ลิขิตเทพพันธนาการมาร

    ตอนที่ 37 - ของที่ต้องพก และคำที่ต้องจำ

    “อย่าพับผ้าพันแผลแบบนั้น มันจะคลี่ออกยากตอนมือสั่น”


    เสี่ยวอวี่ดึงผ้าพันแผลออกจากมือเย่เทียน แล้วพับใหม่ด้วยท่าทางจริงจังเกินกว่าผ้าผืนเล็ก ๆ จะสมควรได้รับ นางนั่งอยู่ข้างโต๊ะไม้ในเรือนของเขา ตะกร้าใบเล็กวางอยู่ตรงหน้า ภายในมีผ้าพันแผล ยาทาแผล ขวดยาแก้ปวดเล็ก ๆ เชือกเส้นสั้น เข็มกับด้าย และห่อสมุนไพรแห้งที่มีกลิ่นขมจาง ๆ


    เย่เทียนมองมือนางที่พับผ้าอย่างระมัดระวัง แล้วพูดเสียงเบา “ข้าแค่ไปกลุ่มสนับสนุน ไม่ได้ไปเปิดศึก”


    “ข้ารู้” เสี่ยวอวี่ตอบโดยไม่เงยหน้า “แต่หินบนภูเขาไม่รู้ว่าเจ้าอยู่กลุ่มไหนนี่”


    เย่เทียนชะงักไปเล็กน้อย


    ประโยคนี้ไม่เหมือนคำพูดของเย่จง ไม่หนักเหมือนคำเตือนของผู้ฝึกสอนเย่คุน และไม่ตรงเป็นขั้นตอนเหมือนเย่เฉิง แต่มันเป็นแบบของเสี่ยวอวี่ นุ่ม ๆ ง่าย ๆ และจี้ตรงจุดจนเขาเถียงไม่ออก


    “ใครสอนเจ้าพูดแบบนี้” เขาถาม


    เสี่ยวอวี่เงยหน้ามอง “ไม่มีใครสอน ข้าคิดเองไม่ได้หรือ”


    “ได้”


    “งั้นก็เงียบแล้วดูว่าต้องวางอะไรตรงไหน” นางดันผ้าพันแผลที่พับเสร็จแล้วเข้าไปในถุงผ้าใบเล็ก “อันนี้เอาไว้ด้านนอก หยิบง่าย อันนี้ยาทาแผล อย่าวางรวมกับของกิน อันนี้สมุนไพรแช่น้ำ ถ้าอากาศชื้นหรือหนาวให้ใช้ แต่ต้องถามผู้ฝึกสอนก่อน ห้ามกินมั่ว ๆ”


    เย่เทียนนั่งฟังอย่างสงบกว่าปกติ


    เมื่อก่อนเขาอาจรู้สึกว่าเรื่องพวกนี้เล็กเกินไป แต่หลังจากลานจำลอง เขาเริ่มเข้าใจว่าของเล็ก ๆ อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ในเวลาที่ขาเสียหลัก มือสั่น หรือฟ้ามืดแล้วต้องหาอะไรบางอย่างในถุงผ้าอย่างเร่งรีบ


    เสี่ยวอวี่หยิบขวดเล็กขึ้นมาอีกใบ “นี่เป็นยาทาจากครั้งก่อน เจ้ายังเหลืออยู่ใช่ไหม”


    “เหลือ”


    “อย่าโกหกนะ”


    เย่เทียนลุกไปหยิบขวดยาทาขาจากชั้นไม้ แล้ววางลงตรงหน้านาง เสี่ยวอวี่เปิดดู ปริมาณยังเหลือพอสมควร สีหน้าของนางจึงดีขึ้นเล็กน้อย


    “ดี อย่างน้อยเจ้าก็ไม่ได้ทาทิ้งเล่น ๆ”


    “มีคนจ้องดูทุกวัน ข้าจะกล้าทิ้งได้อย่างไร”


    เสี่ยวอวี่ทำเป็นไม่ได้ยิน นางตรวจของต่อไปอีกพักหนึ่ง ก่อนหยิบถุงผ้าเปล่าขึ้นมาเทียบกับหลังของเขา


    “ถุงนี้ใหญ่ไปไหม”


    “ไม่ใหญ่”


    “แต่ถ้าใส่ของเต็ม เจ้าจะแบกไหวหรือ”


    “ของกลุ่มสนับสนุนมีห่อเสบียงของคณะอยู่แล้ว ข้าไม่ควรพกของส่วนตัวเยอะ”


    “งั้นเอาแค่นี้” เสี่ยวอวี่รีบหยิบของออกสองสามชิ้น “ไม่เอาของหนัก ไม่เอาของไม่จำเป็น ไม่เอาของที่เจ้าอาจคิดว่า ‘เผื่อใช้’ แล้วสุดท้ายกลายเป็นถ่วงขา”


    เย่เทียนมองนาง “วันนี้เจ้าดูเข้มงวดกว่าปกติ”


