เราห้าคนพี่น้องเข้าพักในตำหนักหมู่ตัน ที่ฮ่องเต้สั่งนางกำนัลให้รีบจัดเตรียมไว้ให้ ฮ่องเต้จะให้ฉันแยกไปพักอยู่อีกห้องหนึ่งที่ยังว่าง แต่ฉันบอกว่าจะพักอยู่รวมกันกับพี่ชายทั้งสี่ตามเดิม จึงช่วยกันพยุงเสวี๋ยฉีกับหยงเป่าให้ขึ้นนอนบนเตียง แล้วช่วยกันยกเตียงสำหรับนอนเล่นในห้องของฮ่องเต้มาวางตั้งในห้องนี้อีกตัวหนึ่ง ให้ฉันนอนพักฟื้นฟูตัวเองที่เตียงนั้น
แล้วบอกเสวี๋ยฉีกับหยงเป่าว่าให้อดทนรอสักครึ่งชั่วยาม ฉันขอนอนพักฟื้นฟูกำลังสักครู่ เมื่อฟื้นฟูมีกำลังจะรีบทำการรักษาให้ ทั้งสองคนพยักหน้าแต่ยังไม่วายจะเป็นห่วงกลัวฉันจะบาดเจ็บ ฉันจึงตอบว่าไม่ได้บาดเจ็บ แล้วบอกให้สองคนนอนพัก ส่วนซิ่นหลิงกับเฟยเจินก็นั่งเอนหลังพักเหนื่อยอยู่ใกล้ๆคอยระวังภัยให้
ในระหว่างที่ฉันกำลังหลับ ก็ฝันเห็นนกอัคคีสวรรค์กำลังยืนอยู่ที่ริมหน้าผาสูง มีต้นไม้ต้นใหญ่ขึ้นอยู่ต้นหนึ่งใบไม้เป็นสีแดงทั้งต้น และมีผีเสื้อปีกสีม่วงหลายตัวกำลังบินกระพือปีกวิบวับ บินตอมดมกลิ่นดอกไม้สีขาวเล็กๆที่ขึ้นกระจายอยู่ทั่วบริเวณ
ส่วนเบื้องหน้าของหน้าผาเป็นทะเลหมอกกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เมื่อมองลงไปด้านล่างไม่เห็นพื้นดินหรือพื้นน้ำเลย แม้บรรยากาศโดยรอบจะดูเงียบเหงา แต่ก็สวยงามตระการตาดั่งอยู่ในสรวงสวรรค์
ฉันจึงเดินเข้าไปช้าๆไปหานกอัคคีสวรรค์ กำลังยืนมองผีเสื้อที่มาบินวนอยู่รอบๆตัว แล้วนกอัคคีก็หันหน้ามามองฉัน พร้อมกับกลายร่างเป็นหญิงสาวในชุดสีแดงสดทั้งตัว แต่ใบหน้านั้นกลับเป็นใบหน้าเดียวกันกับฉันเลย จนแยกไม่ออกว่าใครเป็นตัวจริงใครตัวปลอม หญิงสาวชุดแดงคนนั้นส่งยิ้มมาให้เป็นรอยยิ้มที่ดูใจดี ไม่มีแววถึงพิษภัยอะไร แล้วหญิงชุดแดงก็ถามฉันด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
นกอัคคี : เจ้าชอบที่นี่มั้ย?
