ตอนที่ 167 เขากระโจม
ตอนที่ 167 “อิทัง เม ญาตินัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย !!” ดนัยท่องบทสวดกรวดน้ำจนจบก่อนจะยกมือไหว้พระที่กำลังนั่งมองและยกยิ้มให้ดนัยอยู่ข้างหน้า ส่วนทางด้านยูมินั้นเธอกำลังนั่งจับชายเสื้อของดนัยเอาไว้อยู่ซึ่งเธอก็ไม่รู้ว่าต้องจับทำไมแต่ดนัยนั้นบอกให้จับเอาไว้ขณะที่เขากำลังท่องบทสวดกรวดน้ำ “เสร็จแล้วครับคุณยูมิปล่อยมือได้แล้วล่ะแล้วก็เราเอาน้ำไปรดต้นโพธิที่ด้านนอกกันเถอะครับ” ดนัยหันมาบอกยูมิ “ค่ะ !!” ยูมิพยักหน้าจากนั้นเธอก็เดินตามดนัยที่ถือถ้วยกรวดน้ำไป จ๊อก !! ดนัยค่อยๆรดน้ำลงที่โคนต้นโพธิช้าๆและกำลังภาวนาส่งผลบุญไปให้พ่อแม่และเจ้ากรรมนายเวรที่อยู่อีกภพภูมิ “บทสวดเมื่อครู่มีความหมายยังไงเหรอคะ” ยูมิถาม “เป็นบทสวดกรวดน้ำเพื่อส่งผลบุญที่ได้ทำมาไปให้แก่ญาติในอีกภพน่ะครับ” ดนัยบอกความหมายของบทสวด “อย่างนี้นี่เองเข้าใจแล้วค่ะ” ยูมิพยักหน้าเข้าใจ “ว่าแต่หิวหรือยังครับใกล้จะเที่ยงแล้วเรากลับไปที่รีสอร์ทกันดีกว่ารีบกลับไปกินข้าวเที่ยงกันเดี๋ยวตอนบ่ายเราขึ้นไปเที่ยวหมู่บ้านชาวเขาแล้วก็ไปดูน้ำตกต้นน้ำกัน” ดนัยบอก “ค่ะ” ยูมิพยักหน้าจากนั้นเธอและดนัยก็กลับไปขึ้นรถก่อนดนัยจะขับรถพายูมิกลับไปที่รีสอร์ท พอกลับมาถึงรีสอร์ทดนัยและยูมิก็ไปสั่งอาหารที่ร้านอาหารของรีสอร์ทกินกันก่อนจะกลับไปที่ห้องเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมขึ้นเขาในตอนบ่าย “เอายากันแมลงไปด้วยก็ดีนะครับคุณยูมิป่าที่ไทยน่ะแมลงเยอะมากไม่เหมือนญี่ปุ่น” ดนัยตะโกนบอกยูมิที่เปลี่ยนชุดอยู่ในห้องน้ำ “เข้าใจแล้วค่า !!” ยูมิตอบกลับมาก่อนจะออกมาจากห้องน้ำในชุดกางเกงขายาวและเสื้อแขนยาว “ใส่แบบนี้ได้หรือเปล่าคะ” ยูมิถามอย่างไม่แน่ใจนักเพราะเธอไม่เคยเดินป่ามาก่อน “ได้แล้วครับแล้วก็อย่าลืมใส่ถุงเท้าไปด้วยนะครับ” ดนัยบอก “ได้ค่ะยังไงดนัยก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถอะค่ะเดี๋ยวฉันขอหาสเปรย์กันแมลงหน่อยฉันน่าจะใส่มันมาในกระเป๋าให้ด้วย” ยูมิพูด “ครับ” ดนัยพยักหน้าและก็เดินถือเสื้อผ้าเข้าไปในห้องน้ำเพื่อเปลี่ยนส่วนยูมิก็รื้อกระเป๋าเพื่อหาสเปรย์กันแมลง “ว่าแต่ดนัยคะเมื่อคืนฝนตกจะไม่เป็นอะไรเหรอคะที่เราจะขึ้นภูเขาเข้าป่ากันน่ะค่ะจะไม่เกิดน้ำป่าเหรอ” ยูมิถาม “อืม...