บทที่ 55 : ประตูศิลาหมื่นภูต ขุนพลพิทักษ์สุสาน
ณ สุดปลายทางของทะเลเถ้ากระดูก บานประตูศิลาขนาดยักษ์สีดำทะมึนตั้งตระหง่านเสียดแทงทะลุเพดานถ้ำ ความสูงของมันไม่อาจประเมินได้ด้วยสายตา บนบานประตูสลักลวดลายภูตผีปีศาจนับหมื่นตนที่กำลังดิ้นรนกรีดร้องด้วยความทุกข์ทรมาน กลิ่นอายความตายและปราณมารที่แผ่ออกมาจากประตูบานนี้ หนักหน่วงเสียจนทำให้มิติรอบด้านเกิดรอยแตกร้าวและมีหยาดเลือดสีคล้ำไหลซึมออกมาตามรอยแยก
ซูหลงอวิ๋นในคราบของคุณชายมารชุดดำ ก้าวเดินเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าประตูศิลา นัยน์ตาสีเขียวมรกตที่จำแลงมา สาดประกายความลึกล้ำขณะกวาดมองลวดลายอักขระบรรพกาลที่ถูกสลักซ่อนไว้ภายใต้รูปสลักภูตผี
"ค่ายกลโลหิตหมื่นภูตกลืนวิญญาณ..."
ชายหนุ่มพึมพำแผ่วเบา รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นบนใบหน้า "ช่างเป็นค่ายกลที่โหดเหี้ยมและสิ้นเปลืองนัก หากจะเปิดประตูบานนี้ด้วยวิธีปกติ จำต้องสังเวยชีวิตของผู้ฝึกยุทธ์ระดับแก่นแท้ทองคำขึ้นไปนับพันคน เพื่อนำเลือดและวิญญาณมาหล่อเลี้ยงลวดลายให้เต็ม มิน่าเล่า พวกสำนักใหญ่ด้านนอกถึงได้ต้อนผู้ฝึกยุทธ์อิสระมาเป็นเครื่องสังเวย"
หลิงอวี้ซีในชุดคลุมสีทมิฬก้าวมายืนเคียงข้างนางทอดสายตามองประตูศิลาด้วยความสะอิดสะเอียน "แล้วเจ้าจะทำเยี่ยงไร? ในเมื่อพวกเราไม่มีเครื่องสังเวยนับพันคนเยี่ยงพวกมัน หากฝืนทำลายประตูด้วยกำลัง ค่ายกลสะท้อนกลับอาจจะทำให้สุสานชั้นในถล่มลงมาทับพวกเราได้"
"วิถีแห่งค่ายกล มิได้มีเพียงการใช้กำลังทำลาย หรือการทำตามเงื่อนไขที่ผู้สร้างกำหนดไว้เท่านั้น..."
ซูหลงอวิ๋นยกมือขวาขึ้น ปลายนิ้วรวบชิดกัน เปล่งประกายแสงสีขาวบริสุทธิ์และสีทองคำของปราณหยินหยาง "ทว่ามันยังมีการ 'แทรกแซง' และ 'บิดเบือน' สัจธรรม! ค่ายกลนี้ต้องการพลังวิญญาณมหาศาลเพื่อเป็นกุญแจ... เช่นนั้น ข้าก็จะมอบพลังวิญญาณที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าวิญญาณของคนนับพันให้แก่มัน!"
"วิถีแห่งเทวะ... เคล็ดหลอมสัจธรรม... เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก หยั่งราก!"
ฟู่!
ซูหลงอวิ๋นทาบฝ่ามือลงบนบานประตูศิลา เพลิงสวรรค์สีขาวบริสุทธิ์พุ่งทะลวงเข้าสู่อักขระค่ายกลอย่างดุดัน! ทว่ามันมิได้เข้าไปแผดเผา แต่มันกลับกระจายตัวไหลเวียนไปตามเส้นสายพลังงานประดุจสายเลือดที่เข้าไปหล่อเลี้ยงหัวใจ!
เพลิงปรโลกคือสุดยอดแห่งสายหยินและความตาย มันเป็นพลังงานระดับสวรรค์ที่บริสุทธิ์และทรงอำนาจเหนือกว่าวิญญาณของปุถุชนนับหมื่นดวง! เมื่อค่ายกลโลหิตหมื่นภูตได้รับพลังงานที่หอมหวานและล้ำค่าถึงเพียงนี้ มันจึงถูก 'หลอก' อย่างสมบูรณ์แบบ!
