แสงแดดยามเช้าสาดทอลงบนหลังคากระเบื้องเคลือบเงางามของ คฤหาสน์ตระกูลฉุนอวิ๋น (เมฆาบริสุทธิ์)ประตูบานยักษ์ที่สลักเสลาด้วยลวดลายมวลเมฆขยับเปิดกว้างต้อนรับแขกเหรื่อผู้ทรงเกียรติบรรยากาศภายในคึกคักไปด้วยผู้คนคราคร่ำเด็กรับใช้และหญิงรับใช้นับร้อยต่างวิ่งวุ่นพ่อบ้านใหญ่คอยตะโกนสั่งการตัวเป็นเกลียวเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับพิธีการอันยิ่งใหญ่
วันนี้มิใช่เพียงงานเลี้ยงธรรมดาทว่ามันคือวันที่ตระกูลฉุนอวิ๋นจะทำการคัดเลือกยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ เพื่อไปประลองกับอีกสามตระกูลใหญ่คือ ตระกูลขุนนางมณฑล ตระกูลแม่ทัพรักษาเมือง และ ตระกูลซางฉิว (ฟ้าสีคราม) ในการหาตัวแทนเข้าสู่ ศึกนพเก้ามรกตอำพัน การแข่งขันที่เดิมพันด้วยชื่อเสียงทรัพยากรและเกียรติยศ
เหล่าผู้ทรงอิทธิพลต่างปรากฏกายในชุดอาภรณ์หรูหรานำโดย เสิ่นเชียนโจว เจ้าเมืองไห่กังผู้มีแววตาเฉียบคมดุจเหยี่ยว,เฉียวอวิ๋นซี เจ้าเมืองหญิงแห่งเมืองเสิ่นอู่ผู้สง่างามในชุดผ้าไหมสีม่วงคราม และ ฉีหลิน เจ้าเมืองฝูเจิ้นผู้มีกลิ่นอายเคร่งขรึมกดดันทั้งหมดต่างมียอดฝีมือผู้ติดตามยืนอารักขาอย่างแน่นหนา
ทว่าท่ามกลางความสง่างามเหล่านั้นเสียงสนทนาพลันเงียบกริบลงเมื่อคณะของ ฉิงอวี้ ก้าวเข้ามาในโถงหลักเป็นคณะสุดท้าย
ครืด... ครืด...
เสียงล้อรถเข็นบดไปกับพื้นหินอ่อนดังสะท้อนก้องหนิวมู่อี้ ทำหน้าที่เข็นรถเข็นคันหนึ่งเข้ามาทว่าร่างที่นั่งอยู่บนนั้นกลับสร้างความตกตะลึงให้กับผู้พบเห็น อวิ่นหนิงเจี่ย ผู้ที่เคยถูกขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์บัดนี้สภาพของเขาไม่เหลือเค้าเดิมแม้เพียงเสี้ยว ร่างกายผอมแห้งติดกระดูกใบหน้าซูบตอบดวงตาหม่นแสงดูไร้วิญญาณ เขานั่งคอตกคล้ายซากศพที่ยังมีลมหายใจ
ต้วนผิงอัน และ ฉุนอวิ๋นเยี่ยนฟาง เดินขนาบข้างด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันอย่างปิดไม่อยู่ฉิงอวี้กวาดสายตามองไปรอบโถงด้วยรอยยิ้มเย็นชานางมิได้รู้สึกอับอายแม้แต่น้อยที่พาลูกชายในสภาพเวทนามาปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนกลับกัน นางและพวกทั้งสามกลับลอบสบตากันด้วยความสาแก่ใจในผลลัพธ์
