ซือเฟิงหลง ภาคทะยานสู่เซียนเจี้ย

    ตอนที่ 20 ขอบเขตไร้พันธนาการ (1)


    ตอนที่20 ขอบเขตไร้พันธนาการ

     

            ซือเฟิงหลงฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในสองวันให้หลังหลังจากนั้นเฉินเจียหลางกับเจี่ยงฉงก็มาเยี่ยม

            เฉินเจียหลางเดินผ่านเข้าประตูมาด้วยท่วงท่าดุจเทพเซียนยิ้มแย้มทักทาย “ยินดีด้วยศิษย์น้องเล็ก เจ้าผ่านการทดสอบของสถานศึกษาแล้วนับจากนี้เจ้าก็คือบัณฑิตของสถานศึกษาม่ออู๋หยา”

            ซือเฟิงหลงพยุงกายขึ้นนั่งพิงหัวเตียงเอ่ยถามด้วยสีหน้างุนงง “ข้าผ่านแล้วหรือ?แต่...ข้าจำไม่ได้แม้แต่น้อยว่าสู้ชนะหรือไม่”มีดสุดท้ายที่แทงเข้ากลางอักขระยันต์มันเกิดขึ้นพร้อมกันตอนที่บุรุษวัยกลางคนผู้นั้นปรากฏตัวบางทีหุ่นนั้นอาจไม่ใช่เขาที่เป็นผู้กำราบมันจนสิ้นสภาพ

            “เจ้าย่อมต้องเป็นผู้ชนะ!” เสียงของบัณฑิตหนุ่มอีกคนดังขึ้น ก่อนที่ร่างของเขาจะผ่านประตูเข้ามา

            เจี่ยงฉงเดินมาหยุดข้างเตียงพูดต่อไปว่า“ที่เจ้าต่อสู้ด้วยเมื่อสองวันก่อน ก็คือยันต์นักฆ่าเพื่อไม่ให้ศิษย์น้องเกิดความสงสัยคาดเดาเจตนาของสถานศึกษาผิดไปศิษย์พี่จะบอกเจ้าให้รู้เอง การทดสอบที่ผ่านมามีคนคิดแอบจับปลาในน้ำขุ่นอ้างจดหมายบิดาเจ้าอนุญาตให้สถานศึกษาใช้ยันต์นักฆ่าระดับสองในการทดสอบด้วยเหตุนี้การทดสอบบู๊ของเจ้าจึงถือได้ว่าเป็นการทดสอบที่หฤโหดกว่าการทดสอบใดที่ผ่านมาแต่เจ้าก็สามารถจัดการยันต์นักฆ่าได้เสร็จสิ้นก่อนที่อาจารย์ใหญ่จะไปถึง ศิษย์น้องเจ้าชนะการทดสอบทั้งสามด่านของสถานศึกษามาได้ด้วยตัวเองอย่างแน่นอน!”

            ซือเฟิงหลงขมวดคิ้วเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ “มีคนต้องการเอาชีวิตข้าหรือ?”

            เฉินเจียหลางตอบ “ไม่ใช่แค่ครั้งนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหน้าสำนักศึกษาหลวงล้วนมีคนผลักดันอยู่เบื้องหลังศิษย์น้องเจ้าอาจจะต้องระมัดระวังคนที่อยู่ในที่มืดผู้นั้นเอาไว้บ้าง”

            ซือเฟิงหลงประสานมือคำนับแบบบัณฑิตกล่าวว่า “ขอบคุณท่านทั้งสองที่เตือน”

            “ท่านทั้งสองอะไรกัน!” เจี่ยงฉงเอ่ยฉุนๆ “เรียกศิษย์พี่สิ!”