ครืนนนนน!
เสียงกลไกศิลาดังกึกก้องสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งทะเลเถ้ากระดูก! ลวดลายภูตผีบนบานประตูส่องประกายแสงสีขาวทมิฬ ดวงตานับหมื่นคู่ของรูปสลักเบิกกว้าง ก่อนที่บานประตูขนาดยักษ์จะค่อยๆ แยกออกจากกันอย่างเชื่องช้า เผยให้เห็นเส้นทางสู่ 'ชั้นในสุด' ของสุสานบรรพชน!
"เห็นหรือไม่ อวี้ซี... ต่อหน้าสัจธรรมที่เหนือกว่า กฎเกณฑ์ที่ถูกตั้งไว้ก็เป็นเพียงเรื่องไร้สาระ" ซูหลงอวิ๋นสะบัดแขนเสื้ออย่างสง่าผ่าเผย ก้าวเดินผ่านบานประตูศิลาเข้าไปอย่างองอาจ
เมื่อก้าวพ้นธรณีประตู ทัศนียภาพก็แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
จากทะเลกระดูกที่เหม็นคาวและมืดมิด บัดนี้พวกเขาได้ก้าวเข้ามาสู่ 'โถงวิหารใต้พิภพ' ที่กว้างใหญ่และโอ่อ่าตระการตา! ผนังวิหารสลักจากหยกทมิฬที่ส่องประกายระยิบระยับประดุจดวงดาวในยามราตรี เสาศิลาแปดต้นตั้งตระหง่านค้ำจุนเพดานวิหาร แต่ละต้นแกะสลักเป็นรูปพญามังกรที่มีเกล็ดเป็นโครงกระดูก
และ ณ ใจกลางวิหารนั้นเอง...
แท่นบูชาหยกสีเลือดรูปดอกบัวเก้ากลีบ ตั้งตระหง่านแผ่กลิ่นอายความเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์อย่างถึงที่สุด! เหนือแท่นบูชานั้น มี 'ผลึกคริสตัลขนาดยักษ์' ลอยล่องอยู่กลางอากาศ!
ผลึกนั้นโปร่งใสประดุจเพชร ทว่าภายในกลับมีกลุ่มก้อนพลังงานสีทองคำและสีเทาหมุนวนสอดประสานกันประดุจกาแล็กซีขนาดย่อม! กลิ่นอายพลังวิญญาณที่แผ่ออกมาจากผลึกนี้ หนาแน่นและลึกล้ำเสียจนทำให้ทารกวิญญาณเทวะในจุดตันเถียนของซูหลงอวิ๋นสั่นสะเทือนด้วยความหิวกระหายอย่างบ้าคลั่ง!
"ผลึกวิญญาณบรรพกาล!"
หลิงอวี้ซีอุทานด้วยความตื่นตะลึง นางสัมผัสได้ว่าเพียงแค่สูดดมกลิ่นอายที่ลอยมาตามอากาศ ทะเลวิญญาณของนางก็มีความรู้สึกปลอดโปร่งและขยายตัวขึ้นเล็กน้อย "สมบัติชิ้นนี้... มันสามารถยกระดับจิตสัมผัสและขยายขีดจำกัดของวิญญาณได้อย่างไร้ที่สิ้นสุดจริงๆ! หากผู้ใดในมหาทวีปศูนย์กลางได้มันไปครอบครอง ย่อมสามารถสร้างยอดฝีมือขอบเขตจักรพรรดิยุทธได้อีกนับไม่ถ้วน!"
"ของสิ่งนี้ คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ข้าสามารถควบคุมวิชา 'สถิตร่างเทวะเหมันต์' ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องพลังวิญญาณเหือดแห้งอีกต่อไป"
ซูหลงอวิ๋นเลียริมฝีปาก นัยน์ตาสีเขียวมรกตสาดประกายความโลภโมโทสันอย่างปิดไม่มิด เขาก้าวเดินตรงไปยังแท่นบูชาอย่างไม่รอช้า
ทว่า ในจังหวะที่เขากำลังจะก้าวขึ้นบันไดศิลาขั้นแรกของแท่นบูชา...
ตูมมมมมมมมมมม!!!!!
