การหารือระหว่างซื่อจื่อกับคุณชายใหญ่ซ่างกวนมีบรรยากาศต่างจากการหารือกับองค์ชายเจ็ดแบบฟ้ากับเหวทีเดียว ซื่อจื่อคนนี้วาจาหนักแน่นเด็ดขาดสมกับเป็รัชทายาท ไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้งแถมเผด็จการน่าขนลุก ชางอวี่บรรยายไว้ว่าเขาซ่อนนิสัยอำมหิตไร้น้ำใจไว้ภายใต้ท่วงท่าสุขุมน่ายกย่อง ซึ่งเป็จริงทุกอย่าง ไม่แปลกที่คุณหนูซ่างกวนจะมองตามเหลียงเหว่ยทุกอิริยาบถอย่างกับเห็นเทพเซียนน่าเลื่อมใส
‘แบบนี้ไม่ใช่แค่หลงรัก แต่เป็ลุ่มหลงหัวปักหัวปำเลยต่างหาก’
เย่ิโหรวคิดในใจขณะมองเหลียงเหว่ย ถ้าเทียบแค่เครื่องหน้า นับว่าว่านชิงเหยียนยังสู้ได้บ้าง แต่ถ้ามองภาพรวมแล้ว พระเอกเื่นี้เทียบพระรองร้ายไม่ติดแม้เศษฝุ่นเชียว เธอนึกถึงแผลฉกรรจ์บนบ่าซ้ายของเขาก็อดห่วงไม่ได้ ว่าแล้วก็ก่นด่าคุณหนูหงส์เพลิงในใจ
‘ซ่างกวนเฟิ่งหนอซ่างกวนเฟิ่ง ในนิยายตอนชาติของเทพเฟิ่งโหรวเธอรักอวี่เซียวอย่างลึกซึ้งจนยอมถูกใช้เป็เครื่องมือแท้ๆ ทำไมชาตินี้ใจจืดใจดำชะมัด’
“เ้าว่าอย่างไร...เสี่ยวโหรว....เสี่ยวโหรว??”
“หา! เ้าคะ?”
เธอสะดุ้งน้อยๆ มองตอบซ่างกวนหนิงผู้นั่งอยู่ข้างซ่างกวนเฟิ่ง
“ซื่อจื่ออยากให้เ้าสลับตัวกับเฟิ่งเอ๋อร์ เ้าต้องแต่งกายเป็นางในงานชมบุปผา”
“หา?!”
เธอเหลือบตามองรัชทายาทสุดหล่อเป็คำถามจนลืมระวังตัว ซ่างกวนเฟิ่งจึงหยิกแขนเบาๆ แทนคำดุ ทว่าเหลียงเหว่ยกลับมองตอบสายตาคล้ายว่าเขาแปลกใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของสาวใช้ ครู่หนึ่งจึงใจดีอธิบายให้เธอฟังนิดหน่อย
“สายสืบของข้าส่งข่าวมาว่านักพรตอู๋ฉือแห่งแคว้นเซี่ยสั่งคนปลอมตัวเข้ามาในงานชมบุปผาเพื่อสืบหาตัวตนธิดาหงส์เพลิง เป้าหมายของคนผู้นั้นย่อมไม่ใช่เื่ดีแน่ เมื่อเร็วๆ นี้ธิดาเทพพยัคฆ์ขาวแห่งแคว้นโจวก็ถูกลอบทำร้ายสาหัสเช่นกัน ข้าเกรงว่าแม่นางซ่างกวนจะมีอันตราย เ้ารูปร่างใกล้เคียงกับนาง เหมาะจะสวมรอยเป็นางมาก”
ถึงพูดแบบนั้น เย่ิโหรวกลับรู้สึกว่าเหลียงเหว่ยกำลังใช้แผนล่อเสือออกจากถ้ำโดยหาคนมาตายแทนซ่างกวนเฟิ่งมากกว่า
‘์ ให้ฉันหลุดเข้ามาในที่แปลกๆ แบบนี้เพื่อตายแทนยัยคุณหนูหงส์เนี่ยนะ ไม่ยุติธรรมเลย’
“เพื่อคุณหนูแล้ว ข้าทำได้เ้าค่ะ”