            เฉินเจียหลางหัวเราะเบาๆประสานมือกล่าวแนะนำตัวเองอย่างบัณฑิต “ข้าคือศิษย์เอกอาจารย์เหอ ศิษย์เพียงคนเดียวของปรมาจารย์กระบี่มีนามว่าเฉินเจียหลาง หวังว่าศิษย์น้องจะคำนับอาจารย์เหอเป็นอาจารย์พวกเราจะได้เป็นศิษย์ร่วมอาจารย์เดียวกัน”

            ซือเฟิงหลงรีบลงจากเตียงจัดระเบียบเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะประสานมือคาราวะกลับคืน เอ่ยอย่างเขินอายว่า“ศิษย์พี่เฉิน ข้าไม่รู้ธรรมเนียม ขอศิษย์พี่อย่าได้ถือสา”

            “ช้าก่อน...” เจี่ยงฉงแทรกตัวเข้ามาประสานมือไปทางศิษย์น้องเล็กแล้วเอ่ยแนะนำตัวเองบ้าง “ส่วนข้าคือศิษย์สายตรงของอาจารย์ฉีปรมาจารย์ด้านค่ายกล และศาสตร์การคำนวณ มีนามว่าเจี่ยงฉง วิชากระบี่ไม่น่าสนใจเจ้ากราบอาจารย์ฉีเป็นอาจารย์เถอะ ค่ายกล ยันต์ วิชากลไก หรือแม้แต่วิชาต่อสู้อาจารย์ข้าล้วนเชี่ยวชาญทั้งสิ้น”

            ซือเฟิงหลงหันมาประสานมือคาราวะเจี่ยงฉงยิ้มเจื่อนตอบว่า “ศิษย์พี่เจี่ยง... ข้าไม่รู้เลยว่าการเรียนหนังสือต้องกราบอาจารย์เท่านั้นจึงจะเรียนได้ ข้าเรียนทุกวิชาไม่ได้หรือ?”

                “ย่อมได้!” บัณฑิตอีกสองคนพลันปรากฏตัวขึ้นที่ประตูเดินยิ้มแย้มอ่อนโยนเข้ามาภายในห้องโดยไม่ต้องให้ผู้ใดเชื้อเชิญ

            บัณฑิตทั้งสองคนนี้ดูเป็นบัณฑิตเสียยิ่งกว่าบัณฑิตเฉินที่รูปงามองอาจราวกับเทพเซียนและบัณฑิตเจี่ยงที่ดูมุทะลุ ค่อนข้างโผ่งผางผ่าเผยมากกว่าจะเหมือนบัณฑิตแต่สองคนที่เพิ่งจะมาถึงนี้กลับดูสงบนิ่ง ท่วงท่านุ่มนวลอยู่ในระเบียบพิธีการอย่างยิ่ง

            บัณฑิตที่ห้อยพู่กันหยกไว้ข้างหยกสลักอักษรม่ออู๋หยาประสานมือแล้วเริ่มแนะนำตัวเอง “บัณฑิตมู่ มู่ซานเกิง ซานที่แปลว่าความดีเกิงที่แปลว่าเข้มแข็ง เข้มแข็งด้วยคุณธรรมก็คือศิษย์สายตรงอาจารย์เผยปรมาจารย์ด้านอักษรและภาพวาด”

            บัณฑิตที่ชายแขนเสื้อกว้างพลิ้วไหวอยู่ตลอดเวลาประสานมือยิ้มกล่าวว่า “บัณฑิตหยวน หยวนไหวจง ศิษย์สายตรงอาจารย์หลิน ปรมาจารย์หมากล้อม”

            เฉินเจียหลางรู้สึกหัวโตขึ้นมาทันทีแอบชำเลืองมองเจี่ยงฉงแวบหนึ่งต่างฝ่ายต่างก็เข้าใจความหมายของกันและกันในชั่วขณะนั้น

            “บัณฑิตพวกนี้คิดจะมาแย่งศิษย์น้องแทนอาจารย์อย่างแน่นอน”

            หยวนไหวจงหันไปยิ้มกล่าวกับเฉินเจียหลางว่า“เจียหลาง แม้วิชากระบี่จะเลิศล้ำ แต่ด้วยตบะของศิษย์น้องในเวลานี้เกรงว่าจะยังฝึกกระบี่ไม่ได้กระมัง”