เสียงระเบิดกัมปนาทที่รุนแรงเสียยิ่งกว่าฟ้าถล่ม พลันดังก้องมาจากทิศทางของประตูศิลาชั้นนอกที่อยู่ห่างออกไปหลายพันลี้! แรงสั่นสะเทือนนั้นรุนแรงเสียจนทำให้นครใต้พิภพทั้งเมืองเกิดรอยแตกร้าว!
"เกิดอะไรขึ้น!" หลิงอวี้ซีชักกระบี่เหมันต์ออกมาทันที
ซูหลงอวิ๋นหรี่ตาลง จิตสัมผัสวิญญาณก่อกำเนิดของเขากวาดออกไปตรวจสอบอย่างรวดเร็ว "พวกมันพังค่ายกลชั้นนอกเข้ามาได้แล้ว! และกำลังใช้ 'ยันต์เคลื่อนย้ายมิติระดับสวรรค์' ทะลวงข้ามทะเลเถ้ากระดูก มุ่งตรงมายังโถงวิหารแห่งนี้โดยตรง!"
"มหาอำนาจของทวีปประจิมวิญญาณ ทุ่มเททรัพยากรมหาศาลเพื่อเจาะเข้ามาให้ถึงแก่นกลางให้เร็วที่สุด... ความเร็วของพวกมันเหนือกว่าที่คาดไว้มาก!" หลิงอวี้ซีประเมินสถานการณ์ "ซูหลงอวิ๋น รีบเก็บสมบัติแล้วหนีเร็วเข้า!"
"เก็บงั้นรึ? เจ้าคิดว่าสมบัติระดับบรรพกาล จะถูกวางไว้ให้หยิบฉวยง่ายๆ ประดุจผักปลาในตลาดหรืออย่างไร?"
ซูหลงอวิ๋นแค่นเสียงหัวเราะ เขากวาดสายตามองไปรอบๆ แท่นบูชา "แท่นบูชานี้ ถูกครอบคลุมด้วย 'ค่ายกลผนึกวิญญาณสวรรค์' หากสัมผัสมันโดยพลการ วิญญาณของผู้กระทำจะถูกสูบกลืนเข้าไปเป็นปุ๋ยหล่อเลี้ยงผลึกทันที การจะปลดสลักค่ายกลนี้ ต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งก้านธูปในการถ่ายทอดปราณหยินหยางเข้าไปแทรกแซง"
วูบ! วูบ! วูบ! วูบ!
ยังไม่ทันสิ้นคำกล่าวของชายหนุ่ม มิติเบื้องหน้าประตูวิหารที่เพิ่งเปิดออก ก็เกิดการบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง!
รอยแยกมิติขนาดยักษ์สองสายถูกฉีกออกพร้อมกัน! พร้อมกับกลิ่นอายพลังปราณขอบเขต 'บรรพชนศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลาง' และ 'ขั้นต้น' นับสิบสายที่พุ่งทะยานออกมาประดุจพายุ!
กองทัพผู้ฝึกยุทธ์วิถีมารนับร้อยชีวิต ในชุดคลุมสีขาวกระดูกและชุดคลุมสีโลหิต ปรากฏตัวขึ้นภายในโถงวิหารใต้พิภพ!
ผู้นำของสำนักกระดูกขาว คือชายชราร่างผอมแห้งประดุจโครงกระดูกเดินได้ สวมมงกุฎหัวกะโหลก กลิ่นอายพลังบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางแผ่ซ่านกดทับมิติ นามของมันคือ 'ผู้อาวุโสกุยอู๋'
ส่วนผู้นำของนิกายเงาโลหิต คือสตรีวัยกลางคนผู้มีใบหน้าเย้ายวนทว่าแฝงความอำมหิต สวมชุดคลุมสีแดงสดที่รัดรูป กลิ่นอายบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางของนางก็ดุดันไม่แพ้กัน นามของนางคือ 'ผู้อาวุโสเซวียเม่ย'
ทั้งสองมหาอำนาจที่เคยแย่งชิงกันอยู่ด้านนอก บัดนี้ได้ทะลวงเข้ามาถึงชั้นในสุดพร้อมกัน!
ทันทีที่ก้าวพ้นรอยแยกมิติ สายตาของยอดฝีมือวิถีมารทั้งหมด ก็จับจ้องไปยัง 'ผลึกวิญญาณบรรพกาล' ที่ลอยอยู่เหนือแท่นบูชาด้วยความโลภโมโทสันที่แทบจะระเบิดออก!