    เสี่ยวอวี่หยุดมือไปครู่หนึ่ง แล้วพูดเสียงเบาลง “เพราะข้าทำอย่างอื่นไม่ได้”


    คำพูดนั้นทำให้ห้องเงียบลง


    เย่เทียนมองนางอยู่นาน เสี่ยวอวี่ก้มหน้าจัดของต่อ เหมือนกลัวว่าถ้าเงยหน้าขึ้นมาจะเผลอแสดงสีหน้ามากเกินไป นางไม่ได้ฝึกยุทธ์ ไม่ได้เป็นผู้ฝึกสอน ไม่ได้มีสิทธิ์คัดค้านคำสั่งเรือนกลาง สิ่งที่นางทำได้มีเพียงเตรียมผ้า เตรียมยา เตรียมถุง และบอกเขาซ้ำ ๆ ว่าอย่าฝืน


    สำหรับนาง นี่คงเป็นวิธีเดียวที่จะรู้สึกว่าตนช่วยเขาได้บ้าง


    เย่เทียนพูดช้า ๆ “เจ้าช่วยมากแล้ว”


    เสี่ยวอวี่นิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนเบือนหน้า “ข้ารู้ ข้าแค่ยังอยากช่วยมากกว่านี้”


    เย่เทียนไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงพยักหน้า แล้วปล่อยให้นางจัดถุงต่อจนเสร็จ


    เมื่อของทุกอย่างถูกวางเข้าที่ เสี่ยวอวี่ผูกปากถุงแล้วส่งให้เขา “ลองสะพาย”


    เย่เทียนรับมาสะพายบนไหล่ขวา น้ำหนักไม่มาก แต่ก็พอให้รู้สึกถึงแรงกดเล็ก ๆ เขาปรับสายผูกตามที่ฝึกในลานจำลอง ไม่ปล่อยให้ถุงแกว่งอิสระ


    เสี่ยวอวี่เดินวนดูรอบหนึ่ง แล้วพยักหน้าอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก “พอได้ แต่ถ้าเจ็บขา ต้องบอกทันทีนะ”


    “ข้าจะบอกผู้ฝึกสอนเย่คุน”


    “บอกข้าด้วยตอนกลับมา”


    “ได้”


    “แล้วถ้ามีคนให้เจ้าแบกของหนักกว่านี้…”


    “ต้องแจ้งผู้คุมคณะก่อนรับ”


    เสี่ยวอวี่จ้องเขา “อย่าตอบเหมือนท่องให้ผ่าน ต้องทำจริง”


    เย่เทียนยิ้มบาง ๆ “ข้าจะทำจริง”


    นางมองเขาอีกครู่หนึ่ง ก่อนยื่นห่อผ้าเล็กที่สุดให้ “อันนี้แยกไว้ต่างหาก”


    “อะไร”


    “ของกิน”


    เย่เทียนรับมา เปิดดูแล้วพบขนมแป้งก้อนเล็ก ๆ สองสามชิ้น สีไม่สวยนัก รูปร่างก็ไม่เท่ากัน แต่กลิ่นหอมจาง ๆ ของน้ำผึ้งทำให้เขารู้ทันทีว่าเสี่ยวอวี่คงตั้งใจทำเอง


    นางรีบพูดก่อนเขาจะถาม “ไม่ต้องพูดอะไร ข้าทำเกินมา ไม่ได้ตั้งใจทำให้เจ้าโดยเฉพาะ”


    เย่เทียนมองรูปร่างขนมที่แต่ละชิ้นดูเหมือนผ่านการต่อสู้มาแล้ว “ทำเกินมาเยอะทีเดียว”


    เสี่ยวอวี่หน้าแดงขึ้นทันที “ไม่เอาก็คืนมา”


    เย่เทียนรีบเก็บห่อผ้าเข้าถุง “เอา”


    นางเม้มปาก ไม่รู้จะโกรธหรือเขินดี สุดท้ายจึงยกนิ้วชี้มาขู่เขา “กินตอนพัก ห้ามกินตอนเดิน เดี๋ยวสำลัก”


    “ข้าจำได้”


    “แล้วก็ห้ามแบ่งให้คนที่หัวเราะรูปร่างมัน”


    เย่เทียนนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าจริงจัง “อันนี้ข้าจำได้ดีที่สุด”


    เสี่ยวอวี่มองเขาเหมือนอยากตี แต่สุดท้ายก็หลุดยิ้มออกมาเล็กน้อย


    เสียงฝีเท้าด้านนอกดังขึ้นพอดี เย่หลัวโผล่หน้ามาจากประตูที่เปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง เขามองภาพเสี่ยวอวี่ยืนอยู่กับตะกร้า และเย่เทียนสะพายถุงผ้าเต็มตัวแล้วกระแอมเบา ๆ


    “ข้ามาผิดเวลาหรือไม่”