            เฉินเจียหลางพูดไม่ออกไปชั่วขณะนึกอยากด่าคนเลียนแบบเจี่ยงฉงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

            มู่ซานเกิงหันมาทางเจี่ยงฉงแล้วพูดขึ้น“วิชากลไก ศาสตร์การคำนวณวิชาค่ายกลยันต์สำหรับศิษย์น้องแล้วอาจจะไม่ได้แปลกใหม่อะไรเพราะปรมาจารย์คงอวิ๋นคงสอนศิษย์น้องมาไม่น้อยไม่อย่างนั้นศิษย์น้องเจ้าคงไม่อาจทำลายค่ายกลของอาจารย์ในการทดสอบแรกได้อย่างหมดจดไม่เคยมีใครทำลายค่ายกลของอาจารย์ออกมาตรงๆ เช่นนี้มาก่อน”

            “แบบนั้นเรียกว่าการทำลายค่ายกลได้ที่ใดกันที่ศิษย์น้องทำคือหาจุดอ่อนของค่ายกล แล้วโจมตีที่จุดนั้น” เจี่ยงฉงกล่าวแก้

            มู่ซานเกิงเลิกคิ้วตอบกลับ“การที่ค่ายกลไม่อาจคงอยู่ต่อไปได้ ก็คือการที่ค่ายกลถูกทำลายไม่ใช่หรือดูที่ผลลัพธ์ก็คือการทำลายค่ายกล จะกล่าวให้ยุ่งยากไปใย”

            เจี่ยงฉงเถียงอย่างไม่ลดละ“ที่ค่ายกลถูกทำลายก็ไม่ใช่เพราะรูปภาพจากหมึกของอาจารย์เผยที่ขาดจิตวิญญาณหรือศิษย์น้องถึงได้จับได้ว่าเป็นของปลอมตั้งแต่แรก”

            ซือเฟิงหลงมองคนนั้นทีคนนี้ที  อย่างไม่รู้จะเอ่ยห้ามอย่างไร

            มู่ซานเกิงไม่โกรธที่อีกฝ่ายพูดเหมือนกำลังดูหมิ่นอาจารย์ของตนอธิบายอย่างใจเย็นว่า “เพราะการทดสอบนี้ คือการทดสอบเด็กวัยเก้าขวบที่มีขั้นบำเพ็ญอยู่ในขั้นเลี่ยนชี่เท่านั้นอาจารย์ไม่ได้ต้องการกักขังเขาให้อยู่ในภาพวาดตลอดไปเสียหน่อยจำเป็นต้องใช้ความสามารถทั้งหมดตวัดพู่กันด้วยหรือ หากเป็นเจ้าถ้าเข้าไปอยู่ในภาพนั้น เจ้าจะทำลายค่ายกลออกมา หรือจะแก้ปริศนาแล้วค่อยออกมาเล่า?”

            “เหอะ! ข้าเถียงสู้เจ้าไม่ได้ บัณฑิตอย่างพวกเจ้าช่างมีโวหารเป็นเลิศโดยแท้!”

                หยวนไหวจงพูดกลั้วหัวเราะ“เจ้าพูดประหลาด ตัวเจ้าเองก็เป็นบัณฑิตไม่ใช่หรือ”

            มู่ซานเกินหันมาทางซือเฟิงหลงยิ้ม กล่าวว่า“ขายหน้าศิษย์น้องแล้ว เจ้าก็เห็นแล้ว แม้พวกเราจะกราบอาจารย์คนละท่าน แต่ก็ยังสนิทสนมคุ้นเคยสามารถถกเถียงพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง ขณะเดียวกันก็เป็นคู่แข่งกันเองไม่ว่าศิษย์น้องจะเลือกกราบอาจารย์ท่านใด ล้วนไม่ใช่ปัญหา”

            ทันใดนั้นก็มีเสียงระฆังดังขึ้นจากนั้นก็มีผู้เฒ่าคนหนึ่งปรากฏตัวนอกประตู เอ่ยกับคนทั้งห้าที่อยู่ภายในห้องว่า“อาจารย์ใหญ่เรียกประชุม พวกเจ้ารีบไปที่ศาลาเถิงม่ายเถิดพาศิษย์น้องเล็กของพวกเจ้าไปด้วย”

            บัณฑิตทั้งสี่ประสานมือค้อมเอวต่ำคาราวะท่านผู้เฒ่าซือเฟิงหลงรีบทำตาม มองจนท่านผู้เฒ่าเดินจากไปจึงถามอย่างใคร่รู้ “ศิษย์พี่ท่านผู้เฒ่าคือใครหรือ?”

