โคตรมวยไทยถล่มโลกเซียน

    ตอนที่ 83 ราชันเทพพฤกษา

    ในขณะที่ผ่านม่านสีรุ้งเข้าไป ความกดดันมากมายมหาศาลก็โถมเข้าใส่ขจร  จนแทบจะเดินต่อไปไม่ได้

    “ นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงมีแรงกดดันมากขนาดนี้” ขจรเอ่ยถามท่านหินเจ้าปัญญา

    “ การผ่านเข้าโลกเซียนมันก็ต้องเผชิญกับ ความกดดันแบบนี้ เจ้าเกิดแดนมนุษย์ แม้จะฝึกวิชาเซียน แต่ก็ยังไม่ถึงขั้น จึงต้องรับภาระหนักกว่า คนอื่นๆ อดทนแล้วโคจรพลัง ตามแนวทางที่ฝึกมา ปล่อยจิตให้ว่างเปล่า แล้วเจ้าจะผ่านไปได้เอง”

    ขจรเดินพลังตามที่หินเจ้าปัญญาบอก แล้ว กำหนดจิตใจ ไม่วอกแวก ความกดดันที่โถมเข้ามาก็ผ่านร่างของเขา เหมือนผ่านอากาศธาตุ แล้วในที่สุด ก็พบแสงสว่างที่ทางออก ขจรเดินออกมา ด้วยเหงื่อท่วมตัว ถึงกับต้องทรุดตัวลงไปนั่งพัก ส่วนคนอื่นๆ นั้นออกมากันได้แล้ว พอเห็นขจรออกมาสภาพเช่นนี้ ก็อดหัวเราะกันไม่ได้

    “ ก็แค่มนุษย์โลก เจอทางเข้าโลกเซียน ก็แทบตายแล้ว หากเข้าไปในป่าบรรพกาล คงไม่รอดแน่ หากว่ากลัว ก็กลับไปทางเก่ายังทันนะ” ผู้กล้าที่ถือขวานยักษ์เป็นจอมพลังเอ่ยอย่างดูถูก

    “ เขาเป็นแค่มนุษย์ ยังผ่านมาถึงจุดนี้ได้ ก็ถือว่าเก่งเกินไปแล้ว” สตรีเสื้อแดงกลับเอ่ยชื่นชมขจร

    “ พวกเราเดินทางกันต่อ ที่นี่มีทหารของแดนเทพศักดิ์สิทธิ์มาเจอ อาจถูกจับไปสอบสวนได้”  องค์หญิงอุษามณีเอ่ยกับทุกๆ คน

    ทั้งหมดเดินทางตามหลังท่านราชครูที่ ใช้เรือเหาะพาไป ไม่นานก็มาถึงป่าที่มีต้นไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้า ปกคลุมไปทั่ว เรือเหาะไม่อาจบินผ่านไปได้ ต้องลงมาเดินเท้า

    “ ที่นี่คือป่าบรรพกาล ด้านในมีพวกสัตว์ร้ายโบราณมากมาย ทุกคนต้องระวังตัวด้วย”

    ราชครูเอ่ยเตือนผู้กล้าทุกๆ คน

    ป่าทางเข้านั้นเป็นป่าทึบ ราชครูนันทใช้ไม้เท้าสีดำ เขียนอักขระยันต์ไปที่พื้น ก็เกิดแสงสว่างส่องเข้าไปที่ป่าทึบ แล้วทันใดนั้นเอง ต้นไม้ที่ติดกันแน่น ก็ค่อยๆ เลื่อนกลายเป็นประตู  แล้วพาทุกคนเข้าไป ผู้กล้าทั้งสิบ แต่ละคนล้วนใส่เสื้อเกราะกันทุกคน แต่ละคนก็ถืออาวุธกับพร้อมสรรพ องค์หญิงก็ถือกระบี่

    เดินตามหลังราชครูที่ถือไม้เท้านำหน้า บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยป่าทึบ ปกคลุม ขจรสัมผัสได้ว่า มีสายตาแอบมองมาหลายคู่เลยทีเดียว แล้วทันใดนั้นเอง ก็มีฝูงตะขาบทั้งตัวเล็ก ตัวใหญ่ค่อยๆ ออกมาจากพื้น แล้วคลานไปตามต้นไม้ เริ่มแรกก็มีตัวเล็กๆ แล้วก็มีตัวใหญ่ ขึ้นเรื่อย ๆ จนตัวแม่ของมันออกมา ขวางด้านหน้าเอาไว้ มันยกตัวขึ้นอ้าปาก กำลังจะกินราชครู แต่ก็ถูก ไม้เท้าของราชครู ตีเข้าเสกหน้ามัน แต่ตัวมันใหญ่ขนาดนั้น ราชครู ก็ถูกอัดปลิวมาทางด้านหลัง

