อสูรข้ามฟ้า

    ตอนที่ 158 ผู้ชนะเลิศ

    ตอนที่ 158


    “เฉียงตงฟาง ร่างสัมผัสถูกม่านพลัง... ตัดสิทธิ์ออกจากการแข่ง!!”

    เสียงกรรมการตัดสินลั่นดังขึ้น...

     

    เฉียงตงฟาง กำหมัดแนบแน่น ไหนเลยที่เจ้าตัวจะไม่เข้าใจในกติกาการประลองทว่าความพลุ่งพล่านจากการต่อสู้ยังคงแผ่ล้นยากที่จะเก็บงำลงไป ดวงตาเหี้ยมเกรียมแดงก่ำจดจ้องไปยังซุน ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก

     

    เหล่ากรรมการ หดนัยน์ตาแคบลงยกมือให้สัญญาณระหว่างกัน หากเฉียงตงฟาง คิดที่จะพุ่งเข้าใส่หรือโจมตี ซุน ครั้งนี้กรรมการก็พร้อมที่จะฉุดคว้าตัวและเข้าสกัดกั้นเต็มกำลัง ไม่ยอมให้ถูกครหาได้อีก หลังจากที่พลาดท่ามาหลายเหตุการณ์แล้วทั้งจากในเรื่องของ เกาเทียนฉี และ ลั่วชิงเหอ เมื่อวันก่อน...

     

    ซุน เองก็มิได้เลี่ยงหลบสายตา ท่ายืนโอนเอนไม่มั่นคงเช่นเดียวกับเฉียงตงฟาง... ที่กลางหน้าอกอาภรณ์ยังขาดวิ่น มีบาดแผลฉกรรจ์ไม่ต่างจากรอยกงเล็บของสัตว์ร้ายโลหิตเจิ่งนองอาบทั่วร่าง แต่ความแข็งกร้าวของดวงตาก็ยังไม่ถูกลดทอน

     

    ต่างฝ่ายต่างจดจ้องกัน แม้จะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ทุกคนที่เห็นก็ล้วนตื่นเต้น...ทว่าสุดท้ายแล้ว เฉียงตงฟาง ก็เลือกที่จะสลายพลังของร่างสถิตกลับคืนสู่รูปลักษณ์ของผู้เยาว์ที่มีแววตาเย็นชา รอยช้ำที่หน้าอกดูจะสาหัสมากแต่ใบหน้าของ เฉียงตงฟาง ก็มิได้เปลี่ยนแปลง ใช้ไอเย็นสะกดความเจ็บปวดทั่วร่าง...

     

    “ในวันนี้ข้าพ่ายแพ้เพราะกติกา แม้จะน่าเจ็บใจ แต่ข้าก็จะขอยอมรับ...ครั้งหน้าหากเจอกันอีกครั้ง หวังว่าจะเป็นการประลองที่ยุติ ระหว่างเจ้ากับข้าเพียงสองคนเท่านั้น!!” เฉียงตงฟาง แค่นเสียงเย็น ใบหน้าหยิ่งทะนง ถลึงมองเจาะจงไปที่ร่างของซุน

     

    ซุน มีใบหน้าที่นิ่งขรึมเช่นกัน มิได้เอ่ยตอบเป็นวาจา แต่พยักหน้าตอบรับเบาๆ มองดูแล้วเปี่ยมไปด้วยศักดิ์ศรีและความองอาจ... ทว่าแท้จริงแล้วภายในใจกลับโหยไห้คำรามดังก้องในห้วงสำนึกตนเอง ว่ากับสัตว์ประหลาดเช่นนี้ ใครเล่าจะอยากพบเจออีกเป็นครั้งที่สอง!!

     

    อย่างไรตนก็จะไม่ยอมขึ้นเวทีเดียวกับ เฉียงตงฟาง อีกแล้ว!!

     

    ปัจจัยหลักที่ทำให้ ซุน เอาชนะได้ คือการเน้นจังหวะฉวยโอกาสทั้งยังรุมเล่นงานถึงสามคนสลับผลัดเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง และอีกปัจจัยที่สำคัญก็คือ...เฉียงตงฟาง ประมาทการประลองครั้งนี้เกินไป จึงมิได้พกพาเอาศาสตราระดับสูงขึ้นมาใช้ด้วยมีเพียงแค่รัดเกล้าที่ใช้สะกดพลังของตนเองเท่านั้น...