    เสี่ยวอวี่รีบเก็บตะกร้า “ไม่ผิด ข้ากำลังจะไปพอดี”


    เย่หลัวพยักหน้าแบบเก้ ๆ กัง ๆ แล้วหลบทางให้นาง เสี่ยวอวี่เดินออกไปสองก้าว ก่อนหันกลับมามองเย่เทียนอีกครั้ง


    “อย่าลืมที่สัญญา”


    “ไม่ลืม”


    “ดี”


    นางพูดเพียงเท่านั้น แล้วเดินจากไป


    เย่หลัวรอจนฝีเท้าของนางไกลออกไป ก่อนเดินเข้ามาในเรือน เขามองถุงผ้าบนหลังเย่เทียน แล้วทำหน้าเหมือนไม่แน่ใจว่าจะพูดอะไรดี


    “ดูเหมือนเจ้าจะพร้อมออกไปเป็นพ่อค้าเร่แล้ว”


    เย่เทียนปลดถุงลง “ถ้าพูดแบบนี้ต่อหน้าเสี่ยวอวี่ นางคงให้เจ้าแบกตะกร้ากลับ”


    เย่หลัวรีบยกมือ “ข้าไม่ได้อยากมีปัญหากับนาง”


    “เจ้ามีธุระหรือ”


    เย่หลัวพยักหน้า แล้วหยิบแผ่นไม้บาง ๆ ออกจากอกเสื้อ แผ่นไม้นั้นถูกขีดเป็นเส้นหยาบ ๆ คล้ายแผนผังทางเดิน มีเครื่องหมายวงกลมเล็ก ๆ หลายจุด


    “ข้าไม่ได้ขโมยแผนที่นะ” เขาพูดก่อน “อันนี้ข้าวาดเองจากที่เคยฟังคนในเรือนคุยกัน กับจากที่เคยเห็นตอนคณะสินค้ากลับมา”


    เย่เทียนรับแผ่นไม้มา มองเส้นทางที่ถูกวาดอย่างไม่เรียบร้อยนัก “นี่คือเส้นทางภูเขาหินดำ?”


    “แค่บางช่วงของเขตตื้น” เย่หลัวรีบแก้ “อย่าเอาไปใช้แทนแผนที่จริง ข้าไม่อยากให้เจ้าหลงแล้ววิญญาณกลับมาด่าข้า”


    “ข้ายังไม่ได้ตาย”


    “ก็อย่าทำให้มันเป็นเรื่องใกล้ตัวนักสิ”


    เย่เทียนมองเขาเล็กน้อย เย่หลัวเบือนหน้าหนีเหมือนรู้ตัวว่าพูดมากไป จึงชี้ไปที่จุดหนึ่งบนแผ่นไม้


    “ตรงนี้เขาเรียกทางหินเอียง คนที่เดินครั้งแรกชอบมองว่ามันไม่ชัน แต่พอมีน้ำซึมจากข้างบน มันลื่นมาก บางคนไม่ได้ล้มเพราะสัตว์อสูร แต่ล้มเพราะรีบเดินตรงนี้”


    เขาชี้อีกจุด “ตรงนี้มีพุ่มหนามเตี้ย ถ้าเดินกลางวันเห็นชัด แต่ถ้าหมอกลงจะดูเหมือนพุ่มหญ้าธรรมดา อย่าเอามือปัดมั่ว ๆ หนามมันเกี่ยวผ้าแล้วดึงให้เสียจังหวะ”


    จุดที่สาม “อันนี้ข้าไม่รู้จริงหรือไม่ แต่เคยได้ยินว่ามีหินดำบางก้อนเสียงกลวง ถ้าเหยียบแรง อาจแตกเป็นชั้นบาง ๆ ข้างใต้มีดินเปียก ถ้าเจ้าต้องเดินผ่าน ให้ดูรอยคนข้างหน้าก่อน อย่าอยากเป็นคนแรก”


    เย่เทียนฟังโดยไม่ขัด แม้ข้อมูลจะไม่เป็นทางการ แต่สำหรับคนที่ไม่เคยออกนอกเมืองจริง ๆ สิ่งเหล่านี้มีค่ามากกว่าเขาคิด


    “เจ้ารู้เยอะกว่าที่ข้าคาด” เย่เทียนกล่าว


    เย่หลัวยืดตัวขึ้นเล็กน้อย “ข้าก็ไม่ได้โง่”


    “ข้าไม่ได้พูดว่าเจ้าโง่”


    “แต่หน้าของเจ้าบางครั้งเหมือนคิดว่าคนอื่นโง่”


    เย่เทียนนิ่งไป แล้วพูดอย่างจริงจัง “ข้าจะระวังหน้า”


    เย่หลัวชี้เขาทันที “เห็นไหม แบบนี้แหละ พูดจริงเกินไปจนคนไม่รู้จะโกรธอย่างไร”


