ณ วังหิมะ
“ เสด็จพี่ นี่มันเกิดอะไรขึ้น เจ้าเซี่ยจงนั้นทำไม ถึงร้ายกาจเช่นนี้ มันทำอย่างนั้นกับเสด็จพี่ได้อย่างไร”
ราชันหิมะตอนนี้ออกมายืนนอกพระตำหนัก มองไปที่ถ้ำน้ำแข็งด้วยจิตใจที่สับสน
“ เสด็จพี่ เป็นอะไรเพคะ”
“ มันเรียกเจ้าว่าน้องสะใภ้ แล้วเรียกข้าว่าน้องสาม มันบอกว่าให้เราสองใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขต่อไป ชีวิตของเราทั้งสองเป็นของมัน แววตาสีฟ้าของมัน ข้าไม่เคยลืมเลือน”
“ หมายความว่ายังไงเพคะ”
“ พี่ใหญ่กลับมาแล้ว โลกเซียนนับต่อจากนี้ จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป”
“ พี่ใหญ่กลับมาแล้ว?”
ราชินีน้ำแข็งเอ่ยอย่างตกใจ
ทันใดนั้นกองกำลังที่ส่งไปสังหารคนของสำนักวังเหมันต์ ก็รีบกลับมารายงาน
“ กราบทูลฝ่าบาท ทหารที่พวกเราส่งไปสองพันนาย ถูกนักรบเทพ 12 ตนสังหารสิ้น สำนักวังเหมันต์มีค่ายกลสังหารที่น่ากลัวมาก พวกเรามิอาจเข้าใกล้ได้เลย”
“ ร้ายกาจขนาดนั้นเลย?” ราชินีเอ่ยอย่างตกใจ
“ ปล่อยสำนักวังเหมันต์ไปก่อน ส่งข่าวไปหาจักรพรรดิดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และจักรพรรดินีดินแดนไร้ที่สิ้นสุด ว่าพี่ใหญ่มากำเนิดใหม่แล้ว เป็นเด็กหนุ่มนามว่า เซี่ยจง คาดว่าอีกไม่นานมันต้องไปที่ที่ดินแดนไร้ที่สิ้นสุดแน่ สั่งทหารทั้งหมดกลับมาป้องกันเมืองหลวงขั้นสูงสุด ถ้าไม่มีใบอนุญาต ห้ามบุคคลภายนอกเข้ามาในเมืองหลวงเป็นอันขาด”
ส่วนขจรนั้น ขณะนี้เดินทางผ่านเครื่องเคลื่อนย้ายมาที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และกำลังต่อ เครื่องเคลื่อนย้ายไปที่ ดินแดนไร้ที่สิ้นสุดต่อ ระหว่างรอเครื่องนั้น ก็สังเกตว่ามีคนมากมายกำลังเดินทางไปดินแดนไร้ที่สิ้นสุดเหมือนตนเช่นกัน
ขจรถามคนที่รอโดยสาร ชายชราที่มากับหลานสาวก็เอ่ยออกมาว่า
“ นี่เจ้าไม่รู้เรื่องที่ดินแดนไร้ที่สิ้นสุดรึ?”
“ ข้าเพิ่งมาจากดินแดนหิมะ ไม่ทราบจริงๆ”
“ จักรพรรดินีหยางเซียง ประกาศจะคัดเลือกรัชทายาท เลยมีผู้คนเดินทางไปเป็นจำนวนมาก ข้านึกว่าเจ้าอยากจะกลายเป็นจักรพรรดิกับเขาด้วย”
“ พระนางไม่มีรัชทายาทเลยหรือ?”