            เจี่ยงฉงยืดตัวขึ้นพูดกลั้วเสียงหัวเราะ“เรียกได้น่าสนใจ ท่านผู้เฒ่า...”

            เฉินเจียหลางฟาดฝ่ามือเข้าที่หลังศีรษะของอีกฝ่ายแต่เจี่ยงฉงกลับสามารถหลบได้ราวกับมีตาหลัง เฉินเจียหลางไม่สนใจสายตาที่ถลึงมองมาหันมาตอบซือเฟิงหลง “ท่านนั้นก็คือบรรพจารย์สถานศึกษามออู๋หยาปรมาจารย์ทั้งห้าก็คือศิษย์ของท่านเพราะว่าทั้งห้าท่านล้วนกราบอาจารย์ในเวลาเดียวกันจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครยอมเป็นศิษย์น้อง ทุกคนล้วนต้องการเป็นศิษย์พี่ใหญ่”

            “แต่รุ่นเราปีนี้...เราจะมีศิษย์น้องเล็กคนที่ชนะการแข่งขันบัณฑิตประจำปีนี้ จะได้เป็นศิษย์พี่ใหญ่!” เจี่ยงฉงชูกำปั้นขึ้น พูดอย่างห้าวเหิม

            ไม่มีใครตอบรับเขาเมื่อซือเฟิงหลงแต่งกายเรียบร้อยจึงพากันเดินออกจากห้องไปเงียบๆมีเพียงเสียงบ่นของหยวนไหวจงดังแว่วมา “บัณฑิตพบทหาร มีเหตุผลก็คุยกันไม่เข้าใจเขาจะแข่งหมากล้อมกับข้าหรือไร”

            “ในเมื่อทุกคนคือบัณฑิตย่อมสามารถแข่งขันกันได้ แข่งศาสตร์ทั้งหก ศิลป์ทั้งสี่ก็ได้แล้ว”มู่ซานเกิงตอบสบายๆ

            เฉินเจียหลางกลับเอ่ยขึ้นว่า“ทุกคนล้วนมีความถนัดแตกต่างกัน ศาสตร์ทั้งหก ศิลป์ทั้งสี่ถือเป็นบุ๋นวิชาต่อสู้ถือเป็นบู๊ ผู้ใดชนะมากกว่าย่อมชนะไป”

            ทุกคนหันมามองเฉินเจียหลางเป็นตาเดียวกล่าวอย่างพร้อมเพรียงว่า “ถูกของเจ้า!”

            เฉินเจียหลางย่นคิ้วมองใบหน้าของสหายร่วมสำนักทั้งสามอย่างฉงน “ทุกปีก็เป็นเช่นนี้ต่างหากพวกเจ้ากลับเอาแต่คิดจะใช้ความถนัดส่วนตัวมาเอาชนะผู้อื่น”

            ซือเฟิงหลงมองบัณฑิตทั้งสี่ที่พูดคุยอย่างสนิทสนมพลันรู้สึกคิดถึงจ้าวโถวขึ้นมาตั้งแต่เด็กเขาก็ช่วยงานบิดาในโรงตีเหล็กเป็นส่วนใหญ่จึงมีเพื่อนเล่นเพียงไม่กี่คน จ้าวโถวก็คือหนึ่งในนั้น ไม่ว่าจะถูกมารดาดุอย่างไรคนแรกที่จ้าวโถวนึกถึงก็ยังเป็นหลงเกอเกอ

            ทั้งห้าเดินเข้ามาภายในลานกว้างหน้าศาลาพบว่ามีศิษย์ฝ่ายในมารวมตัวอยู่ที่นี่ทั้งหมดแล้วทุกคนล้วนประสานมือคาราวะทักทายอย่างพร้อมเพรียงว่า “ศิษย์พี่!”

