จินลี่หยางกับเหอผิงยิ้มให้จางฝูลู่และหันไปคุยกันเอง
“เป็นไปได้มากว่าจะเป็นคนที่มาจากเรือสินค้าขายไม้” จินลี่หยางกล่าว เหอผิงพยักหน้า
“เช่นนั้นก็ไม่ยากแล้วขอรับพี่จิน เรือที่นำไม้ไปขายมีเพียงสองเจ้าเท่านั้นคือโรงไม้ยิ่งมู่กับโรงไม้ไฉกัง”
จางฝูลู่ได้ยินคำว่าโรงไม้ไฉกังก็เอะอะขึ้นมา“เดี๋ยวๆ ท่านสองคนนี่อย่างไรกัน โรงไม้ไฉกังทำไมหรือ”
เหอผิงชี้ไปที่ภาพวาดบนโต๊ะ“นี่คือภาพวาดอาวุธที่คนร้ายใช้สังหารหญิงคนนั้นขอรับ”
จางฝูลู่หน้าถอดสีทันที“แล้วพวกท่านจะตรวจสอบกันอย่างไร”
จินลี่หยางมองหน้าจางฝูลู่“ถ้าเช่นนั้นไปหาเถ้าแก่ของโรงไม้ ไฉกังก่อน”
“ท่านคิดว่าคนร้ายอยู่ที่นั่นหรือ” จางฝูลู่เอ่ยถาม
“ตอนนี้มีเพียงต้องสอบถามก่อนเท่านั้นส่วนคนร้ายเป็นใครคงต้องพูดคุยกับเถ้าแก่โรงไม้ทั้งสองที่เสียก่อน”
จางฝูลู่พยักหน้า“ถ้าเช่นนั้น ท่านจะเข้าไปเลยหรือไม่ ตอนนี้คนงานเลิกงานกันไปเกือบหมดแล้ว”
จินลี่หยางนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวต่อ“วันนี้เข้าไปพูดคุยก่อนก็แล้วกันแล้วคงต้องขอร้องให้เถ้าแก่ปิดเรื่องเอาไว้จนกว่าคนงานจะกลับเข้ามาทำงานจนครบทุกคนแล้วค่อยขอตรวจสอบ”
จางฝูลู่พยักหน้า“เช่นนั้นก็ไปเถิด”
ทั้งสามคนเดินออกจากกองทหารรักษาเมืองตรงไปที่โรงไม้ไฉกังด้วยกัน
เฉินอี้กำลังเดินลงจากเขาตามหลังอาหลิ่งปากก็บ่นอุบอิบ “เหม่ยลี่หายไปไหนเสียก็ไม่รู้ เรียกเท่าไรก็ไม่ออกมา อุตส่าห์เตรียมขนมมาให้ตั้งเยอะ”
อาหลิ่งยิ้มอารมณ์ดี“นางอาจจะกำลังยุ่ง หรือไม่ก็ไม่อยากได้ขนมของท่านแล้วเพราะทางฉางผิงมีขนมเยอะกว่า”
“นางจะเป็นอันใดหรือเปล่านะ” เฉินอี้เดินพูดด้วยความไม่สบายใจ“นางต้องเสียพลังเซียนให้ข้าเยอะมากแน่ๆ เลย”
“เหตุใดนางต้องเสียพลังเซียนให้ท่านด้วย”อาหลิ่งหยุดเคลื่อนกายและหันกลับมามองเฉินอี้ แต่เขาไม่ยอมตอบ