“ ไม่มี ตั้งแต่ราชันหลิงเทียนจากไป พระนางก็ทรงครองตัวเป็นหม้าย หาได้มีใครอื่นไม่”
ขจรได้ฟัง ก็ได้ฟังแล้วก็ไม่อยากเชื่อ พระนางคงมีชายคนรักมากมายที่เก็บซ่อนไว้ เป็นไปไม่ได้ ที่จะอยู่คนเดียว มาเป็นพันปี
การเดินทางใช้เวลาไม่ถึงวัน ขจรก็มาถึงดินแดนไร้ที่สิ้นสุด
“ พวกเราเริ่มไปที่ใดก่อนดี” ขจรมองบรรยากาศรอบๆ พบว่ามีผู้คนเข้าลงทะเบียนผ่านด่านเข้าเมืองกันคึกคัก ที่นี่คือเมืองชายแดนตะวันตกของดินแดนไร้ที่สิ้นสุด มีชื่อว่าเมืองฟ้าคราม
“ เราต้องตามหาแม่ทัพเส้าฉวน เขาเคยเป็นทั้งศิษย์ และยังเป็น หนึ่งในสี่แม่ทัพคู่บัลลังก์ ของราชันหลิงเทียน เขาอยู่ประจำเมืองฟ้าครามแห่งนี้”
“ ทำไมต้องไปหาคนผู้นี้ด้วยเล่า”
“ หัวใจอมตะดวงแรกถูกฝากเอาไว้ให้เขาดูแล”
“ อะไรนะ หัวใจอมตะไม่ได้มีแค่ดวงเดียวหรอกหรือ?”
“ หัวใจอมตะมีทั้งหมด 5 ดวง สี่ดวงแรกฝากเอาไว้กับ แม่ทัพทั้งสี่คือ แม่ทัพปัจจิมเส้าฉวน แม่ทัพอุดรกวนตง แม่ทัพบูรพาฟงอี้ และ แม่ทัพทักษินฉีเลี่ย ส่วนดวงที่ 5 อยู่ที่ราชินีมินมิน”
“ นี่มันอะไรกันนี่ หัวใจบ้าอะไรกระจายออกไปอยู่รอบทิศแบบนี้ ชาตินี้เมื่อไรจะเก็บครบกัน แล้วยิ่งราชินีมินมินอยู่อาณาจักรน่านเจ้ามิใช่เหรอ?”
“ ก็คงอย่างนั้น แต่เจ้าหลอมดวงใจอมตะได้สี่ดวงก็เหนือกว่าคนทั่วแผ่นดินแล้ว แม้ไม่อาจสู้กับ นักพรตผู่เซียนได้ก็ตาม”
ขจรได้แต่ทอดถอนหายใจ ฟังดูภารกิจที่ต้องทำแล้ว ไม่รู้ว่าจะกลับไปโลกมนุษย์ได้ทันแข่งขันซีเกมส์หรือไม่ แล้วยังเรื่องเรียนอีก ขอลามาแค่ 1 เดือน หากต้องตระเวณตามหาหัวใจอมตะแบบนี้ เวลาเท่านี้คงไม่พอแน่ๆ
ระหว่างคิดไปก็เดินเข้าไปที่ด่านเข้าเมือง เพื่อลงทะเบียนเข้าเมือง แต่พอถึงคิวที่ขจร แจ้งชื่อ เซี่ยจง ไป ทหารทุกคนก็มีปฏิกิริยาทันที ทั้งหมด นำกระดาษที่ติดตัวออกมาดู แล้วพยักหน้าให้กัน แล้ว ใช้อาวุธที่มี ชี้มาที่ตัวขจร แล้วบอกว่า
“ เซี่ยจง ตอนนี้แกถูกจับได้แล้ว ยกมือขึ้น แล้วคุกเข่าลงไป”
ขจรตกใจยิ่ง ยกมือขึ้นแล้วเอ่ยว่า
“ เฮ้..ข้าไม่ใช่คนร้าย แค่มาท่องเที่ยวเท่านั้น”
“ บัดซบ โจรกบฏอย่างเจ้า ยังกล้าพูดว่า มาท่องเที่ยวอย่างนั้นเร๊อะ”
“ โจรกบฏ?”