     

    หากนี่เป็นการต่อสู้ที่ไม่มีกรอบกติกา โอกาสที่ ซุน จะเอาชนะเฉียงตงฟาง ในเวลานี้อย่างยุติธรรมได้นั้น นับว่ามีน้อยยิ่งกว่าน้อย...

     

    เฉียงตงฟาง แม้จะบาดเจ็บหนัก แต่ยังสะบัดร่างก้าวเดินอย่างมั่นคงทะนงอาจเดินกลับไปที่ห้องพักฟื้นด้วยตนเอง โดยปฏิเสธไม่ให้ผู้ใดเข้ามาประคอง...แม้จะเป็นผู้พ่ายแพ้บนเวทีนี้ แต่ทุกคนล้วนตระหนักดีว่า ตำแหน่งผู้เยาว์อันดับ 1ของทวีปพยัคฆ์ขาว ย่อมไม่มีใครสามารถแย่งชิงไปจากชายหนุ่มผู้นี้ได้...

     

    และถึงแม้ว่า เฉียงตงฟาง จะพ่ายแพ้ไปแล้ว...

     แต่การแข่งก็ใช่ว่าจะจบลง!!

     

    เวลานี้ ไป๋หู่จิวหรง เจี่ยโย่วเทียน และ ซุน กลายเป็นผู้ท้าชิงระหว่างกันในการประลองครั้งนี้ไม่มีอันดับ 2 ไม่มีอันดับ 3 มีเพียงตำแหน่งชนะเลิศเท่านั้น ที่จะได้รับเกียรติสูงสุดเป็นรางวัล!!

     

    อาการบาดเจ็บของทั้งสามคนล้วนไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเท่าใดนัก แต่หากถามว่าผู้ใดย่ำแย่ที่สุดจากภาพรวมเสียงเดียวกันที่จะกล่าวขึ้นก็ย่อมเป็น ซุน ที่เวลานี้ไม่เหลือพลังแม้แต่จะใช้ลมปราณปกปิดบาดแผล

     

    สายตาของทั้งสามล้วนจดจ้อง ตามแผนการที่วางไว้เมื่อคืน ไม่มีแผนการหลังจากที่เฉียงตงฟาง พ่ายแพ้ไปแล้ว ถูกยกขึ้นมาพูดคุย!! เพราะทั้งสามก็ไม่คิดไม่ฝันว่าจะสามารถล้มสัตว์ประหลาดตนนั้นได้จริงๆ

     

    ขณะที่ทั้งสามมองกันด้วยสีหน้าปั้นยาก... ทว่าไม่นานนักทั้งสามกลับแผดเสียงหัวเราะออกมาพร้อม ๆ กัน...

     

    “ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ใครจะคิดว่าจะเหลือแค่พวกเราสามคนเช่นนี้” ไป๋หู่จิวหรง กล่าวขึ้น

    “นั่นสิ อย่าว่าแต่จะสู้กันเลย แค่จะเดินเข้าไปหากันก็ยังยากแล้ว”เจี่ยโย่วเทียน ถอนหายใจยาวออกมาเช่นกัน ไม่เหลือแม้แต่แรงจะลุกเดินด้วยซ้ำ

    “แต่อย่างน้อย ความฝันของพวกท่านทั้งสองคนก็เป็นจริงแล้วนะ...เวทีประลองนี้ ผู้ชนะเลิศไม่ใช่ เฉียงตงฟาง อีกแล้ว แต่เป็นพวกเรา...” ซุนกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง

     

    ไป๋หู่จิวหรง และ เจี่ยโย่วเทียน ถึงกับใบหน้าด้านชาทั้งสองไม่คิดว่า ซุน จะให้ความสำคัญกับสิ่งที่เป็นความฝันของทั้งสองคน ยิ่งพอได้เห็นร่างที่บาดเจ็บหนักของซุน เช่นนี้แล้ว ก็ยิ่งรู้สึกได้ว่าความทุ่มเทของ ซุน อาจจะมากยิ่งกว่าทั้งสองคนด้วยซ้ำ...ทั้งที่เดิมที ซุน ไม่ได้มีใจเป็นปรปักษ์กับ เฉียงตงฟาง สักนิดเดียว...

     

    ไป๋หู่จิวหรง และ เจี่ยโย่วเทียน คิดได้เช่นนั้นก็หันมองกันด้วยสายตาล้ำลึก...ก่อนที่ทั้งสองคนจะขืนยิ้มออกมา ทั้งสองเข้าใจดีว่าหากไม่มี ซุน โอกาสที่จะชนะก็คงไม่มี...แต่ตรงกันข้ามหากไม่มีใครคนใดคนหนึ่งจากพวกตนทั้งสองคน ซุน ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสชนะ...

