จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 170 ความไม่พอใจของนายแบบนางแบบ Re

            หลังจากที่รายชื่อผู้กำกับกับ และนักแสดงถูกแจกให้กับประธานและผู้บริหาร  ทั้งห้องก็ตกสู่ความเงียบอีกครั้ง  ประธานเทียนเผิงลอบสังเกตสีหน้าของผู้บริหารแต่ละคน  สีหน้าพวกเขาดูพอใจอย่างเห็นได้ชัด  เขาจึงลองมองดูรายชื่ออย่างละเอียดอีกที


            ‘อ้อ เป็นแบบนี้นี่เอง  ไป่ฉีจัดรายชื่อนักแสดงโดยดูความสัมพันธ์ของผู้บริหารกับดาราด้วย  นับว่าทำได้เยี่ยม  หากมีผลประโยชน์ร่วมกัน  การขัดแข้งขัดขาจนทำให้งานล่าช้าก็จะไม่มี  ตงไห่น่าจะมีลางสังหรณ์เลยไม่ได้เสนอชื่อผู้กำกับออกมาสินะ’ ประธานเทียนเผิงลอบชื่นชมไป่ฉีในใจ


            “เช่นนั้นผมขอถามความคิดเห็นของทุกคนตอนนี้เลย  มีใครคัดค้านกับรายชื่อในนี้ไหม” ประธานเทียนเผิงถาม


            ทุกคนต่างมองกันไปมา  แล้วก็นิ่งเงียบ  นั่นหมายความว่าพวกเขาไม่คัดค้าน  ด้วยเหตุนี้จึงได้ข้อตกลงวางตัวนักแสดงตามรายชื่อที่ไป่ฉีเสนอ


            “ผมทราบมาว่านักแสดงหลายคนมีความสัมพันธ์กับพวกคุณ  ดังนั้น  PD เฉินเฟิง…...” ประธานเทียนเผิงหันไปหาเฉินเฟิง


            “ครับท่านประธาน” เฉินเฟิงขานรับ


            “ไปติดต่อสถานที่ถ่ายทำตามที่ไป่ฉีได้เขียนไว้  จากนั้นจัดทำตารางการถ่ายทำแล้วส่งให้กับดาราในรายชื่อทุกคนด้วย  อีกเรื่อง  ดาราแต่ละคนผมพอทราบมาบ้างว่ามีความสัมพันธ์อันดีกับพวกคุณบางคน  หวังว่าพวกคุณคงจะช่วยเรื่องการจัดตารางงานของพวกเขาให้ตรงกับตารางการถ่ายทำนะ  เพราะถ้าหากมีใครดื้อดึงไม่เชื่อฟัง  ผมในฐานะประธาน  จะสั่งปลดและหาคนอื่นมาแทน  เข้าใจไหม” ประธานเทียนเผิงกดเสียงลงต่ำ  แผ่กลิ่นอายคุกคามพวกผู้บริหารออกมาเต็มที่


            “ทราบแล้วครับ” ผู้บริหารทุกคนรับคำ


            “ดี  ปิดการประชุมได้” ประธานกล่าวพร้อมกับลุกขึ้นและรวบเอกสารทั้งหมดไป  รวมถึงบทละครที่เขาอ่านเมื่อครู่นี้ด้วย


            ‘หนังสือยังออกมาแค่ 3 เล่ม  แต่เราได้อ่านจนจบในรูปแบบบทละคร  กำไรจริง ๆ’ เทียนเผิงคิด  ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสุข  ทำให้เลขาของเขาอดประหลาดใจไม่ได้ว่าเจ้านายของเขามีความสุขเรื่องอะไร


            ทุกคนต่างออกจากห้องประชุมไปกันหมด  ตงไห่เดินมาหาไป่ฉีแล้วตบที่ไหลของเขาเบา ๆ  พร้อมกับยกนิ้วให้กับการกินหมากทั้งกระดานเมื่อครู่


            “ฉันหวังว่าจะได้เห็นอะไรสนุก ๆ แบบนี้อีกในการประชุมครั้งหน้านะ” ตงไห่กล่าวก่อนจะเดินจากไป