ใจคิดอย่าง ปากกลับตอบอีกอย่าง ทำยังไงได้ เธอหลุดเข้ามาในฐานะสาวใช้ แถมสายตาซื่อจื่อสุดหล่อก็โหดชนิดที่หากปฏิเสธคงลุกมาบีบคอเธอแน่ เย่ิโหรวในฐานะสาวใช้เวินเยี่ยนโหรวตอบเสียงเบาหน้าเจื่อน ซ่างกวนเฟิ่งถึงกับถอนหายใจโล่งอกทีเดียว
“เสี่ยวโหรว เ้าไม่ต้องห่วง ข้าเดินอยู่ข้างเ้า ใครก็ทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น”
“ผิดแล้ว แม่นางซ่างกวน เพื่อความปลอดภัยของเ้า ข้ากับท่านราชครูตกลงกันแล้วว่าในวันงานจะให้เ้าพักอยู่ในตำหนักของข้า ที่แห่งนั้นมีอาคมคุ้มกันพื้นที่และกลบลมปราณของเ้าด้วย ส่วนผู้ที่อยู่กับเวินเยี่ยนโหรวคือข้าเอง เ้าอดทนสักหน่อยเถิด”
เมื่อซื่อจื่อเอ่ยปาก คุณหนูหงส์เพลิงก็ยอมพยักหน้ารับแต่โดยดีจนเธอนึกหมั่นไส้ ดูเหมือนซ่างกวนหนิงจะรู้สึกอย่างเดียวกันเพราะสีหน้าของเขาดูระอาทีเดียว
“ซื่อจื่อ กระหม่อมเกรงว่าพักในตำหนักท่านไม่เหมาะสมพะยะค่ะ น้องสาวของกระหม่อมเป็สตรี ไม่เคยออกเรือน ซื่อจื่อเป็บุรุษทั้งยังเป็รัชทายาทแห่งต้าเหลียง ให้นางอยู่ในจวนซ่างกวนเหมาะสมกว่าพะยะค่ะ”
“ไม่เหมาะหรือ?”
เหลียงเหว่ยถามเสียงเย็นเยียบ สายตาดุดัน ทว่าซ่างกวนหนิงก็ใจกล้าพอจะยืนยันวาจาของตัวเอง
“ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งพะยะค่ะ”
“......ข้าเข้าใจ ข้าจะให้ท่านราชครูวางค่ายกลในจวนซ่างกวนแทนแล้วกัน”
ผิดคาดแฮะ! ซื่อจื่อผู้นี้เกรงใจซ่างกวนหนิงไม่น้อยทีเดียว ทว่าผู้ที่หงุดหงิดกว่าใครกลับเป็ซ่างกวนเฟิ่ง นางสะบัดหน้าหนีพี่ชายตัวเองจนเหลียงเหว่ยอมยิ้มขบขัน เย่ิโหรวที่เฝ้าสังเกตมานานก็ใจหาย เป็แบบนี้ตอนจบของเื่คงยังไม่เปลี่ยนแปลง คุณหนูหงส์กับองค์รัชทายาทมีใจให้กัน ส่วนพระเอกสุดรันทดก็เหมือนเม็ดทรายริมหาด ไม่ถูกมองเห็น ไม่ถูกค้นพบ ไม่มีตัวตนในสายตาของนาง แถมโดนปัดทิ้งอีกต่างหาก ครู่หนึ่ง ซ่างกวนหนิงก็เอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง
“ซื่อจื่อ กระหม่อมบังอาจทูลถามเื่เสบียงเมืองเป่ย พระองค์เห็นควรว่าอย่างไรพะยะค่ะ”
“หึ...ทำไมหรือ ซ่างกวนหนิง ท่านนึกว่าข้ากีดกันน้องเจ็ดออกไปเพราะไม่อยากให้เมืองเป่ยได้เสบียงหรือ”
“หามิได้พะยะค่ะ กระหม่อมเพียงกังวลว่าเมืองเป่ยจะขาดเสบียง ไม่เพียงแค่ทหารรักษาชายแดนเท่านั้น แต่ชาวบ้านอีกหลายร้อยชีวิตก็เดือดร้อนเช่นกันพะยะค่ะ”
