หลิวขุยได้ฟังคำพูดของหม่าซิงก็หันไปมองแม่นมอวี๋เห็นได้ชัดว่านางเฒ่าผู้นี้เป็คนปล่อยครอบครัวของฮูหยินผู้เฒ่าหลินออกไปและเพื่อที่จะเก็บเื่นี้ไว้เป็ความลับ จึงยื้อเวลาด้วยการพาพวกหลินเสวี่ยจู๋ที่พักอยู่ในเรือนเก็บฟืนมายังห้องพักของฮูหยินผู้เฒ่าหลิน
หากไม่ใช่เพราะหม่าซิงมีไหวพริบรีบนับจำนวนคนให้ครบฮูหยินผู้เฒ่าหลินคงหนีไปไกลแล้ว!
แม่นมอวี๋รู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งร่างความรู้สึกดังกล่าวคืบคลานจากศีรษะ แล้วค่อยๆ ไล่ไปที่หัวใจ ตับ ม้าม ปอด และไต ราวกับลงไปแช่ในแม่น้ำตอนเดือนสิบสอง
“มัดนางเฒ่าผู้นี้ให้ข้าเสีย!”หลิวขุยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ส่วนหม่าซิงและเหอซุ่น ตามข้าไปจับตัวคนส่วนคนที่เหลืออยู่เฝ้านักโทษที่นี่ จับตามองพวกเขาอย่างใกล้ชิด!”
“ขอรับ!”บรรดาผู้คุมพากันประสานเสียง
แม่นมอวี๋ตัวสั่นเทิ้ม ในไม่ช้านางก็ถูกผู้คุมสองคนมัดตัวไว้แล้วโยนร่างลงบนพื้น ใบหน้าแนบไปกับพื้นทรายสมองของแม่นมอวี๋เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย ไม่อาจเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
นี่มันเป็ไปได้อย่างไร?
เมื่อคืนนางเฝ้าดูทุกขั้นตอนด้วยตนเองไล่ั้แ่วางยาสลบ มัดคน นำถุงกระสอบคลุมร่าง และนำขึ้นรถม้า
แม้ว่าคนของนางจะไม่ได้จุดคบเพลิงเพราะกลัวว่าจะมีคนอื่นสังเกตเห็น แต่หากคนที่อยู่ในเรือนเก็บฟืนคือพวกนายท่านเหตุใดถึงไม่มีผู้ใดส่งเสียงกันเล่า?
แม่นมอวี๋งุนงงยิ่งนัก
หลินเสวี่ยจู๋ที่ยืนอยู่ไม่ไกลเห็นดวงตาของแม่นมอวี๋กลิ้งกลอกไปมาก็เกือบจะหลุดหัวเราะออกมา
เมื่อคืนนางเดินรอบหมู่บ้านเก็บสิ่งของที่พอจะมีค่าเข้าไปในมิติ จากนั้นวางยาสลบเหล่าสกุลหลินสายหลักในห้องพักของพวกเขา แล้วนำพวกเข้าใส่เข้าไปในมิติเมื่อกลับไปที่เรือนเก็บฟืนก็เล่าแผนการร้ายของแม่นมอวี๋ให้พวกหลินเฉิงจางฟังแล้วให้พวกเข้าย้ายไปที่ห้องพักของเหล่าสกุลหลินสายหลัก
นี่ถือเป็การป้องกันตนเองจึงไม่มีผู้ใดคัดค้าน
แต่พวกเขาไม่รู้ว่าเหล่าสกุลหลินสายหลักถูกหลินเสวี่ยจู๋พาเข้าไปในเรือนเก็บฟืนทั้งยังถูกแม่นมอวี๋เข้าใจผิด มัดตัวใส่กระสอบขึ้นรถม้า และพาไปไกลถึงสองลี้
แม่นมอวี๋คำนวณไว้แล้ว ทั้งยังสั่งให้บ่าวรับใช้ทิ้งเบาะแสไว้ตลอดทางด้วยเหตุนี้พวกหลิวขุยที่ควบม้าเร็วจึงใช้เวลาไล่ตามไปราวๆ หนึ่งชั่วยามก็สามารถจับคนกลับมาได้
เมื่อเปิดกระสอบออกครอบครัวของฮูหยินผู้เฒ่าล้วนหลับสนิท เสียงกรนที่ดังเป็จังหวะแตกต่างกันทำให้เส้นเืบนหน้าผากของหลิวขุยปูดขึ้นมา
“สาดน้ำปลุกพวกเขาเดี๋ยวนี้!”หลิวขุยกัดฟันคำราม
ผู้คุมตักน้ำเย็นมาหลายถังแล้วนำมาสาดใส่ทันที