            “เอาล่ะ  ฉันงานยุ่งอีกแล้วสิ ฮ่า ฮ่า ฮ่า  แล้วเจอกันนะ” เฉินเฟิงเองก็แยกตัวออกไปเช่นกัน


            “ฝากจัดการเรื่องเอกสารด้วยนะครับ” ไป่ฉีหันมาหาเลขาของซีหลัว


            “รับทราบครับ  แต่ผมขออนุญาตถามนะครับ  คุณไป่ฉีทำไมถึงอยากมาเป็นผู้บริหารของบริษัทนี้ล่ะครับ” เลขาของซีหลัวถาม


            “อย่างที่คุณเห็น  ดาราหรือนักร้องที่มีเส้นสายกับพวกผู้บริหารมักจะได้งานดี ๆ ไปทำเสมอ  ถ้าไม่มีเส้นสาย  บางคนก็ถูกแย่งงาน  ถูกกีดกันและกลั่นแกล้ง  การที่ผมเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่  พวกเขาจะได้ไม่กล้ายุ่งกับผม  อีกประการหนึ่งคือ  ผมจะได้ช่วยเหลือคนดีมีฝีมือให้ได้รับความเป็นธรรม  อย่างรายชื่อของนักเรียนในคลาสของอาจารย์ถงกับอาจารย์หลิว  พวกเขาทุกคนมีฝีมือ  แต่ขาดโอกาสดี ๆ ดังนั้นผมจึงหยิบยื่นโอกาสนี้ให้กับพวกเขา” ไป่ฉีกล่าว


            “สร้างบุญคุณสินะครับ” เลขาของซีหลัวยิ้ม


            “ไม่เชิงครับ  เรียกว่าซื้อใจพวกเขาให้มีความซื่อสัตย์ต่อองค์กรมากกว่า  มีคนฝีมือดีแต่ไม่มีความจงรักภักดีต่อบริษัท  เมื่อหมดสัญญาพวกเขาต่างก็ต้องจากไปหาบริษัทที่สามารถมอบอนาคตที่ดีกว่าให้พวกเขาได้  สิ่งที่ผมทำคือเก็บเพชรน้ำงามไว้กับบริษัท  มันก็แค่นั้น” ไป่ฉีกล่าว


            “เข้าใจแล้วครับ  ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” เลขาของซีหลัวแยกออกไป


            ส่วนไป่ฉีนั้นเดินไปยังห้องทำงานของเขา  พอเปิดประตูเข้าไปก็พบกับว่าเมิ่งชิงชิงนอนหลับอยู่ที่เตียง  ตัวเขาจึงใช้พลังวิญญาณยกตัวของเธอขึ้น  จากนั้นก็ส่งข้อความไปบอกพ่อกับแม่ของเขาว่าวันนี้จะนอนค้างที่บริษัทกับเมิ่งชิงชิง  จากนั้นเขาลงไปนอนที่เตียง  แล้วค่อย ๆ วางเมิ่งชิงชิงลงมานอนบนตัวเขา  พร้อมกับห่มผ้าและหลับไป


            ในตอนเช้าวันถัดมา

            เมิ่งชิงชิงรู้สึกตัวตื่นขึ้น  แต่พอเธอเริ่มได้สติ  เธอก็ได้กลิ่นที่คุ้นเคยทำให้เธอลืมตาขึ้นทันที  ก่อนจะพบว่าด้านหน้าเธอคือเสื้อเชิ้ตสีคุ้นตา  ใช่แล้วมันคือเสื้อของไป่ฉี  เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นก็พบใบหน้าของชายหนุ่มกำลังหลับสนิท  เหมือนกับเด็กกำลังนอน  ใบหน้าไร้เดียงสาแบบนี้เธอเคยเห็นมาหลายครั้งถ้าตื่นนอนก่อนไป่ฉี  เธออดยิ้มน้อย ๆ ไม่ได้  เพราะมีแค่เธอเท่านั้นได้เห็น