อันฉี : ชอบ! ที่นี่สวยมากๆ เจ้าคือนกอัคคีสวรรค์เหรอ แต่ทำไมเราจึงมีใบหน้าเหมือนกัน
หญิงสาวชุดแดงเอื้อมมือมาลูบไล้ที่แก้มฉันเบาๆ แววตาชื่นชมใบหน้าฉันที่เหมือนกับนางแล้วตอบว่า ใช่! ทั้งยังพูดอีกว่า ฉันอยู่ในร่างมนุษย์ของนาง แต่เพราะนางมีสุขภาพอ่อนแอ จึงต้องให้ฉันที่มีชะตาสัมพันธ์กันมาช่วยนางแก้ไขบาปเคราะห์ที่เคยก่อไว้ในอดีต
ซึ่งตอนนี้ดวงจิตของนางสองส่วนสถิตอยู่ที่หน้าผานี้ในดินแดนสวรรค์ แต่ดวงจิตอีกส่วนหนึ่งอยู่กับฉันในร่างมนุษย์ จึงทำให้ฉันมีพลังรักษาและฟื้นฟูได้เร็วกว่าคนทั่วไป เพียงแต่ไม่มีปีกและบินไม่ได้
ฉันจึงถามนกอัคคีว่าภาพที่ฉันเคยเห็นนางอยู่กับฮ่องเต้ ที่นอนอยู่บนเตียงเหมือนคนตายแล้วฟื้นนั่นคืออะไร สายตาของนางก็เปลี่ยนเป็นเศร้าหมองอาลัยอาวรณ์ ตอบว่าชายผู้นั้นคือฮ่องเต้ผู้ทรงคุณธรรม คือหนึ่งในบรรพบุรุษของฮ่องเต้คนปัจจุบัน และนั่นคือภาพในอดีตที่เป็นต้นเรื่องก่อให้เกิดเหตุการณ์ในวันนี้
นกอัคคีดูเหมือนจะรู้ความคิดในใจฉัน ที่กำลังสงสัยว่าต้นเหตุทำไมจึงเกิดจากคนทั้งสอง ทั้งๆที่พ่อใจโฉดของปีศาจเยือกแข็งเป็นคนก่อเอาไว้ไม่ใช่เหรอ นกอัคคีจึงเล่าให้ฟังว่า เดิมทีนางเป็นนกเทพอัคคีไม่มีเพศ ร่างมนุษย์จึงสามารถเป็นได้ทั้งบุรุษและสตรี แต่อยู่มาวันหนึ่งได้ตัดสินใจกลายร่างเป็นสตรี เพราะเกิดมีจิตปฏิพัทธ์กับฮ่องเต้ผู้ทรงคุณธรรมผู้นั้น
กระทั่งถึงวันที่ฮ่องเต้ผู้นั้นเสียชีวิต นางจึงฝืนชะตาฟ้าชุบชีวิตฮ่องเต้ผู้นั้นให้คืนชีพอีกครั้ง แต่นางก็ไม่สามารถยื้อชีวิตของฮ่องเต้ผู้นั้นให้คงอยู่ต่อไปได้ตลอดกาล เมื่อฮ่องเต้ใจโฉดตระกูลเลี่ยงขึ้นครองราช และรู้ว่านกอัคคีชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นได้ จึงอยากมีชีวิตเป็นอมตะไม่ต้องการพบเจอกับความตาย จึงพยายามจับนกอัคคีไปรีดเลือด เพราะคิดว่าเลือดของนกอัคคีจะทำให้เป็นอมตะ จึงได้เกิดเหตุการณ์ร้ายๆขึ้นตามมา
ดังนั้นฉันจึงต้องช่วยให้นางและชาวเมืองหลวนเซียนผ่านเคราะห์กรรมครั้งนี้ไปให้ได้ เพื่อชดเชยความผิดที่เคยกระทำร่วมกันมา ฟังดูอาจจะไม่ยุติธรรมและไม่เกี่ยวข้องอะไรกับฉันเลย แต่ฉันคือผู้มีชะตาสัมพันธ์และถูกเลือกจากสวรรค์ให้มาช่วยนางผ่านเคราะห์กรรมนี้