ทหารไม่รอให้ขจรคุกเข่า ก็ปรี่เข้ามาจากทางด้านหลังสี่คน เข้าล้อมจับขจรเอาไว้ โดยใช้โซ่กุญแจมือ ล็อคทั้งมือและเท้า ไม่ให้มีโอกาสหนีไปไหน
ขจรเองก็อยากรู้ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร เลยยอมปล่อยให้ทหารพาตัวไปในห้องสอบสวน แต่ระหว่างทางเดินเห็นประกาศจับรูปของเขาเต็มไปหมด
“ ราชันหิมะคงแจ้งข่าวมาแล้ว เจ้ารีบออกไปจากที่นี่ดีกว่า” หินเจ้าปัญญาเอ่ยแนะนำ
ขจรเมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ก็ไม่ต้องเสียเวลาคิด กระชากโซ่กุญแจมือและขาออก แล้วจัดการกับ ทหารที่คุมทั้งสี่คน จนหมอบไปกับพื้น แล้วก็วาร์ปหายไปจาก ห้องควบคุม มาอยู่ภายในเมืองฟ้าคราม แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าและโฉมหน้าใหม่เป็นชายวัย สามสิบกว่าปี เป็นใบหน้าของ ทับ จ้าวสมิงคลา ขจรเดินมาที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ก็ถามเถ้าแก่ถึง แม่ทัพปัจจิมเส้าฉวน
“ อ๋อ..ท่านปรมาจารย์เส้าฉวน ท่านได้เสียไปเมื่อหลายร้อยปีก่อนแล้ว ตอนนี้ลูกหลานของท่านเปิดสำนักยุทธ์ชื่อว่า สำนักฟ้าคราม มีปรมาจารย์เส้าฉี เป็นเจ้าสำนัก คุณชายอยากสมัครเป็นศิษย์ของสำนักฟ้าครามรึ?”
“ ใช่ ข้าสนใจ”
“ แต่ว่า สำนักนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว หากคุณชายอยากเรียนวิชายุทธ์ ควรไปเรียกที่สำนักเหนือฟ้าจะดีกว่านะ”
“ ไม่ละ ข้าอยากเรียนกับ สำนักฟ้าครามมากกว่า”
เถ้าแก่ร้านก็ได้แต่ส่ายหัวไม่พูดอะไร
“ แย่แล้ว แล้วที่นี้จะทำอย่างไรดี ท่านแมทัพปัจจิมเส้าฉวนตายไปแล้วตั้งหลายร้อยปีแล้ว”
“ เจ้าไปที่สำนักฟ้าคราม ทายาทของเขาต้องรู้เรื่องนี้แน่” หินเจ้าปัญญาเอ่ยอย่างมั่นใจ
ขจรกำลังจะออกไปจากร้านอาหาร แต่ทันใดนั้น ก็มีหญิงสาว กับ ชายหนุ่มสองคน
วัยสิบเจ็ด ถือกระบี่แล้วเดินเข้ามานั่งโต๊ะเดียวกันกับขจร แล้วเอ่ยว่า
“ ท่านลุงใจเย็นๆก่อนนะ ไม่ต้องตกใจ พวกเราเป็นมือปราบ กำลังตามล่าตัวจอมโจรล่าสวาท หวังซู่ มันมีคดีติดตัวมากกว่าร้อยคดี ตอนนี้มันนั่งอยู่ข้างหลังโต๊ะท่านไปสามโต๊ะ อย่าหันไปมองเป็นอันขาด” มือปราบหญิงเอ่ยอย่างตื่นเต้น
“ แล้วทำไมไม่ไปจับมันเลย มานั่งโต๊ะข้าทำไม?”
“ เพราะว่า เป้าหมายคนต่อไปคือท่าน”
“ เฮ้..ข้าเป็นผู้ชายนะ โจรปล้นสวาทจะมาสนใจคนอย่างข้าทำไม?”
