ทุกอย่างดูมืดมิดไปหมดสัมผัสที่ได้คือความรู้สึกล่องลอยเหมือนตัวเองไร้น้ำหนักมันให้ความรู้สึกเบาสบายอย่างแปลกประหลาด เป็นความรู้สึกอันคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก
ทว่าความรู้สึกล่องลอยนึ้คงอยู่เพียงชั่วครู่ก่อนที่จิตสำนึกรับรู้และสิ่งโดยรอบจะกลับคืนมาในที่สุดทำให้สภาพตอนนี้รู้สึกมึนหัวเล็กน้อย ตัวโงนเงนจนอะงุนิเข้ามาช่วยพยุงไว้ตัวเขาไว้
“คงจะเมาอีเธอร์ล่ะสิครั้งแรกก็เป็นแบบนี้กันทุกคนนั่นแหละ เข้ามาบ่อย ๆ เดียวก็ชินไปเอง”
“ไม่แปลกหรอกเพราะในดันเจี้ยนมีกระแสอีเธอร์หนาแน่นมากครั้งแรกของฉันนี่อ๊วกติดต่อกันเป็นชั่วโมงเลยล่ะเจ้าหนูนี่ยังนับว่าอดทนได้เก่งกว่าฉันอีกนะ”
คนที่สวมชุดคลุมเก่า ๆเหมือนนักเวทเอ่ยชม เมื่อเห็นว่าเรย์ไม่มีอาการอย่างที่ว่า
นับตั้งแต่การปรากฏของดันเจี้ยนขึ้นครั้งแรกทำให้กระแส ’อีเธอร์’ ไหลทะลักเข้ามายังโลก...ใช่แล้วอีเธอร์ กระแสพลังที่ตอนนั้นเขาไม่เคยเข้าใจแต่กลับมองเห็นคุราเบะเคยเรียกมันว่า ‘เต๋า’ แต่มนุษย์ยุคนี้เรียกมันว่าอีเธอร์อันเป็นพลังงานชนิดหนึ่งซึ่งแฝงอยู่ในทุกสรรพสิ่ง
“นอกจากพวกเราแล้วทำไมไม่เห็นกลุ่มอื่น ๆ เลยล่ะครับ”
เรย์เอ่ยถามอย่างสงสัยบรรยากาศโดยรอบค่อนข้างเย็นชื้นไม่ค่อยสบายตัวนักฝ่าเท้าทั้งสองรู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงพื้นหินแข็งที่กำลังเหยียบยืนอยู่หากไม่ได้รูนที่ช่วยส่องแสงสว่างซึ่งลอยอยู่ข้างตัวอะงุนิล่ะก็พวกเขาก็แทบมองไม่เห็นอะไรท่ามกลางความมืดสลัว
“เรื่องนี้เป็นเงื่อนไขเกี่ยวข้องกับช่วงเวลาเพราะพวกเราถูกส่งเข้ามาพร้อมกัน จึงอยู่ที่เดียวกัน ส่วนพวกที่ถูกส่งไปยังจุดสปอว์นอื่นนั้นเป็นเรื่องความเหลื่อมล้ำด้านเวลาซึ่งแตกต่างกันจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับช่วงเวลาตอนเข้ามา”
อะงุนิอธิบายให้ฟัง ก่อนจะเริ่มสั่งให้ทุกคนเตรียมพร้อมจัดขบวนตามตำแหน่ง
“เอาล่ะรีบลุยกันเถอะ เรามีเวลาไม่มากก่อนที่เจ้าพวกกิลด์ใหญ่นั่นจะกำจัดราชาลงซะก่อน”
เรื่องนี้เรย์พอรู้อยู่บ้างว่าทุกดันเจี้ยนจะมีสิ่งมีชีวิตที่ถูกเรียกว่าราชาในฐานะบอสหลักและเมื่อมันถูกกำจัด ดันเจี้ยนจะคลายตัวลงและสลายหายไปหลังจากนั้นไม่นาน
อะงุนิออกเดินนำพร้อมกับเพื่อนของเขาที่ถือโล่ไม้อันใหญ่มีคนที่ถือคทาไม้อันยาวอยู่ตำแหน่งกึ่งกลาง โดยมอบหน้าที่ระวังหลังให้กับเรย์และนักธนูอีกหนึ่งคนคอยยืนรั้งท้าย
ภายในดันเจี้ยนแห่งนี้เป็นโพรงถ้ำขนาดไม่ใหญ่นักบนเพดานถ้ำมีหินงอกหินย้อยอยู่เต็มไปหมดจนแน่นขนัดบนหินย้อยนั่นมีพืชบางอย่างที่กำลังส่องสว่างเลือนรางทำให้ภายในถ้ำแห่งนี้ไม่ถึงกับมืดสนิทเสียทีเดียว
ตลอดทางนั้นมีทางแยกมากมายราวกับเขาวงกต
“จากลักษณะภูมิศาสตร์มีโอกาสเจอพวกก๊อบลินหรือไม่ก็อารัคเน่ อย่าละสายตาจากมุมสูงล่ะ”
เสียงนักธนูผู้ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ เรย์เอ่ยขึ้น สายตาของอีกฝ่ายสอดส่องไปรอบกายอย่างระแวดระวัง
“อาจจะเป็นพวกออร์คก็ได้นะใครจะรู้”
“ประสาทหรือไงออร์คมันไม่มาโผล่ในดันเจี้ยนระดับต่ำแบบนี้หรอก”
“แล้วทำไมต้องทำท่าตกใจซะขนาดนั้นถ้ามันไม่มีทางโผล่มา”
“ที่ตกใจก็เพราะมันเป็นไปไม่ได้ไงล่ะเฟ้ย!”