ณ ตำแหน่งประธานอันสูงตระหง่านร่างของชายผู้ทรงอำนาจที่สุดในที่แห่งนี้พลันหยัดกายขึ้น ฉุนอวิ๋นเหยียนเช่อ ผู้นำตระกูลเมฆาบริสุทธิ์ผู้มีนัยน์ตาอำมหิตก้าวลงจากที่นั่งพร้อมกับภรรยาทั้งสามของเขา ฮูหยินใหญ่ หงเยว่ ฮูหยินรองจินฮวา และ ฮูหยินสาม ซืออวิ๋น
เบื้องหลังของพวกเขาคือบุตรธิดาที่เดินตามมาด้วยความภาคภูมิใจ นำโดย ฉุนอวิ๋นเซียวเฟิงฉุนอวิ๋นลี่หง ฉุนอวิ๋นจินเฟิง
ฉุนอวิ๋นเยว่หลาน และ ฉุนอวิ๋นจิงเหว่ย ซึ่งอีกคนก็คือฉุนอวิ๋นเยี่ยนฟางที่ยืนอยู่ข้างกายหนิงเจี่ยนั้นเอง
ทุกคนต่างมองลงมาที่รถเข็นของหนิงเจี่ยด้วยสายตาเหยียดหยามประหนึ่งมองดูขยะที่รอวันทิ้ง
“ยินดีต้อนรับทุกท่าน!”เหยียนเช่อประกาศเสียงก้อง พลางหันไปมองหนิงเจี่ย “และยินดีกับตระกูลอวิ่น...ที่ในที่สุดก็ได้ ‘ขยะ’ ชิ้นงามมาประดับงานในวันนี้ ฮะ ฮะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”เสียงหัวเราะของมันพลันดังกึกก้อง
เสียงหัวเราะของ ฉุนอวิ๋นเหยียนเช่อดังกึกก้องประดุจเสียงอสนีบาตที่ถล่มลงกลางใจโถง แขกเหรื่อผู้ทรงเกียรติเจ้าเมืองทั้งสาม และเหล่ายอดยุทธ์ต่างพากันส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความดูแคลนสายตาหลายร้อยคู่จ้องมองไปที่ร่างผอมแห้งบนรถเข็นราวกับมองดูซากเดนมนุษย์ที่ไร้ค่า
ทว่า... ในนาทีนั้นเองเบื้องนอกคฤหาสน์เมฆาบริสุทธิ์ พายุกำลังตั้งเค้าอย่างบ้าคลั่งมวลเมฆาสีดำทะมึนหมุนวนประดุจมังกรยักษ์ที่กำลังโกรธา เสียงฟ้าร้อง ครืน ครืน ดังสนั่นสะเทือนเลื่อนลั่นมาแต่ไกลจนพื้นหินอ่อนในห้องโถงสั่นสะท้าน
“หลานหนิงเจี่ย...อัจฉริยะแห่งเฟิงเป่าที่เลื่องลือ ไฉนวันนี้จึงมีสภาพเฉกเช่นสุนัขข้างถนนเล่า?ฮ่า ฮ่า ฮ่า!” เหยียนเช่อเย้ยหยันพลางกวาดสายตาไปรอบห้อง
ฉิงอวี้ กลับหัวเราะร่าด้วยความสาแก่ใจ“เจ้าลูกไม่รักดีคนนี้ ป่วยจนพิการสิ้นไร้ไม้ตอก ไหนเลยจะคู่ควรกับคำว่าอัจฉริยะ?มีเพียงยอดคนตระกูลฉุนอวิ๋นเท่านั้นที่คู่ควรเป็นตัวแทนในศึกนพเก้า!ส่วนตระกูลอวิ่นสายรองของข้า... บัดนี้ไม่มีค่าให้เอ่ยถึงอีกต่อไป!”
ฉุนอวิ๋นเซียวเฟิง ก้าวเท้าออกมาด้วยท่วงท่าลำพองใจเขาประสานมือไปยัง ต้วนผิงอัน และหนิวมู่อี้ “ท่านทั้งสองเห็นด้วยหรือไม่?ตามกฎโบราณ คนนอกในเขตตระกูลสามารถประลองคัดเลือกได้ หากพวกท่าน...”
