บทที่48เหนือความคาดหมาย
เพลิงปราณสีเหลืองบริสุทธิ์แผ่ลามแผดเผาออกหลายสายรอบตัวของต้าจงหมิงคล้ายมหาธาราหลากหลายเส้นที่ไหลเวียนไปมาก่อนจะบรรจบกันที่ร่างของอวิ๋นเซ่อเป็นจุดเดียว!
อาจารย์ใหญ่หานตงสือเคลื่อนกายคิดห้ามปรามทว่าด้วยระยะที่ยืนอยู่ตั้งแต่ต้นนับว่าห่างไกลพอสมควร จึงมิอาจจะไปขัดขวางได้ทัน เพลิงปราณอันร้อนแรงของต้าจงหมิงได้แผดเผาเข้าใส่อวิ๋นเซ่อแล้ว
“จงสยบให้แก่ข้า!"
ตูมมม
เพลิงปราณสีเหลืองบริสุทธิ์กลืนกินร่างของอวิ๋นเซ่อแผดเผากายของชายหนุ่มอย่างรุนแรง จนปรากฏเป็นเสาเพลิงสีเหลืองขนาดใหญ่ทอดยาวไปถึงแผ่นฟ้า
ตึก
ร่างของต้าจงหมิงเหินลงยังพื้นดิน คนยกยิ้มเย็นอย่างพึงพอใจความอัปยศที่มันได้รับจากขยะตนนี้ถึงกาลได้สะสางเสียที นับว่าแผลในจิตใจของมันได้รับการเยียวยาไปแล้วไม่มากก็น้อยรอยยิ้มบนใบหน้าของต้าจงหมิงฉีกกว้าง คนก้าวเท้าเดินกลับหลัง รอยยิ้มของต้าจงหมิงแสดงถึงความสาสมใจแต่ใบหน้าของทุกผู้ที่ชมดูเหตุการณ์กลับเบิกกว้างตกตะลึง และเป็นใบหน้าที่ตกตะลึงยิ่งกว่าตอนที่เห็นอวิ๋นเซ่อลงมาจากตึกไม้อย่างปลอดภัยเสียอีก!
ต้าจงหมิงเห็นปฏิกิริยาของทุกผู้ รอยยิ้มคนก็พลันชะงักค้างจิตใจพลันกระตุกวูบเย็นเยียบ แผ่นหลังรู้สึกมีลมที่ร้อนระอุลอยมากระทบมิขาดสาย
“ไม่จริง!”
ต้าจงหมิงหันควับกลับไปมอง ยังเห็นเสาเพลิงปราณสีเหลืองบริสุทธิ์แผดเผาร่างของอวิ๋นเซ่อทอดยาวขึ้นสู่ท้องนภาเช่นเคยแต่นั่นหาใช่เพลิงปราณของมันไม่ เป็นเพลิงปราณที่ถูกปลดปล่อยจากเจ้าขยะผู้นั้น!
“ข้าไม่เคยคิดใส่ใจเจ้าแล้ว แต่เจ้ากลับคิดร้ายต่อข้าเสมอมาทั้งยังหาเรื่องใส่ร้ายข้า เช่นนั้นก็จงจำใส่ใจของเจ้า คนอย่างข้า ใครดีมาข้าดีไป ส่วนใครร้ายมาข้าร้ายกลับเป็นสิบเท่า!”
อวิ๋นเซ่อคำรามก้อง พร้อมฟันมือตวัดจากบนลงล่างอย่างรวดเร็วและกอปรไปด้วยความแกร่งกร้าวหนักแน่นเพลิงปราณสีเหลืองบริสุทธิ์ที่ทอดยาวดั่งเสาอันตรงดิ่งขึ้นกลางอากาศ ก็พลันล้มครืนลงใส่ต้าจงหมิงอย่างรุนแรงต้าจงหมิงที่ยังแตกตื่นมิอาจเชื่อสายตา ไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น คนจึงมิทันมีปฏิกิริยาใดจะได้ต้านรับร่างกายกลับชะงักค้างเอาเสียดื้อๆ ความมั่นใจและความหยิ่งทรนงไม่ยอมใครได้ถูกทำลายลงตรงนี้จนไม่เหลือซากถูกทำลายลงโดยตัวตนที่เป็นดั่งขยะผู้ที่มันดูถูกเหยียดหยามแลจงเกลียดจงชัง
ตูมมม!