"ผลึกวิญญาณบรรพกาล! สมบัติของท่านจ้าววิถีมาร อยู่ที่นี่จริงๆ!" ผู้อาวุโสกุยอู๋หัวเราะเสียงแหลมประดุจภูตผี
ทว่า ในวินาทีต่อมา สายตาของพวกมันก็สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ... เบื้องหน้าแท่นบูชานั้น มีเงาร่างของบุรุษหนุ่มในชุดคลุมสีดำ และสตรีภายใต้ผ้าคลุมสีทมิฬ ยืนตระหง่านอยู่ก่อนแล้ว!
"ผู้ใดกัน! บังอาจลอบเข้ามาถึงห้องโถงชั้นในได้ก่อนพวกข้า!" ผู้อาวุโสเซวียเม่ยตวาดลั่น นัยน์ตาสีเลือดหรี่ลงประเมินพลังของผู้บุกรุก "วิญญาณก่อกำเนิดขั้นต้น? กับทาสเงาระดับตัดวิญญาณขั้นต้น? มดปลวกไร้ค่าเช่นนี้ ทะลวงผ่านค่ายกลมรณะมาได้อย่างไร!"
ทันใดนั้น ศิษย์ของนิกายเงาโลหิตผู้หนึ่งที่ถือ 'ป้ายวิญญาณ' ก็ตะโกนขึ้นด้วยความโกรธแค้น "เรียนท่านผู้อาวุโส! กลิ่นอายมารในร่างของไอ้เด็กชุดดำนั่น ตรงกับกลิ่นอายที่หลงเหลืออยู่บนซากศพของผู้อาวุโส 'เซวียถู' ที่พวกเราพบในทะเลกระดูกด้านนอกขอรับ! มันคือฆาตกรที่สังหารคนของเรา!"
"และมันก็คงเป็นคนเดียวกับที่สังหารนายน้อย 'กุยซา' ในนครเถ้ากระดูกด้วยเช่นกัน!" ศิษย์สำนักกระดูกขาวอีกคนชี้หน้าด่าทอ
ความโกรธแค้นของสองมหาอำนาจพุ่งเป้าไปที่จุดเดียวกันในชั่วพริบตา!
"ไอ้เด็กเหลือขอ! เจ้าเป็นคนของขุมกำลังใด! กล้าล่วงเกินทั้งสำนักกระดูกขาวและนิกายเงาโลหิตพร้อมกัน เจ้ามีสิบหัวก็ไม่พอให้ตัด!" ผู้อาวุโสกุยอู๋ตวาดก้อง ปราณบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ระเบิดออก กดทับลงมายังร่างของซูหลงอวิ๋นประดุจขุนเขา
เผชิญหน้ากับยอดฝีมือขอบเขตที่หกขั้นกลางถึงสองคน พร้อมด้วยลูกสมุนขอบเขตที่ห้าและสี่อีกนับร้อย... หากเป็นผู้ฝึกยุทธ์วิญญาณก่อกำเนิดทั่วไป ย่อมต้องคุกเข่าร้องขอชีวิตและปัสสาวะราดกางเกงไปแล้ว!
ทว่า ซูหลงอวิ๋นกลับเอามือไพล่หลัง ค่อยๆ หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับกองทัพมารด้วยท่วงท่าที่สง่างามและเย่อหยิ่งอย่างถึงที่สุด นัยน์ตาสีเขียวมรกตของเขาสาดประกายความดูแคลนประดุจจักรพรรดิที่กำลังมองดูฝูงขอทาน
"พวกสุนัขเฝ้าบ้าน... ส่งเสียงเห่าหอนน่ารำคาญยิ่งนัก"
ซูหลงอวิ๋นแค่นเสียงเย็นชา วาจาของเขาดังกังวานก้องไปทั่วโถงวิหาร "ผลึกวิญญาณบรรพกาลชิ้นนี้ เป็นสมบัติที่สวรรค์ประทานให้แก่ข้า... ผู้ใดที่กล้าก้าวเท้าเข้ามาในรัศมีร้อยจั้ง ข้าจะถือว่ามันท้าทายอำนาจของข้า และโทษทัณฑ์มีเพียงความตาย"
โอหัง! บ้าบิ่น! ไร้ซึ่งการเจียมตัว!
นี่คือคำจำกัดความเดียวที่ผุดขึ้นในหัวของยอดฝีมือวิถีมารนับร้อยคน!