ยังไม่ทันสิ้นคำผิงอันพลันระเบิดเสียงหัวเราะลั่น “ฮ่า ฮ่า ฮ่า! คุณชายใหญ่วางใจข้าและมู่อี้มิคิดสอดมือเข้ายุ่งเกี่ยวอย่างแน่นอน!” เขาหรี่ตาลงพลางส่งกระแสจิตแฝงปราณที่ส่อถึงความโลภไปหาเซียวเฟิง“ท่านอย่าลืมข้อตกลงที่ให้ไว้กับพวกข้า...ศิลาผลึกครามและสถานปศุสัตว์นับพันไร่นั่น ต้องเป็นของพวกเรา!” เซียวเฟิงยิ้มตอบอย่างพอใจ
อวิ่นเยี่ยนฟาง ที่เคยยืนเคียงข้างหนิงเจี่ยพลันเปลี่ยนสีหน้าเป็นรังเกียจเดียดฉันท์ นางก้าวออกไปกลางโถง “พอที!อายแขกเหรื่อเสียเปล่าๆ แล้วไอ้คนพิการที่กองอยู่ตรงนี้ จะจัดการอย่างไรดี?”
สิ้นคำของเยี่ยนฟางฉิงอวี้พลันแสยะยิ้มอำมหิต นางเอื้อมมือไปกระชากรถเข็นของลูกชายแล้ว ผลักจนพลิกคว่ำ!
โครม!
ร่างที่ผอมแห้งของหนิงเจี่ยกระเด็นหลุดจากรถเข็นลงไปกองกับพื้นในสภาพเวทนาอย่างที่สุดฉิงอวี้ก้มลงมองพลางแผดเสียงหัวเราะ “เจ้าขยะ!เจ้ารู้หรือไม่ข้าพะอืดพะอมแค่ไหนที่ต้องแสร้งทำดี ดูแลเจ้าทั้งที่ข้าเกลียดเจ้ายิ่งกว่าอาจม!เจ้าเกิดมาบิดาเจ้าก็หนีไป ทำให้ข้าพลาดโอกาสในชีวิตไปมากมาย!”นางหันไปทางเหยียนเช่อและฮูหยินทั้งสาม นางเสียดายที่มิได้แต่งเข้าเป็นฮูหยินตระกูลฉุนอวิ๋น“ข้าว่าส่งมันไปเป็นขอทานข้างถนน คงจะดีต่อชีวิตมันที่สุดแล้ว!”
มู่อี้และผิงอันเดินเข้ามาคุกเข่าข้างร่างที่นอนสั่นเทาของหนิงเจี่ยพวกเขาแสร้งกล่าวโทษอย่างเยือกเย็น “อย่าโทษพวกข้าเลย โทษที่ตัวเจ้าไม่เจียมตนกล้าแข็งข้อกับตระกูลฉุนอวิ๋น...”มู่อี้ส่งเสียงผ่านพลังจิตกระแทกเข้าโสตของหนิงเจี่ย “สมบัติที่พวกข้าได้มาจากการทำให้เจ้าเป็นแบบนี้มันทำให้พวกข้าสบายไปทั้งชาติ!”
เห็นหนิงเจี่ยที่นอนกองอยู่บนพื้น ค่อยๆพยุงร่างที่สั่นระริกเขยิบไปนั่งพิงเสาหินขนาดยักษ์กลางโถงเขามองดูใบหน้าของผู้คนเหล่านั้นด้วยสายตาที่สงบนิ่งจนน่าประหลาดใจแววตาที่เคยหม่นแสงกลับทอประกายอ่อนโยนอย่างประหลาด
“ท่านแม่...”หนิงเจี่ยเอ่ยเสียงแผ่วเบาทว่าชัดเจน “มิว่าท่านจะอยู่ที่แห่งใดข้าผู้บุตรขอสัญญา... ว่าหากมิตายเสียก่อนจะพลิกแผ่นดินทั้งไตรภพตามหาท่านและท่านพ่อให้เจอ...”