เป็นต้าจงหมิงที่ต้องแบกรับโทสะของอวิ๋นเซ่อบ้างแต่ทว่าครานี้อาจารย์ใหญ่หานตงสือที่เคลื่อนกายมาแล้วก่อนหน้าได้มาถึงพอดี จึงยังพอช่วยสลายพลังโจมตีของอวิ๋นเซ่อได้กึ่งหนึ่งช่วยเหลือชีวิตของต้าจงหมิงได้อย่างฉิวเฉียด แต่ถึงอย่างนั้นต้าจงหมิงก็ยังบาดเจ็บมิน้อยที่ไหล่ขวามีแผลเหม็นไหม้กรีดลากเป็นทางยาวถึงหน้าอก พร้อมโลหิตสดที่ไหลซึมออกมาชะโลมเต็มอกเสื้อบาดแผลนี้สร้างความบาดเจ็บอย่างยิ่งยวดบนร่างกาย แต่ความบาดเจ็บทางกายสำหรับต้าจงหมิงมันกลับมองข้ามไปร่องรอยความอัปยศของบาดแผลที่ฝากฝังไว้บนร่างของมันต่างหากที่ทำให้คนแทบคับแค้นใจตายลงเสียตรงนั้นหากปล่อยให้ตนถูกเพลิงปราณของขยะชั้นต่ำสังหารชีวิตจนตกตายยังจะดีเสียกว่ามีชีวิตอยู่จ้องมองบาดแผลที่จะกลับกลายไปเป็นแผลเป็นอันอัปยศตลอดชีวิต
เหล่ามือปราบฝึกหัดทุกผู้ทุกชั้นปี เหล่าอาจารย์มือปราบมากมายรวมถึงผู้ที่สัมผัสถึงพลังของชายหนุ่มทุกผู้ก่อนที่มันจะเข้าสู่ตึกไม้สี่ชั้นต่างนิ่งอึ้งไร้วาจาใดจะว่ากล่าวเห็นอยู่แท้ๆ ว่าหนึ่งเดือนก่อนมันยังไม่เป็นเพลิงปราณ แต่ผ่านมาแค่แวบเดียวมันกลับบรรลุถึงยอดยุทธ์เพลิงปราณสีเหลืองระดับบริสุทธิ์นี่นับว่าน่าเหลือเชื่อจนเกินไป น่าเหลือเชื่อจนไร้ซึ่งคำว่ากล่าว
ทั่วบริเวณตกอยู่ในสภาพนิ่งเงียบ แม้แต่เสียงบินของเหล่าภมรหนอนแมลงก็ยังดังกึกก้องยิ่งกว่าจะมีก็แต่อาจารย์ใหญ่หานตงสือที่กล่าวขึ้น
“หากเจ้าสังหารมันเมื่อครู่ เรื่องของเจ้าก็จะยิ่งยุ่งยากขึ้นไปอีกอวิ๋นเซ่อยอมจำนนเสียเถิดเรื่องจะได้มิใหญ่ไปกว่านี้”
“แต่ข้ามิใช่คนผิด" อวิ๋นเซ่อยังกล่าววาจาด้วยความหนักแน่น
“เจ้าถึงต้องสู้ไปตามหลักฐาน และความเป็นจริง"
“แต่ข้าไม่มีหลักฐานหรือพยานใดจะให้แก้ตัวแล้ว”
“ก็ข้านี่ไง”
เสียงของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งดังขึ้นที่ด้านหลังกลุ่มคนก่อนที่บุรุษที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผลจะก้าวเดินฝ่าฝูงชนออกมา มันผู้นี้ย่อมเป็นเทียนหยวนหลังจากได้รับการรักษาจนทุเลาดี ได้รับทราบถึงเรื่องราวที่น้องร่วมสาบานซึ่งกำลังตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาคนก็รีบรุดมาในบัดดล
“อาจารย์ ข้าขอชี้แจง เรื่องอาการบาดเจ็บมิใช่ข้ากับมันทำร้ายกันแต่เป็นเพราะข้ากับมันถูกเจ้าคนสารเลวผู้นี้ทำร้าย ทั้งยังใส่ความอวิ๋นเซ่อน้องร่วมสาบานของข้า…..เป็นมันที่แอบลักลอบเข้าสู่ต้นไม้หวงห้าม เป็นมันที่ลงมือเล่นงานพวกเราและวางแผนให้ร้ายอวิ๋นเซ่อ”
ทุกผู้ต่างจ้องมองไปตามนิ้วที่ชี้ไปของเทียนหยวนสายตาจึงไปตกอยู่ที่ต้าจงหมิงเป็นจุดเดียว แววตาทุกคู่ซ่อนไว้ด้วยแววความคาดคั้นเพื่อต้องการเอาความจริงจากต้าจงหมิง
ด้านต้าจงหมิงความอัปยศแรกยังไม่สร่างซาปัญหาที่สองก็กำลังถาโถม คืนนั้นมันสัมผัสได้ถึงการสิ้นสติของคนผู้นี้ มิคิดว่ามันกลับรู้ว่าเป็นตนที่อยู่ตรงนั้นคนจึงไม่ได้วางแผนเตรียมรับมือ
จริงอยู่ที่เทียนหยวนสลบอยู่บนหลังของอวิ๋นเซ่อแต่มีอยู่ชั่วขณะหนึ่งเทียนหยวนได้รู้สึกตัวขึ้นมากระทันหันในตอนที่ต้าจงหมิงลงมือเข้าใส่อวิ๋นเซ่อก่อนที่ตนจะล่วงหล่นลงจากหลังของน้องร่วมสาบาน แลสลบลงไปอีกครั้งเนื่องจากทนพิษบาดแผลเดิมมิไหว
ต้าจงหมิงคิดหาคำกล่าวแก้ต่าง อย่างไรการเป็นมือปราบก็ยังสำคัญต่อมันยิ่งโดยเฉพาะการคัดเลือกมือปราบติดลำดับที่จะมีขึ้นในอีกไม่ช้า แต่คนยังมิทันได้ว่ากล่าวอาจารย์มือปราบร่างท้วมที่มีภูมิลำเนาเดียวกับต้าจงหมิง และสนับสนุนต้าจงหมิงออกนอกหน้ามาตลอดก็กล่าวขึ้น
“อาหยวน เจ้าอาจจะบาดเจ็บจนสติเลอะเลือนเกินไปแล้วหลักฐานก็ชัดเจนถึงเพียงนั้นว่าอวิ๋นเซ่อเข้าไป และทำร้ายเจ้า ส่วนจงหมิงมันมาถึงทีหลังใครเพื่อนอีกต่างหาก"