“คนงามอย่าหนีสิ”หลินเฉิงคุนสะดุ้งก่อนจะลืมตาตื่น คนอื่นๆ ก็ทยอยตื่นขึ้นตามเช่นกัน
เมื่อเห็นผู้คนรายล้อมพวกเขาก็แสดงท่าทีสับสนออกมาโดยไม่ได้นัดหมาย
หลินเสวี่ยหลานกับหลินเสวี่ยอีรีบเอามืดปิดหน้าอกเพราะเสื้อผ้าถูกสาดน้ำจนเปียกปอน จากนั้นทั้งสองก็กอดกันตัวสั่น
ฮูหยินผู้เฒ่าหันไปเห็นแม่นมอวี๋ที่ถูกมัดก็รู้สึกสังหรณ์ใจขึ้นมาทันที นางยังไม่ทันได้ครุ่นคิดอย่างละเอียดก็ได้ยินหลิวขุยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด“พวกเ้าถึงกับกล้าที่จะหลบหนี ไม่อยากมีชีวิตแล้วกระมัง?”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ฮูหยินผู้เฒ่าก็เข้าใจสถานการณ์ในทันที แม้นางจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุใดครอบครัวหลินสายรองที่เดิมทีต้องถูกส่งออกไปกลับยืนอยู่ตรงนั้นอย่างปลอดภัยแต่พวกเขากลับถูกตราหน้าว่าหลบหนี
แต่นางรู้ดีว่าเมื่อถูกตัดสินว่าหลบหนีย่อมรักษาชีวิตไว้ไม่ได้ ความคิดบางอย่างจึงผุดขึ้นในหัวทันทีฮูหยินผู้เฒ่าชี้ไปที่แม่นมอวี๋แล้วเอ่ย “ทั้งหมดเป็เพราะนางเป็นางที่ส่งพวกเราออกไปเอง พวกเราไม่รู้เื่ พวกเราถูกใส่ความ”
เมื่อได้ยินฮูหยินผู้เฒ่าพูดเช่นนี้หลินเฉิงคุนกับกัวซื่อที่ยังไม่ทันได้ปะติดปะต่อเื่ราวก็พูดตามโดยไม่รู้ตัว“ถูกต้อง พวกเราไม่รู้เื่ พวกเราถูกใส่ความ”
“นายท่าน!”แม่นมอวี๋มองฮูหยินผู้เฒ่าด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ พลางเอ่ยด้วยสีหน้าที่ถูกหักหลัง“บ่าวภักดีกับนายท่าน ทว่านายท่านสาดน้ำโคลนใส่บ่าวคนเดียวได้อย่างไรเ้าคะ?”
เสียแรงที่นางทุ่มเทวางแผนให้นายท่านที่แท้นางไม่เคยมีน้ำหนักในใจของนางท่านเลยแม้เพียงครึ่ง!
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่สะทกสะท้าน นางรู้แผนการทั้งหมดของแม่นมอวี๋ด้วยเหตุนี้นางจึงรู้วิธีที่จะเอาตัวรอดเช่นกัน นางเอ่ยเสียงเ็า “ท่านผู้คุมโปรดตรวจสอบให้ชัดเจนเมื่อคืนครอบครัวของพวกเรากินข้าวเสร็จก็ดับไฟนอน กระทั่งถูกท่านผู้คุมสาดน้ำปลุกเมื่อครู่จึงตื่นทว่าระหว่างนี้เกิดอันใดขึ้น พวกเราไม่รู้เลยแม้แต่น้อย ท่านผู้คุมเป็คนมีเหตุผล ในสถานการณ์เช่นนี้พวกเราคงถูกคนวางยากระมัง?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้หลินเสวี่ยจู๋ก็อยากยกนิ้วให้ฮูหยินผู้เฒ่าอย่างยิ่ง
เป็อย่างที่คิดเมื่อเป็เื่ของการต่อสู้ฟาดฟันกันในจวน นางเฒ่าผู้นี้นับว่าไร้พ่าย
นี่คือกลยุทธ์หนามยอกเอาหนามบ่ง!
หลิวขุยต้องเชื่ออยู่แล้ว ถึงอย่างไรสกุลหลินสายหลักก็อยู่บนรถม้าที่โคลงเคลงไปมานานหลายชั่วยามโดยที่ยังนอนหลับเหมือนหมูตายได้คนปกติย่อมแสร้งทำเช่นนี้ไม่ได้อยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาคงเสแสร้งพร้อมกันไม่ได้หรอกกระมัง?