ฉิงอวี้ชะงักเสียงหัวเราะสีหน้ามึนงงไม่เข้าใจความหมาย หนิงเจี่ยเบือนหน้าไปทางผิงอันและมู่อี้เขาหัวเราะในลำคอพลางชี้ไปที่คนทั้งสอง “ไหนล่ะ... ง้าวโลกันตร์ ของเจ้า? และ คทาพฤกษา ของเจ้าไปไหนเสีย?”
สหายทรยศทั้งสองหยุดนิ่งพวกเขาเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ กับคำพูดที่ดูเหมือนคนเสียสติของหนิงเจี่ยหนิงเจี่ยเหลียวไปมองเยี่ยนฟางที่ยืนกอดอกดูแคลน “น้องหญิง...ขอบน้ำใจในสิ่งที่เจ้าหยิบยื่นให้ในวันนี้ ข้าขอสาบาน... บุญคุณครั้งนี้ข้าจะตอบแทนคืน... ร้อยเท่าพันทวี!” เยี่ยนฟางยกมือที่กอดอกอยู่ทาบไปที่ทรวงอกด้วยความตกตะลึงในคำพูดของเด็กหนุ่ม
ครืนนนนนนนนนนนนนนน!
สิ้นคำท้องฟ้าเหนือคฤหาสน์พลันพิโรธถึงขีดสุด! ฝนเทกระหน่ำลงมาไม่ลืมหูลืมตาแสงไฟในห้องโถงดับวูบลงทันทีเหลือเพียงความมืดสลัวและเสียงลมพายุที่กรีดร้องประดุจเสียงภูตผี
เปรี้ยง! เปรี้ยง!
สายฟ้าฟาดลงมากลางลานจวนแสงวาบของมันส่องเข้ามาในโถงชั่วขณะ ทุกคนต้องเบิกตาโพลงด้วยความหวาดกลัวเมื่อเห็นร่างที่เคยนอนกองอยู่ข้างเสา บัดนี้กลับ หยัดยืนขึ้นอย่างมั่นคง! ในมือของเขาปรากฏดาบเล่มหนึ่งที่แผ่รังสีสังหารขุมนรกออกมา!มืออีกข้างของเด็กหนุ่มบัดนี้ถือฝักดาบดำมะเมื่อยประดุจหลุมดำ ผิวสัมผัสเย็นจัดจนเกิดไอหมอกปกคลุมอยู่ตลอดเวลานั่นคือ ดาบอัคนีเพลิงเผาผลาญ และฝักดาบเนตรอัคนีกลืนพิภพ!
บัดนี้อัญมณีรูปดวงตาที่กึ่งกลางฝักดาบกะพริบแสงสีม่วงเข้มอย่างตะกละตะกราม มันกำลัง ดูดกลืนพลังมายา ของสถานที่แห่งนี้เข้าไปประดุจหลุมดำที่ไร้ก้นบึ้งร่างกายที่เคยผอมแห้งของหนิงเจี่ยเริ่มขยายออกกล้ามเนื้อและเส้นชีพจรถูกซ่อมแซมและวิวัฒนาการด้วยพลังที่ดูดกลืนมาจนสมบูรณ์ยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า!
หนิงเจี่ยมองไปยังฉุนอวิ๋นเหยียนเช่อ ฉุนอวิ๋นเซียวเฟิง ที่และพวกที่กำลังตกตะลึงอยู่ “มิต้องกังวลไป...อีกไม่นานข้าจะไปเยือนพวกเจ้าถึงตระกูลแน่นอน...” หนิงเจี่ยแสยะยิ้มใบหน้าหล่อเหลาคมคายอาบไปด้วยแสงสีม่วงทอง “แต่ตอนนี้... เผยร่างจริงของเจ้าออกมาซะ!”