    เย่เทียนเก็บแผ่นไม้ไว้ข้างกระดาษคำร้อง “ขอบใจ ข้าจะจำไว้ว่าแผ่นนี้ไม่ใช่แผนที่จริง”


    “ดี” เย่หลัวพยักหน้า “แล้วก็อีกเรื่อง เย่หมิงสมัครกลุ่มปะทะจริง”


    เย่เทียนไม่แปลกใจ “เขาผ่านหรือ”


    “ได้ยินว่าผ่านรอบแรก แต่คะแนนไม่ดีนัก เขาเร็ว แต่เกือบล้มตรงถุงทราย คนหัวเราะกันนิดหน่อย เขาทำหน้าเหมือนอยากเอาถุงทรายไปฝัง”


    ภาพนั้นทำให้เย่เทียนเกือบยิ้ม


    เย่หลัวมองเขา “เจ้าระวังไว้ เขายิ่งไม่ชอบเจ้าอยู่แล้ว ถ้าเจ้าได้ไปด้วย แม้เป็นกลุ่มสนับสนุน เขาอาจหาเรื่องพูดให้เจ้าดูแย่”


    “เขาคงทำอยู่แล้ว”


    “ข้ารู้ แต่ข้าเตือนเพราะ…” เย่หลัวหยุดไป เหมือนคำต่อไปติดอยู่ในคอ


    เย่เทียนรอ


    เย่หลัวเกาท้ายทอย “เพราะถ้าเจ้าเถียงเขากลับกลางคณะ แล้วผู้คุมคณะมองว่าเจ้าก่อเรื่อง เจ้าจะเสียเปรียบ เข้าใจไหม”


    คราวนี้เย่เทียนพยักหน้าโดยไม่ล้อ “เข้าใจ ข้าจะไม่โต้ถ้าไม่จำเป็น”


    “ดี” เย่หลัวโล่งใจเล็กน้อย “แล้วก็ถ้าเขาพูดว่าเจ้าถ่วงคณะ อย่ารีบตอบ ให้ทำงานของเจ้าไป ถ้าเจ้าจดของถูก เดินไม่หลุดแถว ไม่ทำให้คนหยุดรอ เขาก็พูดได้ไม่นานเอง”


    นี่ไม่ใช่คำพูดคม แต่เป็นคำแนะนำที่มาจากคนที่อยู่ท่ามกลางคำพูดของคนรุ่นเดียวกันมานานพอจะรู้ว่าการเถียงบางครั้งทำให้คนเสียรูปมากกว่าชนะ


    เย่เทียนมองเย่หลัว “เจ้ามาช่วยข้าจริง ๆ”


    เย่หลัวหน้าแดงขึ้นเล็กน้อย “ข้าแค่มาเตือน ไม่ได้ช่วย”


    “ต่างกันอย่างไร”


    “ต่างกันตรงที่ถ้าเจ้าทำพลาด ข้าจะได้บอกว่าข้าไม่ได้เกี่ยว”


    เย่เทียนพยักหน้า “เข้าใจแล้ว เจ้าไม่ได้ช่วย”


    “ใช่”


    “แต่ขอบใจ”


    เย่หลัวอ้าปากเหมือนจะเถียง สุดท้ายก็สะบัดมือ “ช่างเถอะ ข้าไปแล้ว พรุ่งนี้เช้าถ้าเจ้าเดินออกไปจริง ก็อย่าทำหน้าเหมือนคนไปตาย คนอื่นจะยิ่งพูด”


    “ข้าควรทำหน้าอย่างไร”


    เย่หลัวคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ทำหน้าเหมือนไปแบกเสบียง”


    เย่เทียนมองเขานิ่ง ๆ ก่อนทั้งสองคนจะหลุดยิ้มออกมาเล็กน้อยพร้อมกัน


    เย่หลัวจากไปหลังจากนั้น ทิ้งแผ่นไม้เส้นทางหยาบ ๆ ไว้บนโต๊ะ เย่เทียนนั่งลงอีกครั้ง เขาไม่ได้เขียนอะไรเพิ่มทันที เพียงมองของที่ถูกจัดไว้เป็นหมวด ๆ ตรงหน้า


    ถุงผ้าของเสี่ยวอวี่


    แผ่นไม้ของเย่หลัว


    คำร้องที่ผ่านการรับรองแบบมีเงื่อนไข


    แผ่นไม้สิทธิ์ฝึกต่อชั่วคราว


    ทุกอย่างไม่ได้ทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นในทันที แต่ทำให้เส้นทางที่ดูเลือนรางเริ่มมีรูปร่างเป็นของจริงมากขึ้น เขาต้องพกอะไร ต้องพูดอะไร ต้องไม่ทำอะไร และต้องจำว่าคนอื่นฝากความกังวลไว้กับเขาในรูปแบบต่างกัน


    เสียงไม้เท้ากระทบพื้นเบา ๆ ดังขึ้นนอกเรือน


    เย่เทียนเงยหน้า เห็นเย่จงยืนอยู่ที่ประตู


    “เตรียมของเสร็จแล้วหรือ”