เมื่อรู้ว่าตนเองเสียเปรียบแม่นมอวี๋ที่ยังคงไม่ยอมแพ้รีบแย้งทันที “ท่านผู้คุมโปรดตรวจสอบให้ชัดเจนเถิดเ้าค่ะบ่าวเป็เพียงบ่าวรับใช้ หากไม่มีนายท่านคอยชี้นำ เหตุใดถึงต้องทำเื่ให้ตนเองหัวหลุดพรรค์นี้ด้วย? บ่าวเป็บ้าอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่หรือเ้าเป็บ้าไปแล้วจริงๆ? ตอนนี้เ้าไม่เพียงทำร้ายตนเองยังทำร้ายครอบครัวของข้าอีก เ้าเลอะเลือนไปแล้วจริงๆ” ฮูหยินผู้เฒ่าทำท่าทีเคียดแค้นชิงชังทักษะการแสดงของนางดีเลิศถึงขั้นที่ทำให้แม้แต่ราชินีจอเงินระดับสากลยังต้องร้องไห้จนเป็ลมในห้องน้ำ
แม่นมอวี๋กระอักเืออกมาคำหนึ่งก่อนจะจ้องมองฮูหยินผู้เฒ่าด้วยสายตาอาฆาตแค้นเนิ่นนานจึงเผยรอยยิ้มที่อัปลักษณ์ยิ่งกว่าภูตผีออกมา “นายท่าน ในเมื่อท่านไม่มีความเมตตาก็อย่าโทษที่บ่าวไร้คุณธรรม”
นางหันไปมองหลินเฉิงจาง“นายท่านรอง ท่านมองหมู่บ้านแห่งนี้ให้ดี นี่คือสิ่งที่ฮูหยินผู้เฒ่าซื้อจากการเก็บออมเงินมาหลายปีนางขโมยทรัพย์สินที่นายท่านผู้เฒ่าทิ้งไว้ให้ท่าน ทั้งยังโกงเบี้ยหวัดของท่านด้วยตอนนี้ท่านมาถึงที่นี่ ทว่ากลับทำได้เพียงนอนในเรือนเก็บฟืน เมื่อรู้เช่นนี้ท่านยังคิดที่จะกตัญญูต่อนางอีกหรือ?”
นางหันไปมองหลินเฉิงเหยาต่อ “นายท่านสามเมื่อปีนั้นนายท่านผู้เฒ่ารังเกียจท่าน ไม่ยอมส่งท่านเรียนหนังสือท่านเคยคิดหรือไม่ว่าเพราะเหตุใด? ท่านรู้หรือไม่ว่าเวลาบุตรชายของฮูหยินผู้เฒ่าทำผิดนางให้ท่านรับผิดแทนเขามากเพียงใด? ถึงแม้ท่านจะพยายามด้วยตัวเองจนกลายเป็หมอฮูหยินผู้เฒ่าก็ยังเอ่ยวาจาประชดประชันว่าท่านแต่งเข้าสกุลภรรยา ท่านยอมให้นางพูดเช่นนี้หรือ?”
สุดท้ายนางก็หันไปมองหลินเจียย่วนแววตาเผยความเยาะเย้ย “คุณหนูสี่ ท่านน่าสงสารที่สุด ตอนอยู่ในครรภ์มารดาก็ถูกฮูหยินผู้เฒ่าวางยาพิษเสียแล้วหลายปีมานี้ท่านต้องแบกรับชื่อเสียงของการเป็สตรีที่ทำให้มารดาตาย นายท่านผู้เฒ่าก็ไม่โปรดปรานท่านอีกทั้งฮูหยินผู้เฒ่ายังจงใจเลือกสามีที่มีพฤติกรรมย่ำแย่ให้ท่านอีกท่านคงลำบากไม่น้อยเลยกระมัง?”
เมื่อนางพูดจบ คนสกุลหลินไม่ว่าจะสกุลหลักหรือสกุลรองล้วนหน้าเปลี่ยนสีกันอย่างพร้อมเพรียงนางเห็นเช่นนั้นก็ทั้งร้องไห้ทั้งหัวเราะขึ้นมาทันที ในเมื่อนางภักดีต่อนายท่านแล้วยังถูกทอดทิ้งอย่างไร้ไมตรีมิสู้ดิ้นรนจนตายตกกันไปข้างเสียจะดีกว่า
อย่าได้คิดที่จะเอาตัวรอดคนเดียว!
หลินเสวี่ยจู๋เห็นเช่นนี้ก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ ยุคปัจจุบันมีพี่สะใภ้ไม่ถูกกับน้องสะใภ้ ยุคโบราณก็มีบ่าวรับใช้แปรพักตร์
ฝีมือในการต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายนับว่าน่าทึ่งยิ่งนัก ที่แท้เื่นี้ก็เป็เนื้อเื่ที่นักเขียนซ่อนเอาไว้
แม่นมอวี๋ช่างน่ารักเสียจริงช่วยให้นางได้รู้เื่ราวทั้งหมด
คาดว่าพวกหลินเฉิงจางคงไม่อยากเรียกฮูหยินผู้เฒ่าว่า‘แม่ใหญ่’ อีกแล้วตลอดชีวิตนี้
เป็อย่างที่คิดคนที่หลินเสวี่ยจู๋ไม่ชอบล้วนแต่ไม่ใช่คนดี!
.............................