    คราวนี้กองทัพตะขาบ ก็เคลื่อนตัวเข้าโจมตี พวกผู้กล้าทั้งหลาย กันอย่างพร้อมเพรียง

    ในขณะที่ผู้กล้าบางคนหนีไม่ทัน ถูกตะขาบยักษ์กลืนกินเข้าไปในคอ  จู่ๆ ในหัวของขจรก็นึกถึงวิธีใช้ขลุ่ยพันชั่งขึ้นมาได้  เลยทำการเป่าออกไปเป็นเสียงเพลงดังกังวานไปทั่วป่า เหล่าตะขาบถึงกับหยุดเคลื่อนไหว รีบหนีห่างทันที บางตัวหนีไม่ทันก็ถูกแรงกดดันจากเสียงขลุ่ยพันชั่งจนระเบิดตายเป็นเบือ เจ้าตะขาบยักษ์ตัวแม่ มันก็กลิ้งไปมาสักพัก พอเห็นพรรคพวกมันตายเกลื่อน ก็โกรธจัด มันสะบัดตัวทำลายพลังเพลงขลุ่ยที่สะกดมันจนได้ แล้วมันก็พุ่งกระโจนเข้าใส่ขจร แต่ถูกอาวุธของผู้กล้าทั้งสิบ และท่านราชครูนันทะ ขัดขวางเอาไว้ จนมันได้รับบาดเจ็บสาหัส สุดท้าย ขจรก็เปล่าขลุ่ยด้วยเสียงดัง อัดใส่มันไปอีกครั้ง คราวนี้ร่างของมันระเบิดกลายเป็นชิ้นเล็กๆ

    แต่ว่าสถานะการณ์ยังไม่ดีขึ้น แผ่นดินก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น มีเถาวัลย์ผุดขึ้นจากดิน มารัดร่างของแต่ละคน เอาไว้แน่น ขจรเองก็ถูก มันตรึงเอาไว้กางอากาศไม่อาจใช้ขลุ่ยได้  มีแมงมุงยักษ์ หลายร้อยหลายพันตัว เคลื่อนตัวเข้ามาหาอย่างช้าๆ

    มีตัวแม่ของมัน อ้าปากมีเขี้ยว กำลังเคลื่อนตัวเข้ามา

    ขจรกำลังจะระเบิดพลังเพลิงกิเลนออกมา แต่ทว่า องค์หญิงก็นำ ดอกบัวสีแดงชมพูออกมา โยนไปบนอากาศ กลีบดอกบัวสีแดง กระจายออกไปทั่วบริเวณ มันตัดเถาวัลย์ และ ตัวแมลงมุม จนขาดวิ่น เสียงคำรามออกมาจากต้นไม้ใหญ่ดังทั่วทิศ

    “ บังอาจ”

    แล้วคราวนี้ต้นไม้ใหญ่ก็แผ่กิ่งก้านสาขา เข้ามารัดร่างของทุกคน เอาไว้อีกครั้ง คราวนี้ไม่อาจใช้กลีบดอกบัวแดงได้อีก ขจรยังไม่ใช้พลังอะไร เพราะสัมผัสได้ว่า กำลังจะมีใครบางคนปรากฏตัวออกมา แล้วก็มีชายใส่ชุดสีเขียว ใบหน้าและตัวก็เป็นสีเขียวไปทั้งหมด เดินมา โดยมี รากไม้ ยื่นออกมารองรับฝ่าเท้าของเขาจนหมด มายืนต่อหน้าองค์หญิงอุษามณี

    “ นังหนูนี่ เจ้าเกี่ยวข้องอะไร กับ นครร้อยบุปผา?”

    “ ข้าคือ องค์หญิงอุษามณี เป็นราชธิดาของ ราชินีสิรินทรา แห่งนครร้อยบุปผา”

    “ ที่แท้ก็เป็นลูกหลาน ของศิษย์น้องเล็กนี่เอง พวกเจ้ามาป่าบรรพกาลทำไม?”