    เย่เทียนรีบลุก “เกือบเสร็จแล้วขอรับ”


    เย่จงเดินเข้ามา ไม่ได้ตรวจถุงผ้า ไม่ได้เปิดดูยา ไม่ได้ถามว่าเขาพกอะไรบ้าง ชายชรามองเพียงใบหน้าหลานชายอยู่ครู่หนึ่ง


    “เจ้าตื่นเต้น”


    เย่เทียนไม่ได้ปฏิเสธ “ขอรับ”


    “ดี”


    เย่เทียนชะงัก “ดีหรือขอรับ”


    “ถ้าไม่ตื่นเต้นเลย แปลว่าเจ้าไม่รู้ว่ากำลังไปที่ใด” เย่จงกล่าว “แต่ถ้าตื่นเต้นจนมือสั่น ก็ยังไม่ควรไป เจ้าอยู่ตรงกลาง ถือว่าใช้ได้”


    เย่เทียนเงียบฟัง


    เย่จงเดินไปนั่งข้างโต๊ะ หยิบแผ่นไม้ของเย่หลัวขึ้นมาดูแวบหนึ่ง แล้ววางกลับ “คนที่ให้เจ้า เตือนด้วยใจดี”


    “ข้ารู้”


    “รู้ก็อย่าทำให้เขาเสียใจที่เตือน”


    “ขอรับ”


    เย่จงมองถุงผ้าใบเล็กที่เสี่ยวอวี่จัดไว้ “คนที่เตรียมของให้เจ้า ก็เตรียมด้วยใจดี”


    เย่เทียนตอบเบาลง “ข้ารู้ขอรับ”


    เย่จงพยักหน้า “งั้นจำไว้ให้มากกว่าเงื่อนไขของเรือนกลาง”


    เย่เทียนเงยหน้า


    เย่จงกล่าวช้า ๆ “กฎทำให้เจ้าได้ไป แต่คนพวกนี้คือเหตุผลให้เจ้ากลับมา”


    ห้องเงียบลงอีกครั้ง


    คราวนี้เย่เทียนไม่ได้รีบตอบ เขามองถุงผ้า มองแผ่นไม้ แล้วมองมือของตนเอง เขายังอายุสิบห้า ยังไม่เปิดชีพจรสมบูรณ์ ยังไม่มีปราณให้ใช้ ยังเป็นเพียงรายชื่อสำรองกลุ่มสนับสนุนของคณะฝึกระดับต่ำเท่านั้น แต่สิ่งที่ถูกวางไว้บนโต๊ะกลับทำให้การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของเขาคนเดียวอีกต่อไป


    “ข้าจะจำไว้” เขากล่าว


    เย่จงลุกขึ้น “พรุ่งนี้ก่อนออกเดินทาง ข้าจะไม่ไปส่งหน้าเรือนกลาง”


    เย่เทียนนิ่งไปเล็กน้อย แต่พยักหน้า “ขอรับ”


    “ไม่ใช่เพราะไม่ห่วง” เย่จงกล่าวต่อ “แต่เพราะถ้าข้าไปยืนส่ง เจ้าจะถูกคนมองว่าเป็นเด็กที่ปู่ต้องคอยเฝ้า เจ้าต้องเดินออกไปในฐานะคนของคณะ ไม่ใช่หลานชายของเย่จง”


    เย่เทียนเข้าใจทันที


    เย่จงไม่ช่วยเขาเกินไป ไม่ปูทางให้เขาดูพิเศษ และไม่ทำให้เงาของตนเองทับเส้นทางที่เย่เทียนต้องเริ่มเดินด้วยเท้าของตัวเอง


    “ขอบคุณท่านปู่”


    เย่จงมองเขา แล้วพูดเสียงเรียบ “ขอบคุณตอนกลับมา”


    พูดจบ ชายชราก็เดินออกจากเรือนไป


    หลังเย่จงจากไป เย่เทียนเก็บของทั้งหมดลงถุงตามลำดับที่เสี่ยวอวี่จัดไว้ เขาทดสอบสะพายอีกครั้ง เดินในเรือนช้า ๆ สองรอบ เพื่อให้แน่ใจว่าสายผูกไม่เสียดสีกับไหล่และถุงไม่แกว่งเกินไป จากนั้นจึงนั่งลงบนเตียง ไม่ฝึก ไม่ทดลอง ไม่แตะหินปราณต่ำที่ยังวางอยู่ในห้อง


    เขาทำเพียงหลับตาและทบทวนคำสั่ง


    ห้ามเข้าปะทะ


    ห้ามแยกจากคณะ


    ห้ามตามรอยเอง


    ห้ามทดลองชีพจร


    รายงานอาการทุกเย็น


    ถ้าถูกสั่งให้ถอนตัว ต้องถอนตัว


    ประโยคเหล่านั้นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกถูกขังเหมือนก่อนหน้านี้ ตรงกันข้าม มันเหมือนเชือกที่ผูกเขาไว้กับฝั่ง เพื่อให้เขาก้าวลงน้ำได้โดยไม่ถูกกระแสน้ำลากหายไปทันที


    เย่เทียนลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูอีกครั้ง


    คราวนี้เป็นผู้ฝึกสอนเย่คุน


    เขาไม่ได้เข้ามาเต็มตัว เพียงยืนอยู่หน้าประตู กอดอกเหมือนเคย


    “พรุ่งนี้ยามเหม่า รวมตัวที่ลานเรือนกลาง สายหนึ่งก้าว ตัดชื่อ”


    เย่เทียนลุกขึ้นทันที “ขอรับ”


    “คืนนี้กินให้พอ นอนให้พอ ห้ามนั่งคิดจนตาแดง ห้ามซ้อมเดินเพิ่ม ห้ามเอาหินปราณมาดมใกล้ ๆ แล้วบอกว่าแค่ดู”


    เย่เทียนนิ่งไป “ข้าไม่เคยบอกว่าจะดม”


    “ข้าดักไว้ก่อน” เย่คุนกล่าว “เด็กอย่างเจ้า ถ้าไม่ดักสิบทาง มักหาทางที่สิบเอ็ดเจอ”


    เย่เทียนค้อมศีรษะ “ข้าจะไม่ทำอะไรเกินคำสั่ง”


    “ดี” เย่คุนมองถุงผ้าข้างเตียง “ของเยอะไปไหม”


    “ไม่มากขอรับ เสี่ยวอวี่ช่วยจัด ลดของหนักออกแล้ว”


    เย่คุนพยักหน้า “เด็กคนนั้นมีหัวกว่าเจ้าตอนเตรียมของ”


    เย่เทียนไม่เถียง


    เย่คุนโยนแผ่นไม้เล็ก ๆ ให้เขา เย่เทียนรับไว้ พบว่าบนแผ่นไม้มีเครื่องหมายของกลุ่มสนับสนุนและคำว่า “สำรอง” สลักไว้อย่างหยาบ ๆ


    “พรุ่งนี้ติดไว้ที่เอว อย่าทำหาย ถ้าคนถามว่าเจ้าอยู่กลุ่มไหน ให้ชี้ป้ายนี่ก่อนพูด จะได้ไม่พูดเกิน”


    “ขอบคุณผู้ฝึกสอนเย่คุน”


    “ข้าไม่ได้ให้เพื่อให้เจ้าดีใจ” เย่คุนกล่าว “ข้าให้เพื่อให้คนอื่นรู้ว่าเจ้าไม่ใช่คนเดินตามไปมั่ว ๆ และให้เจ้ารู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน”


    เย่เทียนก้มมองป้ายไม้ในมือ


    สำรอง


    กลุ่มสนับสนุน


    ไม่ใช่คำที่น่าภูมิใจสำหรับผู้ฝึกยุทธ์หลายคน แต่สำหรับเขา มันคือสิ่งที่แลกมาด้วยการยอมรับข้อจำกัดของตัวเองทีละข้อ


    “ข้าจะจำไว้”


    เย่คุนมองเขาอีกครั้ง “จำไว้อีกอย่าง ถ้าเกิดเรื่องนอกแผน อย่าทำตัวเป็นพระเอกนิทาน ในนิทานคนโง่รอดเพราะคนเล่าอยากให้รอด ในป่า คนโง่รอดเพราะคนอื่นต้องเสียแรงช่วย”


    เย่เทียนพยักหน้า “ขอรับ”


    “ดี นอน”


    เย่คุนพูดจบก็เดินจากไป ไม่มีคำอวยพร ไม่มีถ้อยคำให้กำลังใจ แต่เย่เทียนรู้ว่านี่เป็นวิธีของผู้ฝึกสอนเย่คุน


    เขาปิดประตู วางป้ายไม้ไว้ข้างถุงผ้า แล้วเป่าไฟตะเกียงให้ดับ


    คืนนั้นเขาหลับไม่ลึกนัก แต่ก็ไม่ได้ลุกขึ้นมาฝึกหรือเขียนอะไรเพิ่ม เสียงลมหายใจของตนเองดังสม่ำเสมอในความมืด หินปราณต่ำสามก้อนยังวางอยู่ที่เดิม ห่างตัวหนึ่งช่วงแขน ไม่มีสิ่งใดผิดคำสั่ง


    ก่อนฟ้าสาง เย่เทียนตื่นขึ้นเอง


    ไม่ใช่เพราะเสียงระฆัง


    ไม่ใช่เพราะฝันร้าย


    แต่เพราะร่างกายเหมือนรู้ว่าวันนี้ต้องก้าวออกจากพื้นที่ที่เคยปลอดภัยที่สุดของตน


    เขาล้างหน้า เปลี่ยนชุดฝึกที่เรียบและรัดกุมกว่าปกติ พันหน้าแข้งซ้ายใหม่ด้วยผ้าที่เสี่ยวอวี่พับไว้ สะพายถุงผ้า ติดป้ายไม้ “สำรอง” ไว้ที่เอว แล้วหยิบแผ่นไม้สิทธิ์ฝึกต่อชั่วคราวเก็บไว้ในอกเสื้อ