“ โจรล่าสวาทมันเคยเป็นอดีตหัวหน้าขันที นามหวังซู่ มันไม่ได้สนใจสตรี มันสนใจบุรุษมาดเข้ม แบบท่านลุง ท่านคือเป้าหมายของมัน”
ขจรได้ฟังเช่นนี้ก็ขนลุกขึ้นมาทันที
แล้วก็มีชายชราท่าทางเหมือนขันที เดินนวยนาดเข้ามาขอนั่งข้างๆ ด้วย โดยที่มีมือปราบทั้งสองนั่งอยู่มันก็ไม่สนใจ
“ น้องชายท่านนี้ เป็นคนแถวไหน ข้าไม่เคยเห็นท่านมาก่อนเลย”
ขจรได้แต่กลืนน้ำลายมองชายชราที่มานั่งข้างๆ แล้ว กรีดนิ้วไปมา แล้วส่งยิ้มหวานฉ่ำ เห็นฟันทอง โดยที่ไม่หันมามอง มือปราบทั้งสองคนเลย
“ ท่านลุงของข้าเพิ่งมาจากต่างเมือง ว่าแต่ท่านเป็นใครยถึงอยากรู้เรื่องของท่านลุงของพวกเรา” มือปราบเด็กหนุ่มรีบเอ่ยแทน
“ ฮิ ฮิ ฮิ เจ้าสองคนอย่ามาเล่นลูกไม้ นึกหรือว่าข้าจะดูมือปราบเด็กน้อยอย่างเจ้าไม่ออก ติดตามข้ามาตั้งหลายวัน คิดจะขัดขวางเป้าหมายของข้าอย่างนั้นรึ?”
มือปราบทั้งสองลุกพรวดขึ้นมา แล้วชักกระบี่ชี้มาทางขันทีชรา
“ โจรล่าสวาท หวังซู่ ยอมให้จับเสียดีๆ อย่าให้พวกเราต้องใช้ความรุนแรง”
“ เหอ เหอ เด็กเมื่อวานซืน คิดจะจับข้าเหรอ รอชาติหน้าตอนบ่ายๆ เถอะ น้องชายรอข้าสักครู่ ให้ข้าขับไล่เห็บหมาพวกนี้ไปก่อน พวกเราค่อยมานั่งดื่มชากัน”
ขันทีชราลูบไปไล้แขนของขจรที่นิ่งเฉยจนขนลุกซู่ขึ้นมาทันที
จากนั้นขันทีชราก็ลุกขึ้ พุ่งตัวเข้าหาสองมือปราบ ที่แทงกระบี่สวนเข้ามาพร้อมกัน
ขันทีชราจับดาบด้วมือเปล่า แล้วหมุดบิดกระบี่เป็นเกลียว แล้วระเบิดพลังออกมา กระบี่ทั้งเล่มหักสะบั้นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้ว ปล่อยฝ่ามือ กระแทกสองมือปราบจนปลิวกระเด็นออกนอกร้านไป แล้วใช้มือ ดึงเศษมีดหักพุ่งออกไป หมายปักเข้าที่ลำคอของทั้งสองมือปราบวัยรุ่น
แต่ถูกขจรปาตะเกียบ พุ่งเข้าไปกระทบเศษมีดหัก จนกระเด็นไป สองมือปราบวัยรุ่นปลอดภัย ขันทีชราหันมามองขจรด้วยแววตาที่แปลกใจ
“ นึกไม่ถึง เจ้าจะเป็นยอดฝีมืองำประกายเอาไว้ด้วย ยิ่งถูกใจข้ายิ่งนัก”
ขจรไม่สนใจ เดินไปทางมือปราบทั้งสอง ให้ลุกขึ้น แล้วเอ่ยว่า
“ พวกเจ้า สู้ขันทีเฒ่าผู้นี้ไม่ได้หรอก รีบไปซะ”