น้ำใจของซ่างกวนหนิงน่าประทับใจสำหรับเย่ิโหรว ที่จริงในนิยายของชางอวี่ ซ่างกวนหนิงเป็พระรองหมายเลขสาม มีบทไม่มากมาย โดดเด่นที่ความตงฉิน รักชาติบ้านเมือง เถรตรงไม่ไว้หน้าใคร พอเห็นจริงตรงหน้าแล้ว คนแบบนี้ควรเป็สมบัติของชาติจริงๆ
“วางใจเถิด ข้าหาใช่ผู้แพ้แล้วพาล แม้ข้าแพ้ศึกกับแคว้นโจวจนเสียเมืองลั่วไปก็ไม่เคยคิดเคืองเ้าที่เก่งเกินหน้าตา รักษาเมืองเป่ยไว้ได้ถึง 6 เดือน ข้าจะทูลขอเสด็จพ่อเื่เสบียงช่วยท่านอีกแรง”
“ขอบพระทัยพะยะค่ะ”
“เอาเถิด ข้าเหนื่อยแล้ว อยากผ่อนคลายสักหน่อย ไม่ทราบว่าแม่นางซ่างกวนเป็ธุระพาข้าเดินชมสวนในจวนได้หรือไม่”
อยู่ๆ ซื่อจื่อก็เปลี่ยนความสนใจมาหาซ่างกวนเฟิ่งซึ่งยิ้มรับตามมารยาท แม้แววตาของนางเป็ประกายก็ตาม
“ซื่อจื่ออย่าได้เกรงใจเพคะ”
“ดี เช่นนั้นท่านแม่ทัพ ข้าขอตัวก่อน”
กล่าวจบ เหลียงเหว่ยก็เดินออกนอกห้องไปพร้อมกับผู้ติดตาม ซ่างกวนหนิงลุกขึ้นประสานมือคารวะตามหลัง ขณะนั้นซ่างกวนเฟิ่งทำท่าจะเดินตามหลังแต่ซ่างกวนหนิงรั้งแขนไว้เสียก่อน
“พี่ใหญ่”
“เ้าเป็สตรี รักษาท่าทีไว้บ้างเถิด อีกอย่างหนึ่ง วันนี้เ้าทำไม่ถูก หากไม่เพราะเ้าร่ายเวทย์ไฟใส่คุณชายว่าน เขาอาจไม่าเ็หนัก เ้าควรรู้สึกผิดบ้าง เฟิ่งเอ๋อร์”
ฟังวาจาพี่ชาย น้องสาวก็หน้าบึ้งตึงพลางสลัดแขนออก
“ท่านซื่อตรงหรือซื่อบื้อกันแน่ ดูไม่ออกหรือว่าซื่อจื่อสั่งสอนคนไร้หัวนอนปลายเท้านั่นอยู่ หากไม่เพราะเ้าคนแซ่ว่านปัดกระบี่ใส่ซื่อจื่อ เขาคงไม่ลงมือกับเ้านั่นหนักกระมัง หึ...เป็แค่เด็กกำพร้าที่เซียนเลี้ยงไว้กลับโอหัง คิดว่าตัวเองเป็เทพเซียน เดินตามหลังองค์ชายเจ็ดแท้ๆ ยังเชิดหน้าไม่เห็นหัวผู้ใด คราวนี้ซื่อจื่อเมตตาแทงเฉียดหัวใจไปครึ่งคืบ หากเป็ข้าคงแทงกลางหัวใจเลยเชียว”
ซ่างกวนเฟิ่งเดินหนีพี่ชายตามหลังเหลียงเหว่ยไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้เย่ิโหรวยืนมองตามจนลับสายตา ในนิยายเขียนไว้ว่าซ่างกวนเฟิ่งเพียงแค่เย่อหยิ่งใส่ว่านชิงเหยียน แต่แบบนี้เรียกว่าเกลียดชังเลยนะ
“คุณชายใหญ่ นางเกลียดพระเอก เอ๊ย! ว่านชิงเหยียนถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”
ว่าแล้วเธอก็เงยถามซ่างกวนหนิง คนถูกถามหรี่ตามองเหมือนนึกว่าเธอพูดเล่น
“เ้าเป็ผู้ยุแหย่ไม่ใช่หรือ”
“หา?!...ข้าหรือ?”