     

    ซุน ผู้ที่เปล่งประกายมากที่สุด แม้ไม่อยากยอมรับแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธ... ไป๋หู่จิงหรง และ เจี่ยโย่วเทียน ถอนหายใจยาวพรืดหนึ่งก่อนทั้งสองคนจะยกมือขึ้น และกล่าวเป็นประโยคเดียวกัน...

     

    “ขอสละสิทธิ์การประลอง”

     

    “!!!!!!!!!” สิ้นเสียงของสองซุน เบิกตากว้างขึ้นทันที ทั้งที่เจ้าตัวกำลังครุ่นคิดหาวิธีการตัดสินผู้ชนะเลิศอยู่แท้ๆ แต่ไม่คิดว่าทั้งสองคนจะเอ่ยปากสละสิทธิ์ออกมาพร้อม ๆ กัน

     

    “ทำไม พวกท่าน?!”

     

    ไป๋หู่จิงหรง หัวเราะเบา ๆ ในลำคอ...

    “พอเพียงได้เหนือกว่า เฉียงตงฟาง สักครั้ง ตัวขอก็พอใจมากแล้ว ทั้งยังได้การยอมรับจากเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นอีกด้วยอย่างน้อยก็ทำให้ข้าเข้าไปอยู่ในสายตาของเจ้านั่นบ้าง... สิ่งนี้สำคัญยิ่งกว่าตำแหน่งชนะเลิศเสียอีกเท่านี้ข้าก็บรรลุเป้าหมายแล้ว...”

     

    เจี่ยโย่วเทียน ก็ขืนยิ้มออกมาเช่นกัน...

    “ตัวข้าย่อมรู้อยู่แก่ใจ ว่าการประลองนี้ผู้ใดคือชิ้นส่วนสำคัญที่สุดในการเอาชนะเฉียงตงฟาง และในฐานะศิษย์พี่ร่วมสำนัก หากข้าปล้นชิงตำแหน่งของเจ้า ทั้งที่รู้ว่าตนเองนั้นทำได้ด้อยกว่าวิถีแห่งการฝึกฝนของข้า มันจะยังหลงเหลืออะไร?!”

     

    ซุน อึ้งงันไปในทันที... ทว่าในตอนนั้นเอง ที่กรรมการก็ขึ้นมาอยู่ข้างกายของซุน เสียแล้ว จับมือของเด็กหนุ่มยกชูขึ้นสูง พร้อมประกาศกล้า... “เฉียงตงฟาง ถูกตัดสิทธิ์...ไป๋หู่จิวหรง และ เจี่ยโย่วเทียน ขอสละสิทธิ์... ดังนั้นผู้ชนะเลิศการประลองในครั้งนี้ได้แก่ ซุน!!”

     

    สิ้นเสียงกรรมการประกาศผล เสียงผู้ชมโดยรอบพลันกระหึ่มขึ้นทันที แม้ทุกอย่างจะพลิกความคาดหมายไปหลายตลบม้ามืดที่พื้นฐานลมปราณอ่อนด้อยที่สุดในการแข่ง กลับกลายเป็นผู้ชนะเลิศ เรื่องนี้ย่อมกลายเป็นหัวข้อสนทนาไปอีกยาวนานในทวีปพยัคฆ์ขาว

     

    สามผู้นำสำนักสายลมประจิม หัวเราะคำรามออกมาเสียงก้องดัง... นี่เป็นครั้งแรกที่ศิษย์สำนักสายลมประจิมมีชัยเหนือ ราชวงศ์ไป๋หู่ และ พรรคมังกรฟ้า ไหนเลยจะมีเรื่องอะไรน่ายินดีมากไปกว่านี้...

     

    ภาพของ ซุน ในเวลานี้ ได้ถูกสลักและกลายเป็นที่จดจำของชนชั้นยอดฝีมือแนวหน้าหลายๆ คนแล้ว แม้ว่าหากเทียบกับระดับของยุทธภพที่กว้างใหญ่ไพศาล เวทีประลองนี้ คงเปรียบได้กับเวทีประลองเล็กๆ ของผู้เยาว์ มิอาจสร้างระลอกคลื่นใด ๆ ให้กับความแปรปรวนในมหาสมุทรใหญ่ที่เรียกว่ายุทธภพ นี้ได้

     

    แต่ในอีกไม่กี่สิบปี หรืออาจจะแต่ไม่กี่ปี โอกาสที่ ซุนจะกลายเป็นคลื่นระลอกใหญ่ของยุทธภพ ก็ใช่ว่าจะเป็นศูนย์... ดังนั้นการสลักจดจำต้นกล้าอ่อนก่อนจะเติบโตนั้นจึงเป็นสิ่งที่บรรดายอดฝีมือทุกคน ล้วนมีทักษะเช่นนี้ติดตัว...