    “ ตอนนี้นครร้อยบุปผา เกิดเภทภัยร้ายแรง มีรอยรั่วของมิติ นครร้อยบุปผากำลังจะสลายหายไปแล้ว ท่านคงเป็น ท่านราชันเทพพฤกษา ได้โปรดช่วยนครร้อยบุปผาของเราด้วย”

    “ พันปีก่อน ข้าเคยช่วยซ่อมแซมให้ไปแล้วครั้งหนึ่ง บัดนี้มันคงใกล้เสื่อมสลายไปแล้ว พวกเจ้ารีบอพยพหนีไปอยู่ที่โลกมนุษย์หรือโลกเซียนดีกว่า ข้าช่วยไม่ได้อีกแล้ว”

    “ แต่ว่าท่านบรรพบุรุษบอกว่า มีท่านเท่านั้นที่ช่วยได้ ได้โปรดเถอะนะเจ้าคะ การย้ายถิ่นฐานไปโลกอื่นมันยากสำหรับเรายิ่งนัก”

    “ นังหนู ข้าไม่อาจออกไปจากป่าบรรพกาลได้แล้ว หากข้าออกไป ข้าจะต้องสลายกลายเป็นฝุ่นไปในทันที เแล้วข้าจะไปช่วยพวกเจ้าได้อย่างไร”

    “ เกิดอะไรขึ้นกับท่านกันแน่”

    “ เมื่อพันปีก่อน ข้าถูกศัตรูทำร้าย ดูดพลังวิญญาณของข้าออกไปจนหมด ทำให้ข้าไม่อาจมีชีวิตอยู่ที่โลกภายนอกได้ ข้าเสียใจกับพวกเจ้าด้วยจริงๆ”

    “ ท่านผู้อาวุโส ไม่มีหนทางอื่นเลยหรือคะ?”

    “ หากคนผู้นั้นยังอยู่ ก็ยังพอมีโอกาสช่วยได้ แต่ว่า...”  ท่านเทพราชันพฤกษา กลับหันมามองขจร พร้อมกับขลุ่ยพันชั่งที่ขจรได้ถือเอาไว้

    “ เจ้าหนูนี่ไม่ใช่คนโลกเซียน หรือ คนของนครร้อยบุปผาใช่ไหม?”

    “ ค่ะ เขาเป็นคนที่มาจากโลกมนุษย์”

    ท่านเทพราชันพฤกษายกมือออกไป รากไม้ก็ดึงร่างของขจรเข้ามาใกล้ๆ ท่านเทพราชันพฤกษา แล้วเขาก็หยิบขลุ่ยพันชั่ง มาถือเอาไว้ในมือเฉยเลย โดยที่ไม่มีความรู้สึกหนักแม้แต่น้อย

    “ ขลุ่ยพันชั่ง นี่พวกเจ้ายังเก็บเอาไว้อยู่อีกหรือนี่?”

    “ ค่ะ แต่ว่าไม่มีใครยกมันขึ้นมาได้ ยกเว้น เขาคนนี้”

    “ หืม..เจ้าชื่ออะไร”

    “ ขจรครับ”

    “ เจ้าเคยฝันถึงข้าบ้างไหม?”

    “ ไม่เลย ไม่เคยจริงๆครับ” ขจรรีบเอ่ยปฏิเสธทันที ทั้งๆที่เขาจำได้แม่น ว่าเขาคือ ศิษย์น้องสี่ซูหยิ่น

    “ เจ้าแน่ใจ ปกติศิษย์พี่ใหญ่ข้าเท่านั้นที่สามารถใช้มันได้ แต่ข้าได้ยินเจ้าเป่าขลุ่ยของเขาได้ เจ้าเป็นอะไรกับศิษย์พี่ใหญ่ของข้า บอกมาเร็ว”

    กิ่งไม้รัดร่างของขจรแน่นเข้าไปอีก

    “ เปล่าเลย ผมไม่เคยรู้จัก ศิษย์พี่ใหญ่ของท่าน ผมเคยเรียบเป่าขลุ่ยนี้ ที่โรงเรียนของในสมัยมัธยมเท่านั้น”

    “ ฮึ่ม ข้าไม่เชื่อ ไอ้คนชั่วนั่น มันกลับไปเกิดใหม่ แล้วสอนวิชานี้ให้เจ้าใช่ไหม?”