และแม้บางครั้งฉันต้องเสี่ยงอันตราย แต่สวรรค์ก็ไม่ได้ทอดทิ้งให้ต้องอดอยาก ทั้งยังมีสี่สัตว์เทพคอยช่วยเหลือ ดังจะเห็นได้จากชีวิตฉันที่มีอาหารการกินครบครัน ไม่ต้องนอนกลางดินกินกลางป่าให้ยากลำบาก
ฉันฟังแล้วก็หัวเราะหึๆในลำคอกับโชคชะตาที่เล่นตลก เพราะเป็นฝ่ายถูกเลือก แต่ไม่ได้เลือกด้วยตัวเอง จึงนึกถึงคำเท่ห์ๆในหนังที่ดูจะเหมาะและเข้ากับตัวเองว่า “พลังอันยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับภาระโคตรใหญ่กว่า!” พร้อมกับทำสีหน้าไม่อยากรับภารกิจนี้
นกอัคคียิ้มแล้วพูดเหมือนว่าฉันเป็นคนสำคัญที่ยิ่งใหญ่ ด้วยการฝากความหวังของนางและชาวเมืองหลวนเซียนฝากไว้กับฉัน ใช้ช่วยชาวเมืองหลวนเซียนรอดพ้นจากแรงอาฆาตของปีศาจเยือกแข็ง แต่ก็ย้ำเตือนด้วยว่าจงอย่ากระทำผิดซ้ำเช่นเดียวกับนาง เมื่อนั้นฉันทำสำเร็จก็จะได้กลับบ้าน ฉันจึงพูดด้วยสีหน้าและน้ำเสียงไม่อยากทำ ต่อรองขอค่าเหนื่อย เพราะไม่อยากกลับบ้านมือเปล่า
นกอัคคีหัวเราะเบาๆในความโลภของฉัน แล้วตอบว่าเมื่อฉันได้กลับบ้านให้ไหว้ขอพรกับสวรรค์ แล้วนางจะตอบแทนรางวัลให้ จึงทำให้ฉันยิ้มออกมีกำลังใจแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ว่า “สัญญาแล้วน่ะ ฮ่าๆๆ” นกอัคคียิ้มเพราะดูออกว่าฉันจะขอความร่ำรวยมั่งคั่ง
แล้วนกอัคคีก็บอกให้ฉันกลับไปได้แล้ว เพราะนางรู้สึกเหนื่อยทุกครั้งจากการใช้พลังที่มีอยู่น้อยนิดเพื่อมาพูดคุยกับฉัน เนื่องจากนางสูญเสียพลังไปมากเพราะเคยถูกสวรรค์ลงทัณฑ์ ต้องบำเพ็ญตบะเพื่อส่งพลังไปช่วยฉันที่โลกมนุษย์ และนางยังพูดทิ้งท้ายก่อนที่ฉันจะเดินจากไปว่า “ข้าฝากดูแลนกอินทรีย์ทองของข้าด้วย เขาเป็นนกตัวโปรดของข้า!”
เวลาผ่านไปยังไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ฉันก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงโห่ร้องเหมือนเสียงร้องปลุกใจของทหารที่ดังแว่วมาจากทางลานกว้างหน้าพระราชวัง จึงหันหน้าไปมองที่เตียงยังเห็นเสวี๋ยฉีกับหยงเป่านอนหลับอยู่ ส่วนซิ่นหลิงนั้นไม่ได้อยู่ในห้องแล้ว
มีเพียงเฟยเจินที่กำลังนั่งเป่าน้ำขิงร้อนๆอยู่บนเก้าอี้ พอเฟยเจินเห็นฉันตื่นก็รีบยกถ้วยน้ำขิงร้อนๆที่นางกำนัลเพิ่งยกมาให้ ยื่นส่งให้ฉันดื่มพร้อมกับบอกว่าให้ฉันระวังร้อน ฉันจึงรับถ้วยน้ำขิงมาถือไว้ แล้วถามเฟยเจินว่าเสียงทหารด้านนอกโห่ร้องกันทำไม