    เมื่อเปิดประตูออกไป อากาศยามเช้ายังเย็นอยู่


    เสี่ยวอวี่ยืนรออยู่ใต้ชายคา มือทั้งสองกำชายแขนเสื้อของตนเอง นางคงตั้งใจจะทำเหมือนเพิ่งผ่านมาอีกเช่นเคย แต่ฟ้ายังไม่สว่างขนาดนั้น และไม่มีใคร “บังเอิญ” ผ่านเรือนเขาพร้อมสีหน้าเหมือนนอนไม่หลับทั้งคืน


    เย่เทียนมองนาง “เจ้าตื่นเช้า”


    เสี่ยวอวี่หลบตา “ข้านอนไม่ค่อยหลับ”


    “เพราะข้า?”


    “ยังจะถามอีก”


    เย่เทียนเงียบ


    เสี่ยวอวี่เดินเข้ามาใกล้ จัดสายถุงผ้าบนไหล่เขาให้เข้าที่ ทั้งที่มันเข้าที่อยู่แล้ว จากนั้นก็หยิบห่อขนมเล็ก ๆ อีกห่อออกมาจากแขนเสื้อ


    “อันนี้…อีกห่อ”


    เย่เทียนรับมา “เมื่อวานบอกว่าทำเกินมา”


    “วันนี้ก็เกินอีก”


    “เข้าใจแล้ว”


    เสี่ยวอวี่สูดลมหายใจเล็ก ๆ เหมือนพยายามไม่ให้เสียงสั่น “ถ้าเจ็บ ต้องบอก ถ้ากลัว ก็ไม่ต้องฝืนทำเป็นไม่กลัว ถ้าเขาสั่งให้กลับ ก็กลับ อย่าคิดมาก”


    “อืม”


    “แล้วก็…ถ้าเห็นอะไรแปลก ๆ อย่าเดินตามไปเองนะ”


    เย่เทียนมองนาง “ใครบอกเจ้าเรื่องนี้”


    “ไม่มีใครบอก” นางก้มหน้า “ข้าแค่รู้ว่าเจ้าเป็นแบบนั้น”


    เย่เทียนพูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง


    สุดท้ายเขาพยักหน้า “ข้าจะไม่ตามไปเอง”


    เสี่ยวอวี่เงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงนิด ๆ แต่ยังไม่ร้องไห้ นางยกมือเหมือนจะจับแขนเขา แต่หยุดกลางทาง ก่อนเปลี่ยนเป็นตบถุงผ้าเบา ๆ แทน


    “ไปเถอะ เดี๋ยวสายแล้วผู้ฝึกสอนเย่คุนดุ”


    “ข้าจะกลับมา”


    “พูดแล้วนะ”


    “พูดแล้ว”


    เสี่ยวอวี่พยักหน้าหลายครั้ง เหมือนพยายามทำให้ตัวเองเชื่อ แล้วถอยออกไปหนึ่งก้าว


    เย่เทียนหันหลังเดินออกจากเรือน


    ทุกก้าววันนี้ไม่เร็ว แต่มั่นคงกว่าสองวันก่อน ลานเรือนกลางอยู่ไม่ไกลนัก แต่เส้นทางจากเรือนเล็กของเขาไปถึงที่นั่นกลับให้ความรู้สึกเหมือนยาวกว่าปกติ เมื่อมาถึง ลานกว้างมีคนรวมตัวอยู่แล้ว ผู้ฝึกกลุ่มปะทะยืนด้านหน้า บางคนสะพายอาวุธ บางคนตรวจสายรัดข้อมือ กลุ่มสนับสนุนยืนด้านหลังพร้อมห่อเสบียงและอุปกรณ์


    เย่หมิงอยู่ในกลุ่มปะทะ เขาเห็นเย่เทียนทันที สายตากวาดไปที่ป้าย “สำรอง” ตรงเอว แล้วมุมปากยกขึ้น


    แต่ยังไม่ทันพูดอะไร เสียงเย่คุนก็ดังขึ้นจากด้านหน้า


    “ใครพูดเรื่องไร้สาระก่อนออกเดินทาง ข้าจะให้แบกหม้อทั้งวัน”


    เย่หมิงหุบปากทันที


    เย่เทียนเดินไปยืนท้ายแถวกลุ่มสนับสนุนอย่างเงียบ ๆ เย่เฉิงยืนอยู่กลุ่มปะทะอีกด้านหนึ่ง เมื่อเห็นเขา ก็เพียงพยักหน้าให้สั้น ๆ เหมือนรายงานว่าเห็นแล้ว