“เฟิ่งเอ๋อร์คงซัดฝ่ามือใส่เ้าแรงเกินไปถึงได้ทำตัวพิลึกนัก เ้ารู้ว่าหากซื่อจื่อไม่ชอบผู้ใด นางก็มักเขม่นคนผู้นั้นเสมอ เ้าเองก็คล้อยตามนาง ยุแหย่จนครั้งหนึ่งนางผลักว่านชิงเหยียนตกจากระเบียงชั้นสองของสำนึกศึกษา ขาและแขนหักอย่างละข้าง ต้องรักษาตัวเป็เดือน คนผู้นั้นไม่บีบคอเ้าทุกครั้งที่เห็นหน้าก็นับว่าให้เกียรติข้าเท่าไหร่แล้ว”
ซ่างกวนหนิงก็ส่ายหน้าระอาก่อนเดินจากไป ปล่อยให้เย่ิโหรวอ้าปากตะลึงค้าง มิน่าล่ะ! สายตาของว่านชิงเหยียนถึงดูน่าขนลุกขนาดนั้น
“ป่านนี้ฉีกผ้าเช็ดหน้าฉันขาดหมดแล้วมั้ง!”
-------------------------
ณ ตำหนักเครื่องทรง วังหลวง
รสชาติของชาดสีแดงที่ฉาบบนริมฝีปากช่างขมเฝื่อน กลิ่นของแป้งหอมที่ทาบนใบหน้าก็ฉุนชวนมึนหัว ซ้ำเติมด้วยความหนักของเสื้อคลุมผ้าไหมตัวนอกสุดสีขาวยาวลากพื้น ทุกััล้วนเป็จริงเกินกว่าความฝัน เย่ิโหรวนั่งถอนหายใจรอบที่หนึ่งร้อยกว่าหลังจากตื่นมาพบว่าเธอยังคงอยู่ในโลกนิยาย ตอนนี้กำลังถูกนางกำนัลหลายคนรุมแต่งตัวให้
“เสร็จแล้ว เ้ามาดูกระจกตรงนี้”
นางกำนัลผู้หนึ่งรั้งเธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูงไปยืนหน้ากระจกทองเหลืองขนาดเต็มตัว สีหน้าของพวกนางดูตื่นเต้นเกินกว่าเหตุไปหน่อย เย่ิโหรวผู้เบื่อหน่ายกับโลกอันไร้อินเตอร์เน็ตกลอกตามองบนก่อนจะหันมาพบตัวเองในกระจกแบบเต็มตัว
“!!!”
ผู้ช่วยบรรณาธิการวัยใกล้เลขสามถึงกับหยุดชะงักเมื่อพบเงาในกระจก นางมีรูปร่างสูงโปร่งระหง ครองอาภรณ์สีแดงเพลิงด้านใน คลุมทับด้วยอาภรณ์สีขาวมันระยับยาวลากพื้น ทรงผมรวบเกล้าเพียงครึ่งและสวมกวานทองคำสูงราวหนึ่งคืบประดับพลอย มีโซ่ทองระย้าประมาณ 4-5 เส้น ยาวสองคืบแนบไปกับเส้นผม นอกจากความงดงามสูงศักดิ์แปลกตาราวกับไม่ใช่ตัวเองแล้ว ยังดูคล้ายวิหคสีขาวจนน่าใ นับว่าทีมเมคอัพแห่งแคว้นต้าเหลียงเก่งไม่เบาทีเดียว
“เวินเยี่ยนโหรว พอแต่งแบบนี้แล้วเ้าสวยผิดตาทีเดียว ข้าเองก็อยากแต่งบ้างนะ”
นางกำนัลคนหนึ่งกล่าวขึ้นพลางช่วยจัดชายเสื้อของเธอ ครู่หนึ่ง ซ่างกวนเฟิ่งผู้สวมอาภรณ์สีเหลืองนวลอันเรียบง่ายแบบคนรับใช้ก็เดินเข้ามาด้านใน นางถึงกับมองสาวใช้ตัวเองั้แ่ศีรษะจรดเท้า
“พวกเ้าออกไปก่อนเถิด”
“เ้าค่ะ แม่นางซ่างกวน”
เหล่านางกำนัลพากันออกนอกห้องไป คล้อยหลังแล้ว ซ่างกวนเฟิ่งจึงเดินสำรวจรอบกายของเธออีกครั้ง
