ตอนที่ 18 สถานศึกษาสตรี (1)
เยี่ยสุยยังไม่ทันเดินจากไปก็มีเด็กสาวหลายคนเข้ามาหาเยี่ยเซิน
เทียบกับเยี่ยเซินที่แอบส่งสายตาเหยียดหยาม พวกนางตรงไปตรงมายิ่งกว่า เด็กสาวในชุดสีเหลืองอ่อนนางหนึ่งแค่นเสียงหัวเราะออกมา แสร้งกล่าวด้วยน้ำเสียงใคร่รู้ “จิ้งอวิ๋น ผลสอบคราวที่แล้วเป็นอย่างไรนะ ข้าแทบลืมไปแล้วเชียว”
เด็กสาวที่ถูกเรียกว่า ‘จิ้งอวิ๋น’ มองสำรวจเยี่ยสุยจนทั่วแล้วปิดปากหัวเราะคิกคัก
ตั้งแต่ต้นจนจบ พวกนางไม่ได้พูดจาดูถูกดูแคลนอะไรสักคำ แต่ความหมายกลับแสดงออกมาอย่างชัดแจ้ง
เยี่ยเซินมองการกระทำของพวกนางแล้วขมวดคิ้ว แต่กลับไม่ได้เอ่ยอะไร
เยี่ยสุยดูเหมือนไม่เข้าใจความหมายของพวกนาง ก้าวขึ้นไปด้านหน้า พลางกล่าวทักทายด้วยความยินดีว่า “อาหนิงคารวะพี่หญิง”
เดิมนางมีหน้าตางดงามมากอยู่แล้ว วันนี้ยังสวมชุดสีแดงสดใส แม้ว่าผ้าคลุมไหล่จะเป็นสีขาวนวล ทว่าปักด้วยลวดลายเปลวเพลิงเป็นหย่อมๆ ยามนี้นางคลี่ยิ้มหวานหยด ดูเปล่งประกายเฉิดฉายยากจะเปรียบ ช่างดึงดูดสายตาผู้คนจนไม่อาจละสายตาได้
ชั่วขณะนั้นเด็กสาวหลายนางลมหายใจติดขัด แม้สายตายังดูแคลน แต่กลับแฝงแววริษยาสายหนึ่งในก้นบึ้ง
เด็กสาวคนไหนบ้างไม่อยากมีรูปโฉมงดงาม แต่เยี่ยสุยที่ผลสอบรั้งท้ายเสมอนางนี้กลับมีหน้าตาหมดจดถึงปานนี้ บดบังรัศมีพวกนางเกินไปแล้ว!
กล่าวกันว่าราชวงศ์ต้าอันนิยมยกย่องผู้ดีมากความรู้ โดยเฉพาะเด็กสาวในสถานศึกษาสตรีจิงจ้าวแห่งนี้ ต่างพากันดิ้นรนมุ่งแนวทางนี้กันหมด ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหรือการแต่งหน้าทำผม ล้วนต้องสง่างามมีราศีพร้อมทั้งสุภาพเรียบร้อย ไม่กล้าแม้แต่จะใส่เสื้อผ้าสีสันสดใส ด้วยเกรงจะถูกครหาว่างดงามแบบธรรมดาทั่วไป
ที่ผ่านมาเยี่ยสุยเองคิดเช่นเดียวกัน นางสวมแต่ชุดสีขาวนวลบ้าง เขียวอ่อนบ้าง ใบหน้าก็แต่งแต้มอ่อนๆ แต่ด้วยรูปโฉมที่งดงามสะดุดตาเกินไป การแต่งกายเช่นนี้จึงดูไม่เข้ากับนางนัก
ยามนี้นางได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง ย่อมรู้ดีว่าสิ่งใดเหมาะสมกับตัวเองที่สุด จะไปสนใจทำไมว่าสีสดไม่สด ต่ำไม่ต่ำ เหล่าเซินชอบสีแดงต้าหง[1]กับเหลืองหมิงหวง[2]แล้วจะทำไม อยากอิจฉาก็เชิญริษยากันให้พอเถอะเด็กน้อยเอ๋ย!