            เธออยากจะแกล้งไป่ฉีนิดหน่อย  เลยหอมแก้มไป่ฉีไปทีหนึ่ง  ก่อนจะกระซิบข้างหูเพื่อปลุกไป่ฉี  ไม่นานไป่ฉีก็เริ่มขยับตัว  เขาลืมตาข้างหนึ่งมองเมิ่งชิงชิงพร้อมกับรอยยิ้มที่แสนอ่อนโยน  ตอนนี้เขาดูเหมือนแมวที่เพิ่งตื่นนอน  ซึ่งมันดูน่ารักมากจนเธออยากกอด


            “อยากกอดเหรอครับ” ไป่ฉีพ่นคำพูดแรกออกมาทำให้เมิ่งชิงชิงสะดุ้ง  เพราะไม่คิดว่าไป่ฉีจะพูดสิ่งที่เธอกำลังคิดอยู่


            “ปะ...เปล่าซะหน่อย  ตื่นได้แล้ว” เมิ่งชิงชิงกล่าว  ขณะที่เธอกำลังจะลุกขึ้น  ก็ถูกไป่ฉีคว้าตัวมากอดจนดิ้นไปไหนไม่ได้


            “เมื่อคืนประชุมกันจนดึก  ผมยังง่วงอยู่เลย” ไป่ฉีทำตัวงอแงเพื่ออ้อนเมิ่งชิงชิง


            “เลิกงอแงเป็นเด็กได้แล้ว  โตป่านนี้แล้วยังจะทำตัวเป็นเด็กอีก” เมิ่งชิงชิงกล่าว


            “ผมทำกับพี่คนเดียวหรอก  อีกอย่าง…..หลังจากนี้ประสานงานกับคุณเฉินเฟิงเรื่องตารางงานด้วยนะครับ  เพราะคุณเฉินเฟิงรับผิดชอบเรื่องติดต่อผู้กำกับและนักแสดง  รวมถึงเรื่องตารางการถ่ายทำซีรีส์ด้วย  ยังไงผมฝากเรื่องตารางงานด้วยนะครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “วางใจได้เลย” เมิ่งชิงชิงกล่าว


            ระหว่างที่เมิ่งชิงชิงเข้าไปอาบน้ำ  ไป่ฉีก็ใช้พลังปราณทำความสะอาดเสื้อผ้ากับชุดชั้นในให้กับเธอและตัวของเขาเองด้วย  พอเมิ่งชิงชิงออกมาเขาก็เข้าไปอาบน้ำต่อ


            ‘หือ  รอยเปื้อนตรงคอเสื้อก่อนเราเข้าไปอาบน้ำมันหายไปไหนกัน  จำได้ว่ามีนี่นา  ทำไมตอนนี้มันสะอาดเหมือนซักมาแล้วเลยล่ะ’ เมิ่งชิงชิงสงสัย  แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา


            “พี่ชิงชิง  ไปกันเถอะครับ  เดี๋ยวจะสายเอานะ” ไป่ฉีเดินออกมาจากห้องน้ำแล้วหยิบเอาเสื้อผ้ามาใส่  โดยไม่ได้สนใจสายตาของเมิ่งชิงชิงที่จ้องร่างเปลือยเปล่าของเขาที่มีเพียงกางเกงในตัวเดียวแม้แต่น้อย


            “เอ๋  เอ่อ วันนี้มีงานแฟชั่นโชว์ของแบรนด์ปิงหู่ช่วงเย็นไม่ใช่เหรอ” เมิ่งชิงชิงถาม


            “พี่ดูนาฬิกาสิครับว่ามันกี่โมงแล้ว” ไป่ฉีชูนาฬิกาข้อมือขึ้นมาแล้วชี้ไปที่หน้าปัดของมัน


            “ฉิบหายแล้ว” เมิ่งชิงชิงเห็นเวลาก็ต้องสะดุ้งสุดตัว  นี่มันปาไปบ่ายโมงแล้ว  ไม่คิดว่าเธอจะหลับยาวขนาดนี้


            “เราแทบไม่เหลือเวลากินข้าวด้วย” ไป่ฉีแต่งตัวเสร็จก็เดินกดสมาร์ทโฟนแล้วมาหาเมิ่งชิงชิง


            “อืม  นายหิวรึเปล่า” เมิ่งชิงชิงถาม  เพราะข้าวเช้าก็ไม่ได้กิน  นี่ก็เลยมื้อกลางวันมาแล้วด้วย