“เ้าโตเป็สาวสวยขนาดนี้ั้แ่เมื่อไหร่กันนะ เสี่ยวโหรว”
“คุณหนู หากไม่เพราะท่าน ข้าไม่แบกอาภรณ์หนักเช่นนี้หรอก”
“พูดอะไรของเ้า ไหมชุดนี้ทอจากไหมแดนไกลโพ้น ทั้งงดงามและล้ำค่ากว่าหยกขาวเสียอีก สตรีในต้าเหลียงล้วนอยากลองใส่ทั้งสิ้น เ้านี่ทึ่มบื้อเสียจริง”
ฟังวาจาคุณหนูหงส์เพลิงที่วันนี้ดูไม่สดใสเท่าไหร่ เธอก็รู้ว่าอีกฝ่ายอยากลองใส่ขนาดไหน
“ท่านอยากลองหรือไม่เล่า”
เธอถาม ซ่างกวนเฟิ่งก็เมินหน้าหนี เธอจึงปลดชุดคลุมตัวนอกออกให้คุณหนูหงส์เพลิง ทั้งกายเหลือเพียงอาภรณ์แดงเพลิง
“อีกตั้งนานกว่างานจะเริ่ม ยามนี้ท่านยังไม่กลับจวน ลองใส่เล่นเถิดเ้าค่ะ ข้าอยากไปเดินสูดอากาศสักหน่อย”
“เอ๊ะ! เสี่ยวโหรว ที่นี่คือวังหลวง อย่าเดินเพ่นพ่านนะ เสี่ยวโหรว!!”
-------------------------------
เย่ิโหรวเดินทอดน่องเรื่อยเปื่อยไปตามริมลำธารพาอาภรณ์แดงเพลิงสะบัดพลิ้วละผืนหญ้าเขียวขจี เธอเงยหน้ามองหมู่แมกไม้ร่มรื่นที่เรียงรายกันอย่างเป็ระเบียบ อากาศบริสุทธิ์คือข้อดีเพียงหนึ่งเดียวของการหลุดมายุคโบราณในนิยายที่เธอนึกออก อดคิดไม่ได้ว่าหากหลุดเข้ามาเป็ยัยคุณหนูหงส์เพลิงเสียเองคงดีกว่านี้ การเป็สาวใช้ไม่ต่างจากยุคปัจจุบันที่เธออยู่สักเท่าไหร่ ต้องตื่นั้แ่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นไปต้มน้ำรอซ่างกวนเฟิ่งตื่น ทั้งซักผ้า นวดบ่า ทำอาหาร ชงน้ำชา และรอดับเทียนหลังจากซ่างกวนเฟิ่งนอน ไม่แปลกใจว่าทำไมเวินเยี่ยนโหรวที่เธอสวมบทถึงทั้งผอมและคล้ำ
“หลุดเข้ามาในจินตนาการคนอื่นแท้ๆ ขอสบายแบบลูกขุนนางหรือเป็องค์หญิงหน่อยก็ไม่ได้ ์ใจร้ายเสียจริง”
เธอลงนั่งกอดอกบนราวสะพานโค้งข้ามลำธาร บ่นพึมพำเพียงลำพัง ปล่อยให้แสงแดดอ่อนยามบ่ายแก่สาดส่องให้ความอบอุ่นร่างกายท่ามกลางสายลมเย็นของฤดูใบไม้ผลิ ความร่มรื่นช่วยผ่อนคลายอารมณ์ขุ่นมัวลงได้บ้าง เย่ิโหรวหลับตาเงยหน้าขึ้นรับแสงตะวัน ปล่อยใจไปกับธรรมชาติ กระทั่งรู้สึกถึงสายตาคู่หนึ่งจับจ้องอยู่ เธอจึงหันมองตอบ ขณะนั้น สายลมอ่อนพัดพากลีบดอกไม้สีขาวผ่านหน้าไปพอดี
“...ว่านชิงเหยียน”
ริมฝีปากแดงสดพึมพำชื่อ สายตาจ้องตอบอีกฝ่ายซึ่งสวมอาภรณ์ผ้าแพรสีน้ำเงินยืนอวดร่างสูงชะลูดอยู่ใต้ต้นเหมยสีขาวที่ยังคงบานสะพรั่ง ช่างงดงามราวกับภาพวาดเสียจริง ต่างคนต่างยืนมองกันเช่นนั้น รอบกายมีเพียงเสียงกระแสลมกระทบยอดไม้ดั่งดนตรีขับกล่อม แต่แล้ว เย่ิโหรวก็นึกได้ว่าเขากำลังาเ็ ไวกว่าความคิด เธอเดินกึ่งวิ่งลงจากสะพานโค้งข้ามลำธารไปหยุดตรงหน้าเขาทันที