เฟยเจินตอบว่าเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน คงโห่ร้องสรรเสริญฮ่องเต้ล่ะมั้ง เพราะฮ่องเต้ออกไปเยี่ยมดูอาการของทหารที่ได้รับบาดเจ็บ ฉันจึงไม่สนใจจะถามต่อเพราะคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ดี ที่ฮ่องเต้ควรไปเป็นขวัญกำลังใจให้ทหารที่ยอมเสียสละตนเพื่อบ้านเมือง
จากนั้นจึงยกถ้วยน้ำขิงขึ้นดื่ม ทั้งๆที่รู้ว่าสำหรับฉันแล้วน้ำขิงก็เหมือนน้ำสมุนไพรธรรมดาดื่มแค่ชุ่มคอ แต่ไม่ได้ช่วยให้ฉันดีขึ้นอะไรมากนัก เพราะมีเพียงผลอัคคีเท่านั้นที่เป็นทั้งอาหารและยาจำเป็นสำหรับฉัน แต่ที่ต้องยกน้ำขิงขึ้นดื่มเพราะเฟยเจินเป็นห่วงฉันมาก อะไรที่เขาพอจะทำได้เพื่อฉันก็อยากจะทำให้ทันที
เมื่อดื่มน้ำขิงจนหมดถ้วยก็วางถ้วยลงบนโต๊ะ โผเข้าโอบกอดเฟยเจินไว้แบบแน่น ลูบไล้มือที่แผ่นหลังด้วยความรู้สึกเป็นห่วงเขามากๆเช่นกัน นี่คงเป็นความรู้สึกของนกอัคคีสินะ! ที่ส่งผ่านมายังฉันไปให้เฟยเจิน
เฟยเจินกอดฉันกลับแต่ยังคงงงๆสงสัยที่อยู่ดีๆทำไมฉันโผกอดเขา ฉันจึงบอกเฟยเจินว่าเพราะดีใจที่เขาไม่ได้รับบาดเจ็บ แล้วเงยหน้ามองเขาที่กำลังยิ้มให้ตาแป๋ว จึงจับหน้าเขาให้ก้มลงมาจูบดูดลิ้นกันแนบแน่น เพื่อให้เฟยเจินรู้สึกกระชุ่มกระชวยเหมือนได้กินยาบำรุง และเพื่อให้เขาหายเมื่อยล้าจากการร่วมมือร่วมใจกับฉันต้านศึกปีศาจ
จากนั้นเฟยเจินจึงบอกให้ฉันรีบไปรักษาเสวี๋ยฉีกับหยงเป่า ที่กำลังนอนหลับเพราะเขาเป็นห่วงคนทั้งสองเหลือเกิน ฉันจึงล้วงหยิบผลอัคคีออกมาเคี้ยวกิน เพื่อให้ตัวเองรู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น แล้วเดินไปนั่งข้างๆเตียงเห็นสีหน้าของคนทั้งสองดูซีดลง
จึงให้เฟยเจินช่วยคลายเสื้อของเสวี๋ยฉีออก เพราะจะรักษาเสวี๋ยฉีที่มีอาการบอบช้ำหนักก่อน จากนั้นจึงวางมือที่หน้าอกปล่อยพลังไปรักษา จนรอยฟกช้ำดำเขียวที่หน้าอกจางหายไป แล้วก้มหน้าลงจูบริมฝีปากของเสวี๋ยฉีจนเขารู้สึกลืมตาตื่น อ้าริมฝีปากจูบตอบรับดูดลิ้นฉันเบาๆ แล้วค่อยๆลุกขึ้นนั่งเอนพิงหลังกับหัวเตียงโดยมีเฟยเจินช่วยประคองให้ลุกนั่ง
ทั้งฉันและเฟยเจินต่างโผกอดเสวี๋ยฉีพร้อมกันแน่น เสวี๋ยฉีจึงยกมือขึ้นข้างหนึ่งมาโอบกอดฉัน แต่มืออีกข้างหนึ่งแตะที่แขนเฟยเจินเบาๆแล้วพูดว่า “เจ้าสี่อย่ามากอดข้า ให้อันฉีกอดข้าคนเดียวก็พอ”