            “ผมสั่งอาหารให้ไปส่งที่สถานที่จัดงานแล้วครับ  พวกเรารีบไปกันดีกว่า” ไป่ฉีจับเมิ่งชิงชิงพาดขึ้นบ่าแล้วพาไปที่ลานจอดรถทันที  ระหว่างทางมีพนักงานหลายคนมองตาม  พนักงานหญิงบางคนบอกกับเพื่อนของตนว่าอยากโดนหนุ่มหล่อแบกพาดบ่าแบบนี้บ้าง


            “ตาบ้า  ฉันอายนะรู้ไหม  ที่ต้องมาโดนแบกพาดบ่าแบบนี้น่ะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว


            “ก็พี่ใส่ส้นสูงคงวิ่งเร็วไม่ได้  ตอนนี้พวกเรากำลังจะสาย  ผมเลยอาสาแบกมาไงครับ  ผิดด้วยเหรอ” ไป่ฉีกล่าว  เขาทำเสียงให้ฟังดูน่าสงสาร


            “ขอบใจ  แต่ครั้งหน้าไม่ต้องนะฉันอาย” เมิ่งชิงชิงกล่าว


            “ครับ” ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงเปิดประตูขึ้นรถ  ก่อนที่รถจะขับออกไป


            “จะทันไหมเนี่ย” เมิ่งชิงชิงมีท่าทางกังวล  ขณะกำลังขับรถวนลงจากที่จอดรถของบริษัท


            “พี่ดูเพลีย ๆ นะครับ  ให้ผมขับให้ไหม” ไป่ฉีถาม  ขณะเดียวกันมือของเขากำลังประสานอักขระลมปราณอย่างรวดเร็วเพื่อเปิดประตูมิติตรงทางข้างหน้า


            “นายไม่มีใบขับขี่  ขืนเจอตำรวจกลางทางจะยิ่งเสียเวลาน่ะสิ” เมิ่งชิงชิงหันมาบอกไป่ฉี  แต่เมื่อเธอหันกลับไปก็รู้สึกว่าสถานที่ ๆ รถกำลังขับไปมันไม่คุ้นตาเหมือนลานจอดรถบริษัทเลย


            “มีอะไรครับพี่ชิงชิง” ไป่ฉีถาม  เขายิ้มและกลั้นขำเมื่อเห็นหน้าของเมิ่งชิงชิงเมื่อครู่  ซึ่งไป่ฉีนั้นเปิดประตูมิติส่งรถที่พวกเขานั่งมายังที่จอดรถในสถานที่จัดงานแล้ว  โดยเลือกจุดที่ไม่มีคน


            “นี่มันสถานที่จัดงานนี่นา  ทำไมล่ะ เมื่อกี้เรายังอยู่ในที่จอดรถบริษัทอยู่เลย” เมิ่งชิงชิงถาม


            “เอ๋  อย่าบอกนะว่าที่ผ่านมาหลายแยกนั่นพี่หลับเหรอ” ไป่ฉีแสร้งทำสีหน้าซีด


            “หลับอะไรกันล่ะ  ฉันมั่นใจว่าไม่ได้หลับนะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว


            “แล้วเรามาอยู่ที่สถานที่จัดงานได้ยังไงล่ะครับ  ผมน่ะเห็นพี่ขับมาตลอดทางเลยนะ” ไป่ฉีกล่าว  ทำเอาเมิ่งชิงชิงพูดไม่ออก  เธอมองนาฬิกาก็พบว่าเวลาผ่านไปไม่เท่าไหร่เอง  ทำไมวันนี้เธอเจอแต่เรื่องแปลก ๆ กันนะ  หรือเธอจะนอนน้อยเกินไปจนเบลอ


            “สงสัยฉันจะเบลอเพราะนอนไม่พอน่ะ  ไปกันเถอะ” เมิ่งชิงชิงลงจากรถแล้วเดินนำไป่ฉีไปยังทางเข้าของพนักงานและผู้เกี่ยวข้องในงานแฟชั่นโชว์