ในสายตาของเยี่ยสุย เยี่ยเซินยังนับว่าพอมีหัวคิด แต่ไม่ถึงกับฉลาดหลักแหลม หากนางเป็นเยี่ยเซิน นางจะเข้ามาต้อนรับอย่างสนิทสนมและยิ้มรับอย่างยินดีให้ผู้อื่นไม่อาจว่ากล่าวอะไรได้
เพราะถึงอย่างไรนางก็เป็นเด็กสาวจากตระกูลเยี่ย จะชื่อเสียงหรือชื่อเสียล้วนผูกติดกันอยู่แล้ว หากตนถูกผู้อื่นหยามเกียรติหัวเราะเยาะ แล้วเยี่ยเซินยังจะได้ดีอะไร
สรุปก็คือเยี่ยเซินยังอ่อนเยาว์เกินไป ขาดการฝึกฝนบ่มเพาะที่ดี หรืออาจเป็นได้ว่าเยี่ยเซินดูแคลนนางจนคร้านที่จะเสแสร้งเล่นละคร
ส่วนเด็กสาวอีกหลายนางนั้น...นางกวาดมองสำรวจคร่าวๆ แล้วไม่มีคนรู้จักเลยสักคน อืม คนที่เหล่าไท่จวินแห่งตระกูลกู้ไม่มีความทรงจำประทับใจใดๆ ถ้าไม่ใช่ฐานะทางบ้านตกต่ำลงก็คือไม่มีชีวิตรอดจนเข้าสู่แวดวงตระกูลสูงศักดิ์
หึ นางคร้านจะถือสากับเด็กๆ พวกนี้เช่นกัน!
รอยยิ้มของเยี่ยสุยลึกล้ำยิ่งขึ้น นางเชิดศีรษะขึ้นเล็กน้อย ก้าวยาวๆ เข้าอุทยานจั๋วซิ่ว ทิ้งเยี่ยเซินกับคุณหนูทั้งหลายไว้เบื้องหลัง
เวลานี้ย่างเข้ากลางสารทฤดู ภายในอุทยานจั๋วซิ่วเติมไปด้วยใบเฟิง[3]สีแดงฉานสดใสปะปนกับใบแปะก๊วยสีเหลืองทอง พร้อมทั้งกลิ่นหอมสดชื่นของดอกเบญจมาศลอยมาแตะจมูกเป็นระยะ พานให้จิตใจปลอดโปร่ง เยี่ยสุยเผยใบหน้าเปื้อนยิ้มปลอดโปร่งสบายใจยิ่ง
อุทยานจั๋วซิ่วลดการตกแต่งจำพวกลายสลักประณีตลงหลังการซ่อมบำรุง เทียบกับเมื่อก่อนแล้วเรียกได้ว่ามีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น นอกจากใบเฟิงและแปะก๊วยแล้ว ยังมีแนวป่าไผ่สูงกับทุ่งหญ้าบนเนินเขาชวนให้ความรู้สึกโล่งโปร่ง ด้านแนวคิดถือว่าเหนือชั้นกว่าเดิมขั้นหนึ่ง ดูท่าองค์หญิงจะมีจิตใจหลงใหลในลำธารป่าเขามากกว่าฮูหยินติ้งกั๋วกง
ถึงอย่างนั้นในลานสวนของสถานศึกษาสตรีกลับไม่ได้เปลี่ยนไปไม่มากนัก ยังคงมีธารน้ำไหลเอื่อย ริมธารเป็นบุปผานานาพรรณ เพียงมีแนวต้นไผ่สูงเพิ่มเข้ามาบ้างเท่านั้น
เชิงอรรถ
^ สีแดงสด ซึ่งเป็นสีที่ใช้กับชุดแต่งงานของภรรยาเอก อนุภรรยาไม่มีสิทธิ์สวมใส่^ สีเหลืองทอง ซึ่งใช้สำหรับอาภรณ์ของฮ่องเต้^ ใบเมเปิล