แล้วเสียงประตูห้องก็ดังเปิดอ้าออก ซิ่นหลิงคงได้ยินเสียงของเรา จึงรีบเดินเข้ามา แล้วซิ่นหลิงก็โผเข้ากอดเสวี๋ยฉีอีกคนด้วยความดีใจ เสวี๋ยฉีก็ร้องโวยวายตีแขนซิ่นหลิงทั้งๆที่ตัวเองยังไม่มีแรง “เจ้าพวกบ้าอย่ามากอดข้า ปล่อยยย” เราทั้งสามคนหัวเราะที่เห็นเสวี๋ยฉีแม้จะป่วยแต่ยังมีแรงร้องโวยวายได้ตามเดิม
จากนั้นฉันก็ปีนข้ามตัวเสวี๋ยฉีไปรักษาหยงเป่า ที่ตื่นลืมตาเพราะเสียงร้องโวยวายของเสวี๋ยฉี เมื่อรักษาหยงเป่าจนหายดีแล้ว เฟยเจินกับซิ่นหลิงก็ปีนขึ้นมาบนเตียงเข้ามากอดฉันกับหยงเป่าที่หายดีเป็นปกติ แล้วซิ่นหลิงก็คว้าคอเสวี๋ยฉีเข้ากอดรวบรวมกันห้าคนอีกครั้งด้วยความดีใจ
จากนั้นเราจึงปล่อยให้เสวี๋ยฉีพักผ่อนต่ออีกหน่อย เพราะเขาดูล้าจากการต่อสู้กับปีศาจเยือกแข็ง ส่วนหยงเป่านั้นหายดีแล้วจึงลุกขึ้นจากเตียงไปนั่งดื่มน้ำขิงที่โต๊ะ ที่เฟยเจินเทใส่ถ้วยให้หยงเป่าดื่ม พร้อมทั้งเทน้ำขิงอีกถ้วยหนึ่งมานั่งข้างๆเสวี๋ยฉีบนเตียงเพื่อจะป้อนให้เขาดื่ม แต่เสวี๋ยฉีไม่ยอมอ้าปากดื่ม กลับพยักหน้าบอกให้ฉันมาป้อนน้ำขิงแทนเฟยเจิน
ซิ่นหลิงจึงชวนเฟยเจินกับหยงเป่า ให้ออกไปนั่งเล่นหมากกระดานด้วยกันด้านนอกห้อง เพราะเขาอยากจะพูดคุยถึงเรื่องที่ต่อสู้กับปีศาจเยือกแข็ง ยังคงมันส์สะใจในอารมณ์ไม่หายกับหยงเป่าและเฟยเจิน ฉันจึงรับถ้วยน้ำขิงจากเฟยเจินที่กำลังถูกซิ่นหลิงเดินเข้ามากอดคอเดินออกจากห้องไปกับหยงเป่า ฟังซิ่นหลิงพูดคุยถึงเรื่องการต่อสู้กันออกรสออกชาติ
ฉันยกถ้วยป้อนน้ำขิงให้เสวี๋ยฉีดื่ม แต่เขาบอกให้ใช้ริมฝีปากป้อน ฉันจึงอมน้ำขิงไว้ในปากแล้วประกบปากป้อนให้ เสวี๋ยฉีดูดกลืนน้ำขิงลงคอพร้อมกับดูดปากแลกลิ้นกันไปด้วย เขาขยับแขนโอบกอดให้ฉันขึ้นนั่งคร่อมบนตัวเพื่อให้เราจูบและโอบกอดรัดกันแนบแน่นขึ้น
เราจูบแลกลิ้นกันอยู่สักพักฉันก็ถอนริมฝีปากออก แล้วเปลี่ยนมาเอาหน้าแนบกอดซบอกกระชับแขนกอดเสวี๋ยฉีไว้แน่นๆ ก่อนที่จะบอกเขาว่าฉันจะต้องไปรักษาท่านอ๋องกับทหารคนอื่นๆที่ยังบาดเจ็บ แม้ใจอยากอยู่ดูแลเสวี๋ยฉีใกล้ๆไม่อยากอยู่ห่าง แต่ตอนนี้ยังมีคนบาดเจ็บคนอื่นๆที่ยังรอรับการรักษา จะรีบไปรีบกลับมา
เสวี๋ยฉีที่ตอนนี้เริ่มจะมีเรี่ยวแรงเหนี่ยวรั้ง ทั้งยังออดอ้อนไม่อยากให้ฉันออกไปจากห้อง ฉันจึงบอกให้เขานอนพักเอาแรงก่อน เดี๋ยวคืนนี้จะตบรางวัลให้ทั้งคืนที่เขาช่วยชีวิตคนหลายคนให้รอดพ้นมือของปีศาจเยือกแข็ง เสวี๋ยฉีจึงยอมนอนพักเพราะหวังรางวัลเร่าร้อนจากฉันคืนนี้