     

    เล้งซิ่วอัน ยังเป็นอีกคนที่เฝ้ามองอยู่ห่างไกล นางไม่กล้าเผยตัวและเข้าไปสุงสิงกับซุน อีกแล้ว หวั่นเกรงว่าหากนางแสดงตัวมากไปกว่านี้ อาจถูกจับจ้องในความผิดแปลก...นางมอง ซุน ด้วยความสลับซับซ้อน ก่อนจะถอนหายใจออกมายาว ๆ ครั้งหนึ่ง...

     

    เฉียงตงฟาง ที่เฝ้ามองอยู่ในห้องพักฟื้น เผยแววตาล้ำลึก ซึ่งตัวของเฉียงตงฟาง มิได้สนใจตำแหน่งชนะเลิศมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพราะตนนั้นชนะเลิศมาโดยตลอด...แต่สิ่งที่ เฉียงตงฟาง มีความปิติยินดี นั่นคือการได้พบเจอกับคู่แข่งในรุ่นเดียวกัน...

     

    ซึ่งตัวของ เฉียงตงฟาง นั้น แท้ที่จริงได้ รู้สึกหมดสิ้นความหวังกับทวีปพยัคฆ์ขาวแห่งนี้ไปนานแล้วและมีแผนจะไปยังทวีปมังกรฟ้า หมายมั่นที่จะเผชิญหน้ากับระดับที่สูงกว่าอย่าง มังกรรุ่นเยาว์และ ราชันย์รุ่นเยาว์คนปัจจุบัน กลุ่มคนที่เป็นจุดสูงสุดของยุทธภพ ช่วงอายุต่ำกว่า20 ปี ก่อนที่ตนจะหมดโอกาสเหล่านี้ในปีหน้า...

     

    “อยากแก้มือกับเจ้าอีกสักครั้งจริง ๆ” เฉียงตงฟาง กล่าวขึ้นทั้งรอยยิ้ม

     

    หลังจบศึกการประลอง แม้จะมีของรางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศอยู่บ้างแต่โดยรวมก็ไม่ถือว่าน่าสนใจอะไรเป็นพิเศษ โดยมากผู้เข้าประลองครั้งนี้ตั้งใจมาสร้างชื่อเสียงให้กับตนเองและเกียรติยศให้กับสำนักเสียมากกว่า…

     

    ซุน จึงไม่ค่อยจะสบอารมณ์นัก เพราะตนถึงกับสูญเสีย กระบี่พันชั่งไปในการประลองครั้งนี้ แม้ว่า ซุน จะยังมีทั้ง กระบี่ทองไร้เอกลักษณ์กระบี่ดำราชวงศ์ หรือแม้แต่ กระบี่สวรรค์โลหิตแสนบ้าคลั่ง ไว้ในครอบครอง ทว่าด้วยพื้นฐานที่ยากจนข้นแค้นเคยเป็นเด็กสลัมมาก่อนการสูญเสียสิ่งของมีค่าไป ก็ยังทำให้รู้สึกเจ็บปวดใจอยู่ดี...

     

    ทั้ง ไป๋หู่จิวหรง เจี่ยโย่วเทียน และ ซุน ต่างก็ถูกพามารักษาตัวโดยด่วนที่ห้องพักฟื้น... แต่เมื่อทั้งสามคนมาถึง ตัวของ เฉียงตงฟาง ก็ไม่อยู่ที่นี่แล้ว คาดว่ากลับไปทำการรักษากับทางหน่วยแพทย์ของพรรคมังกรฟ้าที่มีวิทยาการและทรัพยากรลึกล้ำยิ่งกว่า...