            ไป่ฉีเดินเข้ามา  ทีมงานก็กรูกันเข้ามาพาไป่ฉีไปเตรียมตัวแต่งหน้าทำผม  ไป่ฉีจึงได้เอาของใช้ส่วนตัวรวมถึงสมาร์ทโฟนฝากไว้ที่เมิ่งชิงชิง


            “ถ้าร้านอาหารโทรมา  ฝากพี่ไปรับอาหารด้วยนะครับ  เงินในกระเป๋าตังค์ผมพี่หยิบไปจ่ายได้เลย” ไป่ฉีกล่าวก่อนจะตามทีมงานไป


            ‘แบบนี้เขาเรียกว่ากระเป๋าเงินอยู่ในมือภรรยาได้รึเปล่านะ’ ไป่ฉีคิด


            ไป่ฉีนั่งลงที่โต๊ะเตรียมให้ช่างมาแต่งหน้าเขา  ฟางเซียนเดินเข้ามาหาทันที  เพราะไป่ฉีต้องเดินเปิดแคทวอล์ค และเดินปิดท้าย  เธอจึงต้องมาเช็กความพร้อมของไป่ฉีก่อน


            “เดี๋ยวผมแต่งเองก็ได้ครับ” ไป่ฉีบอกกับช่างแต่งหน้า


            “ไป่ฉี  นี่ไม่ค่อยมีเวลานะ  เธอแต่งเป็นเหรอ” ฟางเซียนถาม  เธอดูหงุดหงิดเพราะตอนนี้งานล้นมือเต็มไปหมด


            “งั้นเดี๋ยวผมแต่งให้ดูตอนนี้เลย” ไป่ฉีกล่าว  มือของเขาเริ่มหยิบจับสิ่งต่าง ๆ ตรงหน้า  ซึ่งเป็นอุปกรณ์แต่งหน้าอย่างชำนาญ  เพียงไม่นานเขาก็จัดการกับหน้าของตัวเองเรียบร้อย  ท่ามกลางความตกตะลึงของช่างแต่งหน้าและฟางเซียน


            “ยอดมาก” ช่างแต่งหน้าพูดขึ้น  เขาแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเลยว่านายแบบหน้าใหม่คนหนึ่งจะมีความสามารถระดับช่างแต่งหน้ามืออาชีพแบบนี้  แถมระดับฝีมือยังสูงล้ำกว่าเขามากเสียด้วย


            “แต่งได้ตรงธีมมาก  ดีสุด ๆ เลย  เท่านี้ฉันก็วางใจ  ฝากด้วยนะ” กล่าวจบฟางเซียนก็ไปดูนายแบบ  นางแบบคนอื่นต่อ  ส่วนไป่ฉีนั้นไปนั่งรอตรงที่นั่งว่าง ๆ ซึ่งอยู่มุมห้อง


            ต้องบอกว่าตอนนี้มีนายแบบนางแบบหลายคนที่แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว  มีหลายคนที่ไม่ชอบหน้าไป่ฉี  ด้วยเพราะไป่ฉีเป็นหน้าใหม่ในวงการ  แต่กลับได้รับหน้าที่สำคัญในการเดินเปิดแคทวอล์ค  ซ้ำยังได้เดินปิดท้ายอีกด้วย  สร้างความไม่พอใจให้กับพวกเขาไม่น้อย  มันเหมือนกับการข้ามหน้าข้ามตารุ่นพี่ในวงการ


            “เด็กใหม่อย่างนาย  จะทำให้งานนี้ล่มไม่เป็นท่า” นายแบบคนหนึ่งเริ่มพูดเปิดประเด็นโจมตีไป่ฉี


            “นั่นน่ะสิ  เพราะบริษัทใหญ่  เลยแย่งงานดี ๆ จากพวกเราไป  ทั้งที่ฝีมือก็ไม่มี” นางแบบสาวอีกคนเสริมขึ้น


            “ความคิดของวิหคสวรรค์  พวกนกกระจอกไหนเลยจะเข้าใจ” ไป่ฉีตอบกลับไป  เขาคิดว่าการนิ่งเฉยในสถานการณ์แบบนี้  หากไม่ตอบโต้  อีกฝั่งก็จะยิ่งได้ใจ