“เอาล่ะเลิกคุยเล่นกันได้แล้วฉันไม่อยากตายเพราะความประมาทของพวกนายหรอกนะ”
อะงุนิเอ่ยเตือนเพื่อน ๆที่กำลังทุ่มเถียงกัน
“โถ่ว ใครจะมาตายง่าย ๆแบบนั้นกันเล่า ฉันยังมีลูกเมียที่ต้องกลับไปพบหน้าอยู่อีกนะ”
จากนั้นไม่นานทุกคนได้กลับมาอยู่ในโหมดตึงเครียดบรรยากาศเย็นชื้นหนักอึ้งของถ้ำแห่งนี้ ทำให้ต้องตื่นตัวอยู่ตลอดสายตาทุกคู่สอดส่องไปรอบ ๆ อย่างระวัง และไม่ส่งเสียงใด ๆ ให้ดังจนเกินไปนัก
“ข้างหน้ามีศัตรู...ระวังด้วยครับ”
เรย์เอ่ยเตือนขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบทำให้ตำแหน่งแถวหน้าทำสัญญาให้หยุดเคลื่อนไหว ก่อนอะงุนิจะทำหน้าสงสัยและเดินขึ้นหน้าพ้นทางแยกไปเล็กน้อย ชะโงกหน้าสำรวจพื้นที่ที่เด็กหนุ่มเตือน
เขาส่งภาษามือกลับมาว่าเจอศัตรู
“มีจริงๆ ด้วย ...เป็นสายพันธุ์แมลง ระวังการโจมตีประเภทพิษให้ดีล่ะ... ทุกคนพร้อมนะ”
อะงุนิเก็บความสงสัยที่เด็กหนุ่มรับรู้ถึงศัตรูได้ไวกว่าใครไว้ก่อนจากนั้นเพียงอึดใจเดียว การต่อสู้ก็อุบัติขึ้น

ศัตรูที่เขาเห็นนี้มีความสูงเทียบเท่ากับหน้าขาของมนุษย์และความยาวของร่างกายที่ยืดยาวออกไปประมาณห้าเมตรลำตัวของพวกมันยาวเหยียดเป็นเส้นที่มีกระดูกซี่แข็ง ๆปกคลุมด้วยเกล็ดสีดำมันแวววาว เส้นแถบสีแดงที่ขีดไปตามลำตัว มีส่วนหัวกับหนวดคล้ายเส้นเหล็กงอกออกมาอย่างดุดัน แยกจากลำตัวชัดเจนและส่วนหางของมันนั้นมีลักษณะคล้ายแส้ซึ่งติดเขี้ยวไว้ส่วนปลาย
พวกมันมีจำนวนมากกว่าสิบตัวไต่อยู่ตามผนังถ้ำด้วยความคล่องแคล่วราวกับน้ำหนักของร่างกายที่ใหญ่โตไม่เป็นอุปสรรคเลย
ขาทั้งแปดของพวกมันเรียวเล็กแต่เต็มไปด้วยความแข็งแรงแต่ละขามีกรงเล็บที่ยึดเกาะกับพื้นผิวของถ้ำได้อย่างเหนียวแน่นพวกมันเคลื่อนไหวได้รวดเร็ว และสามารถไต่ไปมาในแนวดิ่งหรือกลับหัวได้อย่างสบาย ๆเสียงกรงเล็บที่ขูดกับหินดังแผ่ว ๆ เมื่อพวกมันเคลื่อนไหว ก็ทำให้ผนังถ้ำทั้งผืนดูเหมือนกำลังเคลื่อนที่ไปมา
เสียงการต่อสู้ดังไปทั่วโถงถ้ำอันปิดทึบพร้อมกับที่เหล่าฮันเตอร์ต่างเริ่มทำหน้าที่ของตน ตำแหน่งแถวหน้าทั้งสอง หนึ่งโล่หนึ่งบาร์ดิเช่เข้าปะทะในระยะประชิด
พวกเขาเคาะโล่จนเกิดเสียงดัง ดึงดูดความสนใจของพวกแมลงให้วิ่งเข้าหา
เรย์สังเกตเห็นชายข้างตัวไม่ได้ใช้ลูกธนูจากกระบอกที่สะพายอยู่ด้านหลังเขาเพียงยกคันธนูขึ้นทำท่าง้าง ลูกศรสีฟ้าจากพลังงานอีเธอร์ก็ปรากฏออกมาและยิงใส่พวกที่ไต่อยู่ตามผนังจนเสียหลักร่วงร่นลงพื้น และลูกธนูเหล่านั้นก็สลายไป
ส่วนชายผู้ซึ่งถือคทาเสกลูกบอลไฟขนาดเล็กยิงใส่พวกแมลงจนปล้องตรงกลางลุกไหม้
“เชี่ยเล็งดี ๆ ล่ะ อย่าเผลอไปเผาส่วนหัวของมันเข้า นั่นแหล่งเงินชั้นดีของพวกเราเชียวนะ”