"ฮ่าฮ่าฮ่า! ช่างเป็นลูกสุนัขที่ไม่รู้จักความสูงต่ำของฟ้าดิน!" ผู้อาวุโสเซวียเม่ยระเบิดเสียงหัวเราะอย่างเหยียดหยาม นางตวัดมือขวา "ศิษย์เงาโลหิต! สับมันเป็นหมื่นชิ้น! แล้วลากตัวนังทาสของมันมาให้ข้าสกัดโอสถ!"
"ฆ่ามัน! ล้างแค้นให้นายน้อย!" สำนักกระดูกขาวก็ไม่ยอมน้อยหน้า พุ่งทะยานเข้าประจัญบานพร้อมกัน!
รังสีกระบี่โลหิต และหอกกระดูกนับร้อยสาย พุ่งแหวกอากาศเข้าหาซูหลงอวิ๋นและหลิงอวี้ซีประดุจพายุมฤตยู! การโจมตีประสานของยอดฝีมือระดับสูงนับร้อยคน รุนแรงพอจะป่นโถงวิหารให้ราบเป็นหน้ากลอง!
"หลิงอวี้ซี... อย่าเพิ่งเปิดเผยพลังราชันย์ยุทธ์ของเจ้าเด็ดขาด หากผู้อาวุโสระดับหกทั้งสองคนรู้ตัว พวกมันจะร่วมมือกันรุมล้อมเจ้าแน่... หลบอยู่เบื้องหลังข้า!"
ซูหลงอวิ๋นส่งกระแสจิตสั่งการอย่างเฉียบขาด เขาไม่สะทกสะท้านต่อพายุการโจมตีที่กำลังพุ่งเข้ามา นัยน์ตาสีเขียวมรกตสาดประกายความเจ้าเล่ห์และลึกล้ำ
ปะทะกับบรรพชนศักดิ์สิทธิ์สองคนพร้อมกัน ย่อมเป็นการผลาญพลังที่โง่เขลา... ในเมื่อที่นี่คือสุสานบรรพชน ย่อมต้องมี 'ผู้เฝ้าประตู' ที่ทำหน้าที่ปกป้องสมบัติ! ข้าก็แค่... ปลุกมันขึ้นมาทำงานของมันเสียก็สิ้นเรื่อง!
ในเสี้ยววินาทีที่การโจมตีจะกระทบร่าง ซูหลงอวิ๋นก็เปิดจุดตันเถียน กระตุ้นทารกวิญญาณเทวะ! เขามิได้ใช้พลังป้องกันตนเอง ทว่าเขาพลิกฝ่ามือ ปลดปล่อย 'ปราณหยาง' (เพลิงสุริยันผลาญเอกภพ) พุ่งทะลวงกระแทกเข้าใส่ 'แท่นบูชาหยกสีเลือด' ที่อยู่เบื้องหลังอย่างรุนแรง!
ตู้มมมมมม!
พลังความร้อนแรงและศักดิ์สิทธิ์ของปราณหยาง พุ่งเข้าปะทะกับค่ายกลผนึกวิญญาณสวรรค์ที่เป็นสายหยินขั้นสุดยอด! ความขัดแย้งของสองสัจธรรม ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านอย่างบ้าคลั่ง!
วิ้งงงงงงงงงง!!!!!
โถงวิหารใต้พิภพเกิดการสั่นสะเทือนระดับโลกาวินาศ! แสงสีเลือดสว่างวาบขึ้นจากพื้นดินรอบแท่นบูชา!
"บังอาจนัก... ผู้ใด... ล่วงล้ำการหลับใหลของข้า..."
เสียงคำรามที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความโกรธแค้นอันเป็นนิรันดร์ ดังก้องสะท้านออกมาจากใต้ผืนแผ่นดิน! กลิ่นอายความตายที่หนักหน่วงและทรงอำนาจเหนือกว่าผู้ใดในห้องโถง พุ่งทะยานทะลุเพดานวิหาร!
ครืนนนนน! เพล้ง!
พื้นหยกทมิฬเบื้องหน้าแท่นบูชาแตกกระจายออกเป็นหลุมลึก! โลงศพหินแกะสลักขนาดยักษ์พุ่งทะยานขึ้นมาจากใต้ดิน ฝาโลงถูกกระแทกเปิดออกอย่างรุนแรง เผยให้เห็นร่างที่หลับใหลอยู่ภายใน!