“ ท่านจอมยุทธ์ ได้โปรดช่วยพวกเราจับมันด้วยเถิด”
“ ข้ามีธุระต้องทำ ไม่อาจช่วยได้จริงๆ”
“ เฮ้..ไม่ว่าใครก็ไปจากที่นี่ไม่ได้ น้องชายเจ้าต้องไปชมจันทร์กับข้าในคืนนี้”
ขันทีชราพุ่งตัวยื่นกรงเล็บเข้าใส่ขจรจากทางด้านหลัง ขันจรหมุนตัวเตะตวัดฟาดหาง เท้าฟาดไปโดนหน้าของขันทีชรา กลิ้งกระเด็นไปกับพื้น ฟันร่วงแทบหมดปาก
“ ว๊าย นี่เจ้ากล้าทำให้ข้าเสียโฉมขนาดนี้เลยเหรอ”
ขันทีชราโกรธแค้นมากที่ฟันทองของตนร่วงหล่นมาเกือบหมด กลายเป็นชายที่ดูแก่ชราไปในทันที
“ ข้าไม่อยากทำร้ายใคร แต่ก็ไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเช่นกัน”
“ บัดซบ ข้าจะหักแขนหักขาเจ้า”
ขันทีชราเอ่ยจบ ก็ควักเข็มเย็บผ้าสี่ห้าเล่ม พุ่งออกมาเป็นสาย ขจรยกมือปล่อยพลังเพลิงกิเลนไฟออกไป เข็มกับด้ายถูกไฟไหม้ กลายเป็นผงธุลี สร้างความตกใจให้กับขันที ยิ่งนัก เพราะวิชาที่เขาใช้นั้น เป็นวิชาอันดับ 1 ของขันทีในวังหลวงแล้ว ยังไม่อาจสู้ได้แม้แต่ท่าเดียว จึงรีบพุ่งตัวหมายหลบหนี แต่ว่า ไม่อาจหนีพ้น ถูกบ่วงนาคบาศ ของขจรดึงร่างกลับมา กองกับพื้นต่อหน้าขจรเอาไว้
“ ขอบคุณท่านจอมยุทธ์”
สองมือปราบก็รีบจับขันที่ใส่โซ่ตรวจเอาไว้ ไม่อาจหลบหนีไปได้อีก
ขจรดึงบ่วงนาคบาศมาเก็บเอาไว้
“ ไม่ทราบว่าพวกเจ้ารู้เส้นทางไปที่สำนักฟ้าครามหรือไม่”
“ รู้ซิ พวกเราทั้งสองเป็นศิษย์สำนักฟ้าคราม พวกเราจะพาท่านจอมยุทธ์ไปเอง แต่รอให้พวกเราจับโจรนี้เข้าเรือนจำของเมืองก่อนนะ”
หลังจากรอทั้งสองจัดการเรื่องโจรล่าสวาทเสร็จ ทั้งสองก็ได้เงินรางวัลนำจับมา 1หมื่นเหรียญทอง ก็นำไปซื้อเสบียงอาหารจนหมด แล้วก็พากันกลับสำนัก
พอไปถึงสำนักฟ้าคราม กลับพบว่า ในสำนัก มีแต่ศิษย์ที่เป็นเด็กๆ สตรีและคนชรา คนหนุ่มที่อ่อนแอ แต่ละคนก็มีแต่โรคภัย ทั้งหมดก็มีอยู่ประมาณ 60 คน พอเห็นทั้งสองมือปราบกลับมาก็รีบเข้ามาแสดงความดีใจ สำนักฟ้าครามในตอนนี้อยู่ในสภาพเก่า ผุพัง มองแล้วไม่น่าจะเป็นสำนักยุทธ์ได้เลย มีชายชราที่เดินเข้ามาต้อนรับ มือปราบทั้งสอง