“เฉินอี้ ท่านมีอันใดปิดบังข้าอยู่ใช่หรือไม่” อาหลิ่งมองหน้าเฉินอี้คาดคั้นถามเขา เฉินอี้ส่ายหน้า
“ไม่มี”
อาหลิ่งจ้องหน้าเขานึกโมโหในความดื้อที่ไม่เคยลดละของเฉินอี้ “ได้ ท่านไม่ตอบก็ไม่เป็นไรข้าจะไปบีบคอหลิวซูเจี๋ยถามเอง”
เฉินอี้เงยหน้ามองอาหลิ่งทันที“อย่าทำเขานะ” กล่าวออกไปแล้วก็กลืนน้ำลายลงคออย่างลำบากยากเย็นอาหลิ่งเชิดหน้าขึ้นอย่าง ผู้ชนะ
“เช่นนั้นท่านก็เล่ามา แล้วข้าจะมิทำอันใดเขา”
เฉินอี้เม้มปากถอนใจ ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจเล่าให้นางฟังเรื่องที่เขาสละร่างให้ฟางจิง
ยิ่งฟังอาหลิ่งก็ยิ่งตาโตขึ้น อ้าปากค้างขึ้นเรื่อยๆจนสุดท้ายนางก็กรีดเสียงจนเฉินอี้ตกใจผงะถอยหลัง
อาหลิ่งชี้มือมาที่เขาและโวยวายไม่หยุด“เฉินอี้! ท่าน! ท่านทำอันใดลงไปท่านรู้ตัวหรือไม่! ท่านรู้ไหมว่ามันอันตรายมากเพียงใด!เหตุใดจึงโง่เขลาเช่นนี้!”
เฉินอี้รู้สึกโกรธขึ้นมาบ้างอาหลิ่งไม่เคยดุด่าว่ากล่าวเขาเช่นนี้มาก่อน ทุกครั้งแม้จะมีอะไรที่นางไม่พอใจนางก็จะไม่พูดออกมา นางจะแสดงเพียงความเข้าใจและปลอบโยนเขาเท่านั้น
“ข้าไม่รู้หรอกว่ามันอันตรายเช่นไรบ้าง ข้ารู้แค่เพียงว่าข้าไม่สามารถมองดูพวกเขาเฉยๆได้ พวกเขาต้องครอบครัวแตกแยกเพราะคนเห็นแก่ตัวคนหนึ่ง ไม่มีโอกาสแม้แต่จะกล่าวคำร่ำลาต่อกันด้วยซ้ำสิ่งใดที่ข้าทำได้ข้าก็พร้อมจะทำเพื่อให้พวกเขาได้พบกัน”เฉินอี้กล่าวไปก็หยุดหอบหายใจ เขาทั้งโกรธทั้งเหนื่อยเพราะพูดโดยแทบไม่ได้หายใจเลย
“แต่ท่านสละร่างให้นาง แล้วถ้าหากนางไม่ยอมคืนร่างให้ท่านเล่า!ท่านคิดถึงเรื่องนี้บ้างหรือไม่!” อาหลิ่งยังคงต่อว่าเฉินอี้ด้วยน้ำเสียงดุดัน
“ข้าก็ยังยืนอยู่ต่อหน้าเจ้าอย่างไรเล่าอาหลิ่ง!” เฉินอี้เริ่มเสียงดังบ้าง“เจ้ารู้ไหม ตอนที่ฟางจิงใช้ร่างข้า……”เฉินอี้น้ำเสียงขาดห้วงไปและกล่าวต่อด้วยเสียงแปร่งปร่า “นางมองเห็นจิงอี๋เหนียง!”