มันคือ 'ขุนพลภูตบรรพกาล' อสูรพิทักษ์สุสานที่ถูกสร้างขึ้นจากซากศพของยอดฝีมือในยุคดึกดำบรรพ์! ร่างกายของมันสูงกว่าห้าจั้ง สวมชุดเกราะสัมฤทธิ์ที่ผุพัง ทว่าเนื้อหนังกลับถูกแทนที่ด้วยพลังงานวิญญาณสีเขียวคล้ำดุจไฟนรก ดวงตาสองข้างกลวงโบ๋ทว่ามีเปลวไฟสีเลือดลุกโชนอยู่ในเบ้า ในมือถือขวานรบขนาดยักษ์ที่เปื้อนคราบสนิมและเลือด!
และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด คือกลิ่นอายพลังปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของมัน...
ขอบเขตบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงสุด! (ขอบเขตที่ 6 ขั้นสูงสุด) หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นตัวตน 'ครึ่งก้าวราชันย์ยุทธ์' อย่างแท้จริง!
"ขุนพลพิทักษ์สุสาน! มันถูกปลุกขึ้นมาแล้ว!"
ผู้อาวุโสกุยอู๋และเซวียเม่ย เบิกตากว้างด้วยความหวาดผวา! การโจมตีที่พวกมันปล่อยออกมาเมื่อครู่ ถูกแรงกดดันของขุนพลภูตปัดเป่าจนสลายไปในพริบตา!
"ไอ้เด็กบัดซบนั่น! มันจงใจโจมตีแท่นบูชาเพื่อกระตุ้นกลไกป้องกันของสุสาน!" เซวียเม่ยตระหนักถึงแผนการอันชั่วร้ายของซูหลงอวิ๋นได้ในที่สุด ทว่าสายไปเสียแล้ว!
ขุนพลภูตบรรพกาลกวาดสายตามองไปรอบวิหาร สติปัญญาของมันเลือนราง มีเพียงสัญชาตญาณในการปกป้องผลึกวิญญาณและทำลายผู้ที่มี 'กลิ่นอายแห่งชีวิต' ที่รุนแรงที่สุด!
และในสายตาของขุนพลภูต กองทัพมารนับร้อยคนที่ปล่อยพลังปราณอย่างบ้าคลั่งอยู่เบื้องหน้า ย่อมเป็น 'ภัยคุกคาม' ที่ชัดเจนยิ่งกว่าเด็กหนุ่มและสตรีที่ซ่อนกลิ่นอายไว้เบื้องหลังแท่นบูชา!
"ตาย!"
ขุนพลภูตคำรามลั่น มันตวัดขวานรบขนาดยักษ์ พุ่งทะยานเข้าใส่กองทัพของสำนักกระดูกขาวและนิกายเงาโลหิตอย่างเกรี้ยวกราด!
"เคล็ดวิชาวิญญาณแค้น... ขวานผ่าปรโลก!"
วูบ! ตูมมมมมมม!
ขวานรบที่อัดแน่นด้วยกฎเกณฑ์ความตายขั้นสูงสุด ฟาดฟันลงกลางดงศิษย์มาร! รอยแยกมิติสีดำถูกฉีกออก คลื่นพลังทำลายล้างกวาดล้างร่างของผู้ฝึกยุทธ์ระดับวิญญาณก่อกำเนิดและตัดวิญญาณนับสิบคน ให้กลายเป็นหมอกเลือดในกระบวนท่าเดียว! ไร้ซึ่งเสียงกรีดร้อง เพราะวิญญาณของพวกมันถูกทำลายไปพร้อมกับกายเนื้อ!
"อ๊ากกกก! ตั้งค่ายกลป้องกันเร็วเข้า! ถ่วงเวลามันไว้!"
ผู้อาวุโสกุยอู๋ตวาดลั่น มันรีบประสานอินร่วมกับผู้อาวุโสเซวียเม่ย ปลดปล่อยพลังบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางทั้งสองสาย เข้าปะทะกับขุนพลภูตเพื่อปกป้องศิษย์ที่เหลือ!
การต่อสู้ระดับกึ่งราชันย์ยุทธ์ปะทุขึ้นอย่างบ้าคลั่งในโถงวิหาร! ทักษะมารและอาคมวิญญาณฟาดฟันกันจนหินหยกสั่นสะเทือน! สองมหาอำนาจจำต้องร่วมมือกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อเอาชีวิตรอดจากอสูรพิทักษ์ที่บ้าคลั่งตนนี้!
...
ในขณะที่ความวุ่นวายและการนองเลือดกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด...