นักธนูที่กำลังแผลงศรเอ่ยเตือนพรรคพวกของตน
“เออ ฉันรู้แล้วน่า...ถึงได้จำกัดลูกไฟให้เล็กลงขนาดนี้ไงล่ะเฟ้ย”
บรรยากาศของถ้ำแห่งนี้เหมือนจะเปลี่ยนแปลงไปในวินาทีอย่างปัจจุบันทันด่วนที่สุดจากเมื่อครู่บรรยากาศเต็มไปด้วยความเย็นชื้นจับใจแต่บัดนี้กลับกลายเป็นร้อนรุ่มเร่งเร้า
อะงุนิง้างสับใส่กลางลำตัวของพวกมันจนขาดจากกันบางตัวก็ถูกโล่ทุบจนบี้แบน เลือดสีเขียวกระจายเปรอะเปื้อนเต็มอาวุธและชุดเกราะ
การประสานของพวกเขาเป็นไปอย่างไหลลื่นมากเรย์เพียงคอยคุ้มกัน เหวี่ยงดาบฟันพวกแมลงที่หลุดออกมาจากแนวหน้าเพียงเท่านั้น
เลือกใช้กลยุทธ์แบบสมดุลรุกรับไปตามสถานการณ์
เขาเล็งปลายดาบไป ตวัดสั้น ๆ ลงยังตำแหน่งขาของพวกมันอย่างแม่นยำพวกมันได้แต่ดิ้นไปดิ้นมาบนพื้นรอให้มือธนูช่วยปิดงาน
เวลาล่วงเลยมาอีกเล็กน้อย การต่อสู้อันดุเดือดก็สงบลง
‘สมแล้วกับที่เป็นดันเจี้ยนระดับต่ำ แม้จะเพิ่งผ่านการต่อสู้อันดุเดือดมาแต่ทุกคนกลับยังดูสบาย ๆ กันทั้งสิ้น ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บเลยสักคน’
เรย์คิดพลางสะบัดคราบเลือดออกจากใบดาบ
เวลานี้บนพื้นถ้ำมีซากแมลงนอนแน่นิ่งอยู่เต็มไปหมดแต่ละตัวไม่ขาขาดก็ตัวขาด มีร่องรอยเหมือนโดนธนูเจาะอยู่ตามปล้องแต่ก็ไม่มีลูกธนูโผล่ให้เห็น
พวกเขาหยุดพักกันครู่หนึ่งและทำการผ่าซากมอนสเตอร์พวกนี้เพื่อเก็บชิ้นส่วนต่าง ๆ ของพวกมันลงกระเป๋า
“ต่อมพิษเหล่านี้เอาไปเสนอขายให้พวก‘อัลเคมิสท์’น่าจะได้ราคาดีไม่หยอกนะ”
“แต่ฉันได้ข่าวว่าพวก‘แบล็คสมิธ’ แถวคาบุกิโจก็ให้ราคาดีเหมือนกันเห็นว่าตอนนี้อาวุธมีพิษกำลังเป็นที่ต้องการสำหรับวงการใต้ดินด้วยล่ะ”
“นี่มันเป็นแค่ของเกรดต่ำไม่ว่าจะขายที่ไหนก็ต้องโดนกดราคาอยู่ดี พวกนายทำใจซะเถอะ”
อะงุนิยิ้มขำ อดจะพูดขัดพวกพ้องขึ้นมาไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายที่ได้ยินถึงกับคิ้วกระตุก
“ชิ ปล่อยให้พวกเราฝันเฟื่องอีกสักหน่อยไม่ได้รึไงกัน”
“ฉันอยู่กับความเป็นจริงต่างหากเฟ้ย”
เมื่อจัดการชำแหละผ่าซากร่างของพวกแมลงจนแล้วเสร็จสิ้นพวกเขาก็พากันเคลื่อนตัวไปด้านในส่วนลึกของถ้ำขึ้นเรื่อย ๆ
มีบ้างที่บางครั้งเจอกับฮันเตอร์กลุ่มอื่นแต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพียงแค่แลกเปลี่ยนข้อมูลกันเล็กน้อยและแยกย้ายกันไปคนละเส้นทาง เพื่อที่จะออกล่าโดยไม่ทับไลน์กัน
ยิ่งเดินเข้าไปในส่วนลึกของถ้ำมากเท่าไหร่ขบวนของพวกเขาก็ยิ่งเจอเหล่าแมลงมากขึ้นเท่านั้น แต่อย่างไรก็ดีระดับของพวกศัตรูไม่ถึงขนาดทำให้กลุ่มของอะงุนิตึงมือสามารถจัดการได้อย่างราบรื่นไร้ปัญหาตลอดเส้นทางที่ก้าวผ่าน