            จากนั้นก็หันมาทางซือเฟิงหลง “ศิษย์น้อง!”

            ซือเฟิงหลงประสานมือคาราวะกลับคืนท่าทางเขินอายของเขาทำให้ทุกคนพากันหัวเราะ หลายคนเข้ามาชมเชย บอกว่าได้ดูการทดสอบของเขาตั้งแต่ต้นจนจบบรรยากาศกลมเกลียวอบอุ่นเป็นพิเศษ

            กระทั่งมีเสียงระฆังดังเป็นครั้งที่สองปรมาจารย์ทั้งห้าก็ปรากฏกายขึ้นบนศาลา เสียงพูดคุยของเหล่าบัณฑิตเงียบลงอาจารย์ใหญ่มองลงมาจากตำแหน่งที่สูงกว่า กวาดตามองไปรอบๆกระทั่งมาหยุดบนร่างซือเฟิงหลง

            อาจารย์ใหญ่คลี่ยิ้ม แล้วพูดขึ้นว่า “สองวันก่อนได้มีการทดสอบพิเศษขึ้นเพราะเป็นการทดสอบพิเศษที่ไม่เคยมีมาก่อนศิษย์ทุกคนในที่นี้จึงล้วนได้เห็นและเป็นพยานในการทดสอบศิษย์ใหม่ซือเฟิงหลงผลการทดสอบ บุ๋น บู๊ ปราณ ล้วนผ่านทั้งสิ้นแต่เพราะอุบัติเหตุระหว่างการทดสอบจึงยังไม่ได้ทำพิธีรับศิษย์”

            อาจารย์ใหญ่กวักมือเอ่ยเรียกเสียงนุ่มนวล “เฟิงหลงมานี่”

            มีมือข้างหนึ่งดันเบาๆ ที่แผ่นหลังของซือเฟิงหลงให้เดินไปข้างหน้าเด็กชายหันมาสบตาเฉินเจียหลาง เห็นบัณฑิตหนุ่มยิ้มพยักหน้าให้จึงค่อยๆเดินขึ้นบันไดไปบนศาลา

            อาจารย์ใหญ่ยิ้มกล่าวว่า“สถานศึกษาม่ออู๋หยามีการเรียนการสอนอยู่สองชั้น ชั้นนอกคือชั้นทั่วไปจะเรียนศาสตร์ทั้งหก ศิลป์ทั้งสี่กับอาจารย์ของสำนักศึกษาบนยอดเขาชุ่ยจู๋ไห่ส่วนศิษย์ที่อยู่ที่นี่ทั้งหมดเป็นศิษย์ชั้นใน นอกจากนี้ยังสามารถกราบอาจารย์เพื่อเรียนวิชาเอกที่ตนถนัดได้อีกด้วย”

            อาจารย์ใหญ่ผายมือไปทางปรมาจารย์อีกสี่คนที่เหลือ แนะนำไปทีละท่าน“หากต้องการเรียนวิชากระบี่ให้กราบอาจารย์เหอวิชาอักษรและภาพเขียนพู่กันอาจารย์เผย วิชาค่ายกล ยันต์ คำนวณ อาจารย์ฉีและปรมาจารย์หมากล้อมคืออาจารย์หลิน”

            ซือเฟิงหลงรู้สึกหัวโตขึ้นมาทันทีที่กล่าวมาเขาไม่อยากพลาดวิชาใดทั้งนั้น

            อาจารย์ใหญ่เห็นว่าเด็กชายยังมีสีหน้างุนงงจึงเอ่ยต่อว่า “แน่นอน หากเจ้าต้องการ ยังสามารถกราบข้าเป็นอาจารย์ได้ด้วยไม่ว่าศาสตร์ศิลป์ใดๆ ข้าล้วนเชี่ยวชาญ”