ไม่น่าจะเป็นอะไรมั้งครับฝนตกเมื่อคืนก็แค่สองชั่วโมงเองแถมฤดูนี้ก็ไม่ใช่หน้าฝนที่ฝนตกเมื่อคืนคงเป็นฝนหลงฤดูนั่นแหละครับคงไม่มีอะไรหรอก” ดนัยตอบ ซึ่งเมื่อคืนนั้นมีฝนตกยูมิจึงกังวลเรื่องน้ำป่าไหลหลาก ทั้งสองคนใช้เวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าและเตรียมตัวไม่นานก็ออกไปที่ล็อบบี้ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของรีสอร์ทรออยู่ก่อนแล้ว “คุณณัฐดนัยและคุณซานาดะหรือเปล่าครับ” เจ้าหน้าที่ของรีสอร์ทถามเมื่อเห็นดนัยและยูมิเดินมาที่ล็อบบี้ในชุดขายาวแขนยาวพร้อมสำหรับเข้าป่า “ใช่ครับคุณเป็นไกด์ที่จะพาพวกผมเที่ยวบนเขาบ่ายนี้ใช่มั้ยครับ” ดนัยถามเจ้าหน้าที่ “ใช่แล้วครับผมโชคชัยเรียกผมโชคก็ได้ครับผมจะเป็นคุณพาพวกคุณสองคนเที่ยวตอนบ่ายนี้เองตามโปรแกรมก็จะมีการขึ้นไปที่น้ำตกป่าต้นน้ำ ปลูกป่าแล้วก็ล่องแพจบด้วยเยี่ยมชมหมู่บ้านชาวเขาก่อนจะกลับลงมาที่รีสอร์ทตอนประมาณหนึ่งทุ่มครับ” โชคบอก ซึ่งโชคนั้นเป็นชายหนุ่มอายุประมาณสี่สิบเขาเป็นชายหนุ่มจากหมู่บ้านบนเขาที่ลงมาทำงานข้างล่างจึงรู้เส้นทางการขึ้นเขาและจุดต่างๆภายในป่าเป็นอย่างดี “ถ้าอย่างนั้นวันนี้ผมสองคนฝากตัวด้วยนะครับพี่โชค” ดนัยพูด “ได้ครับถ้าอย่างนั้นเชิญขึ้นรถเลยเราจะขับรถไปที่ภูเขาจากนั้นก็จะเดินเท้าครึ่งชั่วโมงไปที่ต้นน้ำ” โชคบอกพลางชี้ไปที่รถกระบะที่จอดอยู่ด้านนอก “หือไม่มีแขกคนอื่นเลยเหรอครับ” ดนัยมองไปที่รถกระบะซึ่งหลังกระบะไม่มีแขกท่านอื่นเลย “แขกท่านอื่นในรีสอร์ทวันนี้เขาไปเที่ยวในเมืองกันหมดเลยครับมีแต่คุณณัฐดนัยกับคุณซานาดะเนี่ยแหละครับที่เลือกเข้าป่ากัน” โชคพูด “งั้นเหรอครับ” ดนัยพยักหน้า “ก็นะขึ้นเขาเข้าป่ามันลำบากนี่ครับแขกที่มาพักที่นี่ส่วนใหญ่มีแต่คนสูงอายุกับเด็กถึงแม้จะมีวัยรุ่นกับหนุ่มสาวอยู่บ้างแต่มาพักผ่อนทั้งทีใครจะอยากขึ้นเขาให้ลำบากกันล่ะครับจริงมั้ย” โชคบอก เหอะๆแสดงว่าเรากับคุณยูมิเป็นพวกชอบความลำบากสินะแต่ก็นะขึ้นเขาเข้าป่าแค่ไม่กี่ชั่วโมงคงไม่เหนื่อยเท่าไหร่หรอกเพราะช่วงล่างของหมออย่างพวกเราน่ะแข็งแรงจะตายไปวันนึงยืนในห้องผ่าตัดตั้งเป็นสิบชั่วโมง