เบื้องหลังแท่นบูชา ซูหลงอวิ๋นในคราบคุณชายมาร ยกยิ้มที่มุมปากอย่างพึงพอใจ แผนการยืมดาบฆ่าคนของเขาบรรลุผลอย่างงดงาม!
"บัดนี้ สุนัขเฝ้าบ้านกำลังกัดกันเองแล้ว... ถึงเวลาที่ผู้เป็นนาย จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เสียที!"
ซูหลงอวิ๋นหันกลับมาเผชิญหน้ากับแท่นบูชาหยกสีเลือด ค่ายกลผนึกวิญญาณสวรรค์ที่ปกป้อง 'ผลึกวิญญาณบรรพกาล' ยังคงทำงานอยู่ มันส่องแสงสีเลือดที่แฝงด้วยความตาย
"อวี้ซี คอยระวังหลังให้ข้า อย่าให้เศษพลังของการต่อสู้มากระทบข้าได้ ข้าต้องใช้สมาธิขั้นสูงสุดเพื่อแฮกค่ายกลนี้!"
ซูหลงอวิ๋นสั่งการ ก่อนจะประสานอินด้วยมือทั้งสองข้าง ทารกวิญญาณหยินหยางเทวะในจุดตันเถียนสาดประกายแสงเจิดจ้า!
"วิถีแห่งเทวะ... เคล็ดวิชากลืนนภา... ปลดสลักสัจธรรม!"
ปลายนิ้วของเขาแผ่รัศมีของ 'เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก' และ 'เพลิงสุริยันผลาญเอกภพ' แทรกซึมเข้าสู่ลวดลายค่ายกลบนแท่นบูชาอย่างแผ่วเบาและรวดเร็ว! การจะปลดค่ายกลระดับนี้โดยไม่ให้มันระเบิด จำต้องอาศัยความเข้าใจในสัจธรรมแห่งเต๋าที่อยู่เหนือล้ำกว่าผู้สร้างมันขึ้นมา ซึ่งคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์ของซูหลงอวิ๋น ย่อมมีคุณสมบัตินั้นอย่างครบถ้วน!
เวลาไหลผ่านไปทีละลมหายใจ ท่ามกลางเสียงกัมปนาทของการต่อสู้เบื้องหลัง
ห้าลมหายใจ... สิบลมหายใจ...
"อั้ก!"
เสียงกระอักเลือดดังก้องมาจากวงล้อมการต่อสู้! ผู้อาวุโสกุยอู๋ถูกขวานรบของขุนพลภูตฟาดเข้าที่หน้าอกจนกระดูกซี่โครงหักสะบั้น! แม้จะร่วมมือกันสองคน ทว่าก็ยังเสียเปรียบอสูรพิทักษ์ขอบเขตสูงสุดอยู่วันยังค่ำ!
"ไอ้เด็กบัดซบ! มันกำลังจะขโมยผลึกวิญญาณบรรพกาล!"
ผู้อาวุโสเซวียเม่ยหางตาเหลือบไปเห็นซูหลงอวิ๋นที่กำลังประทับอินอยู่หน้าแท่นบูชา นางเดือดดาลจนแทบคลุ้มคลั่ง! "พวกข้าเสี่ยงตายต่อสู้ ทว่ามันกลับลอยนวลฉกฉวยสมบัติ! ฝันไปเถิด! ตายซะ!"
นางละทิ้งการป้องกันจากขุนพลภูตชั่วขณะ ตวัดมือปลดปล่อย 'หอกโลหิตสังหาร' พุ่งแหวกอากาศเล็งตรงมาที่แผ่นหลังของซูหลงอวิ๋นหมายจะปลิดชีพมัจจุราชหนุ่ม! หอกโลหิตนี้รุนแรงพอจะทะลวงภูเขาให้เป็นรูโหว่!
"เจ้าคิดจะข้ามหัวข้าไปงั้นรึ ยายแก่จิ้งเหลนโลหิต"
เสียงเย็นเยียบดังกังวานขึ้นเบื้องหน้าหอกโลหิต!
หลิงอวี้ซีในคราบทาสเงา ก้าวออกมายืนขวางทาง! นางปลดผ้าคลุมสีทมิฬออก เผยให้เห็นใบหน้างดงามสะคราญและดวงตาดอกท้อที่สาดประกายรังสีสังหาร!
"กลิ่นอายตัดวิญญาณของข้า เป็นเพียงภาพลวงตาต่างหาก!"