ฉันเดินออกมาจากห้องพัก ก็เห็นซิ่นหลิงกำลังนั่นเล่นหมากกระดานอยู่กับเฟยเจิน ส่วนหยงเป่านั้นกำลังนั่งดูไม่ได้ออกแอคชั่นอะไรมากนักเพราะเพิ่งฟื้นตัว จึงบอกให้เฟยเจินออกไปนอกตำหนักไปรักษาท่านอ๋องกับเหล่าทหารด้วยกัน เพราะตอนนี้เฟยเจินกลายเป็นคู่หูจอมเผากับฉันไปเสียแล้ว ส่วนซิ่นหลิงจอมบ้าพลังก็ให้อยู่ดูแลหยงเป่ากับเสวี๋ยฉีที่ตำหนัก เพราะคนทั้งสองยังไม่ฟื้นตัวดีเท่าไหร่นัก
ฉันพาเฟยเจินเดินไปที่ตำหนักของท่านอ๋องก่อน เห็นองครักษ์จิ้นฝานกำลังยืนชะเง้อมองหาใครสักคนอยู่ที่หน้าตำหนัก เมื่อเขาหันมาเห็นฉันก็รีบวิ่งเข้ามาหา บอกว่าเขากำลังรอฉันอยู่เลย พร้อมกับเร่งให้ฉันไปรักษาท่านอ๋อง ซึ่งตอนนี้กำลังนอนหลับอยู่ในห้องบรรทม จิ้นฝานจึงรีบเดินนำหน้าฉันเข้าไปในห้อง
ก็พบพระชายากำลังนั่งเฝ้าอาการท่านอ๋องอยู่ข้างเตียง เมื่อพระชายาเห็นหน้าฉันก็หันหน้ามาต่อว่าฉันทันทีที่มารักษาท่านอ๋องช้า ฉันจึงเถียงกลับไปว่าที่มาช้าเพราะต่อสู้กับปีศาจจนหมดแรง จำเป็นต้องพักให้ร่างกายมีแรงก่อนจึงจะมารักษาคนอื่นได้
ทำให้พระชายาโกรธจัดตวาดเสียงดังว่า “เจ้ากล้าเถียงข้ารึ!! อย่าคิดว่าเป็นคนโปรดของฮ่องเต้ แล้วจะกล้ามาขึ้นเสียงเถียงกับข้าได้!!” จิ้นฝานจึงส่งเสียงแทรกห้ามปรามพระชายาว่า “พวกเราทุกคนรวมทั้งหมอหญิง ล้วนเหน็ดเหนื่อยจากการสู้รบ จึงไม่มีใครมีเรี่ยวแรงจะทำอย่างอื่นต่อได้ แม้กระทั่งพี่ชายของหมอหญิงที่เจ็บหนักกว่ายังต้องรอเช่นกัน ขอพระชายาทรงเข้าพระทัยด้วย!”
แล้วจิ้นฝานก็ผายมือเชิญฉันให้เข้าไปรักษาท่านอ๋อง โดยไม่สนใจพระชายาที่ยืนทำสีหน้าไม่พอใจค้อนขวับใส่ฉันกับจิ้นฝาน จากนั้นฉันก็เดินไปนั่งลงข้างๆท่านอ๋องเริ่มทำการรักษาอาการบอบช้ำให้ และพูดกับจิ้นฝานว่าท่านอ๋องหายแล้ว แต่ที่ยังไม่ตื่นคงจะเหนื่อยล้า ถ้าท่านอ๋องตื่นแล้วก็ต้มยาบำรุงกำลังให้ดื่มสักถ้วยก็พอ
จากนั้นกำลังจะลุกขึ้นและจะขอตัวลา เพราะจะต้องไปรักษาทหารที่บาดเจ็บหนักคนอื่นๆต่อ แต่ท่านอ๋องที่ตื่นลืมตามาพอดีก็คว้าจับมือฉันไว้ด้วยท่าทางอ่อนล้าพูดขึ้นเบาๆว่า “ขอบใจ” ฉันจึงแตะที่มือของท่านอ๋องเบาๆ บอกเขาว่าตอนนี้ปลอดภัยแล้วให้พักผ่อนเยอะๆ แล้วค่อยๆจับมือท่านอ๋องกลับไปวางที่ข้างลำตัวตามเดิม