ดนัยคิดในใจจากนั้นโชคก็พาดนัยและยูมิขึ้นท้ายกระบะก่อนจะขับรถมุ่งหน้าไปที่ภูเขา ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงดนัยและยูมิก็มองเห็นทางขึ้นเขาเล็กๆด้านข้างมีป้ายปักเอาไว้ว่าภูเขาแห่งนี้ชื่อว่าอะไร “อ่านว่าอะไรเหรอคะดนัย” ยูมิถามเพราะมันไม่มีภาษาอังกฤษ “อ่านว่า เขากระโจม น่ะครับ” ดนัยบอก “เขากระโจมเหรอคะทำไมถึงชื่อนี้ล่ะคะ” ยูมิถามด้วยความสงสัย “เป็นเพราะรูปทรงของภูเขาเหมือนกระโจมอินเดียแดงน่ะครับเลยชื่อนี้” ดนัยบอกที่มาของชื่อเขากระโจม “อ๋อที่แท้ก็ตั้งตามชื่อของลักษณะภูเขาแต่จะว่าไปก็คล้ายกระโจมอย่างที่บอกอยู่นะคะ” ยูมิมองดูภูเขาที่มีลักษณะเหมือนกระโจมอินเดียแดงที่อยู่ด้านหน้า “กำลังจะขึ้นเขาแล้วนะครับรถจะโคลงเคลงหน่อยหาที่จับให้มั่นไว้นะครับระวังตกลงไป” โชคเปิดกระจกตะโกนบอกดนัยและยูมิ “เข้าใจแล้วครับพี่โชค...คุณยูมิครับเรากำลังจะขึ้นเขาหาที่จับเอาไว้นะครับทางขึ้นมันค่อนข้างชันรถจะโยกเยกหน่อย” ดนัยแปลคำพูดของโชคให้ยูมิฟัง “อ๊ะเข้าใจแล้วค่ะ” ยูมิพยักหน้าก่อนจะเอามือจับกระบะเอาไว้แน่น บรืน !! เสียงรถกระบะเร่งเครื่องเกียร์ต่ำเพื่อไต่ขึ้นภูเขา เขากระโจมจากตีนเขาถึงยอดเขานั้นมีระยะทางประมาณสิบกิโลเมตรซึ่งกว่าดนัยและยูมิจะขึ้นถึงยอดได้ต้องใช้เวลาบนรถไปอีกกว่าหนึ่งชั่วโมง “อ้วก !!” ดนัยลงจากท้ายกระบะวิ่งไปที่กอหญ้าข้างทางพร้อมกับโก่งคออ้วก “ดนัยเป็นอะไรหรือเปล่าคะ !!” ยูมิรีบเข้าไปถามดนัยด้วยความเป็นห่วง “มะ...ไม่เป็นไรครับให้ตายสิน่าขายหน้าชะมัดอ้วกแตกซะได้ว่าแต่คุณยูมิไม่เป็นอะไรเลยเหรอครับทางขึ้นเขาลำบากขนาดนั้นขนาดผมยังอ้วกแตกเลย” ดนัยหยิบขวดน้ำออกมาบ้วนปากก่อนจะหันมาถามยูมิ “ก็ไม่นี่คะขึ้นเขาสนุกจะตายยังกับเล่นรถไฟเหาะ” ยูมิบอกดนัยที่ได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆเพราะนึกไม่ถึงว่ายูมิจะไม่เป็นอะไรเลย “เอาล่ะทั้งสองท่านพร้อมมั้ยครับเราจะขึ้นไปที่ต้นน้ำเพื่อปลูกป่ากัน” โชคลงมาจากรถพร้อมกับกระเป๋าเป้ใบหนึ่งและก็หนังสติ๊ก 3 – 4 อัน “พร้อมครับพี่โชค” ดนัยพยักหน้า “นั่นอะไรเหรอคะดนัยแล้วก็เราจะขึ้นเขาไปปลูกป่าไม่ใช่เหรอทำไมไม่มีต้นไม้สักต้นเลยล่ะ” ยูมิถามด้วยความสงสัย “ต้นไม้มีสิครับมันอยู่ในเป้นั่นไง” ดนัยชี้ไปที่เป้ “อยู่ในเป้เหรอคะ ??” ยูมิทำหน้างง “ใช่ครับในเป้นั่นเต็มไปด้วยเมล็ดพันธ์พืชที่ถูกห่อด้วยดินเหนียวแล้วปั้นเป็นลูกกลมๆจากนั้นเราก็จะปลูกป่าโดยการยิงเจ้าลูกเมล็ดพันธ์พืชนั่นออกไปด้วยหนักสติ๊กพวกนั้น” ดนัยชี้ไปที่หนังสติ๊กที่โชคพกติดไปด้วย “หือมีปลูกด้วยวิธีนี้ด้วยเหรอคะเนี่ย !!” ยูมิอุทานด้วยความแปลกใจ “เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านน่ะครับวิธีนี้ดูจะได้ผลมากกว่าการปลูกด้วยการฝังต้นอ่อนลงไปในดินเสียอีกแถมการใช้วิธีนี้ยังกระจายต้นไม้ไปได้ไกลกว่าด้วย” ดนัยบอกข้อดีของการปลูกป่าด้วยวิธีนี้ “ว้าวยอดไปเลยอยากลองเร็วๆจังเลยค่ะ” ยูมิมองไปที่เป้ของโชคด้วยสายตาเป็นประกาย “ฮ่ะๆอดใจรออีกหน่อยแล้วกันครับเราต้องขึ้นไปที่ต้นน้ำก่อนเพราะว่าเราต้องขึ้นไปให้สูงที่สุดเพื่อที่จะยิงเมล็ดพืชลงมา” ดนัยบอก “ถ้าพร้อมแล้วขึ้นไปที่ต้นน้ำกันเลยครับก้าวระวังๆกันด้วยนะครับเมื่อคืนฝนตกทางขึ้นไปต้นน้ำเลยค่อนข้างลื่น” โชคบอกจากนั้นเขาก็พาดนัยและยูมิเดินขึ้นไปที่ต้นน้ำ ตอนแรกดนัยนึกว่าทางขึ้นจะค่อนข้างลำบากแต่เปล่าเลยทางขึ้นไปต้นน้ำนั้นไม่ได้ลำบากอย่างที่คิดเพราะทางมันถูกปรับปรุงมาบ้างแล้วจะติดก็แต่ตรงที่ว่ามันค่อนข้างชันไปหน่อยก็แค่นั้นเอง ระหว่างทางขึ้นสองข้างทางนั้นเต็มไปด้วยต้นไม้โชคนั้นก็ทำหน้าที่ไกด์ได้อย่างดีเยี่ยมเขาคอยบอกตลอดทางว่าต้นไม้แต่ละต้นคืออะไรใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง “จะว่าไปพวกคุณสองคนนี่แข็งแรงจริงๆเลยนะครับเนี่ยปกติต้องบ่นปวดขากันบ้างแล้ว” โชคมองดูดนัยและยูมิที่ดูยังสบายๆในการเดินขึ้นเขา “พอดีเพราะอาชีพของพวกเราทำให้ขาค่อนข้างแข็งแรงน่ะครับ” ดนัยบอก “เพราะอาชีพเหรอครับนี่พวกคุณทำอาชีพอะไรกันครับถึงต้องมีขาแข็งแรงขนาดนั้น” โชคอดสงสัยไม่ได้ “ผมเป็นหมอศัลยแพทย์น่ะครับส่วนเธอเป็นหมอรังสีวิทยาวันๆนึงพวกเราต้องยืนอยู่ในห้องผ่าตัดอย่างน้อยก็แปดชั่วโมง” ดนัยอธิบายเรื่องอาชีพของเขาและยูมิ “ว้าวพวกคุณเป็นหมอเหรอครับเนี่ย” โชคอุทานอย่างแปลกใจเพราะนึกไม่ถึงว่าดนัยกับยูมิจะเป็นหมอซึ่งจากที่เขาเห็นคราวแรกนึกว่าเป็นพวกพนักงานออฟฟิศอะไรอย่างนั้นเสียอีก “ใช่ครับพวกเราเป็นหมอว่าแต่ใกล้จะถึงต้นน้ำหรือยังครับ” ดนัยถามเพราะเขาและยูมินั้นเดินมาสักพักแล้ว “ใกล้แล้วล่ะครับอีกไม่ถึงสองร้อยเมตรแล้วถ้าเป็นแถวนี้น่าจะได้ยินเสียงน้ำตกต้นน้ำและก็ได้กลิ่นความชื้นในอากาศแล้ว” โชคบอกและพอดนัยได้ยินแบบนั้นก็พยายามตั้งใจฟังเสียงน้ำตกที่ว่า ซ่า !! เสียงน้ำตกดังเขามาในโสตประสาทของดนัยจมูกเองก็เริ่มได้กลิ่นของน้ำและความชื้นในอากาศ “คุณยูมิครับเราใกล้ถึงแล้วล่ะครับลองฟังดูสิครับได้ยินเสียงน้ำตกต้นน้ำแล้ว” ดนัยหันไปบอกยูมิ “อ๊ะจริงด้วยค่ะได้ยินแล้ว” ยูมิเองเมื่อได้ยินแบบนั้นเธอก็ลองตั้งใจฟังดูและก็ได้ยินเสียงน้ำตกดังมาจากไกลๆ จากนั้นไม่ถึงห้านาทีโชคก็พาทั้งสองคนมาพบกับน้ำตกต้นน้ำขนาดใหญ่ “ว้าวสวยจังเลยค่ะ !!” ยูมิมองน้ำตกขนาดใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้า คุ้มแล้วล่ะที่พาคุณยูมิขึ้นเขามาแบบนี้ ดนัยมองดูยูมิที่ดูตื่นเต้นกับภาพของน้ำตก “นี่ครับคุณดนัยคุณซานาดะเมล็ดพันธ์พืชแล้วก็หนังสติ๊ก !!” โชคหยิบเอาถุงเมล็ดพันธ์พืชออกมาสองถุงแล้วก็หนังสติ๊กสองอันมาให้ดนัยกับยูมิ “ขอบคุณครับ” ดนัยรับถุงเมล็ดพันธ์พืชและหนังสติ๊กมา “ยิงไปทางด้านโน้นได้เลยครับเราจะใช้เวลาที่นี่ยี่สิบนาทีก่อนจะเดินลงไปล่องแพตรงนั้นเพื่อมุ่งหน้าลงไปที่หมู่บ้านชาวเขากัน” โชคชี้ไปที่ด้านล่างซึ่งมาท่าจอดแพผูกเอาไว้อยู่ใต้น้ำตก “ได้ครับ” ดนัยพัยกหน้า “นี่ครับคุณยูมิหนังสติ๊กกับเมล็ดพันธ์พืชว่าแต่เคยยิงหนังสติ๊กมั้ยครับ” ดนัยถามยูมิ “ไม่เคยเลยค่ะ” ยูมิรับหนังสติ๊กและเมล็ดพันธ์พืชมา “งั้นเดี๋ยวผมสอนนะครับมาครับก่อนอื่นให้จับแบบนี้แล้วก็เอากระสุนเมล็ดพันธ์พืชนี่มาใส่ตรงนี้แล้วก็ยิงออกไปแบบนี้” ดนัยพูดก่อนจะทำให้ยูมิดู ฟุ่บ !! เมล็ดพันธ์พืชถูกยิงออกไปจากหนังสติ๊กมันพุ่งออกไปก่อนจะไปตกลงในป่าเบื้องล่างห่างไปหลายร้อยเมตร “ว้าวยอดไปเลย !!” ยูมิดูตื่นเต้นมากที่เห็นการปลูกป่าด้วยการยิงหนังสติ๊ก “เอาล่ะตกคุณยูมิแล้วครับตอนยิงพยายามเล็งให้สูงๆเข้าไว้ก็พอจะได้ไม่ยิงโดนมือตัวเองครับ” ดนัยบอก “ค่ะ” ยูมิพยักหน้าจากนั้นเธอก็ลองยิงหนังสติ๊กดูซึ่งครั้งแรกเธอพลาดไปหน่อยเพราะกะจังหวะปล่อยหนังยางไม่ถูกทำให้กระสุนเมล็ดพืชถูกปล่อยไปได้ไม่ไกลเท่าที่ควร