บูมมมมมมม!
กลิ่นอายขอบเขต 'ราชันย์ยุทธ์ขั้นกลาง' (ขอบเขตที่ 7 ขั้นกลาง) ที่ถูกกดข่มไว้ ระเบิดออกอย่างเต็มพิกัด! กฎเกณฑ์แห่งเหมันต์นิรันดร์พุ่งกวาดล้างออกไปในรัศมีร้อยจั้ง!
นางตวัดกระบี่เหมันต์ศักดิ์สิทธิ์เพียงครั้งเดียว หอกโลหิตของบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลาง พลันถูกแช่แข็งและแตกสลายกลายเป็นเพียงเกล็ดน้ำแข็งสีแดงร่วงหล่นลงสู่พื้น! ไร้ซึ่งความหมาย!
"ระ... ราชันย์ยุทธ์! นังทาสนั่นเป็นถึงราชันย์ยุทธ์!"
ผู้อาวุโสเซวียเม่ยและยอดฝีมือวิถีมารทั้งวิหาร เบิกตากว้างด้วยความสยดสยองสุดขีด! วิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่าง! ขุมอำนาจระดับนี้ เหตุใดจึงมาอยู่ในมหาทวีปประจิมวิญญาณ! ซ้ำยังยอมลดตัวเป็นเพียงทาสรับใช้ของเด็กหนุ่มวิญญาณก่อกำเนิด! ชายชุดดำผู้นั้น มีเบื้องหลังที่น่าสะพรึงกลัวเพียงใดกันแน่!
ทว่า ความตกตะลึงของพวกมันก็คงอยู่ได้เพียงชั่วครู่...
"คลิก..."
เสียงปลดสลักค่ายกลดังขึ้นอย่างแผ่วเบา ทว่ากลับดังก้องกังวานในโสตประสาทของทุกคน!
แสงสีเลือดที่ปกคลุมแท่นบูชา พลันดับวูบลง!
ซูหลงอวิ๋นลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีเขียวมรกตสาดประกายความบ้าคลั่งและเย่อหยิ่ง เขาตวัดมือขวา คว้าจับ 'ผลึกวิญญาณบรรพกาล' ที่ลอยอยู่กลางอากาศ เอาไว้ในกำมืออย่างแน่นหนา!
"สมบัติแห่งจ้าววิถีมาร ตกเป็นของจักรพรรดิแล้ว!"
ซูหลงอวิ๋นประกาศกร้าว รอยยิ้มโอหังประดับบนใบหน้า!
วูบ! วิ้งงงงงงง!
วินาทีที่ผลึกวิญญาณถูกดึงออกจากแท่นบูชา นครโบราณใต้พิภพทั้งหมดก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์! ค่ายกลที่ค้ำจุนมิติแห่งนี้เริ่มพังทลาย หินผาและหยกทมิฬร่วงหล่นลงมาประดุจโลกาวินาศ! สุสานบรรพชนกำลังจะถล่มลงมา!
"อวี้ซี! ไป!"
ซูหลงอวิ๋นไม่รั้งรอให้สุสานถล่มทับ เขาเก็บผลึกวิญญาณเข้าจุดตันเถียน กระชากยันต์เคลื่อนย้ายมิติระดับสวรรค์ขั้นสูงสุดที่เตรียมไว้ออกมาบีบจนแตกกระจาย!
แสงสีเงินยวงห่อหุ้มร่างของเขาและหลิงอวี้ซีเอาไว้
"ฝากทักทายขุนพลภูตด้วยนะพวกตาแก่จิ้งเหลนมาร! ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!"
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของมัจจุราชหนุ่ม ดังก้องเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ร่างของทั้งสองจะถูกดูดกลืนหายไปในรอยแยกมิติ ทิ้งให้กองทัพวิถีมารแห่งมหาทวีปประจิมวิญญาณ ต้องเผชิญหน้ากับความโกรธเกรี้ยวของขุนพลภูต และความพินาศของสุสานที่กำลังพังทลายลงมาฝังกลบพวกมันทั้งเป็น!
การปล้นสุสานที่บ้าบิ่นและแยบยลที่สุด สำเร็จลุล่วงอย่างงดงามไร้ที่ติ! สมบัติวิญญาณชิ้นสำคัญที่สุดในการบรรลุวิถีเทวะ ตกอยู่ในกำมือของซูหลงอวิ๋นแล้ว!
(จบบทที่ 55)