เทียนหยวนส่ายศีรษะ
“น้องอวิ๋นเซ่อ คือน้องร่วมสาบานของข้ามันมิได้ทำร้ายข้า และมันจะไม่มีทางทำร้ายข้า เรื่องนี้แม้แต่อาจารย์ใหญ่ยังทราบดีที่ข้าได้รับบาดเจ็บมิใช่ได้รับบาดเจ็บมาจากมัน แต่แท้จริงเป็นเพราะวันนั้นข้ากับมันแอบออกนอกสถานฝึกไปดื่มสุราและขากลับมีกลุ่มคนลอบทำร้ายข้าต่างหาก ทั้งพอกลับเข้ามาถึงสถานฝึกก็บังเอิญเจอรุ่นน้องปีหนึ่งผู้นี้แอบเข้าไปยังต้นไม้ต้องห้ามมันเห็นพวกข้า พวกข้าก็เห็นมัน เช่นนั้นมันจึงใช้แผนการณ์โยนความผิดให้ผู้อื่น ทำร้ายอวิ๋นเซ่อที่แบกร่างอันสาหัสของข้ามาแล้วจับมันโยนเข้าไปใต้ต้นไม้นั่น"
“ไม่จริง!” ต้าจงหมิงตะโกนเสียงดังจนนัยน์ตาเหลือกถลนด้วยสติที่เตลิดไปก่อนหน้าจากความอัปยศที่ยากยอมรับ ส่งให้ความสุขุมรอบคอบแลความเจ้าคิดเจ้าแผนการณ์ในการรับมือปัญหาเฉพาะหน้าของมันลดทอนลง
“เจ้าใส่ร้ายข้า เจ้าอิจฉาข้าผู้เก่งกาจทั้งเพียบพร้อมในทุกด้าน เพราะพวกเจ้ามันขยะ ไร้ซึ่งศักดิ์ศรีใดถึงได้อิจฉาข้าและใส่ร้ายข้า…..ข้ารู้มานานแล้วว่าเจ้ามันก็ขยะจากชั้นปีที่สาม เช่นนั้นจึงมิแปลกที่เจ้าจะอิจฉาแลอยากใส่ร้ายคนอย่างข้าช่วยเหลือแก้ต่างให้ขยะด้วยกันเอง เจ้ามันก็พวกตระกูลอันต่ำต้อยที่อยากล้มผู้เพียบพร้อมเช่นข้าเพียงคำพูดของเศษสวะตนหนึ่งอย่างเจ้า ยังจะมีน้ำหนักพออยู่หรือ!"
“บังอาจ!!!!”
เสียงตะโกนอันเกรี้ยวกราดพร้อมด้วยโทสะอันเอ่อล้นดังออกมาจากปากของขุนนางหลินมันถลึงตาจ้องมองไปที่ต้าจงหมิงอย่างเดือดดาล ก่อนจะกล่าวต่อน้ำเสียงอันกึกก้องจนทุกผู้ได้ยินอย่างชัดหู
“เจ้ากล้าดูหมิ่นองค์รัชทายาทแห่งตระกูลหลิงช่างมิรู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ สมควรตาย! ทั้งบังอาจพาดพิงไปถึงตระกูลขององค์ปฐมฮ่องเต้มีอีกสิบชีวิตเจ้าก็มิอาจจะรักษาเอาไว้!"