“ว่านชิงเหยียน แผลของเ้าหายแล้วหรือ”
เย่ิโหรวถามพลางยกมือแตะบนหน้าอกซ้าย เจตนาเพื่อตรวจสอบแผล กลับเป็เขาเองที่ถอยหลังห่าง แต่ก็ถอยเพียงครึ่งก้าวเท่านั้น แววตาเยือกเย็นจนไร้ความรู้สึกมองพิจารณาเธอโดยไม่เอ่ยสิ่งใด
“อ้อ...โทษที”
หวงตัวซะด้วย...เธอเอามือไพล่หลังแก้เก้อเขิน ยิ่งเห็นเขาจ้องโดยไม่พูดอะไรก็กระดากอายเป็เท่าตัว จึงกลับหลังหัน ตั้งใจเดินหนี ทว่าเขากลับจับข้อมือเธอไว้เสียก่อน
“เอ๊ะ!”
“ชีพจรสับสน ลมปราณไม่คงที่ มีไอหยางรวมอยู่ที่ตันเถียนกลาง ดูท่าฝ่ามือของคุณหนูซ่างกวนไปรบกวนบางอย่างในร่างกายเ้าเข้าแล้ว”
เขากลายร่างเป็แพทย์แห่งต้าเหลียงเรียบร้อย ไม่เข้าใจว่าบางอย่างที่ถูกรบกวนคืออะไร เธอยืนงงอยู่ครู่หนึ่ง
“ไม่เป็อะไรมากหรอก”
เย่ิโหรวดึงมือออกพลางไพล่หลังไว้ตามเดิม เธอเงยมองว่านชิงเหยียนเห็นว่าศีรษะตัวเองอยู่ขนานกับไหล่ของเขาพอดี
‘สูงชะมัด’
“ผ้าแพรที่เ้าสวมทอมาจากไหมชั้นเลิศ นอกจากส่งให้เนื้อผ้าแวววาวต้องแสงอาทิตย์สวยงามดุจอัญมณีแล้ว ยังลงอาคมเพลิงเอาไว้ เมื่อสวมใส่ ร่างกายจะแผ่ไอร้อนออกมามากกว่าผู้อื่น ชุดนี้ดึงดูดผู้ไม่หวังดีต่อหงส์เพลิง”
“อ้อ...ข้าต้องรีบกลับตำหนักเครื่องทรงแล้ว ไว้ค่อยคุยกันใหม่แล้วกัน”
ดูท่า พระเอกของเื่กำลังไต่สวนสาวใช้อย่างเธออยู่ เพราะบทนี้ไม่มีในนิยายที่เธออ่าน เย่ิโหรวเลยตัดสินใจถอยห่างก่อนดีกว่า ถ้าทำอะไรผิดไปจากเื่เดิม เธอกลัวว่าจะไม่ได้ออกจากนิยายตลอดไป ว่าแล้วหญิงสาวก็เดินหนี ทว่าคำพูดต่อมาของเขากลับรั้งฝีเท้าของเธอไว้
“ไม่นึกว่าเ้าที่ปากร้าย ชอบกล่าววาจาเสียดสีดูิ่ผู้อื่นเป็นิสัย กลับจงรักภักดีต่อซ่างกวนเฟิ่งถึงขั้นยอมสละชีวิตตัวเองแทนนางได้ ช่างน่าชื่นชมเสียจริง ไว้ข้าจะนำสุราไปเซ่นไหว้ป้ายิญญาเ้าแล้วกัน เวินเยี่ยนโหรว”
ฟังถ้อยคำแปลกหู เย่ิโหรวก็กลับหลังหันมองเขา เธอถึงกับร้อนวูบในอก ควันออกหู เมื่อเ้าคนหน้าไร้อารมณ์ยามนี้กลับยิ้มเย้ยหยันเหมือนเห็นศัตรูกำลังเดินตกผา
“ว่านชิงเหยียน น้ำใจของเ้าข้าขอรับไว้ แต่ทางที่ดีเ้าควรห่วงตัวเองมากกว่า รีบหาทางจัดการกับกระดูกมารของตัวเองให้ได้ก่อนเถิด......!”