    โอย ตายแล้ว คิดได้ยังไงวะ แล้วไอ้คนชั่วนั้น มันทำความเดือดร้อนอะไรให้ท่านเทพพฤกษากันแน่ จะตอบอย่างไรดี 

    “ ผมเป็นแค่มนุษย์ จะไปกล้าโกหกท่านได้อย่างไรกัน”

    “ งั้นรึ?” คราวนี้ท่านเทพใช้ฝ่ามือ มาวางบนหัวของขจร เหมือนกับว่ากำลังส่องข้อมูลในหัวของเขาว่า มีความลับอะไรแฝงอยู่ แต่ก็วางไปไม่นาน ท่านเทพพฤกษา ก็ต้องรีบยกมือออก แล้วถอยหลังไปหลายก้าว

    ไอ้เด็กบ้านี่ ทำไมมันมีเรื่องในหัวของมันเยอะแยะขนาดนี้ นี่วันๆ มันคิดเรื่องอะไรของมันกันแน่ มีทั้งสงคราม ทั้งเป็นนักโทษ นักมวย สตรี เด็กเล็ก เป็นไปได้อย่างไร คนๆ เดียว มันจะเกี่ยวพันกับเรื่องมากมายเช่นนี้

    “ ในเมื่อเจ้าใช้ขลุ่ยพันชั่งได้ บางทีเจ้าอาจจะใช้พลังจากหินมิติซ๋อมแซมมิตินครร้อยบุปผาก็ได้ ทุกคนตามข้ามา”

    ทั้งหมดถูกปลดปล่อยออกมา แล้วก็ถูกพาเข้าไปใน อีกสถานที่หนึ่ง ซึ่งด้านในก็มีแต่บ้านต้นไม้ มีมนุษย์ตัวเขียว  อาศัยตามบ้านต้นไม้กับ หลายร้อยชีวิต ส่วนที่อยู่ของราชันเทพพฤกษา คือ ต้นไม้ต้นใหญ่ที่สุด มองไปแล้วคล้ายกับ ตึกขนาดใหญ่

    ทุกคนเข้าไปในบ้านต้นไม้ ซึ่งเป็นห้องโถงกว้างขวาง มีหลายชั้น ทุกคนถูกสั่งให้รออยู่ห้องโถง ส่วนขจรนั้นถูกพาขึ้นไปบน ชั้นที่ 9 เป็นชั้นบนสุด

    ตรงกลางมีหินขนาดใหญ่อยู่ก้อนหนึ่ง ขนาดใหญ่กว่า หินเจ้าปัญญาสิบเท่า

    “ ใช่แล้ว นี่คือหินมิติของเจ้าแม่หนี่วาจริงๆ ด้วย” หินเจ้าปัญญาเอ่ย

    “ การซ่อมแซมมิติ ต้องใช้หินมิติก้อนนี้ ส่วนวิธีใช้นั้นต้องดึงพลังมิติของหินก้อนนี้ออกมา แล้วปล่อยพลังออกไปตามที่มีรอยรั่ว เจ้ามีพลังฝีมืออ่อนด้อยยิ่งนัก ข้าจะมอบแก่นพฤกษาพันปีให้กับเจ้า อย่างน้อยพลังของเจ้าก็น่าจะเลื่อนขึ้นมาอีกระดับ

    จากนั้น ข้าจะสอนการดูดซับพลังของหินเทพมิติ และการนำออกไปใช้ให้เป็นประโยชน์

    ท่านเทพพฤกษา นำท่อนไม้ ออกมาให้ขจร แล้วสอนวิธีการดูดซับ ซึ่งขจรก็รู้อยู่แล้ว เพราะเหมือนกันกับ ที่หินเจ้าปัญญาสอนเอาไว้ พอดูดซับ แก่นพลังพฤกษาเขาไปจนหมดก้อน ท่านเทพพฤกษา ก็ค่อยใช้ฝ่ามือ โคจรพลังช่วยกระจายพลังงานของแก่นพฤกษาพันปี จนซึมซับไปทั่วร่างของขจรเร็วขึ้น แล้วพลังยุทธ์ของเขาก็ทลายขั้นวิญญาณเทพยุทธ์ เลื่อนขึ้นมาอยู่ขั้นอัศวินเทพยุทธ์ระดับต้น ระดับกลาง ระดับสูง จนไปสุดที่ ระดับสูงสุด

    “ ร่างกายของเจ้านี่ สามารถรับพลังยุทธ์มากขนาดนี้ได้ นับว่าไม่เลวทีเดียว ปกติหินมิติชิ้นนี้ ไม่ใช่ของข้า แต่มันอยู่กับข้ามาเป็นพันปีแล้ว ครั้งนี้ข้าจะมอบให้เจ้าไปช่วยผู้คน อย่างน้อยก็ยังดีกว่าอยู่กับข้า”