แล้วลุกขึ้นกล่าวลาเดินออกมาจากห้อง แต่พระชากลับเดินตามหลังฉันออกมาเรียกให้ฉันหยุดเดิน ฉันจึงหันหน้ากลับไปและจะถามพระชายาว่ามีอะไรอีก แต่ก็ต้องตกใจเพราะเห็นพระชายากำลังยกมือขึ้นจะตบหน้าฉัน
แต่ถูกเฟยเจินที่วาร์ปมาจากหน้าตำหนัก คว้าจับแขนของพระชายาให้ยกค้างไว้แบบนั้น พร้อมกับบีบแขนของพระชายาด้วยความไม่พอใจ จนพระชายาร้อง “โอ๊ย!! ปล่อยแขนข้าเดี๋ยวนี้นะ!!” เฟยเจินจึงปล่อยแขนพร้อมกับผลักไหล่พระชายาเบาๆ จนเซถอยหลังห่างออกไปเกือบจะล้ม
จิ้นฝานที่เดินตามหลังพระชายาออกมาเงียบๆ เพราะระแวงว่าพระชายาคงจะตามมาหาเรื่องฉันต่อ จึงได้เห็นเหตุการณ์พอดี เขาพูดเสียงเข้มหน้าเข้มกับพระชายาทันทีว่า “พระชายาอย่าให้ข้าต้องรายงานเรื่องนี้กับท่านอ๋อง!!”
ทำให้พระชายาหน้าเสียไม่คิดว่าจิ้นฝานจะเดินตามออกมาเห็น แล้วขู่พระชายาว่าจะฟ้องท่านอ๋อง ฉันกำลังจะอ้าปากต่อว่าพระชายาที่เริ่มจะลงไม้ลงมือกับฉัน แต่จิ้นฝานก็รีบพูดขัดขึ้นมาก่อนว่าเขาจะเดินไปส่งฉันที่หน้าตำหนัก พร้อมกับรีบผายมือเชิญให้ฉันเดินนำหน้าออกไปจากตำหนัก
ฉันกับเฟยเจินจึงบ่นโวยวานกับจิ้นฝานด้วยความโมโหว่า แค่ฉันมาช้าทำไมพระชายาต้องลงมือตบตีกันด้วย ถ้าตอนนั้นเฟยเจินควบคุมอารมณ์ไม่ได้พลั้งมือทำร้ายพระชายาขึ้นมาจะทำยังไง ทั้งฉันและเฟยเจินไม่ใช่ก้อนหินที่จะไม่รู้สึกเจ็บไม่รู้สึกโกรธ และฉันก็รู้สึกแย่กับการกระทำของพระชายาเอามากๆ
จิ้นฝานที่ไม่มีความคิดเห็นใดๆ หรืออาจเป็นเพราะหน้าที่จึงไม่สามารถนินทาเจ้านายได้ จึงทำได้แต่พูดขอโทษขอโพยที่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ทั้งกล่าวขอบคุณที่เฟยเจินยั้งมือไว้ไม่กระทำรุนแรงกับพระชายา ฉันจึงหยุดบ่นโวยวายเพราะรู้ดีว่าจิ้นฝานก็ไม่ได้อยากให้เกิดเรื่องเช่นนี้
เราจึงเดินแยกตัวไปทางลานกว้างหน้าวังที่เป็นสมรภูมิรบ นกเหยี่ยวก็บินกลับมาหาเฟยเจินพอดี พร้อมด้วยห่อยาสมุนไพรดวงตะวันอีกสามห่อ แต่ห่อมาทั้งต้นยังไม่ได้บดเป็นผง หยางกวางคงบดเป็นผงให้ไม่ทันจึงดึงสมุนไพรมาให้ทั้งต้น
เราจึงเดินถือห่อต้นสมุนไพรไปที่ลานกว้าง แต่ไม่พบหมอหวังหรือผู้ช่วยจากจวนหมอหลวงเลย พบแต่ทหารที่กำลังช่วยกันขนย้ายศพทหารนอนตายเกลื่อนที่ลานกว้าง จึงถามทหารสองคนที่กำลังง่วนช่วยกันขนศพว่า คนบาดเจ็บอยู่ที่ไหน ทหารก็ตอบว่าคนบาดเจ็บถูกนำตัวไปรักษาที่โรงเรือนรักษาของจวนหมอหลวงแล้ว