    ไม่นาน หานเลี่ยกับคนตระกูลหานก็มาถึงจากประตูข้าง พวกเขาแต่งตัวเหมือนวันก่อน แต่วันนี้มีของจริงมากขึ้น เชือกยาว ถุงหนังใส่น้ำ มีดสั้นสำหรับตัดพุ่มไม้ และไม้เท้าเดินทางที่ปลายหุ้มโลหะ


    หานเลี่ยกวาดตามองแถวทั้งหมด ก่อนสายตาจะหยุดที่เย่เทียนครู่หนึ่ง


    “เด็กเท้าไว ได้ป้ายสำรองจริงด้วย”


    เย่เทียนค้อมศีรษะ “พี่หาน”


    “วันนี้อย่าไวเกินป้ายนั้น” หานเลี่ยกล่าวง่าย ๆ “อยู่ท้ายคณะก็ดูท้ายคณะให้ดี บางทีรอยที่คนหน้าเหยียบผ่านแล้ว คนท้ายต่างหากที่เห็นว่ามันแปลก”


    เย่เทียนพยักหน้า “ขอรับ”


    เย่กวงเดินขึ้นมายืนด้านหน้าลานในเวลาต่อมา เขาไม่ได้พูดยาว เพียงประกาศรายชื่อ ตรวจกลุ่ม และย้ำเงื่อนไขสำคัญอีกครั้ง


    “กลุ่มปะทะ ฟังผู้คุมแนวหน้า กลุ่มสนับสนุน ฟังผู้คุมท้ายคณะ ผู้ใดแยกจากเส้นทางโดยพลการ ถอนชื่อทันที ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งกลางทาง กลับมาต้องรับโทษตามกฎตระกูล”


    เสียงของเขาเรียบ แต่ทำให้ทั้งลานสงบลง


    ชื่อเย่เทียนถูกอ่านในกลุ่มสนับสนุนท้ายคณะ พร้อมคำว่า “สำรองภายใต้เงื่อนไขพิเศษ” คนบางคนหันมามอง แต่เย่เทียนไม่ได้หลบสายตา เขายืนอยู่ในตำแหน่งของตนเอง มือแตะสายถุงผ้าเบา ๆ เพื่อให้แน่ใจว่ามันไม่หลุด


    หลังตรวจครบ ประตูด้านข้างของตระกูลเย่ค่อย ๆ เปิดออก


    นอกประตูนั้น ถนนหินของเมืองชิงหลานทอดยาวไปสู่ประตูเมืองด้านเหนือ และไกลกว่านั้นคือภูเขาหินดำที่ยังถูกหมอกยามเช้าคลุมอยู่บาง ๆ


    เย่เทียนสูดลมหายใจเข้า


    ไม่ดึงพลัง


    ไม่เร่งจังหวะ


    เพียงจำเสียงของเสี่ยวอวี่ เย่หลัว เย่คุน เย่จง เย่เฉิง และหานเลี่ยไว้คนละส่วน


    “ออกเดินทาง”


    เสียงคำสั่งดังขึ้น


    คณะฝึกเริ่มเคลื่อนตัวออกจากประตูตระกูลเย่ เย่เทียนก้าวตามท้ายแถว กลุ่มสนับสนุนเคลื่อนช้ากว่ากลุ่มปะทะเล็กน้อย ห่อเสบียงบนหลังของเขากดไหล่พอดี ไม่หนักเกินไป แต่หนักพอให้รู้ว่ามันอยู่ตรงนั้น


    เมื่อเดินผ่านประตู เย่เทียนไม่ได้หันกลับไปทันที


    เขาก้าวออกไปสามก้าวก่อน แล้วค่อยเหลือบมองทางด้านหลัง


    ใต้ชายคาไกล ๆ เสี่ยวอวี่ยืนอยู่ตรงนั้นจริง ๆ นางไม่ได้โบกมือแรง ๆ ไม่ได้ร้องเรียก ไม่ได้ทำให้เขาเสียสมาธิ เพียงยืนกำแขนเสื้อตนเองแล้วมองมาเงียบ ๆ


    เย่เทียนพยักหน้าให้นางจากระยะไกล


    เสี่ยวอวี่พยักหน้ากลับเร็ว ๆ เหมือนกลัวว่าเขาจะไม่เห็น


    จากนั้นเขาหันกลับไปข้างหน้า


    เส้นทางนอกตระกูลทอดยาวอยู่ใต้แสงเช้า และครั้งนี้ ไม่มีลานฝึก ไม่มีศิลาทดสอบ ไม่มีผู้ใดหยุดทุกอย่างไว้เพียงเพราะเขาเกือบพลาด


    มีเพียงแถวคนที่กำลังเดินออกไปจริง ๆ


    และเย่เทียนอยู่ในแถวนั้นแล้ว

    คล้ายกับเรื่องลิขิตเทพพันธนาการมาร ที่คุณอ่าน