“ ท่านอาจารย์พวกเราจับ คนร้ายได้ คราวนี้ได้รางวัลมาเพียบเลย พวกเรามีอาหารกินไปได้อีกเป็นเดือนเลย”
“ เอ่อ ดี ดี พวกเขาอดข้าวกันมาหลายวันแล้ว จะได้อิ่มท้องเสียที”
ไม่ทันที่ขจรจะพูดอะไร ก็มีคนของทางการเกือบร้อยคนอาวุธครบมือ และ กลุ่มนักพรตอีกกลุ่มหนึ่งประมาณห้าสิบคน เดินเข้ามา
“ เจ้าสำนักเส้าฉี วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว พวกเจ้ายังไม่ออกไปจากที่ดินแปลงนี้กันอีกหรือ?” ชายคนแต่งตัวคล้ายนักพรตเดินออกมาหน้าทุกคนเอ่ยเสียงดังลั่น
“ ท่านนักพรตเหยียนเต้า ได้โปรดเมตตาด้วย ขอเวลาให้พวกเราอีกระยะหนึ่งก่อน พวกเรายังหาที่อยู่ใหม่ไม่ได้เลย” อาจารย์เส้าฉีเข้ามาเอ่ยปากขอร้อง
“ ที่ดินแปลงนี้เป็นของหลวง ท่านเจ้าเมืองมีคำสั่งมอบให้สำนักเหนือฟ้า ท่านให้โอกาสย้ายออกตั้งแต่1 ปีแล้ว บัดนี้พวกเจ้า ควรจะย้ายออกไปจากที่นี่เสียที” ผู้ช่วยเจ้าเมืองเดินออกมาย้ำอีก
“ แต่ว่าทรัพย์สินที่ดินของตระกูลเรา ก็ถูกพวกท่านก็ยึดไปจนหมดแล้ว เหลือที่นี่เป็นสุสานของ แม่ทัพปัจจิมเส้าฉวน ท่านมีคุณูปการต่อแผ่นดิน พวกท่านจะยึดไปเป็นของหลวงอีกอย่างนั้นเหรอ?”
มือปราบเด็กหนุ่มชื่อว่าเส้าจิน เอ่ยอย่างไม่พอใจ
“ ขุนนางในจักรพรรดิองค์ก่อนต้องส่งคืนทรัพย์สินที่มี ให้กับ ทางการทั้งหมด แม้แต่สุสานก็ไม่เว้น” ผู้ช่วยเจ้าเมืองเอ่ยอย่างไม่สนใจ เด็กเล็ก หรือ สตรีที่มองมาด้วยสายตาอ้อนวอนขอความเห็นใจ
“ หากวันนี้ทุกคนไม่ออกไป พวกเราคงต้องใช้กำลังขับไล่พวกเจ้าให้ออกไปภายในวันนี้” ผู้ช่วยเจ้าเมืองพยักหน้ากับทหารที่มากันเกือบร้อยคน ทหารชุดเกราะเดินเข้ามา แล้วจับเด็ก สตรี และคนชรา โดยไม่สนใจเลยว่าพวกเขาจะรู้สึกอย่างไร
“ หยุดนะ” เจ้าสำนักเส้าฉีตวาดก้อง ทำให้ทหารหลายคนหยุด แต่จากนั้นก็ไม่สนใจดึง กระชากลากถู ผู้คนให้ออกไปจากสำนัก
เจ้าสำนักเส้าฉี กระทืบเท้าขึ้นมีกระบี่ผุดขึ้นมาจากแผ่นดิน แล้วก็ตวัดกระบี่ฟาดฟันออกไปสองกระบี่ ปรากฏมีเงามังกรเก้าตัวพุ่งออกไป กระแทกทหารที่เข้ามากระเด็นกระดอนไปจนหมด
“ กระบี่เก้ามังกร” นักพรตเหยียนเต้าเอ่ยออกมาด้วยสายตาเป็นประกาย....