แต่ทว่าพอครั้งที่สองครั้งที่สามมันก็เริ่มดีขึ้นจนเธอยิงกระสุนเมล็ดพืชออกไปได้ไกลหลายร้อยเมตรเหมือนกับดนัย ดนัยและยูมิยังกระสุนเมล็ดพืชกันอยู่สักพักจนหมดเวลายี่สิบนาที “ดูเหมือนจะได้เวลาแล้วนะครับเราลงไปที่น้ำตกเพื่อล่องแพลงไปข้างล่างกันดีกว่า” ดนัยพูดเมื่อเห็นโชคลุกขึ้นเตรียมจะพาเขาและยูมิเดินลงไปที่น้ำตก “อ๊ะได้เวลาแล้วเหรอคะเนี่ยกำลังสนุกเลย” ยูมิพูดอย่างเสียดาย “เอาไว้ปีหน้าเราสองคนมากันใหม่แล้วกันนะครับ” ดนัยบอก “ปะ...ปะ...ปีหน้างั้นเหรอคะ” ยูมิได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกเขินเพราะจากคำพูดดูเหมือนดนัยต้องการจะชวนเธอมาเที่ยวด้วยกันแบบนี้อีก “เอ่อ...” ดนัยเองดูเหมือนจะพึ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไปซึ่งเขาเองก็รู้สึกเขินไม่ต่างกัน แต่ทว่าก็โชคดีที่มีระฆังอย่างโชคเข้ามาช่วยเอาไว้เสียก่อนทำให้ทั้งคู่ไม่เกินกันไปมากกว่านี้ “เรียบร้อยแล้วใช่มั้ยครับถ้าอย่างนั้นลงกันไปเถอะครับตามผมมาเลย” โชคเดินเข้ามาและก็ชวนดนัยและยูมิลงไปที่น้ำตกเพื่อล่องแพต่อ อีกด้านหนึ่ง ภายในป่าฝั่งประเทศเพื่อนบ้านห่างไปไม่กี่สิบกิโลเมตรกำลังมีกลุ่มคนต่างชาติกลุ่มหนึ่งกำลังเดินลัดเลาะมาตามชายแดนในมือกลุ่มคนต่างชาติกลุ่มนี้ล้วนถือปืนไรเฟิลที่ใช้สำหรับล่าสัตว์ที่ด้านหลังมีคนที่ดูเหมือนจะเป็นคนท้องถิ่นสองคนกำลังแบกเสือเอาไว้ที่ด้านหลังซึ่งเสือตัวนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันได้เสียชีวิตไปนานแล้วเพราะบนหัวของมันมีรอยกระสุนถูกเจาะเข้าไปในกะโหลก “เฮ้...จอร์จรอยเท้ามันไปทางนั้นมันข้ามเขตไปในประเทศไทยจะตามมั้ย” หนึ่งในชายชาวต่างชาติพูดเมื่อเห็นรอยเท้าของสัตว์ที่กำลังตามล่าอยู่นั้นวิ่งเข้าไปในเขตประเทศไทย “ตามไปเลยโรเบิร์ดเราต้องล่าตัวลูกมันให้ได้ตัวนี้พยายามจับเป็นล่ะถ้าจับเป็นๆได้ราคามันจะสูงมาก” ชายที่ชื่อจอร์จพูด ใช่แล้วกลุ่มชาวต่างชาติกลุ่มนี้คือพวกลักลอบล่าสัตว์ที่ล่าอยู่ในเขตป่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศพม่า ซึ่งพวกเขานั้นกำลังตามล่าเสือสองตัวแม่ลูกอยู่ตัวแม่นั้นเสร็จพวกเขาไปแล้วจะเหลือก็แต่ตัวลูกที่กำลังหนีหัวซุกหัวซุนเข้าไปในเขตป่าของประเทศไทย จบ...