เฉินอี้เบือนหน้าหนีไปทางอื่นหูและคอแดงขึ้นด้วยอารมณ์โกรธ
อาหลิ่งนิ่งอึ้งไปเฉินอี้น้ำตาคลอ
ชั่วขณะหนึ่งที่ฟางจิงอยู่ในร่างของเขาทำให้เขาเห็นทุกอย่างเหมือนที่ฟางจิงเห็นเฉินอี้นั้นแทบจะไม่อยากให้ฟางจิงออกจากร่างของเขาไปเลย
อาหลิ่งน้ำตาซึมและเคลื่อนกายเข้ามาใกล้เฉินอี้ที่ยังคงหันหน้าหนีนางไปทางอื่น
“สัญญากับข้าว่าท่านจะไม่ทำเช่นนั้นอีก”
เฉินอี้ยังคงยืนนิ่งไม่ยอมกล่าวอันใดตอบนาง
“เฉินอี้!” อาหลิ่งแทบอยากจะกระชากแขนเขาใหัหันกลับมา
“บอกเหตุผลมา เหตุใดข้าจึงไม่ควรทำเช่นนั้นอีก” เฉินอี้กล่าวเสียงแข็ง
อาหลิ่งหลับตาสะกดอารมณ์ของตนเองให้เย็นลงและพยายามพูดไม่ให้เสียงสั่น
“เมื่อถูกวิญญาณสิงร่างไปแล้วครั้งหนึ่ง ต่อไปท่านจะถูกสิงร่างได้ง่ายขึ้นท่านจะมิได้เสียแค่พลังชีวิตเท่านั้น แต่ท่านจะเสียถึงพลังวิญญาณของท่านด้วย”อาหลิ่งน้ำตารื้นมาที่ขอบตา “หากท่านเสียพลังวิญญาณของตนเองให้วิญญาณตนอื่นไปจนหมดท่านจะกลับเข้าร่างตนเองมิได้อีกต่อไป” ตอนนี้น้ำตาหยดลงบนแก้มของนางแล้วเฉินอี้หันมามองอาหลิ่ง
“เฉินอี้……ข้าขอร้องท่าน อย่าได้ทำเช่นนั้นอีกมิเช่นนั้นแม้แต่วิญญาณของท่านข้าก็คงไม่มีโอกาสได้เห็น”อาหลิ่งกล่าวไปพลางสะอื้นไห้
เฉินอี้รู้สึกเสียใจที่ดื้อรั้นใส่นางแต่บางอย่างในใจกลับรั้งไว้ไม่อยากให้เขารับปากนาง
เฉินอี้ยื่นมือออกไปหาอาหลิ่งเขาอยากกอดนาง อยากได้ไออุ่นจากนางบ้าง ตั้งแต่เล็กจนโตนับครั้งไม่ถ้วนที่เขาอยากได้อ้อมกอดอบอุ่นจากมือคู่นี้เพราะอาหลิ่งเปรียบเสมือนญาติเพียงคนเดียวในชีวิตของเขาแต่เขากับอาหลิ่งไม่อาจสัมผัสกันได้
เฉินอี้ดึงมือตนเองกลับและยิ้มให้นาง“อาหลิ่ง เจ้าร้องไห้ทำไม เอาล่ะๆ ข้าจะไม่ปล่อยให้วิญญาณตนไหนมาสิงร่างข้าอีกแล้วเจ้าหยุดร้องไห้เถิดนะ” เฉินอี้ยิ้มตาหยีใส่นาง แม้จะยังรู้สึกเสียใจและน้อยใจ เฉินอี้อยู่บ้าง แต่อาหลิ่งก็ยิ้มกลับให้เขาและเช็ดน้ำตาทันใดนั้นนางก็ชะงัก สายตามองเลยไปที่ด้านหลังของเขา
“เฉินอี้ มีชายคนหนึ่งกำลังเดินมาด้านหลังของท่าน ท่าทางไม่น่าไว้วางใจ”
เฉินอี้ขมวดคิ้วตรงที่เขาอยู่นี้คือเขาฝั่งตะวันตก ย่อมไม่มีผู้ใดขึ้นมาที่นี่
เมื่อเสียงฝีเท้าเริ่มเข้ามาใกล้เฉินอี้ก็หันหลังกลับไปและยกไม้เท้าขึ้นชี้ไปทางชายคนนั้น “หยุดอยู่ตรงนั้น!เจ้าเป็นใคร!”