ได้ยินคำกล่าวของอดีตขุนนางฝ่ายในผู้นี้ดังขึ้นจิตใจของทุกผู้ก็ราวกับถูกสายวิชชุผ่าเปรี้ยงลงยังหัวสมอง ทุกผู้ต่างจับจ้องมายังเทียนหยวนหรือที่ทุกผู้ต่างรู้จักมันในนามของอาหยวน บุคคลที่ไม่เอาไหนด้านพลังลมปราณ เป็นบุคคลในลำดับสุดท้ายที่จะถูกเอ่ยนามถึงและเป็นผู้อ่อนด้อยรวมไปถึงเป็นขยะอันอ่อนแอในสายตาของใครหลายๆ คน ถูกกลั่นแกล้งรังแกสารพัดและคนที่เคยดูถูกเหยียดหยามมัน กลั่นแกล้งมันล้วนตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุดบางคนถึงกับเข่าอ่อนล้มแผลบลงยังพื้น ถึงกับฉี่ราดก็มี
ส่วนผู้ที่นิ่งอึ้งตื่นตระหนกมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นต้าจงหมิงอีกเช่นเคยวันนี้นับว่าเป็นวันที่แสนโชคร้ายมากที่สุดในชีวิตของมัน เป็นวันที่แสนจะอัปยศที่สุดในชีวิตของมันและเป็นวันที่มันอาจจบอนาคตที่วาดฝันไว้ รวมถึงอาจเป็นตัวตลก ตัวอาภัพ และตัวเลวร้ายที่จะถูกกล่าวขวัญถึงไปทั่วปฐพี
เทียนหยวนกล่าวขึ้นอย่างหนักแน่น
“คำพูดของข้าพอจะมีน้ำหนักแล้วหรือยังแต่หากยังไม่พอข้าขอเอาสายเลือดของตระกูลเป็นเดิมพัน ข้า หลิงเทียนหยวน องค์ชายใหญ่แห่งราชวงศ์หลิงหากโป้ปดขอให้ฟ้าลงโทษสายเลือดของข้าในห้าวันเจ็ดวัน ขอให้สายเลือดตระกูลหลิงมาจบสิ้นแลเกิดความอัปยศที่รุ่นของข้า!”
ด้วยน้ำเสียงที่แฝงด้วยความมั่นคงจริงจังเช่นนี้ทั้งยังกล้าสาบานกับฟ้าโดยใช้สายเลือดของโอรสสวรรค์เป็นเครื่องยืนยัน แล้วใครยังจะกล้าไม่เชื่อในวาจาของรัชทายาทผู้นี้อีกเช่นนั้นสายตาทุกคู่จึงเริ่มที่จะจ้องมองต้าจงหมิงด้วยแววที่เปลี่ยนไป
“ไม่จริง ข้าถูกใส่ร้าย ขอความเป็นธรรมแก่ข้าขอความเป็นธรรมแก่ข้า”
ต้าจงหมิงกล่าวาจาอย่างร้อนรนราวคนเสียสติเมื่อมีอาการเช่นนี้ผู้คนก็ยิ่งมองเห็นความจริงอย่างสนิทใจ ต้าจงหมิงที่พวกมันเคยนิยมชมชอบแท้จริงกลับเป็นผู้ที่ไร้ซึ่งศักดิ์ศรี ไร้ซึ่งความทรนง และไร้ซึ่งคุณสมบัติความเป็นมือปราบหากเทียบกลับอวิ๋นเซ่อเมื่อตอนที่ถูกกล่าวหาแล้ว นี่มิอาจเทียบได้กับบุรุษหนุ่มผู้เหี้ยมหาญเลยซักนิด
ข้อแก้ต่างแรกประเด็นการลักลอบเข้าสู่เขตหวงห้ามของอวิ๋นเซ่อได้นำให้ชายหนุ่มหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาโดยผลของการกระทำตอนนี้ได้ตกไปที่ต้าจงหมิงแทน ความฝันอันทะเยอทะยานของมันกำลังจะสิ้นสุดในวันนี้อนาคตที่มันวาดฝันกำลังจะพังครืนลงมาอย่างไม่เหลือชิ้นดี
