโรงเรียนสาขา ตอนนี้รู้ถึงหูของท่านประธานยะมะโตะแล้ว จะให้ทำยังไงดีครับ? ”

    “ทำเหมือนทุกทีนั่นละ ปิดบริษัทก่อสร้างย่อยนั้นซะ แล้วเก็บตัวเงียบหายไปในเงามืดสักพัก และอย่าให้เหลือหลักฐานอะไรเอาไว้เด็ดขาด”

    “ได้ครับ”

    ดูเหมือนว่าการพูดคุยระหว่างชายสองคนนั้น จะเป็นคนจากบริษัทสาขาของ [เทคโนยะมะโตะ&เอสเทอ] บริษัทเทคโนโลยีชื่อดังที่ก่อตั้งโดยผู้อำนวยการยะมะโตะกับเอสเทอนั่นเอง

    “มีแค่นี้ใช่มั้ย? ”

    น้ำเสียงของชายที่ถูกเรียกว่าประธานนั้น ฟังดูเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาบ้างแล้ว

    บางทีเขาอาจจะกำลังรู้สึกปวดหัวกับเรื่องที่เขาได้แอบทำเอาไว้ มันแดงขึ้นมาละมั้ง?

    “ยังมีอีกเรื่องครับท่าน”

    “...ว่ามา”

    “วันก่อนมีนักเรียนปีหนึ่งของโรงเรียนที่ชื่อโฮป มาเสนอขายแร่ภูติ กับข้อมูลแหล่งแร่ดิบให้กับทางบริษัทสาขาที่ผมดูอยู่ครับท่าน"

    ทันทีที่ได้รับข้อมูลนี้ ชายที่ถูกเรียกว่าประธานก็ถึงกับลุกขึ้นยืนแทบจะในทันที

    “ตอนนี้เด็กคนนั้นอยู่ที่ไหน? ”

    น้ำเสียงของเขาฟังดูตื่นเต้นมาก

    “เรียนอยู่ครับ”

    “เขายังไม่ได้ไปเสนอขายให้กับเจ้าอื่นใช่ไหม? ”

    “สายสืบของเรารายงานว่า [ยัง] ครับ”

    “ดีมาก! เจ้ารีบไปจับเด็กคนนั้นมาที่นี่เดียวนี้ เดียวข้าจะตัดสินเอง ว่าคำพูดของมันคือเรื่องโกหกหรือไม่”

    ดูเหมือนว่าม่านแห่งความวุ่นวายใหม่กำลังจะเปิดฉากขึ้นอีกครั้งเสียแล้ว