            เมื่ออาจารย์ใหญ่พูดจบก็มีเสียงกระแอมดังมาจากฝั่งปรมาจารย์ทั้งสี่

            ซือเฟิงหลงครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะเงยหน้าขึ้นตอบ“อาจารย์ ในเมื่อข้าอายุยังน้อยเพียงนี้ แต่ท้องกลับใหญ่ไม่น้อย วิชากระบี่ ค่ายกลยันต์คำนวณ อักษรภาพเขียน หมากล้อม ยังมีศาสตร์ศิลป์ที่ว่าข้าล้วนอยากเรียนทั้งหมด ไม่ใช่ข้าโลภมาก แต่ทุกวิชาข้าล้วนยังไม่เคยเรียนรู้ อาจารย์อาจคิดว่าท่านพ่อคงสอนข้าไว้มากมายแต่แท้จริงแล้ว สิ่งที่ท่านพ่อสอนข้าคือการตีเหล็ก กับวิชาหมัดชุดหนึ่งเท่านั้นพวกท่านอาจเข้าใจผิดคิดว่าบุตรของปรมาจารย์คงอวิ๋นจะต้องเก่งกาจสมเป็นบุตรเพียงคนเดียวของเขาถึงตอนนี้ข้าล้วนผ่านการทดสอบมาได้ด้วยวิชาหมัดล้วนๆแม้แต่เวทวิชาก็ยังใช่ไม่เป็นเลยขอรับ ดังนั้นข้าจึงอยากจะเรียนทุกอย่างและหวังว่าข้าจะค้นพบความถนัดและความชอบเป็นของตนเอง”

            “ดี! เด็กที่กระหายใคร่เรียนรู้เช่นเจ้าหาได้ยากนักหากเจ้ายังไม่รู้ว่าตัวเองชมชอบสิ่งใด เช่นนั้นก็เรียนมันทุกวิชาเสียเลย แต่สามปีข้างหน้าเจ้าต้องเลือกวิชาที่ถนัดออกมาให้ได้ เข้าใจหรือไม่ตอนนี้เจ้ายังเด็กจะเรียนมากหน่อยเพื่อหาสิ่งที่ตนชอบย่อมไม่ผิดแต่ถ้าไม่เลือกสักทางคิดจะกินทุกอย่างในคำเดียวย่อมเคี้ยวได้ไม่ละเอียดอาจารย์ยังต้องการให้เจ้ามีสิ่งที่ตนเชี่ยวชาญ ฝึกฝนจนเก่งกาจเป็นเลิศในใต้หล้า”

            ซือเฟิงหลงคุกเข่าลง โขกหัวคำนับปรมาจารย์ทั้งห้าเงยหน้าขึ้นแล้วพูดเสียงดังว่า “ขอรับ อาจารย์!”

            “เอาล่ะ รีบลุกขึ้นอาจารย์จะส่งเจ้ากลับไปพักผ่อนก่อน อันดับแรกต้องรักษาร่างกายให้หายดีเสียก่อน”

            พริบตานั้นซือเฟิงหลงก็กลับมาอยู่ภายในห้องพักของตัวเองเพียงลำพังในใจอดรู้สึกตกตลึงไม่ได้ พลังอภินิหารที่สามารเคลื่อนย้ายผู้คนในพริบตาเช่นนี้ช่างน่าอัศจรรย์นัก

            เด็กชายเดินกลับไปนั่งที่เตียงแล้วเริ่มเดินลมปราณหล่อเลี้ยงร่างกายให้อบอุ่น ยามนี้เส้นลมปราณของเขาแห้งผากไม่ต่างจากไผ่เหี่ยวๆลำหนึ่ง จำเป็นต้องรีบหล่อเลี้ยงกลับมาโดยเร็ว




    คล้ายกับเรื่องซือเฟิงหลง ภาคทะยานสู่เซียนเจี้ย ที่คุณอ่าน