แต่ทว่าอวิ๋นเซ่อแม้หลุดรอดจากข้อกล่าวหาแรกแต่ข้อกล่าวหาที่สอง มันไม่มีข้อเท็จจริงใด หรือพยานใดมาสนับสนุน แม้แต่หลิงเทียนหยวนเองก็มิอาจออกหน้าช่วยเหลือได้อีกแต่เพียงแค่ประการแรก หลิงเทียนหยวนยอมเปิดเผยตัวตนทั้งที่ปิดมาโดยตลอดเพื่อช่วยตนเท่านี้อวิ๋นเซ่อก็รู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณในพี่ร่วมสาบานผู้มีฐานะไม่ธรรมดาผู้นี้แล้วอย่างน้อยมันก็รอดไปเปราะหนึ่ง ส่วนอีกเปราะที่ดูจะยุ่งยากมากที่สุด มันจำเป็นต้องพึ่งตัวเองไปก่อนจนกว่าความหวังสุดท้ายของมันจะมา
เฉียวอู่หรงที่ยืนมองเหตุการณ์ความวุ่นวายมาพักหนึ่งคนก็ประสานมือทำการคารวะไปที่หลิงเทียนหยวน นับเป็นครั้งแรกที่มันได้เห็นรูปโฉมของผู้เป็นองค์รัชทายาทซึ่งก็เหมือนกับคนอื่นๆ ที่พึ่งเคยเห็นองค์รัชทายาทเช่นเดียวกัน เพราะตัวตนขององค์รัชทายาทมิเคยไปเปิดเผยต่อหน้าผู้ใดมาก่อนข่าวลือที่ว่ามันอ่อนแอที่สุดในสายเลือดจนต้องหลบซ่อนแต่ในวังมิออกไปไหนเพื่อความปลอดภัยก็ดังมาเป็นระยะใครจะคิดว่ามันจะมาอยู่ที่นี่ และพอได้เห็นตัวเป็นๆ ข่าวลือที่ว่ามันอ่อนแอไม่เอาไหนดูไปไม่เห็นจะเป็นดังเช่นข่าวลือซักนิด ตัวตนส่วนลึกขององค์ชายรัชทายาทผู้นี้นับว่ายอดเยี่ยมมิน้อย
หลิงเทียนหยวน ประสานมือตอบกลับแล้วกล่าว
“ท่านหัวหน้าเขต หวังว่าท่านจะให้ความเป็นธรรมแก่มัน”
“พระองค์มิต้องทรงห่วงกังวล สำนักมือปราบแห่งราชวงศ์หลิงเราล้วนให้ความเป็นธรรมแก่ทุกผู้คนเสมอ"
หลิงเทียนหยวนหันไปกล่าวกับอวิ๋นเซ่อ
“อนาคตการเป็นมือปราบของเจ้ายังมีอยู่น้องอวิ๋นเซ่อ เจ้าควรที่จะให้ความร่วมมือแก่ท่านหัวหน้าเขตโดยดี”
อวิ๋นเซ่อประสานมือให้แก่หลิงเทียนหยวน
“ขอบพระทัยที่ช่วยเหลือข้าพระองค์ เรื่องนี้ข้าพระองค์ยืนยันว่ามิได้ทำผิดเพียงแต่ข้าพระองค์มิอาจมีหลักฐานมายืนยันความบริสุทธิ์ได้เลยจริงๆ”
“ไม่มีเลยหรือ”
อวิ๋นเซ่อส่ายศีรษะ
“ตอนนี้ยังไม่มี”
เฉียวอู่หรงกล่าวขึ้นกับอวิ๋นเซ่อ
“เมื่อไม่มี แสดงว่าเจ้าก็จะไม่ยอมแต่โดยดี”
อวิ๋นเซ่อทอดสายตาที่แน่วแน่เด็ดเดี่ยวไปที่เฉียวอู่หรง
“ผู้อาวุโส ข้าต้องขออภัยที่ข้าจะเลือกเดินในสิ่งที่ข้าตั้งมั่น”
“ช่างเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่ดื้อรั้นนักเจ้านับเป็นมือปราบรุ่นใหม่ที่สำนักมือปราบเราพึงมี หากเจ้ามิผิดตามที่ถูกกล่าวหา เจ้าจะต้องมีอนาคตการเป็นมือปราบที่รุ่งโรจน์เป็นแน่แต่หากเจ้าผิดจริง แน่นอนว่าอนาคตเจ้าต้องดับวูบ และการที่เจ้าดิ้นรนที่จะหนีเช่นนี้แสดงว่าคงจะเป็นอย่างหลังซึ่งหากเป็นเช่นนั้นข้าก็มิอาจปล่อยเจ้าไปได้!”