            “แกว่าพวกเรามีความคิดคับแคบเหรอ” นายแบบคนที่พูดโจมตีไป่ฉีเมื่อครู่เริ่มมีอารมณ์ขึ้นมา


            “พวกคุณไม่ได้มีความคิดคับแคบ  แต่ความคิดต่ำ  บินได้สูงแค่ไหน  ความคิดก็ไปได้แค่นั้น  อีกอย่างคุณฟางเซียนใช่ว่าจะจ้างเพราะบริษัทอย่างเดียว  แต่ทุกคนต่างก็ต้องผ่านการทดสอบของเธอทั้งนั้น  เรื่องไม่มีฝีมือนั่นคงเอามาว่าผมไม่ได้หรอกนะครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “ชิ” นางแบบสาวที่เข้ามาหาเรื่องไป่ฉีจิ๊ปาก  เธอตัดสินใจเดินจากไป  เพราะไม่อยากสร้างปัญหาในงานของแบรนด์ระดับโลกอย่างนี้  ทางนายแบบเองก็เดินจากไปพร้อมกับนางแบบเมื่อครู่เช่นกัน


            “จะเอายังไงกับไอ้เด็กจองหองนั่นดี” นางแบบคนดังกล่าวถามนายแบบที่เดินตามเธอมา


            “เธอเดินเป็นคนที่ 2 นี่  แกล้งชนหรือกระแทกให้ดูเหมือนอุบัติเหตุ  ให้มันล้มขายขี้หน้าพวกสื่อกับบุคคลสำคัญที่ทางฟางเซียนเชิญมาก็ได้” นายแบบคนนั้นเสนอแผน


            “เป็นความคิดที่ดี” นางแบบสาวยกยิ้มขึ้น

    __________________________________

    วันก่อนเห็นสโลแกนสินค้านึกถึงตอนเรียนวิชาการตลาดได้ ถ้าลองเอาสโลแกนสินค้าชนิดอื่นมาเป็นสโลแกนสินค้าอีกชนิดนึง มันจะฮารึเปล่า
    อันนี้ลองคิดดูว่าถ้าสโลแกนพวกนี้เป็นสโลแกนของถุงยางอนามัยมันจะเป็นสโลแกนที่โดนไหมToshiba นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต (ดูไม่น่าจะคุมกำเนิดได้)ไดเกียว 2T เครื่องฟิต สตาร์ทติดง่าย (เหมือนจะดี)ถ้วยทอง มิตรคู่เรือน เพื่อนคู่ตัวอายิโนะโมะโตะ ผลิตจากวัตถุดิบหลักจากธรรมชาติ (ยางนี่ก็วัตถุดิบจากธรรมชาตินิ)เคียวเซร่ามิต้า เล็ก ๆ ไม่ ใหญ่ ๆ ทำ (ดูกลุ่มเป้าหมายชัดเจนดี)ลอรีอัล ปารีส คุณค่าที่คุณคู่ควร (อื้อหือ ดูหรูมาก)เวลลอย ลื่นเหลือล้น ทนเหลือหลายเป๊ปซี่ รสชาติของคนรุ่นใหม่ (อันนี้กลุ่มลูกค้าชัดเจนมาก)เอส แอนด์ พี ชื่อนี้มีแต่ของอร่อย (ท่าทางสาว ๆ จะชอบยี่ห้อนี้ กลิ่นสตรอเบอรี่ชีสเค้ก กลิ่นพายบลูเบอรี่)ไวตามิลค์ ให้โปรตีน อิ่มสบายท้องดีแทค ง่ายสำหรับคุณ แต่เดี๋ยวก่อน เอาอันใหม่ไปด้วย จะไม่หยุดค่ะ (น่าจะหลายยก)วอลโว่ ทุกชีวิตปลอดภัยในวอลโว่ (ตายหลายล้านตัวไม่ได้เกิดมากกว่า)แวนิช พลังชมพู ลืมไปเลยว่าเคยมีคราบเรโซน่า ไม่ทำให้คุณผิดหวังคาร์สัน ใส่สบายไม่มีย้วยลัคกี้เฟรม จุดประกายความสุขทุกครัวเรือน

    เลย์ ชิ้นเดียวไม่เคยพอ+ฝากเพจด้วยครับ+

    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน