Antimage Master

    บทที่ 14 พาร์ท​ 3

    บทที่ 14 พาร์ท 3

    ดาบของโทบี้ถูกถือด้วยสองมือที่เหนือหัวในท่าจรดสูงเขาใช้พลังทั้งหมดเพื่อโจมตีไปที่ศัตรูตรงหน้าพร้อมๆกับการเคลื่อนตัวถอยหลังทันที

    สิ่งหนึ่งที่เขาเรียนรู้หลังจากพุ่งเข้าสู้เหมือนคนบ้าอยู่หลายรอบก็คือ วิธีการใช้ดาบแบบที่อาคอนแสดงให้เขาเห็น

    เขาไม่ได้ฉลาดถึงขั้นเป็นอัจฉริยะแต่ถึงตอนนี้เขาก็พอจะเดาได้ว่าทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้นการโจมตีแบบเฉือน การป้องกันแบบเฉือนมีหลายเหตุผลที่ทำให้การเคลื่อนไหวต้องเป็นเช่นนั้น

    เหมือนที่กล่าวไปข้างต้นประการแรกคือ การเคลื่อนไหวเช่นนี้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีพละกำลังมหาศาลและผลที่ได้สำหรับการป้องกันและการโจมตีก็น่าพอใจ

            ประการที่สองซึ่งเขามองว่านี่เป็นเหตุผลหลักที่ต้องโจมตีหรือป้องกันเช่นนี้ก็คือความเร็ว

            มันเป็นปัญหาที่แม้แต่เขาเองก็ยังสามารถสังเกตเห็นเป็นอย่างแรกๆการจะแก้ปัญหาในด้านความเร็วมีเพียงการใช้ดาบในวิธีนี้เท่านั้น

            แต่สิ่งที่จะอนุญาติให้เขาสามารถทำเช่นนั้นได้หลักๆนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถในการอ่านรูปแบบการโจมตีและการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายเพราะอย่างที่เห็นการที่จะทำให้ตัวเองที่มีความเร็วช้ากว่าก้าวสู่เส้นชัยได้ก่อนสิ่งที่ง่ายที่สุดคือต้องเริ่มออกตัวก่อน

            จักรกลที่อยู่ตรงหน้าของโทบี้นี้มีรูปแบบการโจมตีและการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนดังนั้นโทบี้จึงสามารถคำนวณการเคลื่อนไหวต่างๆของอีกฝ่ายได้อย่างรวดเร็วแต่หากคู่ต่อสู้เป็นมนุษสิ่งต่างๆจะไม่ง่ายเช่นนี้ นี่คือสิ่งที่โทบี้ตระหนักดี

            *เคล้ง!!*

              “อึก”

            ‘มันแข็ง’นั่นคือสิ่งที่เด็กชายตระหนักได้ทันทีหลังจากที่เขาโจมตีเข้าไปที่กลางลำตัวของจักรกลตัวเล็กแน่นอนว่าการโจมตีของเขาหยุดลงพร้อมกับการถอยร่นออกมาอีกครั้งแต่คราวนี้เขาไม่ได้เร่งรีบโจมตีเข้าไป

            ก่อนหน้านี้ที่เขาพุ่งเข้าไปแบบโง่ๆนั่นเป็นเพราะเขาไม่รู้อะไรเลยจริงๆการพุ่งเข้าไปเช่นนั้นเป็นเพียงการหาข้อมูลซึ่งเขาประเมินแล้วว่าเขาไม่น่าจะถูกฆ่าตายในระหว่างหาข้อมูลได้

            ตอนนี้ที่เขาจับทางได้แล้วมันจึงไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นครั้งนี้เขาหยุดและเริ่มมองสิ่งต่างๆรอบข้างอย่างใจเย็น

            ‘คราวนี้ข้าต้องคิดสักหน่อย' เหงื่อเม็ดใหญ่ปรากฎขึ้นบนหน้าของเขาอีกครั้งเขามีสมาธิมากจนอาคอนยังต้องประหลาดใจในตอนนี้

            ‘ทำไมผู้ชายคนนั้นถึงทำลายจักรกลพวกนี้ได้??’โทบี้เริ่มกวาดสายตามองไปที่ซากของจักรกลที่อาคอนทำลายและเริ่มนึกถึงฉากที่อาคอนทำลายจักรกลเหล่านี้

            ‘พวกมันมีจุดบางจุดที่เป็นจุดเชื่อมต่อ..แน่นอนจักรกลตัวขนาดนั้นไม่มีทางที่มันจะเป็นโลหะก้อนเดียวในความเป็นจริงหากมันเป็นโลหะก้อนเดียวนั่นจะทำให้การเคลื่อนไหวต่างๆไม่ราบลื่นและยังยากที่จะซ่อมบำรุง..’

            ‘และชายคนนั้นโจมตีที่จุดเชื่อมต่อของเกราะนั่นทุกครั้ง..นั่นทำให้เขาทำลายมันได้อย่างง่ายดายแม้จะรู้เช่นนั้นก็ยังคงมีอีกหนึ่งปัญหา..เขาจะรู้ได้ยังไงว่าจุดเชื่อมต่อดังกล่าวมันอยู่ตรงไหน??’เด็กชายยังคงใช้ความคิดต่อไปโดยแทบจะตัดขาดจากโลกภายนอก

            *****************

            เด็กชายยังคงง่วนอยู่กับความคิดในหัวของตนนั่นทำให้อาคอนมีรอยยิ้มที่มุมปากหากเขาต้องการสอนใครสักคนแน่นอนว่าคนที่ฉลาดจะดีกว่าคนโง่และเด็กตรงหน้านี้ไม่โง่อย่างแน่นอน

            ความจริงนี่เป็นหลักการที่นักล่าส่วนใหญ่ใช้คัดเลือกผู้สืบทอดพวกเขาไม่ต้องการคนโง่ แม้แต่คนหัวทึบเช่นดาลัสยังเลือกลูกศิษย์ที่ฉลาดนี่เป็นเหตุผลเดียวกันกับที่อาเรียถูกเลือกโดย mad alchemist อาเรียไม่ใช่แค่ฉลาดเท่านั้นเธอเป็นอัจฉริยะที่หาตัวจับได้ยาก

            ทันทีที่อาเรียพูดเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่เธอเจอในหนังสือเขาก็รู้ว่าเธอไม่ใช่เด็กธรรมดาไม่มีเด็กจากหมู่บ้านที่ห่างไกลสามารถอ่านหนังสือได้ตั้งแต่อายุสามหรือสี่ขวบเขาเองที่ทำเช่นนั้นได้นั่นเป็นเพียงเพราะเขามีสายเลือดของขุนนางและได้รับการศึกษาที่เหมาะสมเท่านั้น

            ที่ต้องเลือกคนที่ฉลาดนั่นเป็นเพราะว่านี่คือการลงทุนนักล่าสูญเสียทรัพยากรไปกับศิษย์ตัวน้อยของพวกเขาสิ่งที่พวกเขาอยากให้เกิดน้อยที่สุดคือการที่ลูกศิษย์ที่พวกเขาฟูมฟักวิ่งไปตายอย่างโง่ๆและคนโง่ส่วนใหญ่มักจะเรียกสถานการณ์เช่นนั้นว่า ‘กล้าหาญ’’

            นั่นไม่ใช่ว่าความกล้าหาญไม่จำเป็นทว่าสำหรับอาคอนความโง่ไม่สามารถนับว่าเป็นความกล้าหาญได้

            อาคอนยังคงเฝ้ามองเด็กชายตรงหน้าที่จมเข้าสู่สมาธิของตัวเองและเด็กชายยังคงสังเกตุซากของจักรกลที่อาคอนทำลายไปอย่างมุ่งมั่น

            ******************

            ‘มันไม่มีทางที่ข้าจะสามารถมองเห็นจุดเชื่อมต่อได้ใช่ไหมมันเป็นจุดเชื่อมต่อของเกราะที่เนียนสนิทของช่างฝีมือเยี่ยม'

    ไม่ใช่ว่าโทบี้โทบี้ไม่เล็งที่ข้อต่อที่ควรจะเป็นจุดอ่อนปัญหาก็คือมันไม่มีข้อต่อใดที่ไม่หุ้มด้วยเกราะโลหะที่เขาไม่สามารถทะลวงได้

    ‘หรือว่าเขามองจากจักรกลรบตัวอื่นที่มีความเสียหายที่เกราะ..' โทบี้หันไปมองจักรกลที่เสียหายตัวอื่นๆแล้วหันไปมองจักรกลตัวเล็กที่เขาต้องจัดการเขาทำได้เพียงส่ายหัวแล้วปัดความคิดดังกล่าวทิ้งไป

    ‘จักรกลพวกนี้ไม่ใช่รุ่นเดียวกัน มีเกราะหลายจุดที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดไม่จำเป็นเลยที่จุดเชื่อมต่อของเกราะต้องเหมือนกัน ความคิดที่ว่าชายคนนั้นมองเห็นจากความเสียหายคงเป็นไปไม่ได้...ไม่ใช่สิคงต้องบอกว่าไม่สามารถมองจากความเสียหายของจักรกลตัวอื่นมากกว่า...ความเสียหายจักรกลตัวอื่น???...เอ๊ะ!!’

    โทบี้เริ่มหันกลับไปมองจักรกลที่อาคอนทำลายบนพื้นอีกครั้งแล้วรอยยิ้มก็ปรากฎอยู่บนใบหน้าของเขา

    เด็กชายพุ่งเข้าไปโจมตีศัตรูอีกครั้ง

    เช่นเคย ปัดการโจมตีสองครั้ง โจมตีโต้กลับแล้วก็ถอย ไม่มีทีท่าว่าเกราะจะแตกแต่อย่างใดมีเพียงรอยขีดข่วนแบบเฉือนเล็กๆสองรอยจากการโจมตีสองครั้งก่อนหน้าอย่างไรก็ตาม โทบี้ไม่ได้หยุด

    เขาพุ่งโจมตีจักรกลตัวนั้นซ้ำๆ มีเพียงรอยเฉือนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สามรอย สี่ห้า หก ...และจนถึงรอยที่สิบสี่ ตอนนี้เองที่โทบี้มีรอยยิ้มสดใสบนใบหน้า

    นี่คือจุดเด่นของความเสียหายแบบเฉือนร่องลึกหากมีวัตถุสองชิ้นอยู่ระหว่างรอยเฉือนคุณจะสามารถมองเห็นจุดตัดของวัตถุสองชิ้นได้เพราะการโจมตีแบบเฉือนจะแสดงทิศทางอย่างชัดเจนดังนั้นหากมีรอยต่อระหว่างสองวัตถุที่ไม่ได้ถูกทำให้เป็นเนื้อเดียวกันมันจะถูกแสดงออกมาอย่างชัดเจนซึ่ง

    แน่นอนว่าเกราะสองชิ้นไม่ได้ถูกทำให้เป็นเนื้อเดียวกันมันถูกทำให้เป็นเนื้อเดียวกันเพียงที่พื้นผิวด้านนอกเท่านั้นเพื่อป้องกันการมองเห็น เพียงลบจุดที่เป็นเนื้อเดียวกันบางๆด้านนอกออก ก็จะสามารถมองเห็นรอยต่อของเกราะสองชิ้นได้และทำให้ง่ายต่อการซ่อมบำรุง

    แน่นอนว่านี่ไม่ใช่จุดอ่อนของคลาสที่สู้ด้วยจักรกลอย่างคาลี่ย์หรือคลาสวิศวกรเพราะโดยทั่วไปแล้ว มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะมองหารอยแยกในกรณีที่กำลังต่อสู้กันนั่นเป็นเพราะวิศวกรเหล่านั้นจะเป็นคนควบคุมจักรกลไม่ใช่ระบบจักรกลอัตโนมัติที่โทบี้กำลังเผชิญหน้าอย่างน้อยระบบการทำลายตัวเองจะเกิดขึ้นก่อนที่รอยต่อถูกสังเกตุเห็นเสียอีก

    เมื่อโทบี้มองเห็นรอยต่อดังกล่าว เขาก็เริ่มโจมตีไปที่รอยต่อนั้นซ้ำๆทันที เพียงไม่กี่ครั้งรอยแยกก็แตกออกมาเป็นรอยขนาดใหญ่การโจมตีของเด็กชายพุ่งเข้าสู้จุดศูนย์กลางของรอยเชื่อมมันเป็นจุดที่ไม่มีเกราะป้องกัน นั่นทำให้ระบบต่างๆถูกทำลายในทันที

    โทบี้สามารถโค่นจักรกลตัวเล็กได้ในที่สุดในตอนนั้นเด็กชายหันกลับไปหาอาคอนราวกับต้องการจะอวดความสำเร็จของเขา

    “ทำได้ดีมากรีบนำของที่เจ้าต้องการออกมาได้แล้ว"  อาคอนกล่าว

    “ขอรับ” แม้จะมีความเหนื่อยล้าแต่สีหน้าแห่งความภาคภูมิใจปรากฎชัดนั่นทำอาคอนอดไม่ได้ที่จะส่งรอยยิ้มให้กับเขาเล็กน้อยพร้อมกับส่ายหัว

    เมื่อเห็นท่าทางของอาคอนเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเขินเล็กน้อยจากสิ่งที่ตัวเองทำเมื่อครู่เขาจึงยกมือของตนขึ้นมาเพื่อเกาหัวด้วยสีหน้าเขินๆ

    หลังจากนั้นเด็กชายก็เริ่มนำอุปกรณ์ออกมาเพื่อปลดและแยกส่วนปลอกแขนที่ใช้เก็บและชักดาบนี้

    อุปกรณ์ที่โทบี้นำออกมาคือตะไบ เขาเริ่มขัดผิวเกราะด้านนอกออกจนครบทั้งชิ้นเมื่อเขาเห็นลวดลายซึ่งเป็นรอยเชื่อมต่อของปลอกแขนทั้งหมดมันก็ง่ายยิ่งขึ้นที่เขาจะนำมันออกมาโดยไม่ทำให้เกิดความเสียหาย

    แม้ไม่ใช่วิศวกรแต่ก็ไม่ยากเกินไปที่จะมองออกว่าชิ้นไหนคือสลักที่จะทำให้การถอดแยกส่วนได้โดยไม่เสียหาย

    เด็กใช้ใช้ค้อนและสิ่วที่เขาพกติดตัวอยู่ตลอดเวลาในการสกัดสลักยึดออกทุกจุดและค่อยๆแยกชิ้นส่วนที่เป็นปลอกแขนออกได้อย่างไม่ยากเย็น

    “ได้แล้วขอรับ"

    “เจ้าแน่ใจเหรอว่าเจ้าเอาของแยกส่วนกลับไปแล้วเจ้าจะยังคงประกอบมันกลับเข้าไปเช่นเดิมได้ทำไมไม่ลองประกอบมันกับแขนของเจ้าที่นี่ซะเลยล่ะยังไงที่นี่ก็มีตัวอย่างให้ดูอีกมากมาย” อาคอนกล่าว

    “แบบที่ท่านว่าน่าจะดีกว่าขอรับ” เด็กชายตอบกลับตามตรงเพราะเขาเองก็ไม่มั่นใจว่าจะประกอบของพวกนี้กลับเหมือนเดิมได้ด้วยตัวเอง

    *ฉับ!**

    เสียงผ่าดังขึ้นโทบี้มองไปตามเสียงและเห็นอาคอนผ่าปลอกแขนของจักรกลยักษ์ออกเป็นสองชิ้นที่สมมาตรกัน

    “ใช้เจ้านี่ลองฝึกถอดเข้าถอดออกสักรอบก่อนแล้วกัน” อาคอนกล่าว

    “ขอรับ..”

    โทบี้เริ่มประกอบตามที่เขาเห็นจากปลอกแขนจักรกลยักษ์ที่อาคอนแยกเป็นสองส่วนเด็กชายใช้สมาธิทั้งหมดไปกับการถอดประกอบเพื่อใช้มันใจว่าตนจะจำได้

    ในที่สุดหลังจากถอดและประกอบสามครั้ง เด็กชายก็จำวิธีการและโครงสร้างของปลอกแขนชักดาบนี้ได้เขาหันไปหาอาคอนเพื่อจะบอกว่าตนทำสำเร็จแล้วอย่างไรก็ตามอาคอนนั้นหายไป!! เขาไม่ได้อยู่ด้านหลังเช่นที่โทบี้คาดการณ์ไว้

    “อาา.. ข้าถูกหลอก"

    ไม่มีเวลาให้เขาได้เสียใจมากนัก แสงบางอย่างพุ่งมาในทิศทางของลานเศษเหล็กสิ่งเดียวที่โผล่เข้ามาในหัวเขาขณะนั้นคือ ‘หาที่ซ่อน’