     

    ทั้งสามคนพูดคุยอย่างสนิมสนมหลังผ่านการต่อสู้มาด้วยกัน... ไป๋หู่จิวหรงยังออกปากชักชวน ซุน มาเข้าร่วมกับทางหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ เน้นย้ำว่า ซุน แอบลักลอบไปฝึกเคล็ดวิชาระดับเฉพาะของหน่วยหากไม่ยอมเข้าร่วม ยังข่มขู่จะลงโทษ มู่เจี้ยน เสียด้วยซ้ำตามนิสัยนาง

     

    ซุน ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ แสร้งกระอักเลือดคำหนึ่ง และทิ้งร่างนอนสลบไปหลีกเลี่ยงที่จะไม่ตอบรับนาง... นางถึงกับหนังศีรษะด้านชา ใบหน้าบิดเบี้ยวอัปลักษณ์แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้... เจี่ยโย่วเทียน ยังอดไม่ได้ที่จะมีท่าทีขบขันออกมา...

     

    หลังจบการประลอง ก็ยังมีเรื่องประกาศสำคัญของทางสมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพ...ซึ่งทุกคนก็พอที่จะคาดเดาได้บ้างแล้ว ว่าการประกาศครั้งนี้คงเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งอัจฉริยะรุ่นเยาว์ในทวีปพยัคฆ์ขาวแห่งนี้...

     

    ทางสมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพ เป็นขุมกำลังเดียวที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดในความเป็นกลางและความยุติธรรมที่เสมอภาค หน้าที่สำคัญในยุทธภพคือการเจรจาไกล่เกลี่ยช่วยในการตัดสินคดีใหญ่ของยุทธภพ

     

    และหน้าที่หลักอีกอย่างของสมาพันฯ ก็คือการจัดอันดับ...ทุกการจัดอันดับในยุทธภพ ล้วนต้องผ่านการพิจารณาอย่างถ้วนถี่ จากสมาพันฯทั้งสิ้นหากไม่มีตราประทับยืนยันจากสมาพันฯ ทุกการจัดอันดับจะไม่ได้รับความน่าเชื่อถือ…

     

    ตำแหน่ง เทพราชันย์ ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในยุทธภพ

    ตำแหน่ง จอมราชันย์ ทั้ง 4 ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในแต่ละทวีป

    ตำแหน่ง เทพปรมาจารย์ ทวีปละ 3 คน แข็งแกร่งรองจากจอมราชันย์

     

    รวมไปถึงตำแหน่ง ราชันย์รุ่นเยาว์... มังกรรุ่นเยาว์... และอัจฉริยะรุ่นเยาว์ในแต่ละทวีป ทั้งยังมีการจัดอันดับอีกมากมาย ทำเนียบร้อยศาสตรา สิบสุดยอดเทพศาสตราวิเศษการแบ่งชนชั้นขุมกำลังในยุทธภพ และอื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วน ทั้งหมดล้วนเป็นการจัดอันดับขึ้นโดยทาง สมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพ ทั้งสิ้น...

     

    ความน่าเชื่อถือของสมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพ

    ทุกขุมกำลังในยุทธภพ ล้วนไร้ข้อกังขา...

     

    ผู้อาวุโสแต่งกายดุจนักพรตแก่กล้าผู้หนึ่ง ก้าวเดินออกมายังใจกลางเวทีประลอง...ทุกสายตาบนอัฒจันทร์ล้วนจับจ้องด้วยความตื้นเต้น มีเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถสัมผัสได้ถึงขอบเขตลมปราณอันล้ำลึกของชายชราผู้นี้...รอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้า เต็มไปด้วยมารยาทและความนอบน้อม ประสานมือให้กับทุกคนรอบด้านสี่ทิศแม้จะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ก็ยังไร้ซึ่งความเย่อหยิ่งใด ๆ

     

    “ตัวข้าผู้ชรา คือลำดับที่ 10 แห่งสมาพันฯ มาที่นี่ก็เพื่อขอประกาศตำแหน่งอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ถือเป็นการยืนยันที่ได้รับตราประทับจาก1 ใน 9 ผู้เฒ่า แห่งสมาพันฯ เรียบร้อยแล้ว...” ชายชรา กล่าวขึ้นเนิบนาบไม่เร่งร้อนก่อนจะสะบัดมือออกไปครั้งหนึ่ง

     

    ตัวอักษรลมปราณที่ส่องสว่าง มีขนาดใหญ่มากพอที่คนบนอัฒจันทร์ทั้งหมดจะเห็นอย่างเด่นชัดก็พลันปรากฏขึ้นมาบนความว่างเปล่า เกิดจากเรียงลำดับอัจฉริยะผู้เยาว์ขึ้นใหม่อีกครั้งโดยที่จำนวนรายนามนั้นมิใช่ 7 คน อีกต่อไป...

     

    แต่ปรากฏรายนามขึ้น ถึง 9 คน!!

     

    ………………………………….