    “ ทำไมท่านเทพถึงได้ดีกับ พวกนครร้อยบุปผานักครับ”

    “ บรรพบุรุษของพวกมันคือ ศิษย์น้องเล็กของข้า แม้นางจะตายไปเป็นพันปีแล้ว ข้าก็ยังคงรักนางไม่เปลี่ยน ว่าแต่เจ้าทำไมถึงเรียกร้องทองคำจากพวกนางด้วย  ทั้งๆ ที่เจ้าก็มีทรัพย์สมบัติอยู่มากมายใน มิติที่มือของเจ้า”

    “ ท่าน...รู้ได้ยังไง?”

    “ เฮอะ ข้าสัมผัสร่างของเจ้าคิดหรือว่า ไม่รู้ ว่าเจ้ามีอะไรซ่อนอยู่ในแผ่นหนังมิตินั่น  เจ้าหินงี่เง่า ยังคิดจะหลบข้าอีกหรือไง”

    ขจรอยากจะมุดดินหนี อย่างนี้เขาต้องรู้แน่ ว่าเราเคยเป็นใครมาก่อน

    “ ไม่เจอกันซะนานเลยนะ ท่านราชันซูหยิ่น” หินเจ้าปัญญาลอยออกมาจากแขนของขจร

    “ ข้าสงสัยอยู่แล้วเชียว มนุษย์ที่ไหนมันจะใช้วิชาดูดซับพลังได้เร็วเช่นนี้ เจ้าเป็นคนสอนมันมาก่อนนี่เอง”

    “ ปิดบังท่านไม่ได้จริงๆ”

    “ บอกมา เป็นมันกำเนิดใหม่ใช่ไหม”

    “ เรื่องที่ผ่านมาแล้ว ก็ให้มันผ่านไปเถอะ เขากำเนิดใหม่แล้ว แต่เขาไม่รู้เรื่องอดีตมาก่อน ท่านก็ละเว้นเขาด้วยเถอะ”

    เปรี้ยง !! ขจรถูกฝ่ามือของท่านเทพพฤกษา ฟาดใส่กลางอกจนยุบไปครึ่ง กระดูกหักไปหลายซี่ ร่างติดผนังกำแพง หายใจรวยริน

    “มันทำร้ายข้าจนเกือบตาย มันดูดพลังวิญญาณของข้าไปจนหมด ทำให้ข้าไม่อาจเห็นโลกภายนอกได้อีก ที่สำคัญมันยังทำร้ายจิตใจของมินมิน จนตาย  ยังจะให้มันกลับมามีชีวิต ต่อไปได้อีกเร๊อะ”

    ราชันเทพพฤกษา ลุกขึ้นยืน แล้วเดินเข้ามาหาขจร ที่เจ็บปวดแสนสาหัสจนสลบไปแล้วในตอนนี้

    “ ใจเย็นก่อนซิ เรื่องนี้มันไม่ใช่อย่างที่ท่านคิด”

    “ ถอยไป ไม่อย่างนั้นข้าจะกักขังเจ้าเอาไว้ใต้ต้นพุทรา จนตราบชั่วนิรันดร์ไปเลย”

    หินเจ้าปัญญาถูกปัดกระเด็นไปข้างฝา ก่อนที่มือของ ราชันเทพพฤกษากระแทกที่หัวของขจร อยู่ๆ ฝ่ามือของเขาก็ถูกพลังแปลกๆบังคับให้หยุด    ขจรลืมตาขึ้นมา ด้วยสายตาที่แปลกไปกว่าเดิม ทำให้ราชันเทพพฤกษาถึงกับผงะ ถอยหลังออกมา

    “ น้องสี่ นี่เจ้าคิดจะฆ่าศิษย์พี่ใหญ่ได้ลงคอเชียวรึ?” 

    น้ำเสียงของขจรเปลี่ยนไป แต่ราชันเทพพฤกษาถึงกับหน้าซีดเผือด เพราะเขาจำน้ำเสียงนี้ได้เป็นอย่างดี ต่อให้ตายกี่ชาติ ก็ไม่มีวันลืม

    “ ศิษย์พี่ใหญ่”.

    คล้ายกับเรื่องโคตรมวยไทยถล่มโลกเซียน ที่คุณอ่าน