เหมือนหัวใจร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่มหลังพูดจบ เย่ิโหรวตาโตนิ่งอึ้งจ้องว่านชิงเหยียนที่หยุดชะงักไปเช่นกัน ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังสุขุมและเลิกคิ้วมองเธอเป็คำถาม
“กระดูกมาร?”
“เอ่อ...เสียเวลาจริงๆ”
เย่ิโหรวทำทีฉุนเฉียวกลบเกลื่อนแล้วรีบเดินกึ่งวิ่งกลับไปยังตำหนักเครื่องทรงโดยเร็ว โชคดีที่พระเอกนิยายยังไม่รู้ว่าตัวเองมีกระดูกมาร เผลอๆ จะไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากระดูกมารคืออะไร
ขณะนั้น ว่านชิงเหยียนมองตามสตรีผู้ครองอาภรณ์แดงเดินกึ่งวิ่งจนอาภรณ์สะบัดต้องสายลม ดูราวกับเปลวเพลิงโชติ่ เขามองเช่นนั้นจนลับสายตาไป
“เวินเยี่ยนโหรว เดิมทีมองเ้าอย่างชิงชังไม่ปิดบัง ทั้งวาจาท่าทางอ่อนโยนนุ่มนวลรู้มารยาทเป็อย่างดี ยามนี้กลับกระโดกกระเดกผิดวิสัย คิดสิ่งใดก็เขียนอยู่บนใบหน้า ไม่คิดว่าฝ่ามือของแม่นางซ่างกวนจะมีอานุภาพเปลี่ยนนิสัยคนผู้หนึ่งกลายเป็อีกคนได้ เ้าว่าน่าสนใจใช่หรือไม่”
วาจาขององค์ชายเจ็ดผู้ซึ่งเดินทอดน่องมายืนเคียงข้างว่านชิงเหยียนกล่าวขึ้น เขาส่ายหน้าตอบ
“เื่นั้นไม่สำคัญเท่าชีวิตนาง แม้นิสัยของนางร้ายกาจแต่ไม่ควรเป็ตัวล่อของผู้ใด”
“อืม.....ชิงเหยียน เ้าดูสิ่งนี้ทีเถิด”
องค์ชายเจ็ดยื่นเทียบเชิญสีแดงสดใสให้คนสนิทซึ่งมองเขาอย่างประหลาดใจ
“ข้าถูกพี่สามสั่งห้ามเข้างานชมบุปผา แต่เ้าไม่ใช่ อุตส่าห์รีบฟื้นตัวภายใน 2 วันทั้งที่โดนแทงเฉียดหัวใจไปเพียงครึ่งคืบ เ้าลองคิดว่าจะทำอย่างไรกับสิ่งนี้เองเถิด”
กล่าวจบ องค์ชายเจ็ดก็หันหลังเดินเข้าที่พัก ปล่อยให้ว่านชิงเหยียนมองเทียบเชิญเพียงลำพัง