วูบ!
ร่างของหนิงเจี่ยหายไปจากที่เดิมในพริบตาเดียวเขาปรากฏตัวอีกครั้งลอยเด่นอยู่กลางอากาศเหนือห้องโถงใหญ่ ดาบอัคนีเพลิงเผาผลาญถูกชูขึ้นเหนือศีรษะเปลวเพลิงสีขาวบริสุทธิ์ผสมกับอัสนีสีม่วงทองระเบิดออกมาปกคลุมคมดาบจนดูเหมือนเขากำลังถือดวงอาทิตย์ดวงเล็กๆไว้ในมือ
“ดาบอัคนีเพลิงเผาผลาญ... เปลวเพลิง ณ เส้นขอบฟ้า!”
สิ่งที่เกิดขึ้นกลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งนักที่เส้นขอบฟ้ารอบตัวเขาทั้ง 360 องศา ปรากฏจุดแสงเล็กๆสีทองเจิดจ้าผุดขึ้นมานับพันจุด ทุกร่างที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้โดยเฉพาะผู้คนในห้องโถงพลันเงยหน้ามองแสงเหล่านั้นด้วยความมึนงงแสงเล็กๆ เหล่านั้นค่อยๆ ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากขนาดเท่าเมล็ดข้าว กลายเป็นผลส้มและภายในเสี้ยววินาที มันขยายใหญ่จนกลายเป็น ดวงอาทิตย์สีชาดมหาศาล ที่กำลังโผล่พ้นขอบฟ้าพุ่งเข้าหาใจกลางวงล้อม!
พลังทำลายล้างพุ่งตรงเข้าไปแผดเผา "แก่นวิญญาณ" ภายในร่างทุกร่างโดยตรง
“อ๊ากกกกกกกก!”
เสียงโหยหวนของร่างในที่นี้พลันดังกึกก้องประดุจโลกจะแตกสลายเมื่อ "ดวงอาทิตย์" เหล่านั้นปะทะกับทุกร่างมันไม่ได้เกิดการระเบิดในทันทีแต่มันจะ "หลอมละลาย" ทุกสิ่งอย่างช้าๆ เขาฟาดดาบลงพื้นเป็นจังหวะสุดท้าย
หนิงเจี่ยฟาดดาบลงมาเป็นเส้นตรง รังสีดาบสีชาดพุ่งทะยานออกไปเป็นวงกว้างประดุจแสงอาทิตย์อุทัยที่ฉีกกระชากความมืดมิดที่ปลายขอบฟ้าพลังทำลายล้างมหาศาลเข้าปะทะกับโครงสร้างของห้องโถงและ "มิติมายา"ที่ครอบงำเขาอยู่
ตูมมมมมมมมมมมมมมมม! บึมมมมม ฟู่ฟู่ๆๆๆ
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสะท้านไปทั่วทุ่งหญ้าและท้องฟ้าใบหน้าของเหยียนเช่อ ฉิงอวี้ เยี่ยนฟางและทุกคนในโถงเริ่มปริแตกเป็นรอยร้าวประดุจกระจกที่กำลังจะแตกกระจายภาพคฤหาสน์ที่หรูหราพังทลายลงสู่ความว่างเปล่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็น"มายา" ถูกแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าธุลีในพริบตาเดียว!
อากกกกกกกกกก !!! ฉับพลันบังเกิดเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดเสียงหนึ่งดังกึกก้อง
ท่ามกลางเสียงกรีดร้อง หนิงเจี่ยที่ยืนตระหง่านอยู่กลางความมืดมิดเขาพลันมองเห็นลำแสงสายหนึ่งเปล่งประกายอยู่ทางขวามือเขาไม่ลังเลพลันพุ่งเข้าไปยังแสงที่เห็นนั่นทันที