เสียงฝีเท้านั้นชะงักและหยุดเดินเฉินอี้ได้ยินเสียงหายใจของชายคนนั้นอย่างชัดเจนเพราะในป่าค่อนข้างเงียบ
เสียงหายใจของเขาติดขัดเหนื่อยหอบ เฉินอี้ลดไม้เท้าลงเล็กน้อย “เจ้าบาดเจ็บหรือ”
อาหลิ่งเคลื่อนกายเข้าไปดูชายคนนั้นและหันมาพยักหน้าให้ เฉินอี้
“ช่วยข้าด้วย…..”
เฉินอี้ได้ยินเสียงแหบอ่อนของชายคนนั้นและมีเสียงเหมือนเขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้นแต่ถึงอย่างนั้นเฉินอี้ก็ยังไม่วางใจและไม่กล้าเข้าใกล้เขารอให้อาหลิ่งดูจนแน่ใจแล้วว่าชายคนนี้ไม่มีพิษสง เฉินอี้จึงค่อยๆ เดินเข้าไปหา
“เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือ” เฉินอี้เอ่ยถาม
“ข้า……ถูกแทง……” ชายคนนั้นตอบเสียงแผ่วเบา
เฉินอี้คลำไปบนตัวเขาและสัมผัสถึงความเปียกชื้นที่เอวด้านขวาเขายกมือขึ้นมาจ่อที่จมูกของตนเองและได้กลิ่นเลือด
เฉินอี้เปิดเสื้อของชายคนนั้นออกเพื่อสำรวจแผลปากแผลค่อนข้างเล็กแต่น่าจะลึกพอสมควรชายคนนั้นร้องออกมาอย่างเจ็บปวดเมื่อเฉินอี้สัมผัสถูกแผลของเขา
“เจ้ารอข้าครู่เดียว เดี๋ยวข้ามา” เฉินอี้จะลุกไปแต่ชายคนนั้นจับแขนเขาเอาไว้
“เจ้าจะไปไหน” ชายคนนั้นถามน้ำเสียงหวาดกลัว
“ข้าจะหาสมุนไพรมาห้ามเลือดให้เจ้า”
ชายคนนั้นจึงยอมปล่อยมือเฉินอี้จับเขานั่งพิงต้นไม้และรีบ ออกเดิน
“อาหลิ่ง แถวนี้มีต้นหูยี่หรือไม่”
“มี แต่ว่า……..”
“อยู่ตรงไหนหรือ พาข้าไปที”
“มันอยู่ที่ซอกหินริมผา ค่อนข้างอันตรายทีเดียวเฉินอี้”อาหลิ่งกล่าวอย่างกังวล
.............................
--ของแถมท้ายบท--
ขณะที่ฟางจิงอยู่ในร่างของเฉินอี้เขาสามารถมองเห็นได้ทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าของเขา
เขาเห็นจิงอี๋เหนียงที่ร้องไห้น้ำตากลบตาเห็นกองทหารของ ฉางผิง เห็นกองไฟ
เขารู้ว่าเหล่าจางกับพี่ลี่หยางยืนอยู่ข้างหลังของเขาแต่เขาหันกลับไปมองทั้งสองคนไม่ได้ เพราะฟางจิงใช้ร่างของเขาคุยกับจิงอี๋เหนียงอยู่
ยามที่ฟางจิงอยู่ในร่างของเขาวิญญาณของเฉินอี้จะถูกขังอยู่ในร่างของตนเอง ไม่สามารถทำอันใดได้
จนต่อเมื่อฟางจิงกำลังจะออกจากร่างของเขาและเหล่าจางกับพี่ลี่หยางวิ่งมาหาเขา เฉินอี้จึงได้มองเห็นทั้งสองคนครู่หนึ่ง
แต่เป็นภาพที่เลือนรางเหลือเกิน
ถึงแม้ว่าภาพนั้นจะเลือนรางเพียงใดเขาก็จะจดจำไว้ในใจของเขาตลอดไป