ฉันกับเฟยเจินจึงเดินไปที่โรงเรือนรักษา ก็เห็นหมอหวังรีบเดินมาหาด้วยท่าทางกังวลร้อนใจ รีบถามฉันว่าได้ยาดวงตะวันมาเพิ่มมั้ย เพราะยาห่อแรกที่ฉันให้ไปไม่เพียงพอใส่บาดแผลเลย ฉันจึงยกห่อต้นสมุนไพรให้หมอหวังดูว่าได้เพิ่มมาสามห่อ แต่ยังไม่ได้บดเป็นผงเลย แต่ยาสามห่อก็คงยังไม่เพียงอยู่ดี เพราะมีคนบาดเจ็บมากเกินไป
หมอหวังที่มีสีหน้าเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด รีบถามฉันว่าจะทำยังไงดี เพราะทหารหลายคนที่ยังไม่ได้ใส่ยาเริ่มมีอาการแย่ลง ซึ่งก่อนหน้านี้เขาลองใส่ยาที่มีอยู่ในจวน ก็ใช้ไม่ได้ผลเลย ฉันจึงยืนคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ยื่นห่อต้นสมุนไพรให้หมอหวังนำไปล้างแล้วทุบให้แหลกทั้งต้น ใส่รวมลงในถังใบใหญ่มาให้ฉัน เดี๋ยวจะทำยาให้เพียงพอใส่แผล
หมอหวังจึงสั่งให้คนนำต้นสมุนไพรไปทำตามที่ฉันบอก จากนั้นก็ให้ตักน้ำสะอาดใส่ถังยาจนเต็ม แล้วยกถังยาใส่น้ำเข้าไปวางในห้องปิดประตู ขอเวลาให้ฉันปรุงยาคนเดียวสักแปบ
จากนั้นก็ใช้ไม้พายเล็กๆคนยาสมุนไพรในถังให้ผสมเข้ากันกับน้ำ บ้วนน้ำลายที่เป็นเหมือนยาบำรุงสมานแผลใส่ผสมลงในถัง คนๆให้เข้ากันดีแล้วบอกหมอหวังว่าให้ผู้ช่วยมายกถังยาออกไป แล้วตักยาแบ่งใส่ถ้วยจะใช้แปรงป้ายยา หรือจะใช้นิ้วป้ายยาทาแผลให้ทหารก็ได้เอาที่สะดวก คราวนี้ก็มียาเพียงพอสำหรับทุกคนแล้ว
หมอหวังก้มมองยาในถังน้ำ แล้วเงยหน้ามาถามฉันว่าปรุงยาเสร็จเร็วขนาดนี้เลยเหรอ ฉันตอบว่ากรณีเร่งด่วนก็เอาง่ายๆไปก่อน แต่ไม่ต้องห่วงบาดแผลจะหายไว พรุ่งนี้ทหารที่บาดเจ็บก็ลุกขึ้นมาจับอาวุธสู้ต่อได้สบาย หมอหวังจึงสั่งคนให้มานำยาออกไปรักษาคนเจ็บตามที่ฉันบอก
แล้วฉันก็ถามหมอหวังว่าตอนนี้ฮ่องเต้อยู่ที่ไหน หมอหวังตอบว่าฮ่องเต้มาเยี่ยมดูอาการบาดเจ็บของทหาร และช่วยใส่ยาให้ทหารจนยาหมด จากนั้นฮ่องเต้จึงกลับไปเรียกประชุมขุนนางที่ท้องพระโรงถึงเหตุการณ์ที่ปีศาจมาบุก
เมื่อรู้ดังนั้นฉันจึงหายห่วงเรื่องฮ่องเต้ จึงอยู่ช่วยหมอหวังใส่ยาทำแผลให้ทหาร จนเสร็จเรียบร้อย จากนั้นก็ชวนเฟยเจินกลับตำหนักหมู่ตันเพื่อไปดูแลเสวี๋ยฉีต่อที่ตำหนัก